ตำนานผี

12 entries have been tagged with ตำนานผี.

การเดินทางสู่โลกหน้า

ราวห้าโมงเย็น สองพ่อลูกตัดสินใจหิ้วกระเป๋าเสื้อผ้าคนละใบ เดินออกจากซอยแยกเลี้ยวซ้ายตามถนนของซอย 5 วิภาวดี…ลุยน้ำเกือบสะเอวไปได้เชื่องช้า ไม่อยากห่วงหน้าพะวงหลังให้ยุ่งยากใจ…คนรับใช้เก่าแก่ซึ่งเปรียบเสมือนแม่ บ้านของเราก็เป็นคนไว้เนื้อเชื่อใจได้เพราะอยู่กันมาเกือบยี่สิบปีแล้ว

“คุณไปเถอะค่ะ หนูจะเฝ้าบ้านเอง ถึงอยู่คนเดียวก็ไม่กลัว”

แต่ ผมกลับกลัวว่าเราจะไปถึงขนส่งหมอชิตไม่ทัน ไหนจะเคลื่อนที่ได้ช้า ไหนจะกังวลว่ารถทหารที่มาช่วยเหลือประชาชนยามนี้จะทิ้งระยะห่างแค่ไหน? กับจะมีที่ว่างให้เราเบียดเสียดขึ้นไปปักหลักได้หรือเปล่า? ยามเย็นของฤดูหนาวมืดครึ้มลงอย่างรวดเร็ว

มองเห็นแสงไฟจากร้านค้าด้านซ้ายอยู่ลิบๆ พร้อมกับเสียงจ๋อมๆ ตามหลังมา

คง ไม่ได้มีแต่เราเท่านั้นหรอกที่ต้องลุยน้ำออกไปรอรถทหาร ผู้ชายผมขาวโพลนพอๆ กับผม หน้าตาดูคุ้นๆ ก็อาจจะไปสถานีขนส่งเพื่อหนีน้ำไปต่างจังหวัดไกลๆ เหมือนกัน

ผ่านหน้าช่อง 7 เลี้ยวซ้ายไปยังต้นทางรถไฟฟ้าใต้ดิน ชายผอมสูงผมขาวก็ยังเดินตามมาใกล้ๆ น้ำลดลงนิดหน่อย…ผมหยุดถอนใจยาวที่ริมถนนพหลโยธิน หันไปมอง ข้างหลังก็ไม่เห็นชายผมขาวผู้นั้นแล้ว

“พ่อตาฝาดละมั้ง?” ลูกชายหัวเราะเมื่อผมเล่าเรื่องนี้ให้ฟัง “ลุงเพิ่มผมขาวน่ะแกหัวใจวายเพราะเครียดเรื่องน้ำท่วมมาตั้งแต่เมื่อเย็นวาน นี้แล้วนี่นา!”

ผมอยู่ซอยยาสูบ 1 ถนนซูเปอร์ไฮเวย์ ใกล้ๆ กับไทยรัฐ จนเปลี่ยนมาเป็นซอย 5 ถนนวิภาวดีรังสิต เบ็ดเสร็จอยู่มาสี่สิบกว่าปี ตั้งแต่วัยรุ่นจนกลายวัยไม้ใกล้ฝังในปัจจุบัน

วันเสาร์ที่ 6 ตอนเย็น หลานสาววัยสิบขวบที่รอรับแม่ที่เพิ่งกลับจากที่ทำงานใกล้วัดสุทัศน์ วิ่งเข้ามาบอกว่ามีน้ำไหลเข้ามาในซอยแยกราวตาตุ่ม แต่ผมกับลูกจ้างเก่าแก่ช่วยกันขนหนังสือหนังหากับเอกสารต่างๆ ขึ้นโต๊ะบ้าง กองกับยกพื้นข้างโรงรถบ้าง เพื่อนบ้านแวะมาคุยกันเรื่องน้ำท่วมที่เข้าดอนเมืองแล้ว ทุกคนยังมองในแง่ดีว่าคงไม่เข้ามาถึงหมู่บ้านเรา

ราวสองทุ่มครึ่งลูกชายคนโตก็ขับรถปิกอัพกลับจากสำนักงานแถวสี่พระยา ส่วนลูกชายคนเล็กไม่ต้องไปทำงานที่บางบัวทองเพราะบริษัทปิด…หลานเล่นคอมพ์ พ่อ แม่ดูทีวี ส่วนผมขึ้นห้องนอนชั้นบน อ่านหนังสือให้สบายใจไม่ต้องคิดมาก

รุ่งขึ้นก่อนเช้ามืด มหาภัยก็จู่โจมเข้าเล่นงานฉับพลันทันใด!

สายน้ำหลั่งไหลเข้ามาเหมือนน้ำตก สนามเจิ่งนองจนถึงโรงรถ หนังสือกองใหญ่นับสิบๆ กองชุ่มโชก กระจัด กระจาย ก่อนที่น้ำจะทะลักเข้าตัวบ้านเหมือนเล่นกล

จากหน้าแข้งถึงเข่า แล้วสูงขึ้นเรื่อยๆ จนพวกเราต้องตัดสินใจเดี๋ยวนั้นเอง

รีบขนหนังสือที่เหลือกับยกทีวีกับคอมพิวเตอร์ขึ้นชั้นบน ลูกชายคนโตกับลูกเมียช่วยกันเก็บเสื้อผ้ากับข้าวของจำเป็น มุ่งหน้าไปอาศัยบ้านพ่อตาแม่ยายที่เมืองนนท์ ผมกับลูกชายคนเล็กจะไปเช่าโรงแรมต่างจังหวัดอยู่ชั่วคราว

เชื่อไหมครับว่าโรงแรมทุกจังหวัดในภาคกลางเต็มทั้งหมด ไม่ว่าชลบุรี ระยอง แม้แต่จันทบุรีก็เต็มทั้งนั้น…เราไปได้โรงแรมถึงเชียงรายโน่น ผมสั่งจองห้องหนึ่งสัปดาห์ทันที ถ้าน้ำลดก็กลับ แต่ถ้ายังก็จะเช่าต่อคราวละสัปดาห์เรื่อยไป!

เจ้าคนเล็กทำหน้าที่โทร.ไปจองที่นั่งรถทัวร์ ปรากฏว่าได้เที่ยว 20.30 น.

ปัญหาที่ทำให้งุนงงยิ่งกว่านั้นก็คือ…เราจะออกจากบ้านได้ยังไง?

หมู่บ้านถูกสายน้ำล้อมกรอบไว้ทั้งหมด ตั้งแต่ซอย 3 จนถึงซอย 5 รถแท็กซี่กับมอเตอร์ไซค์อย่าไปฝัน ตอนนั้นบ่ายสามโมงแล้ว ลูกชายคนโตอพยพลูกเมียออกไปแต่เช้า ระดับน้ำสูงขึ้นทุกที…จนมาหยุดอยู่เกือบถึงสะเอว

เราพยายามหาทางออกทางด้านหลัง เลี้ยวขวาไปทางสถานีทีวีช่อง 7 จากนั้นคงต้องโบกรถยีเอ็มซีของทหารไปขนส่งหมอชิตก่อนเวลาให้ได้ ปัญหาคือเราจะไปที่นั่นได้ ยังไง

“ลุยน้ำไปกันซีพ่อ!”

ลูกชายโพล่ง ผมเกือบจะดุว่าพูดบ้าๆ แต่เมื่อนึกถึงความจริงแสนสาหัสที่ต้องเจอะเจอก็ได้แต่กลืนน้ำลาย

 

ถ้ำใต้ดิน

เหวนรกนั้นชื่อก็บอกตรงตัวอยู่แล้ว ที่แน่ๆ ก็คือมี สัตว์ตกลงไปตายมากมายเพราะพลาดพลั้ง หรือลื่นพรวดพราด ลอยละลิ่วลงไปแหลกเหลวกับก้อนหินก้นเหวนั่นปะไร!

ถ้าไม่มีคนตาย หรือตายแค่ 2-3 คน ก็คงไม่มีใครยกย่องว่าเป็นเหวนรกหรอกน่า…จริงมั้ยครับ?

ถ้ำมรณะก็เหมือนกัน!

อาจ จะมีสัตว์ร้ายสิงสู่อยู่ในถ้ำ ตั้งแต่เสือ หมี จนถึงงูเห่า งูจงอาง พิษสงขนาดฉกปั๊บเข้าให้ก็ไม่ต้องไปหาหมอให้เสียเวลา…ขุดหลุมฝังได้เลย! เพราะพิษร้ายจากเขี้ยวอสรพิษชนิดนี้แม้ว่าจะไม่รุนแรงเท่างูเห่า แต่มีจำนวนมากมายกว่างูเห่าราวสองเท่าตัว

หมองูที่เสาวภาท่านยืนยันว่า พิษงูจงอางสามารถฆ่าช้างได้ 1 ตัว ฆ่าคนได้ 20 คน!

สาเหตุก็เพราะในป่าเขาลำเนาไพรแสนเปล่าเปลี่ยวนั่นน่ะ เป็นที่สิงสู่ของบรรดาอสุรกายสารพัดชนิด ไม่ว่าผีมีระดับอย่างเจ้าป่าเจ้าเขา รวมทั้งเจ้าพ่อเจ้าแม่ที่สิงสถิตอยู่ตามต้นไม้และภูเขา ส่วนมากน่ะจ้องจะเอาชีวิตคนท่าเดียว จนใครที่ผ่านไปมาต้องเซ่นวักตั๊กแตนกัน ถึงจะรอดชีวิตไปได้

อ้อ! ที่อยู่ใกล้ถนนรนแคมหน่อย ก็มีคนสร้างศาลให้อยู่เป็นที่เป็นทาง ต้องจุดธูปเทียนบูชา มีผ้าเหลืองผ้าแดงพันไว้อร่ามไปแทบทั้งต้น

ท่านที่ต้องเดินทางไปต่างจังหวัดไกลๆ คงจะเคยผ่านศาลเจ้าพ่อเจ้าแม่เหล่านี้มาแล้ว คนเดินทางจะต้องแสดงความเคารพนบไหว้กันแปลกๆ ตามที่ได้ยินว่า “ท่านโปรด”

เช่นจุดประทัดสนั่นหวั่นไหวเมื่อถึงศาล จนคนที่ขับรถตามมาข้างหลังไม่รู้อีโหน่อีเหน่ พานนึกว่าเกิดปล้นสะดมขึ้นแล้วก็มี!

ต้องกดแตรแป๊นๆๆ แสบแก้วหูคันละ 3 ครั้งติดๆ กันก็มี คิดดูเถอะว่าตอนที่มีรถราผ่านไปมาหลายๆ คัน บรรดาโชเฟอร์กดแตรบูชาเจ้าพ่อหลักหลวง เจ้าแม่เขาชะโงก ดังสนั่นหวั่นไหวติดๆ กันแบบนั้น คนที่ไม่เคยระแคะระคายมาก่อนจะอกสั่นขวัญแขวนขนาดไหน

ที่ไม่เคยกดแตรก็ต้องกด! ที่ไม่ได้ตั้งใจก็สะดุ้งโหยง พลอยบ้าจี้กดแตรลั่นรถ จนคนที่มาด้วยวี้ดว้ายกันระงมก็เคยปรากฏมาแล้ว!

ตกใจจนกดติดๆ กันเกือบสิบทีกว่าจะหยุดได้ ก็ไม่เป็นไร…เผื่อเหลือเผื่อขาดครับของพรรค์นี้ กด แล้วสบายใจ เข้าทำนอง “เข้าเมืองตาหลิ่วก็ต้องหลิ่วตาตาม”

เหวนรก! ถ้ำมรณะ! ต้นไม้ผีสิง…ของพวกนี้ก็ต้องอยู่ในป่าดงเป็นของธรรมดา

 

นอกจากสัตว์ร้ายต่างๆ แล้วก็อาจจะมีถ้ำนรกหลบซ่อนอยู่ตามหลืบถ้ำมืดสลัว ไม่มีปล่องให้แสงแดดส่องลงมาถึง มัวแต่เดินเก้ๆ กังๆ เหลียวซ้ายแลขวาก็อาจจะหล่นวูบ…รู้สึกคล้ายโดนธรณีสูบเมื่อไหร่ไม่รู้ตัว

ลืมตาอีกทีก็เห็นยมบาลแยกเขี้ยวรอคอยอยู่แล้ว อย่าทำล้อเล่นกับถ้ำนรกไปเชียว!

ยกตัวอย่างให้เห็นชัดๆ ก็คือเรื่องอื้อฉาว “ขุมทองเมืองกาญจน์” ในถ้ำลิเจีย ที่ใครๆ ไปขุดหากันมาหลายสิบปีแล้ว แม้แต่ทุกวันนี้ก็ยังแยกย้ายกันขุดหาทองคำที่เชื่อว่าทหารญี่ปุ่นฝังไว้ก่อน แพ้สงคราม เรียกว่า “ขุมทองโกโบริ” จนกลายเป็น “ขุมทองโกโบเลอะ” ไปแล้ว

ดูในข่าวทีวีจะเห็นมีการตั้งศาลเพียงตา บูชาบัตรพลีด้วยหัวหมูบายศรี แถมเหล้าตามธรรมเนียมไทยๆ เป็นการบอกกล่าวกับขอขมาลาโทษเจ้าที่เจ้าทาง เจ้าป่าเจ้าเขาเสียก่อน จะได้ไม่เกิดเรื่องอัปมงคล…พูดตรงๆ ว่าไหว้ผีกันละครับ

ไหว้ไปทำไมกัน?

ก็เพราะเชื่อว่ามีวิญญาณเก่าใหม่สิงสู่ซับซ้อนอยู่ในนั้นมากมาย คือในถ้ำนั่นย่อมเคยมีคนยุคก่อนประวัติ ศาสตร์อาศัยอยู่ จนถึงยุคหลังๆ ที่คนเข้าไปหลบแดดหลบฝน หรือแม้แต่หลบสัตว์ร้าย แล้วก็ต้องล้มตายในถ้ำเพราะเจ็บป่วยบ้าง ถูกฆ่าตายจากคนหรือสัตว์บ้าง

ที่น่าสยดสยองกว่านั้นก็คือ…ถูกผีหักคอตาย!!

โดยเฉพาะพวกที่ไปขุดหาสมบัติ ขุดทอง แต่ต้องมาจบชีวิตเพราะตกเหวตาย เป็นไข้ป่าตาย หลงทางหลงถ้ำจนหมดแรงขาดใจตายไปเอง ขนาดระบุชื่อว่าคนนั้นคนนี้ตายเมื่อใด

ในถ้ำนรกที่ว่าก็ต้องตั้งศาลพร้อมเครื่องบัตรพลีอย่างที่ว่า เพื่อให้วิญญาณหลากหลายเหล่านั้นได้มากินเครื่องเซ่นจนอิ่มหนำสำราญ จะได้ไม่โกรธเกรี้ยว มารบกวนการทำงานให้ยุ่งยากเปล่าๆ

แหม! เป็นผีแล้วยังชอบเครื่องเซ่น คนเป็นๆ จะไม่ให้ชอบ “ส่วย” ได้ยังไงกัน?

ผลไม้ต้องคำสาป

กิตติศัพท์โด่งดังไปถึงจังหวัด นายฤทธิ์ลูกชายเจ้าของโรงสีเห็นเอื้อยเข้าก็หลงรักจนให้ผู้ใหญ่มาสู่ขอ ผู้ใหญ่อ่ำเรียกสินสอดทองหมั้นได้จุใจก็ตก ลงยกลูกสาวให้ แต่เอื้อยผูกใจรักแต่ทิดโพนคนเดียวเท่านั้น

วันแต่งงาน เอื้อยก็หลบไปผูกคอตายที่ต้นมะเดื่อหลังหมู่บ้านนั่นเอง!

กว่าผู้ใหญ่อ่ำกับนายฤทธิ์จะติดตามมาพบ เอื้อยก็กลายเป็นศพห้อยโตงเตงอยู่ในชุดวิวาห์ หน้าเขียวคล้ำลิ้นจุกปาก นัยน์ตาเหลือกลาน มีมดดำนับร้อยๆ กำลังไต่ตอมอยู่เต็มหน้า

ศพเอื้อยไปนอนที่วัดแล้ว แต่วิญญาณของเธอยังอยู่…

ต่อมาไม่นาน ก็มีคนเห็นผู้หญิงชุดขาวย่องไปที่กระท่อมทิดโพนบ่อยๆ แต่เมื่อมีใครไปซักถามพี่ทิดก็ไม่ยอมปริปาก เอาแต่ถอนใจเศร้าๆ ส่ายหน้าลูกเดียว…จนกระทั่งชาวบ้านดงหลวงถูกผีหลอกกลางวันแสกๆ หลายคน

ยายอุ่นไปเก็บใบมะเดื่ออ่อนๆ มาจิ้มน้ำพริก แถวนั้นมีทั้งป่ามะม่วงกับป่าไผ่ค่อนข้างเปล่าเปลี่ยวเพราะอยู่ห่างจากหมู่ บ้าน…ทันใดนั้น เมฆหนาทึบก็บดบังแสงแดดจนร่มครึ้ม สรรพสิ่งเงียบกริบลงกะทันหัน

ลมไม่พัดใบไม้ไม่กระดิก กอไผ่ที่เคยโอนเอนออดแอดกลับสงบนิ่งไปดื้อๆ เหมือนตกอยู่ในโลกร้าง บรรยากาศเยือกเย็นน่าขนหัวลุก!

ผมเป็นคนดงหลวง จังหวัดมุกดาหาร ตั้งแต่สมัยยังเป็นแค่ตำบล ขึ้นกับอำเภอนาแก นครพนม ต้นไม้ใหญ่น้อยแน่นหนา ป่าดงอุดมสมบูรณ์จึงได้ชื่อว่า “ดงหลวง” ดินแดนแห่งเทือกเขาภูเขาที่โด่งดังมาเมื่อสามสิบกว่าปีก่อนนั่นไงครับ

วันนี้ผมมีเรื่องผีดุสุดขีดมาเล่าสู่กันฟัง!

สาเหตุเกิดจากความรักใคร่ของหนุ่มสาวคู่หนึ่ง คือทิดโพนกับแม่เอื้อย ฝ่ายชายเป็นแค่ลูกจ้างทำนา ส่วนฝ่ายหญิงเป็นลูกผู้ใหญ่อ่ำ ฐานะมั่งคั่ง มีนาให้เช่านับร้อยไร่ เอื้อยเป็นสาวสวยประจำตำบล จึงมีหนุ่มๆ หมายปองอยู่มากหน้า

“เฮ้ย! อะไรกันโว้ย…ไป๊! ชู้ว์ๆ”

“แกนั่นแหละ ไป๊! ไสหัวไปให้พ้นบ้านข้าเดี๋ยวนี้”

แมวอุบาทว์แผดเสียงเป็นภาษาคนทันใด เล่นเอายายอุ่นร้องโหวกโหวย เผ่นอ้าวไม่คิดชีวิต ใบมะเดื่อหลุดจากมือ ผ้าผ่อนก็หลุดลุ่ย แมวผีสิง นั่นก็วิ่งตามมาติดๆ ยายอุ่นตะโพงหนีจนมาสลบอยู่บ้านของแกนั่นเอง!

เจ้าก้อนเพื่อนนายฤทธิ์ กำลังชักเกวียนจากนากลับบ้านตอนเย็น ครั้นถึงมะเดื่อต้นนั้น สรรพสิ่งก็เงียบกริบ นอกจากเสียงล้อเกวียนออด แอดกับกระดึงผูกคอวัวเท่านั้นที่ดังอยู่

จู่ๆ ยอดมะเดื่อก็เขย่าเกรียวกราวขึ้นมา! เจ้าก้อนเงยหน้ามองก็แทบหัวใจหยุดเต้น เมื่อเห็นร่างขาวโพลนของหญิงหนึ่งยืนอยู่บนกิ่ง มะเดื่อที่แม่เอื้อยผูกคอตาย!

“เฮ้ย!” ร้องได้คำเดียวร่างนั้นก็ทิ้งตัวลงมาห้อยโตงเตง เล่นเอาเจ้าก้อนห้อเกวียนป่าราบ กระเด้งกระดอนเกือบพลิกคว่ำ ถึงจับไข้จับหนาวอยู่เกือบเดือน… ชาวบ้าน

ยายอุ่นนึกถึงภาพเจ้าสาวผู้หนีมาผูกคอตายที่มะเดื่อต้นนั้น เล่นเอาปากคอแห้งผาก เสียวสันหลังวาบ ใจสั่นมือสั่น เด็ดใบมะเดื่ออ่อนๆ ได้ขยุ้มหนึ่งก็ทำท่าว่าจะกลับบ้าน

ทันใดนั้น เสียงขู่ฟ่อๆ ก็ดังอยู่เหนือหัว ยายอุ่นสะดุ้งเฮือก เงยหน้าขึ้นมองก็เห็นแมวดำตัวใหญ่ นัยน์ตาแดงจ้า แยกเขี้ยวดุร้าย ก่อนจะกระโจนใส่หญิงชราอย่างดุเดือด

อีกหลายคนก็โดนปีศาจแม่เอื้อยหลอกหลอนจนแทบจะเป็นบ้าเป็นหลังไปตามๆ กัน

ในที่สุดตาหมาสัปเหร่อก็ทนไม่ไหว ต้องนิมนต์หลวงตาฉ่ำมาทำพิธีไล่ผีแม่เอื้อยจะได้ไปผุดไปเกิดกับเขาเสียที

ชาวบ้านยกโขยงไปดูหลวงตาบริกรรมพระ พุทธมนต์ ไม่ช้าก็เกิดพายุพัดอู้ๆ ดวงอาทิตย์ลับหายไปในกลุ่มเมฆหนาทึบ ป่ามะม่วงคำรามลั่น มะเดื่อสะบัดใบเกรียวกราวกอไผ่โยกตัวไปมาอย่างดุเดือด…หลวงตาฉ่ำก็ให้ สัญญาณฟันมะเดื่อผีสิงทันใด!

“โอ๊ย! ตายแล้ว…”

เสียงแผดร้องโหยหวนบาดใจ เมื่อคมขวานฟันโครมเข้าที่โคนต้น หนุ่มสองคนหน้าซีดเผือดแข็งใจจามขวานต่อไปไม่หยุดยั้ง…ยางมะเดื่อไหล รินออกมาเป็นสีแดงฉานเหมือนเลือดสดๆ ไม่ผิดเลย

เสียงร้องโหยหวนดังเขย่าขวัญตลอดเวลา จนกระทั่งมะเดื่อผีสิงโค่นตึง ตามด้วยเสียงร้องกรี๊ด…บาดลึกลงไปถึงหัวใจเป็นครั้งสุด ท้าย วิญญาณอันทนทุกข์ทรมานของแม่เอื้อยก็หายสาบสูญไปตั้งแต่นั้นมา!

ผีอากง

อาม่ามีฐานะดีมาก แต่งตัวประณีตสวยงาม ผมเผ้าแทบไม่กระดิกก็ว่าได้ สวมทั้งสร้อยคอและข้อมือเส้นใหญ่ มีขนมและผลไม้มาเยี่ยมเยียนพวกเราบ่อยๆ อ้อ! ลูกชายอาม่าเป็นคนขับรถเก๋งมาส่ง – มารับถึงประตูบ้านเลยค่ะ น่าชื่นใจแทนจริงๆ

ระยะหลังอาม่ามาหาคุณยายบ่อยขึ้น แทบจะเป็นวันเว้นวัน ธุระสำคัญก็คือมาแนะนำให้คุณยายรักษาตัวด้วยการออกกำลังง่ายๆ ตามแบบคนสูงอายุทั่วไป

มีตำราบริหารแก้ไขเลือดลม และบำบัดโรคต่างๆ เหมือนการฝังเข็มนั่นเอง!

นั่นคือการแกว่งแขนตามคัมภีร์อี้จินจิง ของ “ท่านตั๊กม้อ”

บางครั้งก็มีตำราดึงหู “หวังซูหวา” มาฝาก โดยอาม่ายืนยันว่า หูควบคุมประสาทถึง 365 เส้น และชีพจรถึง 12 สาย ถ้านวดหูบ่อยๆ จะทำให้อวัยวะในช่องท้องแข็งแรง ถือว่าเป็นเคล็ดลับในการรักษาสุขภาพ เป็นยาอายุวัฒนะขนานเอก

“ฉันทำเป็นประจำ ทำให้ร่างกายแข็งแรง ไม่มีโรคภัยมาเบียดเบียน” อาม่าเคยบอกคุณยาย “คนเรารักกันชอบกันก็ต้องช่วยเหลือกัน ไม่อยากเห็นคนที่เรารักเจ็บไข้ได้ป่วย”

หลายปีมาแล้ว ดิฉันอยู่ทุ่งมหาเมฆกับพ่อแม่ และคุณยายอายุ 70 เศษ สุขภาพไม่ค่อยดีนัก เพราะเป็นทั้งเบาหวานและความดันเลือดสูง แต่ยังโชคดีที่ไม่มีอาการหลงๆ ลืมๆ หรืออัลไซเมอร์ที่ได้ข่าวว่าคนชราทั่วไป เป็นกันมาก

ถัดจากบ้านไปราว 200 เมตร มีเพื่อนคุณยายเป็นคนจีนอายุเกือบ 80 ปี แล้วแต่ยังดูแข็งแรง หน้าตาผ่องใส ไม่ทราบจนเดี๋ยวนี้ว่าท่านชื่ออะไร เพราะใครๆ ก็เรียกท่านว่า “อาม่า” ทุกคน รวมทั้งคุณยายดิฉันด้วย

ที่น่าประทับใจก็คือทุกคนพูดตรงกันว่า “อาม่าเป็นจีนผู้ดี”

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อค่ะ! เพราะเมื่อคุณยายลองทำตามคำแนะนำของอาม่าอย่างสม่ำเสมอก็ทำให้ความดันโลหิตลดลง น้ำตาลในเลือดก็ลดเช่นกัน

อาม่าทราบข่าวก็ยิ้มแย้มอย่างมีความสุข มีตำราบริหารร่างกายสำหรับคนชรามาแนะนำคุณยายบ่อยๆ พอมาถึงก็ผลักประตูห้องรับแขกเข้ามาแบบกันเอง พ่อแม่ดิฉันนับถือท่านเหมือนญาติผู้ใหญ่คนหนึ่ง ถ้าดิฉันอยู่ชั้นล่างก็ยกมือไหว้ ต้อนรับขับสู้ หาน้ำและผลไม้ให้ทาน ก่อนจะขึ้นไปเรียกคุณยายที่อยู่ชั้นบนว่า “อาม่ามาหาค่ะ”

คุณยายจะกระวีกระวาดลงมาหา บอกให้ดิฉันตระเตรียมผลไม้บ้าง ขนมแห้งๆ บ้าง เพื่อเป็นสิ่งตอบแทนตอนอาม่าจะกลับบ้าน บางทีก็โทรศัพท์ให้ลูกๆ หลานๆ อาม่ามารับ เพราะระยะทางค่อนข้างไกลสำหรับคนชรา

บางวันอาม่าก็โทรศัพท์มาถาม ว่าคุณยายบริหารร่างกายตามคำแนะนำใหม่ๆ หรือเปล่า? ได้ผลหรือไม่? ดิฉันก็จะบอกข่าวให้อาม่าฟังจนสบายใจทุกครั้ง

“ไม่เป็นไร อาม่ารอได้ หนูนอนพักเถอะ”

ดิฉันเปิดตู้เย็น รินน้ำเก๊กฮวยใส่แก้วมาให้อาม่าที่นั่งบนเก้าอี้ตรงข้ามโซฟา ท่านขอบอกขอบใจก่อนจะยกขึ้นดื่ม ดิฉันได้โอกาสเดินออกทางประตูหลัง…เลี้ยวไปบอกคุณยายในครัวว่าอาม่ามาหา คุณยายที่กำลังดูแลป้าสายหยุดทำแกงหมูเทโพหอมกรุ่นก็พยักหน้ารับรู้ แล้วรีบเดินตามกันออกมา

อะไรกัน…อาม่าไม่ได้นั่งอยู่ในห้องรับแขกหรอกค่ะ!

คุณยายหาว่า ดิฉันตาฝาด เปิดประตูออกไปก็ไม่เห็น ดิฉันยืนยันว่าเพิ่งเปิดตู้เย็นรินน้ำเก๊กฮวยให้อาม่าดื่มหยกๆ นั่นไงคะ…เหลืออยู่ติดแก้วนิดเดียวเอง คุณยายก็ยังว่าตาฝาดอยู่ดี

วันเกิดเหตุ จำได้ว่าอยู่ในราวห้าโมงเย็น…

ดิฉันอยู่บ้านเพราะเกิดปวดหัวจนไปเรียนไม่ไหว อาจจากนอนดึกเพราะดูตำรามากเกินไป หรือเครียดเรื่องเรียนก็ไม่ทราบแน่ชัด พอดีได้ยินเสียงรองเท้าอาม่าเดินกุกๆ มาที่หน้าห้องรับแขก แล้วผลักประตูเข้ามาอย่างกันเอง แบบเดียวกับที่เคยทำเป็นประจำ

พ่อแม่ยังไม่กลับจากทำงาน คุณยายก็ดูเหมือนจะอยู่ในครัว เพราะชอบเข้าไปดูแลป้าสายหยุดทำกับข้าว คอยบอกนั่นชิมนี่ติโน่นจนติดเป็นนิสัย…การทำกับข้าว อร่อยๆ ให้ลูกหลานกินน่ะเป็นความสุขของท่านมาแต่ไหนแต่ไรแล้วค่ะ

ดิฉันยังมึนหัวนิดๆ ขณะลุกจากโซฟาไปต้อนรับอาม่าแต่งชุดสีม่วงสวยที่เดินเข้ามาถามว่า…อ้าว? วันนี้หนูไม่ไปโรงเรียนหรอกหรือ? ดิฉันตอบไปตามตรงว่าปวดหัวมาตั้งแต่เช้า ตอนนี้ค่อยยังชั่วแล้วค่ะ เชิญอาม่านั่งก่อน หนูจะไปตามคุณยายในครัว

จนกระทั่งเรามารู้ข่าวว่า อาม่าจะออกมาขึ้นรถตอนเกือบ 5 โมงเย็นเพื่อมาหาคุณยาย แต่ลื่นล้มศีรษะฟาดพื้นสลบคาที่…ไปสิ้นใจที่โรงพยาบาลในเวลาไล่เลี่ยกับ ที่ดิฉันเห็นท่านเข้ามาในห้องรับแขกนั่นเอง

ต้นไม้ผีสิง

ป้ามีลูกชายสองคนกำลังเรียนมหาวิทยาลัย นิสัยดีทั้งคู่ ไม่ชอบเที่ยวเตร่ นอกจากดูหนังสือหรือเล่นเกมเล่นเน็ตอยู่ในห้อง

นักเรียนม.4 อย่างหนูก็ได้อาศัยพี่เอกับพี่บีนี่แหละค่ะ ที่ช่วยให้คำแนะนำเรื่องการเรียน และคงจะช่วยติวให้ไปอีกนานเชียวล่ะ ถ้าหนูอยู่บ้านนี้ไปนานๆ

ทราบว่าคุณลุงที่เพิ่งเสียชีวิตไปไม่นานด้วยโรคหัวใจเป็นคนรักต้นไม้ ทั้งไม้ดอกและไม้ใบ ท่านปลูกไว้เต็มแทบรอบๆ บ้านเลยค่ะ หนูรู้จักแต่พวกมะค่า มะยม ทับทิม กับมะลิ กุหลาบ มหาหงส์ วาสนา กับอัญชัน บานเช้าและบานเย็นที่ดูเหมือนว่าจะขึ้นเองตามที่ว่างๆ

อ้อ! ที่ริมรั้วมีต้นจำปีสูงมากจนต้องแหงนคอตั้งบ่า หนูว่าคงจะสูงกว่าหลังคาตึกสองชั้นแน่ๆ ใครจะมีปัญญาปีนป่ายขึ้นไปเก็บดอกสวยๆ และหอมกรุ่นของมันล่ะคะ?

มีมิตรร้อยคนยังนับว่าน้อยไป มีศัตรูคนเดียวถือว่ามากไป!

หนูได้รับคำชมเชยว่ามีน้ำใจ แถมเก่งที่กล้าปีนป่ายขึ้นต้นไม้สูงๆ ได้ด้วย พอดีสาวๆ ที่วิ่งหนีตอนแรกย้อนกลับมาดู หนูก็เลยแจกดอกจำปีที่เหลือให้จนหมด ถามว่าพี่ๆ วิ่งหนีอะไรกันคะ แถมร้องจนหนูตกใจหวิดตกจากต้นจำปี

ตอนนี้เองค่ะ ที่หนูได้รับฟังเรื่องราวน่าขนหัวลุก!

ลำดวนเคยเป็นสาวใช้ของบ้านป้านวลมาหลายปี แต่แล้วก็เกิดท้องไม่มีพ่อขึ้นมา ป้านวลปลอบใจว่าไม่เป็น ไรหรอก ไหนๆ เรื่องก็ล่วงเลยมาถึงป่านนี้แล้ว ออกลูกออกเต้าที่นี่แหละ แล้วจะช่วยเลี้ยงดูให้…ขออย่างเดียวอย่าไปทำแท้ง ก่อเวรสร้างกรรมฆ่าเด็กก็แล้วกัน

แต่ลำดวนคิดสั้น ใช้บันไดปีนขึ้นไปผูกคอตายในตอนดึกที่จำปีต้นนั้นเอง!

ข่าวคราวว่าผีลำดวนดุร้ายนัก เพราะเป็นผีตายท้องกลมก็ร่ำลือไปทั้งซอย เดี๋ยวคนนั้นมองเห็นบนต้นจำปี เดี๋ยวคนนี้มองเห็นร่างห้อยต่องแต่งน่าสยดสยอง…ช่วงหลังๆ ซาไปแต่เมื่อพวกสาวๆ กลุ่มนั้นเกิดแหงนหน้าขึ้นมาเห็นหนูเข้าก็เลยตกใจนึกว่าโดนผีหลอก ถึงได้หวีดร้องโหยหวน วิ่งกระเจิงจนผ้าผ่อนแทบจะหลุดไปตามๆ กัน

พวกสาวๆ ที่เคยมาด้อมๆ มองๆ ก็ซาไป บางคนบอกว่าจะไปขอป้านวลโดยใช้ไม้สอยเอา แต่เมื่อนึกถึงปีศาจดุร้ายที่สิงสู่อยู่ก็อ่อนอกอ่อนใจไปเอง
บางวันหนูเห็นพวกสาวๆ ในซอยเดินผ่านไปมา แทบทุกคนจะชะเง้อมองดอกขาวๆ ของมันอย่างเสียดมเสียดายทั้งนั้น…แหม! ถ้าต้นไม่สูงนักหนูคงจะปีนป่ายขึ้นไปเก็บมาแจกจ่ายให้พวกเธอหรอกค่ะ

อ้าว? ใกล้ๆ กำแพงรั้วนั้นมีบันไดไม้เตี้ยๆ ราว 5-6 ขั้นวางทิ้งจมพงหญ้า…ที่แท้ก็เป็นบันไดพาดต้นไม้นั่นเอง รูปสี่เหลี่ยมคางหมู หนูเลยลองเอามาพาดที่ต้นจำปี… พอดีเลยค่ะ

เย็นนั้น จากบันไดขั้นบนสุด หนูก็ปีนป่ายไปตามกิ่งก้านอื่นๆ อย่างคล่องแคล่วตามประสาเด็กบ้านนอก จัดแจงเด็ดจำปีดอกสวยๆ หอมกรุ่นใส่กระเป๋าเสื้อ…มองลงไปเห็นพวกสาวๆ เดินผ่านมาแล้วชี้ชวนกันให้ดูดอกจำปีขาวสล้างแทบเต็มต้น แน่ล่ะว่าอยากได้กันทุกคน!

จู่ๆ เสียงวี้ดว้ายจากสาวๆ ราว 4-5 คนก็ดังลั่นเข้าหู จนหนูหวิดร่วงจากกิ่งใหญ่ด้วยอารามตกใจ มองเห็นสาวๆ พวกนั้นวิ่งกระเจิงเหมือนมดแดงแตกรัง เล่นเอาหนูชักใจคอไม่ค่อยดีเพราะตอนนั้นเย็นมากแล้ว…

หลังจากค่อยๆ ไต่ลงบันไดมาถึงพื้นดิน เดินไปที่ประตูด้วยความสงสัยว่าพวกสาวๆ รุ่นพี่ตกใจเรื่องอะไรกัน? เห็นพวกคุณน้าคุณป้า 2-3 คนผ่านมาหนูก็ล้วงดอกจำปีส่งให้ บอกว่าเพิ่งขึ้นไปเก็บมาหยกๆ แม่สอนว่าคนเราควรมีน้ำใจกับคนอื่นบ่อยๆ ค่ะ
“ป่านนี้วิญญาณเธอคงไปผุดไปเกิดแล้วค่ะ” หนูบอกกับทุกๆ คน ใจจริงไม่เชื่อว่าจะมีภูตผีสิงต้นไม้ในบ้านอยู่จนป่านนี้ ถึงแม้ว่าจะเป็นผีผูกคอตายก็เถอะ เผลอๆ คนที่บอกว่าโดนผีหลอกอาจจะอุปาทานไปเอง จนเกิดตาฝาดก็เป็นได้

เย็นนั้น หนูลงไปเดินเล่นที่สนาม หรือจะเรียกว่าสวนดอกไม้ร่มรื่นน่าสบายใจก็ยังได้ เห็นผู้คนเดินผ่านไปมา หลายๆ คนหันมามอง ชี้มาที่หนูแล้วหัวเราะกันคิกคัก พอจะเดาได้ว่าเขาคงพูดกันถึงเรื่องที่หนูขึ้นไปเก็บดอกจำปีวันก่อน

แหม! แหงนหน้ามองเห็นดอกขาวสะพรั่ง แทบจะได้กลิ่นติดจมูกแน่ะค่ะ…หนูตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะไต่บันได ปีนต้นขึ้นไปเก็บดอกจำปีมาดอมดมให้ชื่นใจ…

ก้าวขึ้นบันไดแค่ 2-3 ขั้นก็ต้องหยุดชะงัก เพราะแดดครึ้มลงกะทันหัน ยอดไม้ไหวซ่าน่าเอะใจ หนูแหงนหน้าขึ้นมองก็ต้องชาวาบไปทั้งตัว เมื่อเห็นหญิงสาวผู้หนึ่งสวมเสื้อยืดนุ่งกางเกงขาสั้นนั่งแกว่งขาอยู่บนกิ่ง ใหญ่ กำลังก้มหน้าลงมามองยิ้มๆ

แม้จะไม่เป็นร่างภูตผีน่ากลัว แต่หนูก็รู้อยู่เต็มอกว่าผู้หญิงนั่นคือใคร…มืออ่อนจนปล่อยขั้นบันไดหล่น ตุ๊บลงดิน…ตั้งแต่นั้นมาหนูก็เลิกสนใจจำปีผีสิงต้นนั้นไปเลยค่ะ!

ผียาเสพติด

ผีไทยดิฉัน เช่าห้องอยู่ในซอยลอยมา ข้ามถนนใหญ่มาก็เลี้ยวเข้าซอยได้เลย เพราะยังไม่มีสะพานลอยเหมือนเดี๋ยวนี้ เพื่อนร่วมห้องชื่อแก้ว-คนบ้านหมี่เหมือนกัน แถมทำงานแบบเดียวกันอีกด้วย เพียงแต่อยู่คนละคาเฟ่ที่อยู่ใกล้ๆ กันเท่านั้น

ซอยนั้นจะเรียกว่าเป็นชุมทางห้องแบ่งเช่าก็เห็นจะไม่ผิดนัก!

ปาก ซอยมีร้านขายหอยทอดสวัสดี เข้าไปหน่อยก็มีร้านซักรีดเสื้อผ้า ร้านเสริมสวยที่อยู่ตรงข้ามห้องเช่าของเราพอดี ถัดเข้าไปยังมีบ้านแบ่งห้องเช่าอีกไม่ต่ำกว่าสิบแห่ง ของเราถือว่าใกล้ที่สุด สะดวกและปลอดภัยพอสมควร เพราะมีประตูใหญ่ที่ล็อกด้านใน 24 ชั่วโมง คนเช่าถึงจะมีกุญแจไขเข้าไปได้ค่ะ

ถ้ามีเพื่อนหรือแฟนมาหาก็ต้องกด กริ่ง บอกชื่อเสียงว่าจะพบใครแล้วเขาถึงจะเปิดประตูรับ…เดินเข้าไปก็จะพบห้องของ พนักงานด้านหน้าที่มักง่วนอยู่กับการรับโทรศัพท์แทบตลอดทั้งวัน

สมัย นั้นที่ห้องเช่าดิฉันยังไม่มีโทรศัพท์หรอกค่ะ ไม่ใช่มือถือเกลื่อนเมืองอย่างปัจจุบัน ถ้ามีใครโทร.มาหา ผู้ช่วยพนักงานก็จะวิ่งมาเคาะประตูห้องเรียก…ค่าตามไปรับโทรศัพท์คือ 5 บาท ใครขี้เหนียวและรู้ว่าจะมีแฟนโทร.มาหาก็จะไปยืนเกร่แถวหน้าห้องนั้นเลย

มีโรงหนัง 5-6 โรง มากพอๆ กับโรงแรมม่านรูด ไหนจะบาร์ผีที่มีสาวเต้นอะโกโก้ ซึ่งถือว่าเป็นโชว์ยอดฮิตที่ขาดไม่ได้ ตั้งแต่เต้นธรรมดาจนถึงการโชว์วิตถารต่างๆ นานา…ก่อนจะถึงยุคของสาวโคโยตี้ในยุคต่อมาจนถึงทุกวันนี้

คน เช่าส่วนมากไม่ทำงานคาเฟ่ก็โรงแรม ใช้ชีวิตกลางคืนกันแทบทั้งนั้น นอนตื่นเที่ยงหรือบ่าย อาบน้ำล้างหน้าในห้องรวมแล้วก็แต่งตัวง่ายๆ หลายคนก็เล่นชุดนอนไปแวะส่งเสื้อผ้าให้ร้านซักรีด หาอะไรกินที่ปากซอย หรือแผงข้าวเหนียว ไก่ย่าง ส้มตำ แล้วก็มาแวะร้านทำผมก่อนเข้าห้อง เปิดเทปฟังเพลงบ้าง ซ้อมเพลงบ้างสำหรับพวกนักร้อง

พักผ่อนได้ไม่นานก็ถึงเวลาเย็น ต้องอาบน้ำแต่งตัวไปทำงานกันแล้ว!

ห้อง เช่าของเรามีข้อเสียนิดหน่อยตรงที่ผ่านหลังตึกแถวตอนกลางคืนมาถึงประตูรั้ว ค่อนข้างมืดและเปลี่ยว แต่พวกเราอยู่กันมาหลายเดือนจนไม่ค่อยหวาดกลัวอะไรนัก

บางคืนกลับมา สองคนเห็นเงาใครตะคุ่มๆ นั่งบ้างยืนบ้างอยู่ข้างรั้วก็นึกหวาดๆ อยู่เหมือนกัน เพราะปาเข้าไปตีสามกว่าๆ แล้วนี่คะ ต้องรีบเดินพร้อมกับเตรียมลูกกุญแจมาไขไว้ก่อน…สังเกตว่าคนที่ซุกตัวอยู่ มืดๆ เงียบๆ หันมามองจนน่าเสียวสันหลังเอาการ

พวกทาสยาเสพติดน่ะแหละ ค่ะ นึกแล้วก็น่าสงสารเหมือนกัน…พวกเขาคะนองตามเพื่อน อยากโชว์หรืออวดศักดิ์ศรีว่าตัวเองเก่ง เสพยาก็ไม่ติด! จะเลิกเมื่อไหร่ก็ได้! เฮ้อ…

คืนหนึ่ง เราก็พบกับเรื่องน่าตื่นเต้นเข้าจังๆ

แก้ว เดินหน้าก้าวยาวๆ ไปที่ประตู ดิฉันมัวแต่หันไปมองร่างผ่ายผอมในชุดสีทึบ กลิ่นเหงื่อไคลสาบๆ กระทบจมูกจนเกือบจะเบือนหน้าหนี พอดีเขายื่นมือสั่นเทามาดักหน้า พึมพำแหบเครือว่า…พี่ ขอตังค์ผมกินข้าวหน่อยเถอะครับ ผมหิว…

ดิฉันใจอ่อนยวบ โถ…เด็กหนุ่มอายุราวยี่สิบแท้ๆ ต้องตกอยู่ในสภาพครึ่งผีครึ่งคน เพราะเฮโรอีนแท้ๆ เลยควักแบงก์ใบละ 20 บาทส่งให้ เขายกมือไหว้ท่วมหัว ขอบคุณ เสียงปนสะอื้น รีบก้าวยาวๆ ไปทางก้นซอย… เขาคงรีบร้อนไปหาซื้อยาเสพติดฉีดเข้าเส้นที่นั่น

ตอนนั้นยังไม่มียาบ้าค่ะ…ถ้าไม่มีเงินจริงๆ เขาอาจจะก่ออาชญากรรมอะไรก็ได้ หรือแม้แต่ลงแดงตายตามที่เคยได้ยินข่าวบ่อยครั้ง

“ทีหลังอย่าไปให้มัน” แก้วพูดเสียงดุ “ไอ้พวกนี้เคยตัว เดี๋ยวก็มาไถเงินอีก”

คืนต่อมา ดิฉันเห็นเขานั่งพิงรั้ว ท่าทางทอดอาลัยตายอยาก นึกจะควักเงินให้สัก 20 บาท ก็พอดีเขายกมือทั้งสองขึ้นปิดหน้า สะอื้นเบาๆ อยู่ในความสลัวและเยือกเย็น เล่นเอาดิฉันชะงัก หยิบเงินออกมาถือค้าง…ขณะที่ภาพนั้นค่อยๆ เลือนรางจางหายไปต่อหน้าต่อตา

เสียงหมาจรจัดหอนโหยหวนมาจากก้นซอย ดิฉันออกวิ่งตามหลังแก้วที่ยืนหน้าซีดเซียว พึมพำว่า…ถ้าเมื่อคืนเธอให้เงินมันไปเสพยาก็คงยังไม่ตาย…ขนหัวลุกค่ะ!

ปรากฏ ว่าจริงอย่างที่แก้วพูดเลยค่ะ คืนรุ่งขึ้นก็เห็นเขามายืนรอเรา ยื่นมือสั่นริกมาหา พูดคำเดิมๆ ว่าขอเงินไปกินข้าว ดิฉันสองจิตสองใจ หันมองเพื่อนก็เห็นเธอจ้องเขม็งเลยตัดสินใจส่ายหน้า รีบเดินตามแก้วเข้าประตูแล้วรีบปิดทันที

แก้วเล่าว่า พอดิฉันผละมา เขาก็หันไปหาเพื่อนพูดอะไรพึมพำ ยกสองมือขึ้นปิดหน้า ทำท่าเหมือนกำลังสะอื้นด้วยความผิดหวัง เจ็บปวดสุดขีด…คืนนั้นดิฉันนอนลืมตาโพลงหลับตาก็เห็นแต่ภาพน่าเวทนานั้น บีบคั้นความรู้สึกให้สลดหดหู่อย่างบอกไม่ถูก

ผีคิดถึง

บุหงาเดินตัวปลิวเข้ามา ไหว้ท่านประธานและรุ่นใหญ่ ก่อนจะรับไหว้รุ่นน้อง…พวกเราพูดคุยดื่มกินกันสนุกสนานตามเคย ทั้งยั่วเย้าและย้อนความหลังกันเป็นประจำ…ก็โถ! อายุปูนเราแล้วจะมีความหน้าอะไรให้ฝันถึงพูดถึงอีกละคะ ยกเว้นแต่คาดเดากันว่าจะเข้าโลงวันไหน? ด้วยโรคอะไร? เพราะหลายๆ คนก็มีหลายโรคเหลือกำลัง

ก่อนจะแยกย้ายกันกลับ สมจิตรนึกยังไงไม่รู้ ชวนเพื่อนกลุ่มเดียวกันไปเดินบางลำพู หาของกินไปฝาก ลูกหลาน ป้ากับวันเพ็ญตกลง แต่บุหงาขอตัวอ้างว่ามีธุระด่วน

เย็นนั้นเองก็ได้ ทราบว่าธุระด่วนของบุหงาก็คือกลับไปดูแลสามีและลูกหลานที่กำลังวุ่นวาย เพราะเธอเกิดอุบัติเหตุถูกรถชนตายที่ปากซอยเพื่อรีบมาตามนัดของพวกเรานั่น เอง…ขนลุกค่ะ!

วัยรุ่นแรกแย้ม ฝาโลงนี่แหละ ถึงได้เจอะเจอเข้าจังๆ บางคนบอกว่าดีแล้ว…เกิดมาทั้งทีไม่เคยโดนผีหลอกเอาเลยน่ะ เสียชาติเกิดเปล่าๆ ฟังมันเถอะคุณ!

เรื่องนี้เกิดขึ้นที่โรงแรมใหญ่เก่าแก่ ถนนราช ดำเนินกลาง กรุงเทพฯ นี่เอง

สาเหตุ มาจากพวกเราวัยดึก แต่หลายๆ คนยังนึกว่าวัยเย็นๆ ไม่เกินหัวค่ำอยู่ก็นัดหมายกันไปพบปะ ดื่มกิน พูดคุยเรื่องเก่าๆ ตามประสาศิษย์เก่าริมคลองหลอด ด้วยกันทุกเดือน ก่อนวันเงินเดือนออกหนึ่งวัน

อ้าง ว่าถ้านัดวันเงินเดือนออกเดี๋ยวรถติด กับจะเกิดเรื่องเปล่าๆ เพราะผู้หญิงก็จะลืมแก่ชวนกันไปช็อปปิ้ง พวกผู้ชายก็ลืมตาย…โดยเฉพาะพวกศีรษะอสรพิษเดี๋ยวจะชักชวนกันไปเที่ยวสัปดน ต่อ…ไอ้เรื่องไปบ้านเล็กบ้านน้อยน่ะแทบจะไม่เหลือแล้วล่ะค่ะ ต่อให้ทำเต๊ะท่าแค่ไหนก็ยังเดินแทบไม่ไหวกันทั้งนั้น ยกเว้นพวกที่เกษียณมาใหม่ๆ

“ชมรมสามัคคีบำนาญมหาดไทย” คือชื่อกลุ่มพวกเราค่ะ

พวก เราจัดกันมาหลายปีแล้วค่ะ มีท่านประธานใหญ่ใจดี (ขอสงวนนาม) อายุใกล้จะ 90 รอมร่อ หรือ จะมากกว่านั้นนิดหน่อยก็ไม่ทราบ เมื่อตอนที่เกิดเหตุ 5 ปีก่อน

เพื่อนๆ ทั้งชายและหญิงที่อายุเลยเลข 7 ก็อำลาไปเกิดใหม่ปีละคนสองคนเป็นประจำ ยิ่งใครอายุใกล้เลข 8 ยิ่งทยอยกันบ๊ายบายเป็นว่าเล่น…แต่ก็มีสมาชิกใหม่เข้ามาทดแทนเรื่อยๆ อย่างที่เพลงเขาว่า…ชีวิตที่ผ่าน พบ มีลบย่อมมีเพิ่ม! นั่นไงคะ

เพื่อน เลิฟรุ่นเดียวกับป้ามีสามคนคือ สมจิตร, บุหงา, วันเพ็ญ…ตอนสาวๆ ถือว่าชื่อทันสมัย ไม่ใช่ ละเอียด, บุญผัน, บัวเผื่อน…แต่มายุคหลังๆ นี่ชื่อของพวกเรากลายเป็นตกยุคเหมือนคนหลังเขาไปเลยค่ะ! มีแต่ชื่อภาษาแขก นิกเนมก็ฝรั่งมังค่าไปหมด

อีก 20-30 ปีจะเป็นยังไงไม่รู้ อาจจะชื่อเก๋สุดๆ อย่าง จาด, เพี้ยน, ปั้น, หุ่น, นุ่น, ฉ่ำ ฯลฯ ก็ได้มั้งคะ?

วัน นัดพบเดือนละครั้งของพวกเราน่ะ ป้ายอมรับว่ามีความสุขมากๆ ก่อนนั้นเคยพบกันเดือนละ 2-3 หน แต่ตอนหลังถ้าไม่ต้องเลี้ยงหลาน ดูแลบ้านเพราะห่วง ใยไปหมด ก็โดนโรคภัยไข้เจ็บเล่นงาน แต่เป็นตายร้ายดียังไงก็ต้องไปพบศิษย์เก่าหลากหลายรุ่นเดือนละหนจนได้

วัน เกิดเหตุน่ะท่านประธานมาถึงก่อนเพื่อน บุหงามาหลังสุด เจ้านี้ขาวสวยรูปทรงอรชรอ้อนแอ้นมาตั้งแต่สาวๆ แล้ว ไม่กลายเป็นกระสอบข้าวสารเหมือนพวกเราอีกหลายๆ คน…ผิวพรรณเจ้าหล่อนก็มีน้ำมีนวล สุภาพเรียบร้อย พูดหวานขานเพราะ ได้ตำแหน่งผู้อำนวยการก่อนเกษียณราว 2-3 ปี

ชานชลาสยอง

ผีดุ
ฤดูหนาวค่ำเร็ว ดูวิวไปไม่นานก็มองอะไรไม่เห็นตั้งแต่ก่อนถึงอยุธยาด้วยซ้ำ ขณะที่เรายกโขยงไปที่ตู้เสบียง โชคดีที่ได้โต๊ะในสุด ผู้คนค่อนข้างหนาตาและทยอยเข้ามาเรื่อยๆ ผมกรุ่นเบียร์ชุ่มฉ่ำอย่างเพลิดเพลิน มองดูลูกเมียสั่งอาหารมากินอย่างเอร็ดอร่อย แม้เหตุการณ์นี้จะผ่านมาราวสามปีแล้ว แต่ความแปลกประหลาดและน่าขนลุกขนพองก็ยังฝังแน่นอยู่ในความทรงจำ และติดหูติดตาผมอยู่ไม่รู้ลืมเลือน ราวกับมันเพิ่งเกิดขึ้นสดๆ ร้อนๆ เมื่อคืนที่ผ่านมานี่เอง!

เรา-คือผมและครอบครัว ประกอบด้วยเมียหนึ่งกับลูกชายวัยสิบกว่าขวบสองคน เดินทางจากกรุงเทพฯ ไปเชียงใหม่โดยรถด่วนขบวนพิเศษเพื่อชมงานพฤกษ ศาสตร์โลกให้ชื่นฉ่ำทั้งนัยน์ตาและหัวใจ

ผมกับเมียได้ที่นั่งฝั่ง ซ้าย ลูกชายทั้งสองได้ฝั่งขวา พวกเราล้วนแต่ตื่นเต้นเพราะไม่ได้นั่งรถไฟมาเกือบปีแล้ว ตั้งแต่ไปเที่ยวหัวหินเมื่อปีกลาย

อาจจะเป็นเพราะเปลี่ยน บรรยากาศ กับรสชาติของอาหารชื่อดังมาเนิ่นนานของรถไฟก็ได้ เช่น ยำเนื้อ, แหนม, ข้าวผัด เป็นต้น แถมยังมีมันทอดทั้งแบบถุงและกระป๋องตามยุคสมัยให้แกล้มเหล้าเบียร์อีกด้วย

โต๊ะด้านขวาก็มีหญิงชายสองคู่กำลังดื่มกินและพูดคุยกันอย่างสำราญใจเช่นกัน

ราว ทุ่มเศษ เมียผมก็ขอตัวพาลูกๆ กลับไปที่นั่งซึ่งอยู่ห่างราว 2-3 โบกี้…ใกล้เวลาที่พนักงานจะมาจัดเตียงแล้ว เธอไม่วายกำชับกำชาให้ผมรีบกลับเพราะกลัวจะดื่มมากจนป่ายปีนบันไดขึ้นไปนอน ชั้นบนไม่สะดวก

เสียงล้อเหล็กขยี้รางดังกระหึ่ม อย่างที่พวกเด็กๆ ชอบเรียกว่า “ฉึกฉักรถไฟ” กับ “ถึงก็ช่าง-ไม่ถึงก็ช่าง” บางทีก็มีเสียงหวูดกรีดแหลม ฟังเผินๆ เหมือนเปรตร้องขอส่วนบุญ…กล่อมอารมณ์ให้เพลิดเพลินดีพิลึก

ผู้คนที่คับคั่งในตอนใกล้ค่ำก็ชักบางตาลงทุกที!

มี ฝรั่งวัยกลางคนกับหนุ่มไทยหุ่นบึกบึนนั่งซดเบียร์กันอยู่โต๊ะด้านหน้าของชาย ผมขาวอีกโต๊ะเดียวที่เหลืออยู่ มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็น “เสือไบ” กับคู่ขา ที่หัวเราะต่อกระซิกกัน ส่งสายตาหยาดเยิ้มให้กัน…แต่สมัยนี้มันเป็นเรื่องปกติธรรมดาเต็มที

ผมสั่ง เบียร์ขวดใหม่ กับได้โอกาสสูบบุหรี่เสียทีเมื่อนั่งอยู่คนเดียว ทั้งๆ ที่โต๊ะอื่นๆ เขาก็สูบกันสบายอารมณ์ไม่ต้องห่วงว่าควันจะไปรบกวนใคร เพราะมันจะปลิวกระจายไปทางหน้าต่างทันที…แถมมีที่เขี่ยบุหรี่ที่พนักงาน เขาเข้าใจเทน้ำลงไปแล้วแปะด้วยทิชชู ทำให้ขี้บุหรี่ไม่กระเด็นไปรบกวนคนอื่นๆ

ลมเย็นๆ โกรกกรูมาเย็นชื่น เบียร์ก็เย็นฉ่ำจนดวดดื่มได้ลื่นคอ เทใส่แก้วจนหมดแล้วสั่งขวดใหม่… พร้อมๆ กับหันไปมองด้านขวาอีกครั้ง แต่หนุ่มสาวสองคู่หายไปแล้ว มีหนุ่มใหญ่วัยค่อนคน ผิวกร้านแดดตัดกับผมขาวโพลนมานั่งดวดดื่มสุราไทยอยู่เดียวดาย

พนักงาน เข้ามาถามทุกโต๊ะคล้ายๆ กันว่าจะสั่งอาหารอะไรเพิ่มเติมอีกหรือเปล่า เพราะห้องครัวจะปิดแล้ว แต่ดูเหมือนจะไม่มีใครสั่งอะไรอีก นอกจากเบียร์กับโซดาเท่านั้นเอง

จ่าตำรวจกับ พขร.เดินเข้ามาทิ้งกายอ่อนล้าที่โต๊ะหน้าเคาน์เตอร์ ร้องสั่งข้าวผัดคนละจาน น้ำดื่มคนละขวด…ไม่ยักมีเหล้าเบียร์แก้เหนื่อยแฮะ!

หนุ่ม วัยค่อนคน ผิวดำ ผมขาวโพลนปลิวกระจายเต็มหัวยังนั่งซดเหล้าอย่างทองไม่รู้ร้อน ทำให้ผมหันไปถามพนักงานที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ว่า…ลุงคนนั้นเป็นเจ้าหน้าที่รถไฟเรอะ ถึงนั่งต่อได้น่ะ?

“คนไหนครับ?” เขาทำหน้างุนงง ผมอดหัวเราะไม่ได้ ชี้มือให้เขาดูด้วย

“นั่น ไง…” เสียงผมขาดหายไปเมื่อไม่เห็นชายผิวดำผมขาวที่เห็นอยู่หยกๆ ทั้งที่แกนั่งอยู่โต๊ะในสุดแท้ๆ ไม่มีทางหลบไปไหนโดยไม่ผ่านผมได้เด็ดขาด…แต่พนักงานตู้เสบียงหน้าขาวซีด อ้าปากค้าง เกาะเคาน์เตอร์คล้ายจะพยุงตัวไม่ให้ล้มลงไป
อ้าว? ฝรั่งหัวแดงกับหนุ่มกำยำลุกออกไปแล้ว ผมรินเบียร์ใส่แก้วจนหมดขวดรู้สึกมึนกำลังดี…พนักงานก็เข้ามาบอกว่าหมด เวลาแล้ว ต้องปิดตู้เสบียง ผมไม่ขัดข้องอะไร สั่งให้เขาคิดเงิน…เรียบร้อยแล้วก็ซดเบียร์จนเกลี้ยงก่อนจะลุกขึ้นเดินไป ที่ประตู

ขณะที่ถึงเคาน์เตอร์ เจ้าหน้าที่สองคนกำลังกินข้าวผัดโปะไข่ดาวอย่างเอร็ดอร่อย ผมเกิดหันไปดูท้ายรถเสบียงอีกครั้งเหมือนมีอะไรดลใจ

“เอาอีกแล้ว เรอะเนี่ย? โธ่” เขากระเดือกน้ำลายอึกใหญ่ก่อนจะเล่าว่าเมื่อปีกลายมีผู้โดยสารที่ว่ามาดื่ม เหล้าจนหัวใจวายคารถเสบียงโบกี้นี้เอง…เคยมีคนเห็นมาหลายรายตอนหลังนี่ซา ไป นึกว่าไปผุดไปเกิดแล้ว!

เจดีย์ผี

ผีดุวันเผาศพเกิดดินฟ้าอากาศแปรปรวน เมฆหนาทึบลอยลงต่ำ ลมพัดแรงจนกลายเป็นพายุอื้ออึง ต้นไม้ใหญ่น้อยไหวโยก ตามแรงลมโหมกระหน่ำ ทำท่าจะถอนรากถอนโคนจนคน มาเผาศพหน้าถอดสี นัยน์ตาเลิ่กลั่กไปตามๆ กัน พวกเด็กๆ ล้วนกอดแขนพ่อแม่แน่นด้วยความหวาดหวั่น บางคนถึงกับร้องไห้ก็มี

ในยามค่ำคืนจะแว่วเสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นดังแว่วมาตามสายลม หมูหมาก็หอนเสียงโหยหวน เยือกเย็นจับใจ พระเณรเล่าว่าเคยเห็นน้าคำอุ้มลูกออกมาจากเจดีย์ แล้วหยุดยืนอยู่ข้างกุฏิ แหงนหน้าขาวซีดขึ้นมาจ้องมอง…เห็นชัดในแสงจันทร์เล่นเอาต้องปิดหน้าต่าง โครมครามเข้ามุ้งคลุมโปงทันที

บางคืนตอนดึกๆ จะได้ยินเสียงบันไดเก่าๆ ลั่นเอี๊ยดอ๊าด บ่งบอกว่าปีศาจตายทั้งกลมกำลังก้าวขึ้นมา โดยไม่ได้แยแส ว่าเป็นกุฏิของพระเณรแต่อย่างใด

เสียงสลัดเสื่อพึ่บพั่บ กับเสียงม้วนเสื่อตอนค่อนรุ่ง ไม่ช้าก็มีเสียงหมาหอนจากใต้ถุนกุฏิตามไปจนถึงเจดีย์อันเป็นที่เก็บกระดูก ของน้าคำ…แสดงว่าผีแม่ลูกมาอาศัยหลับนอนในกุฏิพระนั่นเอง!

ในที่สุดพระเณรก็ทนไม่ไหว ย้ายหนีไปเกือบหมดสิ้น ผู้ใหญ่พูนรู้ข่าวก็ร้อนใจไปตามหลวงตาโฮมจากอำเภอมาช่วยเหลือ ได้ถามสาเหตุก็ได้ความว่าเจดีย์แตกร้าวไม่อาจจะคุ้มแดดคุ้มฝนได้ วิญญาณได้รับความเดือดร้อนจึงต้องไปอาศัยกุฏิพระอยู่

เรื่องผีๆ สางๆ ค่อนข้างแปลกอยู่อย่าง คือคนไม่กลัวผีแต่อยากเจอผีมักจะผิดหวังไม่ได้เจอะเจอภูตผีตามต้องการ ตรงข้ามกับคนกลัวผี แม้ว่าไม่อยากจะพบเห็นเลยสักครั้งเดียว แต่ภูตผีปีศาจก็มักจะมาปรากฏให้เห็นในรูปแบบต่างๆ เช่น เป็น อสุรกายบ้าง เป็นคนปกติบ้าง

หลายๆ รายก็ปรากฏแต่เสียงที่แปลกประหลาด น่าขนลุกขนพอง หรือไม่เป็นกลิ่นสาบสางจนถึงเหม็นเน่า ทำให้รู้แน่ว่าโดนผีหลอกเข้าให้แล้ว

สาเหตุเพราะมายาการมากมายเช่นนี้เอง จึงเรียกขานกันโดยทั่วไปว่า “ผีหลอก”

ผู้เฒ่าผู้แก่บ้านผมที่มหาสารคามเคยให้ความรู้ว่า ขึ้นชื่อว่าผีแล้วย่อมมีทั้งดุมาก และดุน้อยแตกต่างกันไป ส่วนมากผีที่ตายตามธรรมชาติคือแก่ตาย หรือถึงแก่อายุขัยมักจะไม่ดุร้ายอะไร ตรงข้ามกับผีตายโหง เช่น ถูกฆ่าตายหรือฆ่าตัวตายจะดุร้าย น่ากลัวที่สุด

ผีกำลังตั้งท้องด้วย เรียกว่าตายท้องกลม หรือ “ตายทั้งกลม” จะยิ่งดุร้ายสาหัสเป็นทวีคูณ!

สมัยเด็กผมอยู่ตำบลหนองกุง อำเภอเมือง เคยเกิดเรื่องสยองขวัญเมื่อมีผู้หญิงตายเพราะการคลอดลูก ชื่อน้าคำ เป็นเมียผู้ใหญ่บ้านชื่อลุงพูน ผีน้าคำดุร้ายที่สุด ไม่เลือกว่าพระเณรล้วนโดนแกหลอกแทบปางตายทั้งนั้น

เคยได้ยินว่าเขาไม่นิยมเผาผีตายทั้งกลม แต่จะฝังไว้ก่อน เป็นปี ส่วนบ้านผมเมื่อสวดสามวันแล้วก็นำศพน้าคำไปเผาที่วัด

ผมจำเหตุการณ์วันนั้นได้ติดตามาถึงทุกวันนี้!

เมื่อพระสวดเสร็จก็ทำพิธีเผาศพง่ายๆ ชาวบ้านนั่งยองๆ พนมมือ บ้างก็นั่งกับพื้นมองดูไฟลุกคึ่กๆ ในกองฟอน ควันดำโขมงพลุ่งขึ้นมาเป็นสาย ส่ายพุ่งไปตามลมเหมือนมีชีวิตชีวากระนั้น

จู่ๆ ก็มีเสียงร้องกรี๊ดๆ ออกมาจากกองไฟที่กำลังลุกโชน…เสียงของน้าคำชัดๆ

พวกเด็กร้องไห้จ้า ชาวบ้านผงะหน้า คนที่นั่งยองๆ หงายหลังตึงลงไป ตาเหลือกลานสายลมยิ่งพัดกระหน่ำ เถ้าถ่าน ปลิวว่อนไปหมด เสียงร้องกรี๊ดๆ อย่างเจ็บปวดฟังแล้ว ชวนให้สยดสยองสิ้นดี ผู้หญิงทั้งแก่และสาวเป็นลมเป็นแล้ง ไปหลายคน

ชาวบ้านที่กลัวจนทนไม่ไหวถึงกับยกมือไหว้พระ แล้วจ้ำอ้าวกลับบ้านไปก่อนที่จะเผาศพเสร็จสิ้น!

ในที่สุดก็เผาศพได้เรียบร้อย ผู้ใหญ่พูนนำกระดูกลูกเมียไปใส่ไว้ในเจดีย์ข้างวัดนั่นเอง…แต่วิญญาณดุ ร้ายของผีตายทั้งกลม ก็ออกมาอาละวาด เล่นเอาผู้คนขวัญหนีดีฝ่อไปตามๆ กัน

ตอนโพล้เพล้มีคนเห็นน้าคำนั่งอุ้มลูกพิงเจดีย์ บางวันก็เดินไปมาช้าๆ อยู่รอบเจดีย์นั้น ท่ามกลางเสียงยอดโพธิ์ยอดไทรสะบัดกิ่งใบซู่ซ่าแทบไม่ขาดเสียง

อย่านึกว่าจะกลัวแดดกลัวฝนแต่มนุษย์เท่านั้น แม้จะเหลือเพียงวิญญาณ กลายเป็นผีเป็นสางไปแล้วก็ยังกลัวแดดและเกลียดฝนเหมือนผู้คนทั่วๆ ไปเช่นกัน

หลวงตาจึงให้ผู้ใหญ่พูนทำบุญกระดูกลูกเมีย แล้วซ่อมแซมเจดีย์จนเรียบร้อย…ปีศาจน้าคำก็สงบสุขตั้งแต่นั้นมา!

raising scary

I find it is very impressive. Today we still do not talk about it. It proves that there is a real spirit. And I have another story to tell. As I told him I read in a book.

“Anime” raising experience when Spirits Revisited * I like to read books about spirituality. And various mystery may be because in real life, I find that this is a routine matter.

One day I was writing a book. A bit difficult to read. And the lyrics are perpetuated. But it did not discourage me. Because it is the American spirit he repeated.

I was glad to read it. I have found that I was quite skeptical about ghost spirit … and experience. His strikingly similar to our time. This is not true, however, that a ghost?
Billy said. After the funeral of her mother, she was back at home with his mother, exhausted by fatigue. That is not me. Because her mother is here. I had a baby in one month.

On arrival at home mom. Billy put the baby in the chair. It is a small chair. That looks out over the seat. But strong. End safe and can be placed on the same line with a safety strap. She’s leaning down on the sofa. I put my head down on a pillow. Billy saw the glow of the light, the door is free bright white light and then … and then formed her!

I figure it is clear that some see-through. Bright and glowing light.

Billy’s mother, wearing a white coat is very shiny and beautiful mother, Billy has seen this before …

You walk straight into the cot. It is not attached to the floor. It floats six inches above the feet. Then he looks down at his nephew. Child while putting his hand on his chin and said, “I love kids”.

Stroke on the little kids. He looked up and smiled at her before breaking away.

I told my story first.

As I already said that. I tend to have these very often and tell your friends that Six Senses Health. Or the sixth sense almost be seen as a ghost anyway. But not even then. It was lucky … I’m not buying bare heads and wear wigs.

The coolest place over 30 years ago when I was only 12 years old!

I slept with my sister in our bedroom. Were in separate beds. Table between them. Sister sleeping in the room against the wall.

One night about two. I just woke up. Which seems very strange. Because children tend to sleep, then downed the morning. But that night, and I feel that someone is coming. Normal sleep is unlit fire. I open my eyes in the dark. The door was opened … it was not even open. We locked Dibdi? That’s … not to forget …

One came. I immediately opened fire on the bed. The sisters do not sleep.

Who is “Uncle flour” of my own that I love her a lot. At the time she was 24 years old, is the youngest of my mother, and very likely starch master’s degree. I have a company car salary recognizable luxury brands Jaguar. Brown is shiny. I look back to where I was.

I was relieved to see that it is worth the dough. I wonder why that mirror came late at night like this?

It appears that she came to my bed and sat down beside the bed. I also feel the weight buckled down. Her face is not pretty … but it looks like a mask! It was dry. Bleaching powder also weird … what the touching finger to my mouth, I was quite calm as she said softly, “I will go. I told her that I was fine. No pain, no suffering. Everything is fine “.

She had just stood up and walked out. I looked up the follows. Noticed that her feet on the ground … it’s not like she was floating in mid-air.

Only thing I scuttled to the mother’s mother told me that I was dreaming … but I know that when a car overturned flour. Died when hit one over the other.

The story is a woman from Florida named Billy. I like my name. But is spelled differently spelled B – I – Double L – a – e. Not spelled with a y.

Her mother died at the age of 52 years of cancer!

It is just this kind of activity. But I read it and I was delighted with the spirit of walking the earth like we do not see it?