น่ากลัว

13 entries have been tagged with น่ากลัว.

วันป่าช้าแตก

ถ้าให้ดีที่สุดควรทำทุกอย่าง แต่ถ้าไม่มีความสามารถให้ทำอย่างใดอย่างหนึ่ง รับรองว่าได้ผล 100 % แต่ต้องยึดมั่นข้อที่ 1 เป็นหลักคือ ไม่กลับไปทำแท้งอีก จึงจะได้ผล

•เมื่อท่านทำวิธีแก้กรรมครั้งนี้แล้ว ถ้ากลับไปทำแท้งอีกผลกรรมจะกลับมาหาท่านหลายร้อยเท่า พันเท่า

•และ หลังจากที่ได้ทำบุญทุกอย่างแล้ว ท่านต้องกลับมาจุดธูป 16 ดอก เพื่อขออโหสิกรรมกับเจ้ากรรมนายเวรและเจ้าบุญนายคุณ และขอพรหลังจากอโหสิกรรมแล้ว ท่านจะสมหวังทุกประการ

เราไม่ได้สนับสนุนให้เกิดการทำแท้งขึ้น แต่เป็นการช่วยแบ่งเบากรรม และสร้างความสบายใจให้แก่คนที่พลาดพลั้งไปในชีวิต จะเจตนาก็ดี ไม่เจตนาก็ดี เราไม่ได้หวังว่าจะส่งเสริมให้คนทำมากขึ้น แต่เป็นการแก้กรรมที่ถูกต้องที่ดีที่สุด เสียค่าใช้จ่ายน้อยที่สุด และได้รับประโยชน์สูงสุด สำหรับการแก้กรรมนี้ ใช้ได้ทั้งคนที่ไปทำแท้ง คนที่สนับสนุนการทำแท้ง เช่น แฟนของผู้หญิงที่ท้อง พ่อแม่ของผู้หญิงที่ท้อง และก็เพื่อนที่พาไปทำหรือแนะนำสถานที่ไปทำแท้ง ทุกคนที่กล่าวมานี้ล้วนมีกรรมในการกระทำครั้งนี้ ทางเราขอย้ำว่า เราไม่ได้สนับสนุน ส่งเสริมให้เกิดการทำแท้ง แต่เราต้องการให้แก้กรรมโดยถูกวิธีที่สุด •การตักบาตรเป็นการสั่งสมบุญไปใช้ชาติหน้าไม่มีผลต่อการแก้กรรมในการทำแท้ง

•การทำสังฆทานเป็นการใช้กรรมให้แก่เจ้ากรรมนายเวรไม่มีผลต่อการแก้กรรมทำแท้ง

การแก้กรรมในการทำแท้งที่ดีที่สุดคือ

1.ต้องตั้งจิตอธิฐานว่า ครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย จะไม่ทำแท้งอีก การแก้กรรมครั้งนี้ถึงจะได้ผล

2.ต้องบริจาคร่างกาย

3.ต้องบริจาคอวัยวะ

4.ต้องบริจาคเลือดอย่างน้อย 7 ครั้ง

5.ต้องบริจาคเงินเพื่อไถ่ชีวิตโค – กระบือ

6.ซื้อเครื่องมือแพทย์ บริจาคให้กับตามโรงพยาบาล

 

ชำแหละสูตรผีบาคาร่า

ตอนเด็กๆ ไม่ว่าหญิงหรือชายก็ซุกซนพอกัน เช่น ชอบว่ายน้ำไปเกาะเรือโยงบ้าง จนถึงเล่นไต่เชือกที่ผูกโยงระหว่างเรือลำต่างๆ บางทีก็พกหนังสติ๊กเข้าสวน คอยยิงกระรอกตามสวนมะพร้าว เข้าสวนนั้นออกสวนนี้ได้ตามใจชอบ ไม่มีใครห้ามหวงเลย

สาเหตุก็คือกระรอกมันชอบแทะกินลูกมะพร้าวอ่อนๆ ให้เสียหาย ใครยิงกระรอกได้ 1 ตัว ก็จะได้รับมะพร้าวเป็นรางวัลถึง 10 ลูกเชียวค่ะ

นึก ถึงบรรยากาศของเรือกสวนร่มรื่น ปกคลุมด้วยเงาไม้เงียบสงบในครั้งนั้นก็อดใจหายไม่ได้ จำได้ว่าแม่น้ำลำคลองยังใสสะอาด กุ้งปลาชุกชุม ตามท่าเทียบเรือน่ะเขาจับกุ้งตัวใหญ่ๆ ด้วยมือเปล่าได้อย่างสบายมาก

พูดถึงลำคลองทำให้นึกถึงตาแร่มขึ้นมา!

ชาย ชราอายุห้าสิบเศษ ร่างเล็กแต่กำยำ ผิวคล้ำ ผมขาว นัยน์ตาดุ ชอบร่ำสุราเป็นอาจิณ เล่ากันว่าน้ำตาลเมากับปลาสลิดย่างเป็นของโปรดที่สุด ลูกเต้าเติบโตก็ไปอยู่กรุงเทพฯ หมด ตาแร่มอยู่กับยายเหลือสองคน ช่วยกันหากินทางตัดไม้โกงกางมาเผาถ่านขายตั้งแต่ครั้งหนุ่มสาวแล้ว

สอง ผัวเมียมีเรือขุดแบบโบราณทำจากไม้ตะเคียน สำหรับใช้ขนไม้ตะเคียนที่ตัดมาเต็มลำ…หลายๆ คนเชื่อว่าไม้ตะเคียนมีผีสิง แต่เราก็ใช้ทำเรือขุดมาหลายชั่วคนแล้วล่ะค่ะ

วันหนึ่ง ตาแร่มเสร็จงานก็เมาน้ำตาลอยู่หลังบ้าน ยายเหลือจะมาตักน้ำหรืออาบน้ำก็ไม่ทราบแน่ชัด ตาแร่มเรียกหาปลาสลิดย่างก็ไม่มีเสียงขานรับ ครั้นขัดใจลุกออกไปดูก็เห็นเมียแกคว่ำหน้าตายปริ่มๆ น้ำ

ลือกันว่าผีน้ำมาเอายายเหลือไปก็มี เชื่อว่าเป็นอาถรรพณ์เรือตะเคียนก็มี!

งาน ศพผ่านไปแล้ว พวกลูกๆ กลับไปหมด ตาแร่ม ออกไปตัดไม้โกงกางหากินตามเดิม ชาวบ้านเคยเห็นสองตายายบรรทุกไม้กลับบ้าน ใช้กระดานพาดเรือกับชายฝั่ง แล้วช่วยกันขนขึ้นซ้อนไว้เป็นกองใหญ่หน้าบ้าน…บัดนี้ ตาแร่มต้องทำเองคนเดียวทั้งหมด

หน้าตาแกหมองคล้ำลงไปทุกที ท่าทางดูหมดอาลัยตายอยาก ตอนเย็นๆ ก็นั่งซดน้ำตาลริมคลองคนเดียว สูบยาแดงวาบๆ จนเด็กเห็นตอนโพล้เพล้ถึงกับวิ่งอ้าวนึกว่าโดนผีหลอก

เคยเผาถ่านเองก็ขายไม้ถูกๆ ให้เขาเอาไปเผา เอาไปส่งโรงงานน้ำตาล แกเองก็ไม่ค่อยออกเรือไปตัดไม้โกงกางมาขายเหมือนเมื่อก่อน

หลาย คนเคยเห็นแกนั่งซดน้ำตาลเงียบเชียบ จู่ๆ ก็กวักมือไปที่เรือขุด ร้องเรียกเสียงดังจนได้ยินว่า…ขึ้นมาหาข้าซี ยายเหลือเอ๊ย! แกจะมัวนั่งกอดเข่าเจ่าจุกอยู่คนเดียวทำไม?

มองไปที่เรือโคลงเคลงนิดๆ ตามระลอกคลื่นก็ไม่เห็นใครซักคน เล่นเอารีบเดินหนีแข้งขาสั่น หัวใจเต้นครึก โครมไปตามๆ กัน

ต่อมาไม่นาน ก็มีคนพบศพตาแร่มนอนหงายเหยียดยาวอยู่ในเรือขุดของแก…นัยน์ตาเบิกโพลง มีแววสดใสคล้ายเห็นหน้าใครที่แกรอคอยมานานแสนนาน

บ้าน เล็กๆ หลังคาสังกะสีเก่าคร่ำก็กลายเป็นบ้านร้าง ในที่สุดก็ทรุดโทรมลงไปกองกับพื้น เรือขุดไม้ตะเคียนก็ไม่มีใครแยแส กลายเป็นเรือรั่วแตกร้าว…จมหายไปใต้น้ำ เหลือแต่เรื่องเล่าน่าขนหัวลุกมาถึงทุกวันนี้เท่านั้นเองค่ะ!

สาวยี่สาร” เล่าประสบการณ์ขนหัวลุกจากเรือขุดไม้ตะเคียน

ดิฉันเป็นคน ต.ยี่สาร อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม ที่เรียกกันติดปากว่า “แม่กลอง” ตั้งแต่สมัยก่อนมาถึงทุกวันนี้แหละค่ะ

สมัยเด็กๆ ได้ยินผู้เฒ่าผู้แก่เล่าให้ฟังว่า ตำบลยี่สารมีพื้นที่เป็นป่าชายเลนมากที่สุดในอัมพวา ชาวบ้านส่วนใหญ่มีอาชีพตัดไม้แถวนั้นไปขายโรงงานน้ำตาล เช่น ไม้ขวาก ไม้ตะบูน เป็นต้น ก่อนที่จะเริ่มปลูกไม้โกงกางมากขึ้น

ตอนแรกๆ ก็ตัดไปขายให้ชาวประมงนำไปเป็นเสาผูกเรือกับผูกโป๊ะเรือ จนมีคนค้นพบคุณภาพวิเศษของไม้ชนิดนี้ในเวลาต่อมา…นั่นคือนำไปเผาถ่านจะได้ ถ่านดีที่สุดค่ะ!

มีการหาพันธุ์ไม้โกงกางมาปลูกกันยกใหญ่ กลายเป็นอาชีพหลักที่มีเตาเผาถ่านทั้งเล็กและใหญ่แทบทุกบ้าน ไปตัดไม้โกงกางก็จะเพาะพันธุ์กล้าไม้ไว้เพื่อนำไปปลูกทดแทน

“ยิ่งเผาถ่าน ป่ายิ่งเพิ่ม!!”

คำพูดนี้เป็นความจริงค่ะ เพราะเราตัดไม้มาแล้วก็ปลูกขึ้นใหม่ ชาวยี่สารเห็นคุณค่าของไม้โกงกาง ขนาดมีการลงแขกกันปลูกกล้าไม้ กับช่วยกันขนถ่านไปโรงงาน นอกเหนือจากเรื่องอื่นๆ ที่พวกเราล้วนแต่ช่วยกันคนละไม้ละมือมาตลอด

เช่น การทำบุญ ชาวยี่สารก็จะทิ้งบ้านไปทำบุญกันหมดทุกคน ไม่ต้องมีการเฝ้าบ้าน ไม่เคยมีของหาย เวลามีคนตาย ญาติๆ ไม่จำเป็นต้องออกปากเชิญใคร แต่เพื่อนบ้านจะบอกข่าวกันต่อๆ ไป ไม่ช้าชาวบ้านก็แห่แหนมาเยี่ยมศพในวันแรกๆ จนเป็นประเพณีไปแล้ว

อ้อ! การไปงานศพน่ะไม่ได้ไปตัวเปล่านะคะ ทุกคนจะหอบหิ้วข้าวสาร น้ำตาล พริก หอม กระเทียม ไปช่วยเจ้าภาพอีกด้วย

 

จิตสังหารจากผี

 

บ้านดั้งเดิมสมัยพ่อแม่ที่เสียชีวิตไปเมื่อเร็วๆ นี้ อยู่ในซอยอารีย์ สนามเป้า ถือว่ามีบ้านช่องตึกรามคับคั่ง รถราก็ขวักไขว่หนาตาจนพูดได้เต็มปากว่าไม่เปล่าเปลี่ยวน่ากลัวอะไร ยกเว้นแต่จะมีพวกคนร้ายบ้างก็คงไม่แตกต่างกว่าตรอกซอย หรือในชุมชนอื่นๆ ทั่วไป

จนกระทั่งถึงน้ำท่วมใหญ่คราวนี้เอง! เพราะก่อให้เกิดความเดือดร้อนกับผู้คนนับแสนนับล้าน อย่างที่ไม่เคยพบเคยเห็นในชีวิต

เพราะน้ำท่วมใหญ่ที่กำลังทะลักเข้ารายล้อมเมืองหลวง เหมือนโดนข้าศึกเตรียมพร้อมจะโจมตีขั้นแตกหักในเร็ววัน…ทำให้ดิฉันต้อง เจอะเจอกับเรื่องสยองขวัญสั่นประสาทมากที่สุดตั้งแต่จำความได้เลยค่ะ!

ครองสามีปลอดภัย…หนังตาหนักอึ้งจิตใจจมดิ่งเข้าสู่ ภวังค์…ล่องลอยไปสู่ความว่างเปล่าและมืดดำราวกับตกไปสู่ห้วงเหวล้ำลึก…

มารู้สึกตัวอีกทีก็ได้ยินเสียงฝีเท้าหนักๆ ย่ำขึ้นบันไดมา

ทำให้ผลุนผลันจะไปถอดกลอน แต่ประตูเปิดผาง ร่างสามียืนทะมึน ใบหน้าซีกหนึ่งเปรอะเลือดสดๆ จนดิฉันยกมือขึ้นอุดปาก เบิกตาโพลง หัวใจแทบจะหยุดเต้นบัดดล!

คุณพระช่วย! ขณะที่ดิฉันกำลังจะวิ่งเข้าไปหา ใบหน้านั้นก็แสยะยิ้ม นัยน์ตาจ้องมองเย้ยหยัน สืบเท้าเข้ามาหาช้าๆ เล่นเอาดิฉันผงะหน้า ซวนเซถอยหลังไปที่เตียง… ท่ามกลางกลิ่นเลือดกับกลิ่นเหงื่อไคลคละคลุ้ง

นรกเป็นพยาน! แววตาขุ่นขวางเหมือนคนบ้าคลั่งคู่นั้น ไม่ใช่ดวงตาของสามีเราแน่นอน! ตรงกันข้าม มันคืออสุรกายที่แฝงมาในร่างสามีดิฉันนั่นเอง!!

พริบตานั้น ร่างอุบาทว์ก็ถาโถมพรวดเดียวเข้ามาถึงตัว สองแขนตวัดรอบเอวพลางระดมจูบหน้าตาที่เบี่ยงหลบบ้าคลั่ง กลิ่นเหม็นแทบสำลักพลุ่งเข้าจมูก แม้มันจะซุกหน้าลงที่ซอกคอด้วยอาการหื่นกระหาย ดิฉันพยายามดิ้นรนเต็มที่ ท่ามกลางเสียงฟืดฟาดไม่หยุดหย่อนจนแทบจะช็อกตายด้วยความหวาดหวั่นสุดขีด

สามีดิฉันทำงานอยู่แถวคลองจั่น กว่าจะขับรถกลับถึงบ้านก็มืดค่ำ ยิ่งเกิดน้ำท่วมในย่านนั้น ไม่ว่าวิภาวดีฯ โชคชัย จนถึงน้ำล้นคลองลาดพร้าวขึ้นมา ต้องหลบเลี่ยงเข้าซอย 48 มาออกสุทธิสาร ยิ่งทำให้กลับบ้านล่าช้าไปถึง 3-4 ทุ่ม ส่วนดิฉันทำงานอยู่โรงพยาบาลย่านราชวิถีใกล้ๆ บ้าน ทำให้รอดตัวไป

ปัญหาสำคัญก็คือเป็นห่วงสามีน่ะซีคะว่าจะหลบหลีก หรือฟันฝ่าสายน้ำที่เอ่อสูงขึ้นทุกทีมาได้หรือเปล่า?

ได้ยินเสียงแตรรถเบาๆ ป้าแจ่มที่นอนชั้นล่างไปเปิดประตูรับก็โล่งใจแล้วค่ะ

บ้าน ที่มีเพียงผู้หญิงสองคน แม้ว่าจะอยู่ใกล้ถนน มีเพื่อนบ้านเรียงรายคับคั่ง แต่ก็อดใจคอตึ้กๆ ตั้กๆ ไม่ได้…จนกระทั่งถึงคืนสยองขวัญที่ดิฉันคิดว่าคงจะเอาชีวิตไม่รอดแล้ว!

คืน นั้นกินอาหารค่ำแล้วดูทีวีที่มีแต่เรื่องน้ำท่วมจนจิตใจหดหู่ ยิ่งดูมาเป็นเดือนก็ยิ่งเครียดจนตัดสินใจขึ้นห้องนอน ส่วนป้าแจ่มก็ยังคอยดูละครหลังข่าวตามความเคยชิน…จิตใจว้าวุ่นสับสนบอกไม่ ถูก โทร.ไปหาสามีก็บอกว่าเขาห้ามเข้าซอยเดิมแล้ว ต้องย้อนกลับไปทางเก่าเพื่อหาทางออกสุทธิสาร ไม่แน่ใจว่าจะทะลุออกสะพานควายได้หรือเปล่า?

ดิฉันรู้สึกอ่อนล้าอิดโรยแทบจะสิ้นเรี่ยวแรง เอนหลังลงบนเตียง มือกำหลวงพ่อทวด ภาวนาให้ท่านช่วยคุ้ม

บัดดล ราวกับฟ้าแลบเข้าสมอง ดิฉันนึกถึงหลวงพ่อทวดที่เป็นมรดกตกทอดมาร่ำร้องอยู่ในอกว่า “หลวงปู่ช่วยลูกด้วย” ก่อนจะกำกระชากจากสร้อยคอขึ้นมาฟาดใส่หน้ามัน!

คราวนี้ภูตนรกแผดร้องโหยหวน ผงะหน้าราวกับโดนอาวุธประเคนเข้าใส่เต็มรัก สองแขนปล่อยร่างดิฉันที่ชูหลวงพ่อทวดเข้าหาร่างที่ถอยกรูดๆ ออกจากประตูไม่เหลียวหลัง…เกือบพร้อมๆ กับที่เสียงป้าแจ่มร้องเอะอะโวยวายมาเข้าหู

ดิฉันสะดุ้งเฮือก ลืมตาตื่นก็พบว่าตัวเองนั่งอยู่บนเตียงนั่นเอง!

หันขวับไปมองประตูก็พบว่ามันเปิดโล่ง รีบกระโดดลงไปที่นั่น ก่อนจะวิ่งลงบันไดเมื่อรู้แน่ว่าสามีกลับมาแล้ว…แต่แล้วก็ใจหายวาบเมื่อ เห็นป้าแจ่มยืนอยู่ข้างรถ ดิฉันถลาเข้าไปหาก็พบว่าสามีนั่งพิงประตู เลือดเปรอะใบหน้าข้างหนึ่งเหมือนกับภาพในฝันไม่มีผิด

ปรากฏว่ามีมอเตอร์ไซค์คันหนึ่งพุ่งเข้ามาชน ทั้งรถและคนขับกระเด็นไปข้างทาง เขาเองก็สิ้นสติไป…ไม่รู้ว่าขับรถมาถึงบ้านได้ยังไง?

ดิฉันหัวเราะทั้งน้ำตาเมื่อรู้ว่าสามีไม่เป็นอะไรมาก… แต่ขนหัวลุกน่ะซีคะ!

ผัวหนูเป็นผี

มีอีกเรื่องที่อ้อมเล่าให้ฟังว่า เวลาเธออยู่ตามลำพัง ตอนนอนเคลิ้มๆ จะรู้สึกเหมือนมีใครมานอนอยู่ข้างๆ เสมอ…

เตียง ของอ้อมเป็นขนาดนอนได้สองคนค่ะ และหนูก็หลับๆ ตื่นๆ ไม่ค่อยได้นอนหลับเต็มอิ่ม เพราะมันคอยระแวงน่ะค่ะว่าจะมีใครมาเขี่ยเท้า หรือมายืนข้างเตียงทวงที่นอน และหนูก็ไม่หันไปมองตู้เสื้อผ้าเลย…

กลัวจะเห็นผีเด็กนั่งห้อยขาอยู่หลังตู้!!

ในที่สุดอ้อมก็บอกว่าเธอชวนญาติคน หนึ่งมาอยู่ด้วย เป็นผู้หญิงวัยเดียวกัน และพอดีญาติคนนั้นเพิ่งเข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ อ้อมไม่ต้องรบกวนหนูแล้ว! เฮ้อ…โล่งอกไปที

ทุกวันนี้อ้อมก็ยังอยู่ที่ห้องนั้น และมีเรื่องแปลกๆ เหมือนเดิม แต่เธอทั้งคู่ก็ยังไม่เคยถูกหลอกจังๆ เลย…ขอให้เป็นอย่างนี้ตลอดไปเถอะค่ะ!

อ้อมเล่าว่าห้องของเขามีอะไรแปลกๆ ทั้งเสียงผู้หญิงร้องไห้ เสียงคนใช้ห้องน้ำ ไฟฟ้าที่เปิดปิดเอง ข้าวของเครื่องใช้อย่างหวี หรือกรรไกรตัดเล็บก็ย้ายที่ของมันเองอยู่บ่อยๆ

เราตกลงไปถามเรื่องนี้กับคนทรงแถวราชวัตรค่ะ เขาบอกว่าในห้องอ้อมมีผีจริงๆ เป็นผีผู้หญิงที่กินยาตายมาหลายปีแล้ว เธอน่าจะไปเกิดแต่ยังหรอกค่ะ เธอยังต้องใช้กรรมอยู่ในภพภูมิระหว่างโลกของคนตายและคนเป็น

เธออยู่ในห้องของอ้อมและใช้ชีวิตไปตามปกติ แต่ออกไปไหนไม่ได้

นอกจากผู้หญิงคนนี้แล้ว คนทรงยังบอกว่ามีเด็กเล็กๆ อีกตนหนึ่ง ซึ่งอาศัยอยู่ในตู้เสื้อผ้าของอ้อม และชอบออกมานั่งห้อยขาบนหลังตู้

ฟังอย่างนี้แล้วขนหัวลุกเลยค่ะ!

 

ไม่รู้ว่าอุปาทานหรือเปล่านะคะ แต่ตอนที่อ้อมเปิดประตูห้องน่ะ หนูรู้สึกว่ามีลมพัดออกมาจากห้องวูบหนึ่ง เย็นเยือกราวกับเปิดแอร์ไว้ ทั้งๆ ที่ไม่ใช่ห้องแอร์สักหน่อย เราใช้พัดลมน่ะค่ะ และตอนนั้นพัดลมก็ไม่ได้เปิดเสียด้วย

แล้วลมเย็นวูบนั้นมันมาจากไหนล่ะคะ?

พอหนูไปอยู่คืนแรกก็โดนรับน้องเลยค่ะ!! ตอนอ้อมเข้าไปอาบน้ำน่ะหนูนั่งดูทีวีอยู่บนเตียง ปรากฏว่าอยู่ดีๆ ไฟก็ดับ เล่นเอาหนูใจหายวาบ กลัวจนลนลาน รู้สึกว่าได้ยินเสียงเด็กกับผู้หญิงหัวเราะเบาๆ แล้วไฟก็เปิดสว่าง…

เฮ้อ! เกือบร้องกรี๊ดเลยค่ะ!!

แต่คนทรงบอกว่าไม่เป็นไรหรอก เขาก็อยู่ของเขา เราก็อยู่ของเรา ผีผู้หญิงและผีเด็กไม่ได้ทำอันตรายใดๆ และไม่ถึงกับต้องตั้งแท่นบูชาเซ่นไหว้เขา ขอให้อ้อมอยู่ตามสบาย

แหม…รู้ ว่าห้องมีผี ใครจะอยู่ได้อย่างสบายๆ ล่ะคะ อ้อมไม่รู้จะย้ายไปที่ไหน เธอขอคิดดูก่อน ที่นี่ใกล้ที่ทำงานมาก ของกินเพียบ และราคาก็ไม่ถึงกับแพงอีกด้วย

อ้อมคุยกับหนูว่า จริงอย่างคนทรงพูด คือผีไม่ได้มาหลอกหลอน มาอำหรือมาทำร้ายฉุดแข้งฉุดขาแต่อย่างใด ฉะนั้น ถ้าข่มความกลัวซะก็อยู่ด้วยกันได้ อ้อมขอให้หนูไปอยู่เป็นเพื่อนสักพักหนึ่ง เพราะเธอเสียวไส้ค่ะ

บอกตรงๆ ว่าใจหนูนั้นเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง ความที่สงสารเพื่อนก็เลยบอกกับแม่ว่า หนูขอไปอยู่กับอ้อมสัก 4-5 วัน

หนูกลัวมาก แต่ความที่เพิ่งออกเวรมาทำให้เหนื่อยล้า หนูอาบน้ำต่อจากอ้อม แล้วเราก็ปิดไฟเข้านอน แต่หนูขอเปิดไฟห้องน้ำให้ไฟมันลอดออกมาจะได้อุ่นใจหน่อย

อ้อ! หนูแนะนำอ้อมให้ไปซื้อโคมไฟหัวเตียงมาเปิดไว้ทั้งคืน จะดีมากเลยละ!

 

 

เมืองผีดิบ

วันหนึ่ง ป้าบุญเหลือคนข้างบ้านดิฉันก็เจ็บป่วยออดๆ แอดๆ ลุงสังข์ผู้เป็นผัวก็จัดให้มีการรำผีฟ้าขึ้นที่บ้าน ดิฉันก็ไปดูกับเพื่อนๆ และชาวบ้านอีกหลายสิบคน

ปรากฏว่าฟ้ามืดครึ้มทั้งที่เป็นเวลาบ่าย ลมพัดอู้น่ากลัว ป้าบุญเหลือที่นอนแซ่วถึงกับลุกพรวดพราดขึ้นมานั่ง เบิกตาจ้องมองอะไรบางอย่าง ลุงสังข์กับคนอื่นๆ ก็ตื่นเต้นที่เห็นคนเจ็บลุกขึ้นนั่งได้เองทั้งๆ ที่อาการหนักอยู่แท้ๆ

พอคนไปถาม แกก็ชี้มือไปที่ศาลเพียงตา บอกว่า…ทำไมนางทรงกินเครื่องเซ่นล่ะ?

ทุก คนหันขวับแต่ไม่เห็นมีใครที่ศาลนั้นเลย นางทรงและคนฟ้อนคนร้องก็ยังอยู่ห่างๆ ลุงสังข์หน้าซีด แข็งใจเดินไปดูที่ศาลแล้วพูดอะไรไม่ออก คนอื่นๆ ก็เช่นกัน เพราะเครื่องเซ่นหมดเกลี้ยง…ส่วนป้าบุญเหลือค่อยทุเลาจนหายดีตามเดิมค่ะ!

 

วันนี้จะขอเล่าเรื่องความเชื่อถือของชาวบ้านที่สืบเนื่องกันมาแต่โบราณกาลแล้ว…

นั่นคือเรื่อง “ผีปู่ตา” ค่ะ!

ที่อำเภอดิฉันและส่วนมากในภาคอีสาน มักจะมีการเลี้ยงผีปู่ตากันทั้งนั้น ถือว่าเป็นผีของบรรพบุรุษ เชื่อกันว่าผีปู่ตาคือวิญญาณของญาติผู้ใหญ่ที่ยังห่วงใยลูกหลาน มาคอยเฝ้าดูแลและคุ้มครองป้องกันไม่ให้เกิดโพยภัยต่างๆ

ชาวบ้านก็ช่วยกันสร้างศาลปู่ตาเป็นเรือนไม้หลังย่อมๆ แต่มีต้นไม้ขนาดใหญ่ขึ้นโดยรอบศาลปู่ตาอีกด้วย เพื่อให้วิญญาณของบรรพชนได้พักอาศัย เรียกกันว่า “ศาลปู่ตา” ค่ะ

พวกผู้ใหญ่เล่าว่า การสร้างศาลปู่ตาไว้ในดงไม้ขนาดใหญ่ นอกจากจะช่วยให้ร่มรื่นแล้ว ยังเป็นการป้องกันคนร้ายไม่ให้บุกบั่นมาตัดโค่นต้นไม้ใหญ่ๆ อันมีค่าอีกด้วย

เมื่อมีศาลปู่ตาอยู่แทบทุกชุมชน ก็ต้องมีผู้สื่อสารระหว่างผีปู่ตากับชาวบ้าน เรียกว่า “เฒ่าจ้ำ”

เรื่องนี้น่าสังเกตว่าหลายจังหวัดในภาคกลางก็มีศาลปู่ตาและผู้สื่อสารเช่น กัน บางแห่งเรียก “เจ้าจ้ำ” บางแห่งก็เรียก “จ้ำ” คำเดียว มีทั้งสระบุรี ลพบุรี และปราจีนบุรี เชื่อว่าลาวพวนตามจังหวัดดังกล่าวคงจะอพยพมาจากอีสาน และนำความเชื่อถือของตนมาด้วยค่ะ

เฒ่าจ้ำในบ้านดิฉันยังมีหน้าที่ดูแลศาลปู่ตา รวมทั้งต้นไม้และสัตว์ต่างๆ ในบริเวณนั้น เพื่อให้สงบร่มรื่นและสะอาดสะอ้านตามสมควร

พิธีเลี้ยงผีปู่ตาก็น่าสนใจนะคะ

ปกติจะทำกันในวันพุธ เป็นประจำทุกปี ปีละ 2 ครั้ง คือตอน “ลงนา” กับ “ขึ้นนา” ตอนแรกจะทำในเดือน 6 เพื่อเสี่ยงทายในการทำนาและเก็บเกี่ยวว่าน้ำท่าจะบริบูรณ์หรือแห้งแล้ง ส่วนตอนหลังคือเดือน 3 ฤดูเก็บเกี่ยวเสร็จก็จะทำพิธีอีกครั้งหนึ่ง

เรียกว่า “เลี้ยงลง” กับ “เลี้ยงขึ้น” ค่ะ

ตอนนี้เป็นหน้าที่ของเฒ่าจ้ำจะไปบอกผู้ใหญ่บ้าน เพื่อให้แจ้งข่าวถึงวันทำพิธีด้วยการตีฆ้องบ้าง ตะโกนบอกกันต่อๆ ไปบ้าง เมื่อถึงวันสำคัญแล้วชาวบ้านทุกครัวเรือนก็จะนำหัวหมู ไก่ต้มและสุราไปร่วมพิธีกันอย่างครึกครื้น…เสร็จพิธีก็นำสุราอาหารเหล่า นั้นมาแบ่งปันกันกิน

อ้อ! ระหว่างที่ทำพิธีไหว้ผีปู่ตาก็จะมีการเสี่ยงทายด้วย เช่น การ “เสี่ยงคางไก่” โดยเฒ่าจ้ำจะจุดธูปบอกกล่าวผีปู่ตาว่า…

“ถ้าบ้านเมืองอยู่เย็นเป็นสุข น้ำท่าและข้าวปลาอาหารบริบูรณ์แล้ว ก็ขอให้ท่านเจ้าปู่ตาจงดัดแปลงคางไก่ให้โค้งเข้าเหมือนคันเคียวสวยงาม แต่ถ้าจะเกิดความแห้งแล้งก็ขอให้เจ้าปู่ตาจงดัดแปลงคางไก่ให้หงิกงอ หรือถ้าจะเกิดฝนตกหนักจนน้ำท่วม ก็ขอให้เจ้าปู่ตาจงช่วยดัดแปลงคางไก่ให้ตรงๆ ด้วยเถิด”

ปรากฏว่าคำทำนายของผีปู่ตามักจะแม่นยำ จนทำให้ผู้คนเชื่อถือตลอดมา

ประสบการณ์ขนหัวลุกสมัยเด็กของดิฉันคือการรำผีฟ้าค่ะ!

นั่นคือพิธีกรรมเพื่อรักษาคนเจ็บไข้ได้ป่วย เพราะแพทย์และพยาบาลยังไม่ก้าวหน้า ชาวบ้านจึงต้องใช้ไสยศาสตร์เข้าช่วย ขอร้องให้ผีฟ้ามาเข้าทรง หรือ “นางทรง” ที่ได้รับการถ่ายทอดสืบต่อจากผีฟ้าในยุคก่อนๆ

อย่างแรกต้องตั้งศาลเพียงตาและเครื่องเซ่น มีคนเป่าแคน ทำพิธีไหว้ครู มีคนฟ้อนรำและขับร้องกันเป็นหมู่เพื่ออ้อนวอนขอพรจากผีฟ้า ให้บันดาลความสุขความเจริญให้แก่คนในหมู่บ้าน และขอให้ผีฟ้าช่วยคนเจ็บป่วยหายขาดโดยเร็วไวด้วยเถิด…

 

ปีศาจสุรา

แดดร่มลมตก ไอ้ฉิ่งกับไอ้เลี่ยมหิ้วเหล้ามาจากบ้านน้าแล่มคนละแกลลอนเพราะมีเพื่อนจาก จังหวัดกับ กงไกรลาศมาร่วมวงด้วย ผมหว่านแหได้ปลามาโข ไอ้ตาลจัดการเชือดไก่ต้มป่าส่งกลิ่นหอมฉุยยั่วน้ำลาย พรรคพวกช่วยกันปิ้งปลาทำน้ำจิ้มรสแซบ…วงเหล้าครึกครื้น มีเรื่องตลกสัปดนมาเล่าสู่กันฟังจนขำกลิ้งประสาขี้มา

อ้าว? เลยค่ำไปหน่อยเดียวดันเหล้าหมดซะดื้อๆ ไอ้ตาลรับอาสาไปซื้อเพิ่ม…แต่ลุกจากวงแป๊บเดียวก็หิ้วเหล้ามาแล้ว แถมพาเพื่อนมาอีกคน

วงเหล้าครึกครื้นต่อไป อาศัยแสงไฟที่ต่อจากบ้านพอได้เห็นหน้าเห็นตากัน!

จู่ๆ ไอ้ฉิ่งนึกยังไงไม่รู้ ดันพยักหน้าไปทางเพื่อนที่มันบอกว่ามาจากจังหวัด เล่าว่า…เมื่อวันก่อนเพื่อนไอ้ล้อมมันขี่รถเครื่องไปหาสาว อารามเมาเลยหักรถเป๋ไปชนต้นไม้ริมทางโครมเดียวกะโหลกยุบ คอหัก ไปหายมบาลโดยไม่ได้ล่ำลาเพื่อนฝูงซักคำเดียว

“เดี๋ยวนะ กูนึก ออกแล้ว เพื่อนมึงชื่อไอ้เตยใช่มั้ยวะ?” ไอ้ฉิ่งหันไปทางเพื่อน ซึ่งไอ้ล้อมก็พยักหน้าหงึกๆ ยอมรับ “ไอ้ฉิ่งตบเข่าฉาดฉาน “นั่นไง…เดือนที่แล้วมันก็เคยมากินเหล้ากับพวกเรา”

“ฮ้า! ไอ้เตยตายรึ?” ไอ้ตาลย่นคิ้ว “กูไม่อยากเชื่อเล้ย พวกมึงโกหกใช่มั้ยวะ?”

“กูเปล่านะ” ไอ้ฉิ่งร้อง ทำตาวาว “ไอ้ล้อมมันบอก”

“ตอแหลละมึง” ไอ้ตาลคำราม “ก็ไอ้เตยหิ้วเหล้ามาหยกๆ กูก็เพิ่งพามันมานั่งหัวโด่อยู่นี่ไง!”

พวกเราไม่มีใครกลัวผีเลยตามประสาหนุ่มวัยคะนอง อย่างมากก็รู้สึกขนลุกตอนฟัง แต่แล้วก็ลืมไปหมด เผลอๆ เมาดีเข้ายังบอกว่า…ผีมีจริงก็ขอให้มาเจอกันหน่อยเถอะน่า!

อ้อ! ที่ว่าเมาดีเข้าไปก็เพราะฤทธิ์เหล้าป่าดีกรีแรงขนาดจุดไฟติดน่ะซี…ส.ร.ถ. ว่าซะยังงั้น! เขาต้มเหล้ากันหลายบ้าน ใช้แป้งข้าวเหนียวกับแป้งเชื้อ กลั่นออกมาทางกระบอกไม้ไผ่เล็กๆ ขนาดบ้องกัญชา แหม…ใสแจ๋วเป็นตาตั๊กแตนเชียว

ตอนนั้นแกลลอนละ 160 บาท ก่อนจะขึ้นราคามาเรื่อยจนปาเข้าไปเกือบ 300 บาทแล้ว

หน้าเทศกาลก็ขออนุญาตสรรพสามิตเขาซะหน่อย แต่นอกเทศกาลก็ต้องซ่อนเร้นกันพอสมควร เหล้าแดงราคาสูงๆ น่ะไม่ได้แอ้มเงินพวกเราหรอกคุณ เพราะไอ้หนุ่มลูกทุ่งเงินน้อย อีกอย่างมันก็ไม่ถึงอกถึงใจเหมือนเหล้าป่าที่เคยซดกันมาตั้งแต่หนุ่มแตกพาน

1 แกลลอนต่อ 4-5 คนก็เมาหัวทิ่มบ่อแล้วครับ!

พูดถึงบ่อ เรามักตั้งวงกันใต้ร่มไม้ใกล้บ่อปลา อยากกินปลาก็หว่านแหโครมลงไป ได้ทั้งไอ้ดุกไอ้ช่อนและปลานิล ไม่ว่าจะปิ้ง เผา ผัด แกง มันก็กลายเป็นกับแกล้มรสแซบถึงใจทั้งนั้น

พวกเราเลี้ยงไก่กันทุกบ้าน ตั้งวงเมื่อไหร่ก็จับมาเชือดอ๊อก เดี๋ยวก็ได้ไก่ต้มแช่น้ำปลา ไก่อบฟาง หรือจะหั่นลงหม้อทำเป็นต้มป่าไก่รสแซบ ติดปากติดกลิ่นมาจนป่านนี้แน่ะ

ไอ้ตาลมันทำต้มป่าไก่เก่งครับ สูตรง่ายๆ คือฉีกพริกแห้ง บุบหัวหอม ฝานข่า หั่นตะไคร้ บีบมะนาว ใส่น้ำปลาเข้าไป เดี๋ยวก็หอมฉุยไปสามบ้านแปดบ้าน บอกไม่เชื่อ!

ใครอยากมาร่วมวงก็ไม่ว่ากัน แต่ทางที่ดีควรจะหิ้วเหล้ามาเพิ่มเติมซักแกลลอน ทีนี้ก็สุมหัวกันโจ้เหล้าซดต้มป่าโฮกๆ คุยฟุ้ง หัวเราะเฮฮาดังลั่นไปสามท้องคุ้งทีเดียวเชียว

บางวันเพื่อนฝูงพาเพื่อนมาจากกงไกรลาศมั่ง ตำบลใกล้ๆ บ้าง มาสมทบกันตั้งสิบกว่าคน คุยโม้คุยโตตามนิสัย ไอ้ที่พูดไม่เข้าหูก็ต้องให้เพื่อนพากลับ.. เดี๋ยวโดนยันตกบ่อปลาได้ง่ายๆ

หมุนเวียนกันไปๆ มาๆ จนนับไม่ถ้วนจริงๆ ครับ เดี๋ยวมาร่วมวงบ่อยๆ เดี๋ยวก็หายไปหลายนาน แต่บางคนมาก่อนหรือเกิดเปรี้ยวปากทนไม่ไหวก็ไม่รู้ พอผ่านวงไหนก็แวะวงนั้นจนเมาเพียบ ลืมเหล้าลืมแกล้มฝากวงเราซะดื้อๆ ยังงั้นเอง…ไม่ว่าอะไรกันอยู่แล้ว งานนี้

วันไหนขี้เกียจทำกับข้าวเราก็หาของแกล้มง่ายๆ อย่างมะขามสด มะม่วง มะดัน มะขามป้อม…จิ้มเกลือจิ้มกะปิเคี้ยวกร้วมๆ จนเสียวรากฟัน แต่ก็ชุ่มปากชุ่มคอดีพิลึกละครับ

จนกระทั่งถึงวันเกิดเหตุขนหัวลุก!

พวกเราหันขวับ ยังงุนงงกันทุกคน ยกเว้นไอ้ล้อมที่จ้องมองเพื่อนผู้มากับไอ้ตาลก่อนจะผงะหน้า ตาเบิกโพลง ร้องลั่นว่า…ผีหลอก! ผีหลอกโว้ย…

ผมอ้าปากค้าง มองเห็นหน้าไอ้คนที่มากับไอ้ตาลเลือดท่วมหน้า นัยน์ตาพลัดออกมาห้อยร่องแร่งข้างหนึ่ง อ้าปากฉีกขาดปะหงับๆ พลางส่งเสียงแหบโหย…กูหิวเหล้า!

เท่านั้นกลียุคก็อุบัติขึ้นทันใด…ผมรู้สึกตาลายพร่า เห็นใครๆ ลุกพรวดพราด บางคนโจนลงบ่อดังตูม บางคนร้องโหวยๆ เหมือนคนบ้า ผมเองทะลึ่งพรวดขึ้นได้ก็วิ่งเตลิดไม่คิดชีวิต…วงเหล้าของเราเลิกราไปหลาย วัน กลัวผีจะโผล่เข้ามาอีกน่ะซีครับ…บรื๋อส์!!

ผีใต้น้ำ

พี่รุ่งจ้วงพายลงน้ำเสียงจ๋อมๆ จนกระทั่งเลยไปถึงคุ้งน้ำที่มีพงอ้อกอหญ้าขึ้นรกครึ้ม… แถวนั้นน่ะเขาลือกันว่าเคยเป็นป่าช้ามาก่อน แต่เกิดโรคไข้ทรพิษระบาดตั้งแต่ก่อนสงครามจนผู้คนอพยพหนีกันจ้าละหวั่น กลายเป็นหมู่บ้านร้างมานับสิบๆ ปีแล้ว… ขนาดป่าช้ายังพลอยร้างไปด้วยเลยครับ

…เราได้ปลาสร้อยปลาซ่ามากโขจนเรือหนักอึ้ง ตกลงใจกันว่ากลับบ้านได้แล้ว ก็พายเรือย้อนกลับมาตามทางเดิม

จน กระทั่งถึงใต้กิ่งไม้ขนาดใหญ่ที่โน้มลงมาเหนือน้ำ แสงจันทร์ที่ระยิบระยับอยู่บนระลอกคลื่นไม่อาจจะส่องทะลุเข้าไปถึงภายในที่ มืดครึ้ม ดูเยือกเย็น เร้นลับ คล้ายกับจะซุกซ่อนความชั่วร้ายน่าสะพรึงกลัวอยู่ในนั้น…

ผมรู้สึกว่าเรือของเราชักจะหนักอึ้งขึ้นทุกที!

“พี่ รุ่ง…เรือติดอะไรหรือเปล่า?” ผมหันไปถาม แต่เห็นพี่ชายกำลังผงะหน้าเบิกตาโพลง จ้องมองอะไรบางอย่างกลางลำเรือ ครั้นมองตามสายตานั้นก็พลันตัวแข็งทื่อในบัดดล!

นรกเป็นพยาน! สิ่งที่เห็นชัดอยู่ในแสงจันทร์ก็คือปลาตัวใหญ่ขนาดศอกเศษ ดูไม่ออกว่าเป็นปลานรกจกเปรตอะไรแน่…แต่มันกำลังขยายใหญ่ขึ้นทุกที ท่ามกลางนัยน์ตาที่เบิกโพลงด้วยความตื่นตะลึงของเรา

คุณพระคุณเจ้า ช่วยลูกด้วยเถิด! ปลาอุบาทว์ตัวนั้นดิ้นกระแด่วๆ พลางร้องอุแว้ๆ เหมือนทารกแรกเกิด เล่นเอาเราผงะหน้า แทบจะตะพลัดตกเรือ ขณะที่เสียงสยองดังถี่เร็วก่อนจะดีดตัวลงน้ำเสียงตูมสนั่น…เสียงพี่รุ่ง ตะโกนลั่น…ผีหลอกโว้ย!!

จ้ำ เรือกันน้ำบานน่ะซีครับ ไม่ตกน้ำตกท่าจนมีหวังช็อกตายก็บุญโขแล้ว…ต่อมาเราก็เลิกหาปลาด้วยเรือผี หลอกเด็ดขาด ขนหัวลุกครับ! บรื๋อออ…

ปากน้ำโพเคยได้ชื่อว่าเป็นเมืองเศรษฐกิจในสมัยก่อน การคมนาคมใช้ทางน้ำเป็นส่วนใหญ่ สินค้าจากเหนือล่องมาที่นั่นเหมือนตลาดนัด พ่อค้าจากกรุงเทพฯ ก็ขึ้นไปซื้อหาสินค้าสารพัดอย่าง ตั้งแต่ขี้ไต้ไปจนถึงไม้ซุงโน่นแน่ะ

ว่ากันว่า ถึงหน้าน้ำหลากเมื่อไหร่ ปากน้ำโพก็คือเมืองสวรรค์ ของนักเผชิญโชคเมื่อนั้น!

เงินทองสะพัดเป็นว่าเล่น ผู้คนพลุกพล่าน ไม่ว่าพ่อค้าใหญ่ นักเลงหัวไม้และการพนันที่มีแทบทุกชนิด ร้านเหล้าคึกคัก ผีเสื้อราตรีก็โบยบินจากทุกสารทิศไปขุดทองที่นั่น เดินขึ้นเดินลงโรงแรมกันขวักไขว่

วันนี้ผมมีประสบการณ์ขนหัวลุกสุดสยองมาเล่าสู่กันฟังครับ

ครอบครัวเราเป็นประมงน้ำจืดมาตั้งแต่รุ่นก่อนๆ เมื่อพ่อแม่แก่เฒ่าก็เหลือแต่ผมกับพี่ชายสองคนที่เจริญรอยตาม เพราะเคยติดเรือไปกับพ่อตั้งแต่เด็กๆ ไม่ว่าตกปลา ทอดแห…แต่เมื่อมาถึงรุ่นพวกผมก็ออกหาปลาด้วยเรือผีหลอกเป็นประจำ

สมัยนั้นปลาชุมมาก ขอแต่รู้จักทำเลเหมาะๆ ค่อนข้างเงียบสงบก็แล้วกัน ยิ่งแถวท้ายเกาะยมที่จะไปทางบึงบอระเพ็ด เลยค่ำไปแล้วไม่ค่อยมีเสียงเรือยนต์รบกวน…คืนไหนโชคดีก็ได้ปลาตั้งครึ่ง ค่อนลำ

จนกระทั่งถึงคืนสยองขวัญ!!

เราสองคนออกเรือกันตามปกติ สรรพสิ่งค่อนข้างเงียบเชียบ จันทร์ครึ่งดวงลอยพ้นทิวไม้มืดครึ้มขึ้นมา ระลอกคลื่นเล่นไล่เข้าหาฝั่ง สายลมพัดวู่หวิวเหมือนเสียงใครถอนใจยาวด้วยความเหน็ดเหนื่อยเต็มประดา

พี่รุ่งถือท้าย ผมประจำหัวเรือ มองดูกิ่งไม้ชายน้ำที่โน้มลงมาเหนือฟองผุดพราย…ครั้นพี่รุ่งพยักหน้าให้ สัญญาณ ผมก็เอนตัวไปทางแผ่นกระดานทาสีขาวขนาบลำเรือ แหวกน้ำจนกระเซ็นเป็นฟอง…

พวกปลาเล็กปลาน้อยเห็นสีขาวเว่อวูบวาบลงมาดื้อๆ ก็ตระหนกตกใจ กระโดดแผล็วขึ้นมาเหนือน้ำ…ส่วนหนึ่งหล่นลงในเรือที่เอียงกราบรอ ส่วนหนึ่งโชคดีก็ตกลงไปในน้ำตามเดิม…

เสียงซ่า…ดังมาจากกิ่งไม้ใหญ่ที่โน้มลงมาเหนือหัว!

“เอ๊ะ…เสียงอะไรวะ?” พี่รุ่งร้องถามเบาๆ ผมก็ส่ายหน้า รู้สึกอากาศเย็นยะเยือกชอบกล ขนอ่อนที่ต้นคอลุกซ่า ปากคอแห้งผากไปถนัด

 

ผีอากง

อาม่ามีฐานะดีมาก แต่งตัวประณีตสวยงาม ผมเผ้าแทบไม่กระดิกก็ว่าได้ สวมทั้งสร้อยคอและข้อมือเส้นใหญ่ มีขนมและผลไม้มาเยี่ยมเยียนพวกเราบ่อยๆ อ้อ! ลูกชายอาม่าเป็นคนขับรถเก๋งมาส่ง – มารับถึงประตูบ้านเลยค่ะ น่าชื่นใจแทนจริงๆ

ระยะหลังอาม่ามาหาคุณยายบ่อยขึ้น แทบจะเป็นวันเว้นวัน ธุระสำคัญก็คือมาแนะนำให้คุณยายรักษาตัวด้วยการออกกำลังง่ายๆ ตามแบบคนสูงอายุทั่วไป

มีตำราบริหารแก้ไขเลือดลม และบำบัดโรคต่างๆ เหมือนการฝังเข็มนั่นเอง!

นั่นคือการแกว่งแขนตามคัมภีร์อี้จินจิง ของ “ท่านตั๊กม้อ”

บางครั้งก็มีตำราดึงหู “หวังซูหวา” มาฝาก โดยอาม่ายืนยันว่า หูควบคุมประสาทถึง 365 เส้น และชีพจรถึง 12 สาย ถ้านวดหูบ่อยๆ จะทำให้อวัยวะในช่องท้องแข็งแรง ถือว่าเป็นเคล็ดลับในการรักษาสุขภาพ เป็นยาอายุวัฒนะขนานเอก

“ฉันทำเป็นประจำ ทำให้ร่างกายแข็งแรง ไม่มีโรคภัยมาเบียดเบียน” อาม่าเคยบอกคุณยาย “คนเรารักกันชอบกันก็ต้องช่วยเหลือกัน ไม่อยากเห็นคนที่เรารักเจ็บไข้ได้ป่วย”

หลายปีมาแล้ว ดิฉันอยู่ทุ่งมหาเมฆกับพ่อแม่ และคุณยายอายุ 70 เศษ สุขภาพไม่ค่อยดีนัก เพราะเป็นทั้งเบาหวานและความดันเลือดสูง แต่ยังโชคดีที่ไม่มีอาการหลงๆ ลืมๆ หรืออัลไซเมอร์ที่ได้ข่าวว่าคนชราทั่วไป เป็นกันมาก

ถัดจากบ้านไปราว 200 เมตร มีเพื่อนคุณยายเป็นคนจีนอายุเกือบ 80 ปี แล้วแต่ยังดูแข็งแรง หน้าตาผ่องใส ไม่ทราบจนเดี๋ยวนี้ว่าท่านชื่ออะไร เพราะใครๆ ก็เรียกท่านว่า “อาม่า” ทุกคน รวมทั้งคุณยายดิฉันด้วย

ที่น่าประทับใจก็คือทุกคนพูดตรงกันว่า “อาม่าเป็นจีนผู้ดี”

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อค่ะ! เพราะเมื่อคุณยายลองทำตามคำแนะนำของอาม่าอย่างสม่ำเสมอก็ทำให้ความดันโลหิตลดลง น้ำตาลในเลือดก็ลดเช่นกัน

อาม่าทราบข่าวก็ยิ้มแย้มอย่างมีความสุข มีตำราบริหารร่างกายสำหรับคนชรามาแนะนำคุณยายบ่อยๆ พอมาถึงก็ผลักประตูห้องรับแขกเข้ามาแบบกันเอง พ่อแม่ดิฉันนับถือท่านเหมือนญาติผู้ใหญ่คนหนึ่ง ถ้าดิฉันอยู่ชั้นล่างก็ยกมือไหว้ ต้อนรับขับสู้ หาน้ำและผลไม้ให้ทาน ก่อนจะขึ้นไปเรียกคุณยายที่อยู่ชั้นบนว่า “อาม่ามาหาค่ะ”

คุณยายจะกระวีกระวาดลงมาหา บอกให้ดิฉันตระเตรียมผลไม้บ้าง ขนมแห้งๆ บ้าง เพื่อเป็นสิ่งตอบแทนตอนอาม่าจะกลับบ้าน บางทีก็โทรศัพท์ให้ลูกๆ หลานๆ อาม่ามารับ เพราะระยะทางค่อนข้างไกลสำหรับคนชรา

บางวันอาม่าก็โทรศัพท์มาถาม ว่าคุณยายบริหารร่างกายตามคำแนะนำใหม่ๆ หรือเปล่า? ได้ผลหรือไม่? ดิฉันก็จะบอกข่าวให้อาม่าฟังจนสบายใจทุกครั้ง

“ไม่เป็นไร อาม่ารอได้ หนูนอนพักเถอะ”

ดิฉันเปิดตู้เย็น รินน้ำเก๊กฮวยใส่แก้วมาให้อาม่าที่นั่งบนเก้าอี้ตรงข้ามโซฟา ท่านขอบอกขอบใจก่อนจะยกขึ้นดื่ม ดิฉันได้โอกาสเดินออกทางประตูหลัง…เลี้ยวไปบอกคุณยายในครัวว่าอาม่ามาหา คุณยายที่กำลังดูแลป้าสายหยุดทำแกงหมูเทโพหอมกรุ่นก็พยักหน้ารับรู้ แล้วรีบเดินตามกันออกมา

อะไรกัน…อาม่าไม่ได้นั่งอยู่ในห้องรับแขกหรอกค่ะ!

คุณยายหาว่า ดิฉันตาฝาด เปิดประตูออกไปก็ไม่เห็น ดิฉันยืนยันว่าเพิ่งเปิดตู้เย็นรินน้ำเก๊กฮวยให้อาม่าดื่มหยกๆ นั่นไงคะ…เหลืออยู่ติดแก้วนิดเดียวเอง คุณยายก็ยังว่าตาฝาดอยู่ดี

วันเกิดเหตุ จำได้ว่าอยู่ในราวห้าโมงเย็น…

ดิฉันอยู่บ้านเพราะเกิดปวดหัวจนไปเรียนไม่ไหว อาจจากนอนดึกเพราะดูตำรามากเกินไป หรือเครียดเรื่องเรียนก็ไม่ทราบแน่ชัด พอดีได้ยินเสียงรองเท้าอาม่าเดินกุกๆ มาที่หน้าห้องรับแขก แล้วผลักประตูเข้ามาอย่างกันเอง แบบเดียวกับที่เคยทำเป็นประจำ

พ่อแม่ยังไม่กลับจากทำงาน คุณยายก็ดูเหมือนจะอยู่ในครัว เพราะชอบเข้าไปดูแลป้าสายหยุดทำกับข้าว คอยบอกนั่นชิมนี่ติโน่นจนติดเป็นนิสัย…การทำกับข้าว อร่อยๆ ให้ลูกหลานกินน่ะเป็นความสุขของท่านมาแต่ไหนแต่ไรแล้วค่ะ

ดิฉันยังมึนหัวนิดๆ ขณะลุกจากโซฟาไปต้อนรับอาม่าแต่งชุดสีม่วงสวยที่เดินเข้ามาถามว่า…อ้าว? วันนี้หนูไม่ไปโรงเรียนหรอกหรือ? ดิฉันตอบไปตามตรงว่าปวดหัวมาตั้งแต่เช้า ตอนนี้ค่อยยังชั่วแล้วค่ะ เชิญอาม่านั่งก่อน หนูจะไปตามคุณยายในครัว

จนกระทั่งเรามารู้ข่าวว่า อาม่าจะออกมาขึ้นรถตอนเกือบ 5 โมงเย็นเพื่อมาหาคุณยาย แต่ลื่นล้มศีรษะฟาดพื้นสลบคาที่…ไปสิ้นใจที่โรงพยาบาลในเวลาไล่เลี่ยกับ ที่ดิฉันเห็นท่านเข้ามาในห้องรับแขกนั่นเอง

ชานชลาสยอง

ผีดุ
ฤดูหนาวค่ำเร็ว ดูวิวไปไม่นานก็มองอะไรไม่เห็นตั้งแต่ก่อนถึงอยุธยาด้วยซ้ำ ขณะที่เรายกโขยงไปที่ตู้เสบียง โชคดีที่ได้โต๊ะในสุด ผู้คนค่อนข้างหนาตาและทยอยเข้ามาเรื่อยๆ ผมกรุ่นเบียร์ชุ่มฉ่ำอย่างเพลิดเพลิน มองดูลูกเมียสั่งอาหารมากินอย่างเอร็ดอร่อย แม้เหตุการณ์นี้จะผ่านมาราวสามปีแล้ว แต่ความแปลกประหลาดและน่าขนลุกขนพองก็ยังฝังแน่นอยู่ในความทรงจำ และติดหูติดตาผมอยู่ไม่รู้ลืมเลือน ราวกับมันเพิ่งเกิดขึ้นสดๆ ร้อนๆ เมื่อคืนที่ผ่านมานี่เอง!

เรา-คือผมและครอบครัว ประกอบด้วยเมียหนึ่งกับลูกชายวัยสิบกว่าขวบสองคน เดินทางจากกรุงเทพฯ ไปเชียงใหม่โดยรถด่วนขบวนพิเศษเพื่อชมงานพฤกษ ศาสตร์โลกให้ชื่นฉ่ำทั้งนัยน์ตาและหัวใจ

ผมกับเมียได้ที่นั่งฝั่ง ซ้าย ลูกชายทั้งสองได้ฝั่งขวา พวกเราล้วนแต่ตื่นเต้นเพราะไม่ได้นั่งรถไฟมาเกือบปีแล้ว ตั้งแต่ไปเที่ยวหัวหินเมื่อปีกลาย

อาจจะเป็นเพราะเปลี่ยน บรรยากาศ กับรสชาติของอาหารชื่อดังมาเนิ่นนานของรถไฟก็ได้ เช่น ยำเนื้อ, แหนม, ข้าวผัด เป็นต้น แถมยังมีมันทอดทั้งแบบถุงและกระป๋องตามยุคสมัยให้แกล้มเหล้าเบียร์อีกด้วย

โต๊ะด้านขวาก็มีหญิงชายสองคู่กำลังดื่มกินและพูดคุยกันอย่างสำราญใจเช่นกัน

ราว ทุ่มเศษ เมียผมก็ขอตัวพาลูกๆ กลับไปที่นั่งซึ่งอยู่ห่างราว 2-3 โบกี้…ใกล้เวลาที่พนักงานจะมาจัดเตียงแล้ว เธอไม่วายกำชับกำชาให้ผมรีบกลับเพราะกลัวจะดื่มมากจนป่ายปีนบันไดขึ้นไปนอน ชั้นบนไม่สะดวก

เสียงล้อเหล็กขยี้รางดังกระหึ่ม อย่างที่พวกเด็กๆ ชอบเรียกว่า “ฉึกฉักรถไฟ” กับ “ถึงก็ช่าง-ไม่ถึงก็ช่าง” บางทีก็มีเสียงหวูดกรีดแหลม ฟังเผินๆ เหมือนเปรตร้องขอส่วนบุญ…กล่อมอารมณ์ให้เพลิดเพลินดีพิลึก

ผู้คนที่คับคั่งในตอนใกล้ค่ำก็ชักบางตาลงทุกที!

มี ฝรั่งวัยกลางคนกับหนุ่มไทยหุ่นบึกบึนนั่งซดเบียร์กันอยู่โต๊ะด้านหน้าของชาย ผมขาวอีกโต๊ะเดียวที่เหลืออยู่ มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็น “เสือไบ” กับคู่ขา ที่หัวเราะต่อกระซิกกัน ส่งสายตาหยาดเยิ้มให้กัน…แต่สมัยนี้มันเป็นเรื่องปกติธรรมดาเต็มที

ผมสั่ง เบียร์ขวดใหม่ กับได้โอกาสสูบบุหรี่เสียทีเมื่อนั่งอยู่คนเดียว ทั้งๆ ที่โต๊ะอื่นๆ เขาก็สูบกันสบายอารมณ์ไม่ต้องห่วงว่าควันจะไปรบกวนใคร เพราะมันจะปลิวกระจายไปทางหน้าต่างทันที…แถมมีที่เขี่ยบุหรี่ที่พนักงาน เขาเข้าใจเทน้ำลงไปแล้วแปะด้วยทิชชู ทำให้ขี้บุหรี่ไม่กระเด็นไปรบกวนคนอื่นๆ

ลมเย็นๆ โกรกกรูมาเย็นชื่น เบียร์ก็เย็นฉ่ำจนดวดดื่มได้ลื่นคอ เทใส่แก้วจนหมดแล้วสั่งขวดใหม่… พร้อมๆ กับหันไปมองด้านขวาอีกครั้ง แต่หนุ่มสาวสองคู่หายไปแล้ว มีหนุ่มใหญ่วัยค่อนคน ผิวกร้านแดดตัดกับผมขาวโพลนมานั่งดวดดื่มสุราไทยอยู่เดียวดาย

พนักงาน เข้ามาถามทุกโต๊ะคล้ายๆ กันว่าจะสั่งอาหารอะไรเพิ่มเติมอีกหรือเปล่า เพราะห้องครัวจะปิดแล้ว แต่ดูเหมือนจะไม่มีใครสั่งอะไรอีก นอกจากเบียร์กับโซดาเท่านั้นเอง

จ่าตำรวจกับ พขร.เดินเข้ามาทิ้งกายอ่อนล้าที่โต๊ะหน้าเคาน์เตอร์ ร้องสั่งข้าวผัดคนละจาน น้ำดื่มคนละขวด…ไม่ยักมีเหล้าเบียร์แก้เหนื่อยแฮะ!

หนุ่ม วัยค่อนคน ผิวดำ ผมขาวโพลนปลิวกระจายเต็มหัวยังนั่งซดเหล้าอย่างทองไม่รู้ร้อน ทำให้ผมหันไปถามพนักงานที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ว่า…ลุงคนนั้นเป็นเจ้าหน้าที่รถไฟเรอะ ถึงนั่งต่อได้น่ะ?

“คนไหนครับ?” เขาทำหน้างุนงง ผมอดหัวเราะไม่ได้ ชี้มือให้เขาดูด้วย

“นั่น ไง…” เสียงผมขาดหายไปเมื่อไม่เห็นชายผิวดำผมขาวที่เห็นอยู่หยกๆ ทั้งที่แกนั่งอยู่โต๊ะในสุดแท้ๆ ไม่มีทางหลบไปไหนโดยไม่ผ่านผมได้เด็ดขาด…แต่พนักงานตู้เสบียงหน้าขาวซีด อ้าปากค้าง เกาะเคาน์เตอร์คล้ายจะพยุงตัวไม่ให้ล้มลงไป
อ้าว? ฝรั่งหัวแดงกับหนุ่มกำยำลุกออกไปแล้ว ผมรินเบียร์ใส่แก้วจนหมดขวดรู้สึกมึนกำลังดี…พนักงานก็เข้ามาบอกว่าหมด เวลาแล้ว ต้องปิดตู้เสบียง ผมไม่ขัดข้องอะไร สั่งให้เขาคิดเงิน…เรียบร้อยแล้วก็ซดเบียร์จนเกลี้ยงก่อนจะลุกขึ้นเดินไป ที่ประตู

ขณะที่ถึงเคาน์เตอร์ เจ้าหน้าที่สองคนกำลังกินข้าวผัดโปะไข่ดาวอย่างเอร็ดอร่อย ผมเกิดหันไปดูท้ายรถเสบียงอีกครั้งเหมือนมีอะไรดลใจ

“เอาอีกแล้ว เรอะเนี่ย? โธ่” เขากระเดือกน้ำลายอึกใหญ่ก่อนจะเล่าว่าเมื่อปีกลายมีผู้โดยสารที่ว่ามาดื่ม เหล้าจนหัวใจวายคารถเสบียงโบกี้นี้เอง…เคยมีคนเห็นมาหลายรายตอนหลังนี่ซา ไป นึกว่าไปผุดไปเกิดแล้ว!

โทรศัพท์ผีสิง

ตอนเลิกงานเรามักจะไปหาอะไรดื่มกินกันก่อนกลับบ้าน น้องแพรจะชวนเพื่อนๆ ขึ้นรถไปยังจุดหมาย เราไม่ได้ไปเฉพาะคนในบริษัทเดียวกัน แต่มีเพื่อนฝูงที่ไหนใครสะดวกก็แวะมา ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย ถึงเวลาจ่ายเงินก็แชร์กัน ไม่มีปัญหาอะไร

ถ้าจะมีก็คือปัญหาที่น้องแพรชอบพูดโทรศัพท์ขณะขับรถนี่แหละค่ะ!

ต้องยอมรับว่าเธอไม่ได้โทร.ไปหาใครก่อน แต่มีเสียงเข้าสายเป็นประจำ มีทั้งถามจุดนัดพบให้แน่นอนบ้าง เพื่อนๆ โทร.มาคุยบ้าง ส่วนมากมักจะเป็นเรื่องไร้สาระและคุยกันครั้งละนานๆ ทำให้ดิฉันที่นั่งคู่กับเธอไม่ค่อยสบาย ใจนัก

พยายามมองโลกในแง่ดีว่า ในกรุงเทพฯ รถราติดขัด โดยเฉพาะย่านนั้น ไม่อาจจะขับปรู๊ดปร๊าดได้หรอก แต่ก็อดเตือนไม่ได้ว่าอย่าพูดโทรศัพท์ในรถ ถ้าจำเป็นก็อย่าคุยนานนัก…อันตราย!

“แหม! พี่แน็ตก็…” น้องแพรยิ้มฟันขาว ตาใสเชียว “คุยแป๊บเดียวเองค่ะ”

เธอชอบเรียกชื่อดิฉันติดปาก แถมยังหันมามองด้วย เล่นเอาใจหายวูบ…ถ้าเกิดอุบัติเหตุขึ้นก็ไม่ใช่เพราะโทรศัพท์ แต่มาจากดิฉันที่เอ่ยปากทักท้วงเธอน่ะเอง

ดิฉันมีเรื่องน่ากลัวมากๆ ที่เกิดขึ้นเมื่อสามปีก่อน มาเล่าสู่กันฟังค่ะ

“น้องแพร” เป็นเพื่อนร่วมงานที่บริษัทเดียวกัน อยู่ถนนอโศก เธออายุราว 24-25 ปี แสนสวย หุ่นดีและยังโสด ร่าเริงน่ารัก แถมช่างพูดช่างคุยเรื่องสนุกๆ น่าเพลิดเพลิน พ่อแม่เป็นเศรษฐีอยู่ต่างจังหวัด ซื้อรถยนต์ให้ลูกสาวใช้ตั้งแต่เธอได้งานทำ ผิดกับเพื่อนๆ ส่วนใหญ่ที่ต้องผ่อนรถเอง หรือไม่ก็อาศัยรถเมล์กับแท็กซี่ เช่น ดิฉันเอง เป็นต้น

ขากลับราว 3-4 ทุ่ม เธอก็จะขับรถไปส่งเพื่อนชื่อแตนที่อุรุพงษ์ ส่งดิฉันที่ราชวิถี ตัวเองก็ขับรถข้ามสะพานกรุงธนกลับอพาร์ตเมนต์แถวบางพลัด…เป็นประจำราว สัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง ตอนนั้นก็ไม่วายมีโทรศัพท์เข้ามาค่ะ

ช่วงที่รถแล่นเร็วได้ดิฉันต้องห้ามปรามตรงๆ ว่าอย่าพูดโทรศัพท์ตอนขับรถ อันตรายมาก! น้องแพรก็จะหันมายิ้มหวานเช่นเคย…แหม! พี่แน็ตก็…พูดคุยกับเพื่อนทั้งชายและหญิงว่า…ตอนนี้ขับรถพี่แน็ตห้าม เม้าธ์ เอาไว้ถึงห้องแล้วค่อยคุยกันต่อ! แต่บางครั้งเธอจะหัวเราะเฉยเสียดื้อๆ ดิฉันต้องยื่นคำขาดเสียงแข็งว่าให้หยุดรถเดี๋ยวนี้ พี่จะลงต่อแท็กซี่ไปเอง!

นั่นแหละค่ะน้องแพรจึงยอมบ๊ายบายกับเพื่อน

ครั้งหนึ่ง ดิฉันบอกให้จอดแต่น้องแพรไม่สนใจ พอถึงไฟแดงดิฉันก็ปลดซีตเบลต์ปิดประตูลงไปเอง…น้องแพรออกรถได้ก็รีบขับมา จอดรับ ยกมือไหว้ขอโทษจนดิฉันใจอ่อน กลับไปขึ้นรถใหม่

ไม่ถึงอึดใจก็มีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ดิฉันหยิบมือถือขึ้นรับ แต่ไม่ได้ยินเสียงใครพูดอะไรเลย…ขนลุกซ่าไปทั้งตัวที่พบกับความเงียบน่า สยดสยองสุดขีด ม่านตาลายพร่า หูแว่วไปเองว่าได้ยินเสียงเคล้าสะอื้นดังขึ้น…พี่แน็ตขา ลาก่อนนะคะ!

ดิฉันกลืนน้ำลายก่อนพึมพำเสียงสั่นเครือ…ลาก่อนจ้ะ น้องแพร…

คืนหนึ่ง น้องแพรก็ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตคาที่ เพราะการพูดโทรศัพท์ขณะขับรถ ขณะที่ออกมาจากงานวันเกิดเพื่อนรุ่นมัธยม ที่ภัตตาคารแถวบางอ้อใกล้จะถึงที่พักอยู่แล้ว…โทรศัพท์ที่เปิดสัญญาณอยู่ คือหลักฐานค่ะ

น่าเศร้ายิ่งกว่านั้นก็คือ คนที่โทร.คุยกับน้องแพรคือแตนนั่นเอง!

ในคืนสวดศพแตนยังร้องไห้ไม่หยุด รำพันว่าเป็นเพราะเธอเองแท้ๆ ที่คิดถึงเพื่อน ที่โทร.ไปหาก็คิดว่าน้องแพรกลับถึงห้องพักแล้ว…เธอเป็นต้นเหตุที่ทำให้ เพื่อนตาย! แต่ไม่มีใครโทษแตนหรอกค่ะ นอกจากสยองแทนที่กำลังคุยกับ เพื่อนดีๆ ก็มีเสียง…โครม! ดังก้องอยู่ในหูไม่รู้จักจบสิ้น

วันเผาน้องแพรซีคะ เกิดเรื่องสยองขวัญเมื่อดิฉันกลับบ้าน รู้สึกใจหายและวังเวงใจอย่างบอกไม่ถูก…ต่อไปนี้ไม่มีน้องแพรแล้ว! พอดีมีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น

กดรับก็ได้ยินเสียงแตนละล่ำละลักมาว่า น้องแพรโทร.มาหา บอกว่าเราคุยกันต่อนะจ๊ะ! แตนพูดแล้วก็ร้องไห้โฮ ย้ำแต่ว่าประสาทจะกินแล้วค่ะ ดิฉันต้องปลอบใจว่าอย่าคิดมาก ทางที่ดีควรปิดมือถือไปเลยจะได้หมดปัญหา