บ้านร้าง

2 entries have been tagged with บ้านร้าง.

ตายเป็นหมู่

คุณป้าเคยโทรศัพท์มาปรึกษาคุณแม่ดิฉัน เราพยายามช่วยหาทางแก้ไขต่างๆ เท่าที่จะนึกได้ คุณป้าทำบุญบ้าน ทำบุญให้ผู้ตาย จัดพิธีพราหมณ์ บวงสรวงเจ้าที่เจ้าทางและศาลพระภูมิ กระนั้นเหล่าลูกหลานและบริวารในบ้านก็ยังหวาดกลัว ต่างขวัญผวากันมาตลอด

คนรับใช้ลาออกไปหลายคน ลูกเล็กเด็กแดงร้องไห้งอแงโดยไม่มีสาเหตุ..บางคนบอกว่าทารกนั้นเห็นวิญญาณ!

คุณ แม่ดิฉันพอจะมีความรู้เรื่องพลังจิตอยู่บ้าง แม่บอกว่าอาจจะเป็นกระแสคลื่นของความตายรุนแรงยังแผ่ซ่านอยู่ในบรรยากาศ วิญญาณของเขาทั้งสามน่ะคงไม่อยู่แล้วล่ะ แต่การที่ชาวบ้านใกล้เคียงกับคนในบ้านได้ยินเสียงร้องและเห็นภาพหลอนนั้น อาจเป็นเหมือนคลื่นที่ถูกบันทึกเหตุการณ์ไว้

บรรยากาศในบ้านปุ้มดูร่มรื่น น่าอบอุ่นเหลือเกิน ตัวบ้านหรือคฤหาสน์สร้างไม่ต่ำกว่า 40 ปี ครอบครัวเธอเป็นตระกูลเก่าแก่และทรงเกียรติเป็นที่รู้จักกันดี บ้านนี้มีอาณาบริเวณพอที่จะให้ลูกหลานได้อยู่ร่วมกันหลายครอบครัว

ดิฉันกับปุ้มสนิทกันมาตั้งแต่สมัยเรียน จนอายุสามสิบกว่าแล้วค่ะ ดิฉันมีลูกสามคนแล้ว แต่ปุ้มยังครองโสดอยู่ได้อย่างสบายใจ ถือคติ “ถึงจะนั่งคานก็ไม่หนักกบาลหัวใคร”

ฟังแล้วมีความสุขจริงๆ นะคะ ถือว่าปุ้มเป็นคนมีบุญและชื่นชมครอบครัวเธอมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ดิฉันมีความรู้สึกที่ดีเหลือเกิน ทุกๆ ครั้งที่เดินเข้าไปในเขตรั้วของบ้านปุ้ม..อย่าว่าแต่มนุษย์เลย แม้นก กระรอก ผีเสื้อและแมลงต่างๆ ก็ดูจะรักบ้านนี้ค่ะ

แต่แล้วเมื่อเกือบสิบปีก่อนทุกอย่างก็กลับตาล ปัตร เพราะความตายที่แสนจะน่าสยดสยองที่สุด เท่าที่เคยได้ยินได้ฟังมา!

เช้าวันเกิดเหตุ ป้าสงวนแม่ครัวจัดข้าวของคาว หวาน ใส่ถาดเงินใบใหญ่ เดินลงมาแต่แสงอรุณเบิกฟ้า..นี่คือกิจวัตรประจำวันที่คุณป้าอร่ามศรี แม่ของปุ้มต้องลงมานิมนต์พระเพื่อใส่บาตรด้วยตัวท่านเอง..แล้วคุณป้ากับแม่ ครัวก็เตรียมตัวเก็บโต๊ะเก็บถาด กำลังจะขึ้นบ้าน

ขณะนั้นมีชายหนุ่มอายุราว 25 เดินเลียบแนวรั้ว แต่งตัวเรียบร้อย ท่าทางคงจะไปทำงาน จังหวะที่คุณป้าอร่ามศรีสบตากับหนุ่มหน้าคมผมหยักศกนั้น ท่านก็รู้สึกเหมือนโลกถล่ม ทุกอย่างขาวจ้า สะเทือนเลื่อนลั่น เสียงกึกก้องกัมปนาทบัดดล!

ร่างของคุณป้าคล้ายถูกมือยักษ์จับเหวี่ยงลอยขึ้นไปในอากาศ แล้วหล่นตุ้บลงมากองอยู่บนสนามหญ้า พอตั้งสติได้ คุณป้าก็มองเห็นความเสียหายชนิดวินาศสันตะโร

รถบรรทุกหกล้อคันมหึมาพุ่งเข้าชนรั้วพังเป็นแถบ มันแล่นทะลุเข้ามาในสนาม

ท่ามกลางฝุ่นปูนที่ลอยฟุ้งราวกับหมอกควัน รถคันนั้นมันคร่าชีวิตมนุษย์ที่น่าสงสารไปถึง 3 คนในเวลาเพียงเสี้ยววินาที!

ศพแรกคือชายหนุ่มหน้าตาคมคาย บัดนี้กะโหลกส่วนหนึ่งแตกหลุดจากศีรษะ ทำให้ใบหน้าแยกออกไปสองส่วน หน้าอกยุบจนแทบแบน เห็นซี่โครงขาวพุ่งชี้แหลมออกมา

ศพที่สองคือป้าสงวน ร่างแกถูกล้อยักษ์ทับกลางหลังพอดี ตาค้าง ปากอ้า เลือดพุ่งทะลักเหมือนท่อประปาแตกไม่มีผิด

ศพที่สามคือคนขับรถบรรทุก ถูกแรงกระแทกอัดติดอยู่กับพวงมาลัย..ลิ้นแลบออกมายาวเกือบถึงหน้าอก เลือดไหลเป็นธารน้ำตกเลยค่ะ!

แต่ที่น่ามหัศจรรย์ก็คือ นอกจากขวัญเสียแล้ว คุณป้าอร่ามศรีเกือบไม่มีรอยช้ำหรือรอยถลอกแม้แต่น้อย เชื่อกันว่ามีผีบ้านผีเรือน หรือเจ้าที่เจ้าทางมาช่วยปกป้อง

นับจากนั้น ทุกคนในบ้านล้วนหวาดผวา กลัวผีขนาดหนักไปตามๆ กัน ความอบอุ่นกลายเป็นความเย็นยะเยือก นกหนู หมาแมว และแมลงที่ส่งเสียงเสนาะหูอย่างร่าเริงมาหลายสิบปี กลับเงียบสงบราวกับพวกมันอพยพย้ายหนีไปหมดแล้ว

คุณป้าอร่ามศรีไม่สบายใจเลย ท่านทุกข์มากค่ะ..

แล้วเราจะสลายมันอย่างไรล่ะ? เพราะยิ่งมีคนกลัวมาก ผีก็ยิ่งดุมาก!

คำแนะนำก็คือ เมื่อคุณป้าได้ทำบุญ สวดมนต์ และประกอบพิธีมงคลทุกอย่างเท่าที่ทำได้แล้ว เราก็จัดเตรียมงานเลี้ยงสนุกสนาน มีงานให้มากที่สุดเช่นวันเกิดลูกหลาน งานปีใหม่ ติดไฟสว่างไสว มีเพลงให้เด็กๆ เต้นรำกันเต็มที่

พวกไม้ยืนต้นใหญ่ๆ ย้ายไปให้หมด แล้วขุดสระตื้นๆ เป็นสระบัว มีน้ำพุให้นกมากินน้ำ บัวชูช่อสลอน โปร่งและสดใส กลางคืนมีไฟรั้วให้สว่างขับไล่ความเปล่าเปลี่ยว

ปรากฏว่าได้ผลเกินคาดค่ะ! แม้ความสยองจะยังค้างคาอยู่ในความทรงจำ แต่ความอึมครึมน่ากลัวแบบผีสิงก็ถูกขจัดไป แทนที่ด้วยความร่าเริง นกมากินน้ำพุ ปลาที่ว่ายในสระบัวก็ดูมีชีวิตชีวายิ่งนัก..ดิฉันไปหาปุ้มโดยไม่ต้องขนหัว ลุกเหมือนตอนเกิดเหตุใหม่ๆ แล้วค่ะ

บ้านร้างผีสิง

ตอนเย็นราวๆ เกือบหกโมงเย็น พวกเด็กๆ ที่ตามผู้ใหญ่มางานศพคุณยายก็เล่นกันสนุกสนาน เล่นอะไรก็ไม่เล่น…ดูเถอะ ดันมาเล่นซ่อนแอบ! แต่จะว่าไปแล้วมันก็น่าเล่นนะคะเพราะต้นไม้เยอะ บางคนปีนขึ้นไปหลบบนต้นมะขาม บางคนซ่อนตัวอยู่ตามพุ่มดอกเข็ม เล่นแบบไม่กลัวผีลักซ่อนค่ะ!

พวกผู้ใหญ่บอกให้ไปตามกันกลับมาเถอะ มืดค่ำแล้ว เดี๋ยวจะตกน้ำตกท่ากันซะ พวกเรานักศึกษาจึงพากันไปตามเก็บเด็กๆ แสนซนเหล่านั้น

ปุ้ยเห็นเพื่อนๆ ต้อนมาได้หลายคน แต่ปุ้ยยังกังวลเลยเดินไปทางสระน้ำ

เสียงเทียบเวลาหกโมงเย็น และเพลงเคารพธงชาติแว่วมาแต่ไกล บรรยากาศสลัวลงอย่างรวดเร็วแต่ยังพอมองเห็นอะไรได้ชัดเจนอยู่ ปุ้ยเห็นเด็กคนหนึ่งนั่งเงียบๆ อยู่ใต้กอไผ่ แกอายุราว 6-7 ขวบ นุ่งกางเกงนักเรียนสีกากี ไม่ใส่เสื้อ ไม่ใส่รองเท้า ผมเกรียนเห็นหัวทุยน่ารัก…

สะดุดตาตรงที่ผิวแกดำมากนะคะ ดำจนดูมืดไปเลย!

ปุ้ยเดินเข้าไปนั่งข้างๆ แกแล้วถามว่า “มานั่งที่นี่ทำไมคะ ใกล้มืดค่ำแล้ว กลับไปที่งานกับพี่ดีกว่านะ”

ลมเย็นๆ พัดวูบ ยอดไม้สะบัดกิ่งใบเกรียวกราว ทำให้บรรยากาศยิ่งดูเยือกเย็น ชวนให้วังเวงบอกไม่ถูก รู้สึกหวาดระแวง ไม่ไว้ใจสรรพสิ่งที่อยู่รอบๆ ตัวเอาซะเลย

บ้านของบิ๊กมีบรรยากาศของชนบท เป็นบ้านเก่าครึ่งตึกครึ่งไม้หลังใหญ่โตอยู่ในพื้นที่หลายไร่ที่มีแต่ต้นไม้ เยอะแยะ อย่างมะม่วง ชมพู่ มะขาม ขนุนและพืชผักสวนครัวอีกมากมาย ที่ท้ายสวนที่สระน้ำกว้างขวางพอที่จะพายเรือเล่นได้สบาย

ในสระมีบัวสีชมพูด้วยค่ะ สวยมากๆ

ปุ้ยก็เล่าให้พวกเขาฟัง…

ในที่สุดปุ้ยก็รู้ว่า เด็กอู๋เป็นลูกคนงานของคุณยาย แกตกน้ำตายเมื่อปีก่อนนี่เอง!

ส่วนเสียงหญิงชราที่มาช่วยปุ้ย จะเป็นใครไปไม่ได้ ทุกคนเชื่อตรงกันทั้งนั้นว่าเป็นคุณยายของบิ๊กนั่นเองค่ะ

วันเกิดเหตุจำได้ว่าเป็นวันจันทร์ที่ 24 ธันวาคม อากาศที่อบอ้าวมานานเริ่มเย็นสบายทั้งวัน ปุ้ยชอบบรรยากาศแบบนี้จริงๆ เลย

ทันใดนั้นเอง!

เด็กน้อยหันมามองหน้าปุ้ยเชื่องช้า…บอกตรงๆ ว่าเล่นเอาปุ้ยขนลุกซ่าไปทั้งตัว เพราะอาการหันหัวของแกดูแปลกๆ เด็กน้อยหน้าคว่ำ ตาคว่ำ…แวบหนึ่ง ปุ้ยเห็นตาแกขาวโพลนไม่มีตาดำแต่พอปุ้ยกะพริบตา แกก็ดูเป็นปกติค่ะ

“อยากกลับบ้าน…? เสียงแกแหบโหยพิกล…คุณพระช่วย! ปุ้ยเพิ่งสังเกตว่าผิวแกน่ะไม่ได้ดำแบบผิวคนธรรมดาหรอกค่ะ แต่มันเป็นสีม่วงคล้ำ ช้ำเป็นจ้ำๆ ริมฝีปากของแกก็เข้มจนเกือบดำสนิท

ปุ้ยใจหายวาบ เด็กนี่ไม่ใช่คนแน่แล้ว!

ฉับพลันที่คิดอย่างนี้ แกก็ทำท่ากางมือจะโผเข้ามาหาปุ้ย…

ทันใดนั้น มีเสียงผู้หญิงแก่ๆ ดังมาจากไหนไม่รู้

“ไอ้อู๋! อย่ากวนพี่เขานะ กลับไปอยู่ในที่ของแกเดี๋ยวนี้!”

ไม่ต้องรอดูอะไรแล้วค่ะ ปุ้ยรีบลุกขึ้นวิ่งแน่บ หลับหูหลับตาวิ่งอย่างเดียว จนมีคนมาจับตัวกอดไว้และเขย่าแรงๆ ปุ้ยถึงได้สติ ใครต่อใครเข้ามากลุ้มรุมถามเสียงแซดว่าปุ้ยเป็นอะไร? เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือเปล่า?