ปีศาจ

14 entries have been tagged with ปีศาจ.

ผีดูดเวลา

ข้าพเจ้าได้มีโอกาสรู้จักและพบท่านครั้งแรก ตอนที่ท่านได้มาประชุมสัมมนาในจังหวัดเชียงใหม่ โดยคุณน้าของข้าพเจ้าสมมุติชื่อ คุณน้าศรี ที่ทำงานอยู่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ข้าพเจ้าได้สัมผัสท่านในฐานะเจ้านายของคุณน้าศรี และได้เตือนให้ระวังสุขภาพ เพราะมี “เงาดำ” ทาบทับร่างของท่านอยู่ อันแสดงว่าจะเกิดปัญหาเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของร่างกาย ซึ่งท่านรับฟังแต่ไม่พูดอะไร ดูออกว่าท่านไม่เชื่อ ท่านถามว่าระยะเวลาประมาณเท่าไรจึงจะเกิด ข้าพเจ้าตอบไปว่า “ภายใน 6 เดือนนี้ค่อนข้างชัดเจนมาก” รายละเอียดของเรื่องที่ท่านเล่ามีดังนี้คือ วันหนึ่งท่านได้เตรียมตัวจะไปเป็นเจ้าภาพงานสวดศพของคุณแม่ลูกน้อง ท่านอยู่บริเวณแถวอินทรารักษ์ ภายหลังเมื่อเสร็จพิธีแล้วประมาณ 3 ทุ่ม ท่านได้ขับรถและหลงทางวนเวียนอยู่บริเวณนั้น แต่เมื่อท่านถามทางผู้ชายคนหนึ่ง ซึ่งได้บอกทางให้ท่านเลี้ยวไปบริเวณซอยแยกข้างหน้า โดยระหว่างทางท่านเห็นภาพบริเวณที่ผ่านเป็นชุมชนกว้างใหญ่ มืดสลัวไม่มีผู้คนอาศัยอยู่เลย ทั้งที่เป็นบริเวณชานเมือง ควรต้องมีคนอยู่บ้าง ท่านขับรถวนเวียนอยู่อย่างนั้นเกือบ 3-4 ชม. จนพบแสงสว่างและบ้านคน จึงรู้สึกโล่งใจเพราะเป็นเวลาดึกมากแล้ว เมื่อดูนาฬิกากลับพบว่าเป็นเวลาเกือบ “ตีหนึ่ง” แล้ว แต่เมื่อพ้นซอยขึ้นมาบนถนนได้เหลือบดูเวลาอีกครั้งหนึ่งกลับเป็นเวลาประมาณ 4 ทุ่ม ท่านอธิบายต่อไปว่าความรู้สึกของท่านขณะนั้นตกใจมาก แต่คิดว่าคงดูเวลาผิด แต่ เวลาที่หายไปในการขับรถหลงทางอยู่ 3-4 ชม. นั้น มันเป็นอะไรและ ภาพบริเวณที่ไม่มีผู้คนอาศัยอยู่เลย เป็นที่รกร้าง โล่งกว้าง จนรู้สึก “วังเวง” อย่างบอกไม่ถูก หลังจากนั้นท่านได้มาพบข้าพเจ้าได้แจ้งว่า ที่ข้าพเจ้าเกิด “ภาพนิมิต” นั้น “ตรงมาก” เพราะท่านมีอาการ “อัมพฤกษ์” เกิดขึ้นจริง และเมื่อเกิดอัมพฤกษ์ทำให้ท่านระมัดระวังตัวเองมากขึ้น พร้อมกับเล่าเรื่องแปลกประหลาดเกี่ยวกับ “เวลาที่หายไป” ของท่านให้ข้าพเจ้าฟังว่า สิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวท่านเป็น “สัญญาณบอกเหตุ” เกี่ยวกับอะไร ท่านสงสัยว่า ผู้ชายคนที่บอกทางนั้น เป็นคนที่มีตัวตนจริง หรือว่าวิญญาณ ที่มาช่วยบอกทางท่าน และ “เวลาที่หายไป” ในการขับรถวนเวียนใน “บริเวณที่ร้างว่างเปล่า” นั้นมันสื่อถึงอะไร เป็นสัญญาณเตือนอะไร เพราะหลังจากกลับบ้านนอนคืนนั้นตามปกติ เวลาประมาณตี 5 ท่านก็มีอาการไม่สบาย ขยับตัวไม่ได้จนต้องนำส่งสถาบันประสาทวิทยาและได้รักษาตัวจนสามารถเดินได้กลับมาปฏิบัติราชการตามปกติ ข้าพเจ้าสัมผัสท่านแล้วตอบไปว่า “ผู้ชายคนนั้น ไม่ใช่คน” แต่เป็น “ผู้ช่วยเหลือ” และ “เวลาที่หายไป” กับ ภาพที่เห็นในการหลงทางซึ่งเป็นภาพบริเวณที่ว่างรกร้างนั้น เสมือนเป็น “ลางบอกเหตุ” หรือ สัญญาณแห่งการสังหรณ์ เพื่อ เตือนภัย ท่านโชคดีมากที่ท่านสามารถผ่านภาวะความเป็นความตายมาได้ คงเป็นเพราะ ที่ท่านได้ สะสมบุญบารมีในการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ ทั้งทางตรงจาก วิชาชีพแพทย์ และทางอ้อมจาก ความเมตตาในนิสัยส่วนตัวของท่าน นับจากวันนั้นผ่านมาหลายปี ข้าพเจ้าจึงได้รับข่าวเศร้าของท่านจาก “คุณน้าศรี” ว่า ท่านได้เสียชีวิตแล้ว เหตุเกิดจากการประชุมที่สถาบันการแพทย์ที่ไหนสักแห่งหนึ่ง แต่ข้าพเจ้าจำไม่ได้แล้ว เหตุการณ์กะทันหันมากไม่สามารถช่วยเหลือกอบกู้ชีวิตท่านกลับมาได้ซึ่งตรงตามคำทาย จาก “ภาพนิมิต” ของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าแสนเสียดายบุคลากรทางการแพทย์ผู้นี้ยิ่งนัก นับได้ว่าท่านเป็นบุคคลสำคัญ ที่ผลักดันให้วงการแพทย์เปิดกว้างในมิติวิชาการแพทย์ทางเลือก โดยเฉพาะการแพทย์แผนจีน ท่านเป็นผู้มีบทบาทในการรักษาผู้ป่วยด้วยการผสมผสานทางการแพทย์แผนปัจจุบัน กับการแพทย์แผนจีน มีการเปิดกว้างให้มีทางเลือกในการรักษาตามความพึงพอใจของผู้ป่วย ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจีนกับไทยในการแลกเปลี่ยนความรู้ด้านการแพทย์แผนจีนได้รับการพัฒนามากขึ้น ที่เห็นเด่นชัดก็คือ การฝังเข็ม อย่างไรก็ตามข้าพเจ้าเชื่อว่าบุญบารมีในการสะสมบุญของคุณหมอ ช. นั้นคงมีมากมายเหลือล้นจนช่วยให้ท่านมีความสุขสงบในภพภูมิที่ดีต่อท่าน และความดีของท่านคงได้ถ่ายทอดไปสู่ครอบครัวบุตรหลานของท่านให้ได้ประสบแต่สิ่งที่ดีในชีวิตตลอดไป ดังนั้นท่านต้องไม่ประมาท ท่านเป็นคนดี สะสมบุญไว้มากจึงได้รอดพ้นมาได้ หากผู้ชายคนนั้นไม่บอกทางก็ไม่แน่ว่า อะไรจะเกิดขึ้นกับชีวิตของท่าน ท่านถามว่าให้มองไปในอนาคตว่า ท่านจะต้องระวังภัยเกี่ยวกับอะไร ข้าพเจ้าจึงเรียนท่านไปว่าในอนาคตภาพที่เห็นเป็นเสมือนท่านอยู่ท่ามกลางการประชุมอะไรสักอย่าง มีผู้คนรายล้อมแล้วท่านจะฟุบลงหมดสติ จึงขอให้ท่านอย่าประมาทให้ดูแลสุขภาพให้ดี เพราะภาพที่เห็นครั้งนี้เป็น “นิมิตซ้อนนิมิต” ที่ผูกพันกับ “เวลาที่หายไป” ของท่าน ท่านให้กำลังใจข้าพเจ้าด้วยการรับปากและแจ้งว่าจะดูแลตัวเอง อย่าลืมว่าตัวท่านเป็นแพทย์ และจะไม่ประมาท อย่างไรก็ตามข้าพเจ้ารู้สึกเป็นห่วงท่าน และได้ฝากความระลึกถึงท่านผ่าน “คุณน้าศรี” ตลอดเวลา แต่เพราะด้วยระยะหลังข้าพเจ้ามีกิจธุระส่วนตัวมากมายจนไม่มีเวลาในการ “เข้าสมาธิ” และต้องใช้เวลาในการดูแลผู้มีพระคุณท่านหนึ่ง จนไม่มีเวลาทำนายแก่ผู้คนโดยทั่วไป จนกลายเป็นต้อง “ยุติการทำนายต่อบุคคลภายนอก” ไปโดยปริยาย บทส่งท้าย ข้าพเจ้าเชื่อในการทำ “กรรมดี” ย่อมส่งผลดีต่อผู้กระทำ “ในทุกมิติ ทุกรูปแบบ” เรื่องราวที่ข้าพเจ้าได้เล่ามาหลายเรื่องนั้นคงช่วยให้ท่านผู้อ่านได้ตระหนักรู้ “ในสิ่งบางสิ่ง” ที่เกิดขึ้น และ “เป็นจริง” ขออย่าได้ประมาทกับการใช้ชีวิต ให้ทำ ความดีอย่างต่อเนื่อง สะสมบุญเอาไว้ เพราะบุญเก่าย่อมมีวันหมดหรือลดน้อยลงไปได้ เราจึงต้องเพียรพยายาม “สร้างบุญใหม่” เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะ ความกตัญญูต่อบิดามารดาที่เปรียบเสมือน “พระในบ้าน” และความกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ รวมทั้งความกตัญญูต่อแผ่นดินและสถาบันพระมหากษัตริย์นั้นจะทำให้ชีวิตของทุกคนและครอบครัวได้มีสุขภาพแข็งแรง ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บทุกชนิด ให้มีความเจริญสุข ปลอดภัยในทุกด้าน ผ่านพ้นภัยทุกอย่างตลอดไป.

ตายท้องกลม

ผีไทย

แรงอาฆาตของผี
ตรีณา” เล่าประสบการณ์ขนหัวลุกของคนไม่เชื่อเรื่องผี

เป็นอันรู้กันอยู่แล้ว ว่าคือผีผู้หญิงมีครรภ์ที่เสียชีวิตพร้อมกันทั้งแม่ทั้งลูกที่อยู่ในท้องซึ่งผีประเพศนี้พวกพ่อมดหมอผีที่หากินในทางทำเสน่ห์หรือน้ำมั นพรายชอบนักชอบหนา พวกที่เรียนทางด้านไสยศาสตร์หรือมนต์ดำ พอรู้ว่าที่ไหนมีผีตายทั้งกลมล่ะก็ จะต้องตระเตรียมข้าวของเครื่องใช้ในพิธี จัดการหาลูกศิ ษย์หรือสมัครพรรคพวก พากันไปที่ป่าช้าขุดศพขึ้นมาจากหลุมเพื่อใช้เทียนลนคางผีตายทั้งกลม เอาน้ำเหลืองมาปลุกเสกทำน้ำมันพราย

เมื่อมีงานทำก็พอดีลุงเสียชีวิตเพราะอุบัติเหตุ ป้าก็เจ็บป่วยกระเสาะกระแสะจนต้องออกจากงาน คนทั้งสองไม่มีลูก ต้อมต้องทำงานหนักทั้งในบ้านและนอกบ้านยิ่งกว่าตอนเรียนหนังสือด้วยซ้ำไป!

“คิด ว่าใช้ชาติ ใช้เวรใช้กรรมกันค่ะพี่อ๋อย” เธอบอกดิฉันยิ้มๆ แต่แววตาแห้งผากน่าใจหาย “ชาตินี้ใช้กรรมให้หมด เกิดชาติหน้าเผื่อจะสบายกับเขามั่ง”

ถึงแม้ว่าจะไม่เชื่อเรื่องชาติ นี้ชาติหน้า แต่ดิฉันก็นิ่งฟังเงียบๆ เพราะรู้ดีว่านั่นเป็นการปรับทุกข์ ระบายความอัดอั้นกับใครสักคนที่ไว้วางใจ แม้ว่าจะไม่ได้ช่วยเหลืออะไรก็ตาม…แต่ต้อมทำงานหนักได้ราว 3-4 ปีก็ต้องตกงานเพราะปัญหาฟองสบู่แตก

ดิฉันไปเยี่ยมเธอที่บ้านในซอยอา รีย์ พร้อมด้วยอาหารทั้งสดและแห้งค่อนข้างมาก เราสบตากันเงียบๆ โดยไม่จำเป็นต้องพูดจาอะไรฟูมฟาย…ต้อมบอกว่าป้าเธอนอนหลับอยู่ชั้นบน ส่วนเธอกำลังคิดว่าจะฆ่าตัวตายด้วยวิธีไหนดี?

บอกตรงๆ ว่าดิฉันแทบจะช็อก เพราะรู้ว่าต้อมไม่ได้พูดเล่น แล้วเรื่องราวของเธอก็พรั่งพรูออกมา

ต้อ มคบเพื่อนชายชื่อโอม อยู่บริษัทเดียวกัน เมื่อเธอตกงาน แต่โอมรอดตัวได้ ความสัมพันธ์ขาดไปโดยสิ้นเชิง…ขณะที่ต้อมรู้ตัวว่าตั้งครรภ์ได้ 2 เดือน!

ปัญหา หนักอึ้งแบบนี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ หรือจะแก้ไขได้รวดเร็วเพียงลัดนิ้วมือเดียว ดิฉันพูดจาหว่านล้อมให้นึกถึงป้าที่เลี้ยงดูมา นึกถึงตัวเองที่ยังสาว…โดยเฉพาะนึกถึงลูกในครรภ์ที่ไม่ได้รู้เรื่องราว ด้วยเลย คนเราไม่มีสิทธิ์ทำลายชีวิตใครแม้แต่ลูกตัวเอง

ตลอดเวลา ต้อมนิ่งเงียบ ใบหน้าสงบราวรูปสลัก นัยน์ตาแดงช้ำแต่แห้งผาก บางครั้งมุมปากก็เผยอยิ้มนิดๆ คล้ายจะเยาะหยันโชคชะตาที่เล่นตลกไม่จบสิ้น

“มีอะไรให้ช่วยก็บอกมา” ดิฉันจับมือเธอไว้ “พี่เต็มใจช่วยทุกอย่าง”

น้ำตาใสๆ ไหลรินลงมาตามร่องแก้มเธอ ต้อมบีบมือดิฉันพลางพึมพำเสียงแหบแห้ง…มีอะไรต้อมจะบอกพี่อ๋อยเป็นคนแรกค่ะ!

หลังจากนั้นอีกไม่นาน ดิฉันก็ฝันถึงต้อมเป็นครั้งแรกในชีวิต…

ใน ฝันนั้น ดิฉันเห็นต้อมนอนหงายอยู่เตียงติดกับผนังขาวโพลน เธอกำลังเอียงหน้ามามองด้วยนัยน์ตาเปียกชุ่ม ฉายแววเจ็บปวดและทนทุกข์ทรมานแสนสาหัส…ท้องที่แบนแฟบกลับพองอืด…สูง ขึ้นๆ ทุกทีเหมือนคนท้องแก่ใกล้คลอด!

แต่ท้องนั่นก็ยิ่งขยายใหญ่จน น่าสยอง ไม่มีวี่แววว่าจะจบสิ้น ก่อนจะระเบิดตูม เลือดสาดกระจาย ทารกตัวแดงๆ ผุดโผล่ขึ้นมายืนจังก้า ท่ามกลางม่านตาพร่าพราย จนดิฉันกรีดร้องสุดเสียง ลุกผวาขึ้นมากุมหน้าอก หัวใจเต้นกระหน่ำราวจะพังทลายไปบัดดล

รุ่งขึ้นรีบโทร.ไปหาต้อมแต่ เช้า…เธอไม่ได้ฆ่าตัวตายหรอกค่ะ แต่ไปทำแท้งกับหมอเถื่อน กลับมาตกเลือดตายที่บ้าน…ป้าของเธอก็ช็อกตายอยู่หน้าห้องต้อมนั่นเอง

ดิฉัน คิดว่าเป็นกระแสจิตตัวเองมากกว่าเรื่องผี จนกระทั่งเผาศพป้าหลานไปแล้ว เห็นข่าวและภาพโอมขับรถพุ่งชนเสาไฟฟ้าตายคาที่คืนเดียวกับเผาศพต้อม ดิฉันก็ยังคิดว่าเป็นความบังเอิญ…แต่ทำไมขนลุกก็ไม่ทราบจริงๆ ค่ะ!
เพราะคำว่า กม เป็นคำไทยโบราณเก่าแก่ มีหลักฐานในศิลาจารึกสุโขทัยหลักที่หนึ่ง และก็ มีใช้ในหนังสือไตรภูมิพระร่วง คือ คำว่า “กม” แปลว่า “ทั้งหมด” ตายทั้งกมก็แปลว่า ตายทั้งหมด หรือตายหมดทั้งแม่ทั้งลูกที่อยู่ในท้องนั่นเอง

ดิฉันไม่เคยเชื่อว่าเรื่องภูตผีปีศาจมีจริง นอกจากเรื่องเหลวไหล ไร้สาระที่มีแต่เด็กๆ กับคนหัวโบราณ งมงายเรื่องอาถรรพณ์ ปาฏิหาริย์ จิตอ่อน อารมณ์อ่อนไหว เชื่อคนง่าย เห็นอะไรก็คิดว่าเป็นภูตผีไปหมด

คนประเภทนี้มักชอบสะกดจิตตัวเอง ขาดความเข้มแข็ง เชื่อมั่น อยากเห็นในสิ่งที่ตัวเชื่อ ก็เท่านั้นเอง!

แม้แต่จะได้พบกับเหตุการณ์สยดสยองด้วยตัวเองมาแล้ว ดิฉันก็ยังไม่อยากเชื่อเรื่องผี…ส่วนคำตอบแท้จริงจะเป็นอย่างไร ขอบอกว่าไม่ทราบจริงๆ ค่ะ

เพื่อไม่ให้เสียเวลาของท่าน ดิฉันขอเล่าประสบการณ์ขนหัวลุกที่ประสบมาให้ท่านฟังเลยนะคะ

เมื่อครั้งเกิดปัญหาทางเศรษฐกิจรุนแรง ฟองสบู่แตกใหม่ๆ ดิฉันกับเพื่อนร่วมงานโชคดีที่บริษัทของเราเป็นปึกแผ่นมั่นคง ไม่ต้องปลดพนักงาน หรือให้พนักงานลาออกโดยมีเงินล่อใจ 6-8 เดือน ดิฉันต้องคอยปลอบใจเพื่อนๆ ที่ทำงานบริษัทอื่น…แม้แต่ทำงานแบงก์ก็ไม่วายมีผลกระทบค่ะ

ไม่ทราบจะให้กำลังใจอะไรดีไปกว่า ชีวิตก็อย่างนี้แหละ! ทุกข์กับสุข สมหวังกับผิดหวัง หัวเราะและน้ำตาเป็นของคู่กันเสมอมา

บางครั้งก็ปลอบว่า…ปัญหามีไว้ให้แก้ ไม่ใช่มีไว้ให้กลุ้ม! จงพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส! ถ้าคิดว่าตัวเองตกอยู่ในความมืดมนที่สุด นั่นแหละแปลว่ากำลังจะมองเห็นแสงเรืองรองรอคอยอยู่ข้างหน้าแล้ว

ก่อนอรุณจะรุ่งย่อมมืดสนิทเสมอ!

หลายๆ ครั้งก็พลอยเหน็ดเหนื่อย ท้อแท้ไปกับพวกเขาด้วย…พูดน่ะง่ายนะคะ แต่ทำยาก เหมือนความเครียด ก็ชอบบอกกันง่ายๆ ว่า “อย่าเครียด” หรือ “เลิกเครียด” ราวกับความเครียดเหมือนไฟฟ้าที่จะกดสวิตช์เปิด-ปิด ได้ตามใจชอบ

ต้อม-คือเพื่อนรุ่นน้องที่โดนผลกระทบจากฟองสบู่แตกกลายเป็นคนตกงาน

ชีวิตบางคนก็อาภัพ โชคร้ายอย่างเหลือเชื่อมาตลอด เหมือนต้อมที่เป็นลูกกำพร้าเพราะพ่อแม่เสียชีวิตตั้งแต่เล็กๆ มีป้ากับลุงเลี้ยงดูมาอย่างจำใจจนเรียนจบ ต้อมต้องทำงานบ้านเหมือนคนรับใช้ทั้งเช้าและเย็น เสาร์อาทิตย์อย่าหวังเลยว่าจะได้ไปเที่ยวเตร่ เปิดหูเปิดตาอย่างเพื่อนๆ

ผีต่างประเทศ น่ากลัว

วันนี้เรามี ภูติผีจากต่างประเทศมาแนะนำกันค้า

ไดดาระโทบ๊ทจิ หรือ เดดาระโบ๊ทจิ เชื่อกันว่าเป็นยักษ์ผู้สร้างโลก ยักษ์ไดดาระมีรูปร่างสูงใหญ่เหมือนยักษ์ทั่วไปทุกประการ แต่อาศัยอยุ่โลกมนุษย์โดยไม่ทำลายสิ่งปลูกสร้างของมนุษย์และตัวมนุษย์เลย ยักษ์ตนนี้ได้รับคำสั่งจากเทพให้มาช่วยสร้างโลก หน้าที่หลักๆ ก็คือ ช่วยสร้างหรือเคลื่อนย้ายแม่น้ำและภูเขาให้ถูกที่ถูกทาง แต่ว่าทุกวันนี้พลังทำลายล้างของมนุษย์ช่างมหาศาล ถ้าไดดาระมีจริงๆ ก็คงเอาไม่อยู่เหมือนกัน

    ปิศาจถุง (จาบุคุโร) เพราะว่ามีรูปร่างเป็นถุงผ้าเล็กๆ จึงได้ชื่อนี้ จาบุคุโรจะปรากฏตัวโดยการโรยตัวลงมาจากท้องฟ้า เชื่อกันว่าถ้าเป็นคนที่มีจิตใจดีงามเมื่อจับตัวมัน มันจะพาย้อนเวลากลับไปในอดีตเพื่อให้เราแก้ไขเรื่องที่เราคิดว่าทำผิดพลาด ได้ 1 ครั้ง แต่ถ้าเป็นคนที่มีจิตใตตำช้าแล้วละก็ มันจะดูดเอาวิญญาณของคนคนนั้นไปเสีย

    ปิศาจทารก (โคะนะกิจิจี้) ชื่อภาษาญี่ปุ่นของปิศาจตนนี้แปลเป็นไทยว่า \” ตาแก่ร้องไห้เหมือนเด็ก \”เพราะเป็นปิศาจที่มีรูปร่างเหมือนเด็ก แต่หน้าตาเหมือนชายแก่ มันจะหลอกคนโดยการแสร้งนอนหลับร้องไห้เป็นทารกที่ถูกทิ้งเพื่อให้คนมาพบเห็น อุ้มขึ้นมา  แล้วมันจะหันหน้าที่แสนน่าเกลียดมาให้ดู เมื่อคนอุ้มตกใจและทำท่าจะปล่อยมันลง มันจะรัดตัวคนคนนั้นไว้แล้วเพิ่มน้ำหนักตัวทับจนขาดใจตายไป

     ปิศาจหิมะ ( ยูกิอนนะ ) มีเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกะปิศาจตนนี้ แต่ที่ได้ยินมาบ่อยที่สุดก็เห็นจะเป็นเรื่องที่ว่าในคืนที่หิมะตกหนักจะมี หญิงสาวสวยมากๆ คนหนึ่งปรากฏตัวออกมาพร้อมกับเด็กที่อุ้มอยู่ในอ้อมแขน ถ้าเจอคน เธอจะขอร้องอย่างน่าสงสารว่า \” ช่วยอุ้มเด็กคนนี้ให้หน่อยเถอะค่ะ \” แต่เมื่อเราสวมวิญญาณคนดีช่วยอุ้มเด็กให้ เด็กคนนั้นก็จะค่อยๆตัวเย็นขึ้น จนทำให้คนที่อุ้มแข็งตายไป [ไม่ว่าจะเล่าลือกันอย่างไร สิ่งที่เหมือนกันเสมอนั่นก็คือ ปิศาจหิมะเป็นผู้หญิงที่สวยมากๆ]

ปิศาจขวางโลก ( อามาโนะจากุ ) คนนิสัยดีอ่อนหวานแล้วจู่ๆ ก็เปลี่ยนไปแบบหน้ามือเป็นหลังมือ โดยไม่มีสาเหตุ ชาวญี่ปุ่นเชื่อว่า..คนคนนั้นถูกอามาโนะจากุเข้าสิง ปิศาจตัวเล็กๆ ตัวนี้มีนิสัยขวางโลกอย่างรุนแรง ใครว่าซ้าย ข้าจะไปขวา ใครว่าขวา ข้าจะไปซ้าย ใครว่าสีขาวข้าจะว่าสีดำ  ปิศาจตนนี้มีแต่จะเปลี่ยนคนดีให้เป็นคนเลว แต่ที่เปลี่ยนคนเลวให้เป็นคนดีขึ้นมานั้นยังไม่ปรากฏ

เรื่องเล่าเกี่ยวกับผีมีอยู่ในทุกๆ วัฒนธรรมทั่วโลก แต่ในญี่ปุ่นนั้นเป็นที่สิงสถิตของผี มากมาย ทั้งยังเป็นผีที่ร้ายกาจ น่ากลัวกว่าที่ไหนๆ วิญญาณเหล่านี้เวียนว่าย อยู่ด้วยแรงอาฆาตพยาบาท หมายจะแก้แค้นคนที่เคยมาทำร้าย ให้ได้รับความทุกข์ ทรมานจนกว่าชีวิตจะหาไม่ ความเชื่อเรื่องผีในญี่ปุ่น มีรากฐานมาจากลัทธิชินโต ซึ่งบอกว่าวิญญาณของมนุษย์ จะต้องไปอยู่ในโลกหนึ่งชั่วนิรันดร์ แต่ระหว่างโลกนี้กับโลกหน้านั้น ยังมีอีกโลกหนึ่งกั้นกลาง ซึ่งวิญญาณสามารถ ย้อนกลับมาหาคนเป็นได้

   หัวที่ลอยละล่อง ( ไมคุบิ ) เป็นตำนานเก่าแก่ที่ปรากฏในนิทานของชาวโมโมยามะเมื่อราวปี คศ.1200 เล่ากันว่าคืนหนึ่งมีซามูไร 3 ตนที่นิสัยไม่ดีนักได้แก่ โคซันตะ มาตะชิเงะ และอากุโกโร ทะเลาะกันอย่างดุเดือดอยุ่ริมทะเล และลงท้ายด้วยการบั่นคอของแต่ละคนจนตายกันถ้วนหน้า(บ้าดีเดือดแท้ๆ เลย)ตั้งแต่นั้นมาในคืนเดือนเพ็ญจะปรากฎศีรษะลุ่นๆ สามหัวหรือเห็นเป็นแค่ดวงไฟ 3 ดวง ลอยหมุนติ้วเป็นวงกลม ร้องตะโกนว่า “ เป็นความผิดของเจ้านั่นแหละ “{เชื่อกันว่าถ้าเกิดไปล้อเลียนมันเข้า มันจะตรงดื่งเข้ามาเล่นงานทันที }
    ปิศาจกลับหมอน ( มากุระ งาเอชิ ) ถ้าเช้าวันหนึ่งตื่นขึ้นมาแล้วรุ้สึกมึนงงว่าที่นี่มันที่ไหน หรือว่าทำไมบ้านเราถึงมีบรรยากาศเปลี่ยนไป (อันนี้ไม่เกี่ยวกกับการเมาแล้วเข้าผิดบ้านน่ะค่ะ ) หรือสงสัยว่าทำไมชีวิตประจำวันมันถึงช่างแปลกออกไป นั่นเป็นฝีมือของปิศาจกลับหมอน ปิศาจตนนี้จะแอบมากลับหมอนของผู้คนยามนอนหลับ เมื่อคนคนนั้นตื่นขึ้นมาจะพบว่าตนเองอยุ่ในโลกที่ตรงข้ามกะความเป็นจริง ในอีกมิติหนึ่ง ซึ่งเต้มไปด้วยความโหดร้าย ผิดหวัง ขมขื่น(เกลียดจิง ชอบแกล้งคนตอนนอน กำลังเคลิ้มเลย)-*- เพราะปีศาจตัวนี้ชอบเห็นผู้อื่นเดือดร้อน คนที่โชคดีหน่อยอาจจะฝ่าฝันร้ายๆ นั้นออกมาได้และตื่นขึ้นมาในมิติเดิม แต่มีหลายคนที่ถูกชักนำไปสู่มิติแห่งความตาย +0+!!!!

    ผีว้าก ( อุว้ง ) เป็นปิศาจที่มีรูปร่างใหญ่โตราวกับยักษ์ หูแหลม ศีรษะล้าน และมีกรงเล็บแหลมคม มักจะปรากฏตัวตามกำแพงวัดร้างหรือป่าช้า เมื่อปรากฏตัวมันจะร้องว่า \” อุว้ง อุว้ง!!!! \” หรือ \”ว้ากกกก ว้ากกกก\”นั่นเป็นที่มาของชื่อ มันจะร้องเช่นนี้ก็ต่อเมื่อมีคนผ่านมา คนที่ได้ยินเสียงนี้จะต้องร้องตอบไปว่า \”อุว้ง\”เช่นเดียวกันและต้องตอบให้ทัน แต่แน่นอนว่ามันจะเพิ่มสปีดในการร้องเร็วขึ้นเรื่อยๆจนคนร้องตามไม่ทัน และเมื่อถึงคราวนั้นมันจะใช้กรงเล็บตะปปคนคนนั้นจนตายT^T

    ยักษ์ร้อยตา ( โทะโดะเมกิ ) เป็นยักษ์เพศ ญ ที่มีตาอยู่บนใบหน้าและร่างกายเต็มไปหมด เชื่อกันว่าตาเหล่านี้จะมองเห็นทะลุปรุโปร่งไปหมด ดังนั้นเมื่อถูกยักษ์ตนนี้ไล่ตามไม่ว่าแอบซ่อนอยู่ที่ไหน หล่อนก็หาเจอ(อย่างนี้ไม่ควรชวนมาเล่นซ่อนหาด้วย-*-)แต่ไม่เคยมีปรากฏว่า ยักษ์ตนนี้ทำร้ายใคร มีเรื่องเล่า (อาจจะเป็นเพียงคำขู่สอนเด็ก) ว่าถ้าใครทำผิดและแอบซ่อนความผิดนั้นไว้ จะมีตาขึ้นบนร่างกายทีละตา และจะมีมาเรื่อยๆ ถ้าคนคนนั้นยังไม่ยอมหยุดทำและสารภาพออกมา

 

    ปิศาจผ้า (ตันโมะเม็ง) เป็นผ้าฝ้ายสีขาวผืนยาว มี พท.ประมาณ 2.5 ตร.ม มีตาและปากอยู่บนนั้น อาศัยอยู่บนภูเขาพอตกกลางคืนก็จะกระพือปีกลงมาคอยรัดคนที่เดินผ่านไปมา ปิศาจผ้านี้ถึงจะมีรูปร่างเป็นผ้า แต่เชื่อกันว่าไม่มีของมีคมชนิดใดที่สามารถตัดให้ขาดได้ นอกจากฟันที่ย้อมเป็นสีดำของเจ้าสาวในพิธีแต่งงาน


ตำนานผีดูดเลือด แวมไพร์

ผีไทย

ตำนานแวมไพร์มีมานานนับเป็นพันๆปี เรียกว่าอยู่คู่กับประวัติศาสตร์มนุษย์ก็คงจะได้ แวมไพร์มิได้หมายถึงผีดูดเลือดแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น ชนชาติต่างๆทั่วโลกต่างก็มีแวมไพร์ในแบบฉบับของตัวเอง ไล่ไปตั้งแต่แวมไพร์ฝรั่งผมบลอนด์ แวมไพร์จีน แวมไพร์ญี่ปุ่น ไปจนถึงแวมไพร์มาเลเซีย แบบที่เรียกกันว่า เพนังกะลัง
อย่างไรก็ตาม แวมไพร์ที่เราๆท่านๆคุ้นเคยกัน

ในปัจจุบัน ส่วนใหญ่ผีกลายพันธุ์ และภาพลักษณ์ไปหมด ทั้งนี้อาจจะเนื่องมาจาก อิทธิพลของหนังสือและภาพยนต์ ซึ่งร้อยทั้งร้อย ล้วนมาจากยุโรปและอเมริกาทั้งสิ้น จุดกำเนิดของตำนานแวมไพร์มาจากตะวันออกไกลครับ มันกระจายมาโดยผ่านเส้นทางจากจีน – ธิเบต – อินเดีย – ผ่านเส้นทางที่เรียกกันว่าทางสายไหมเข้าสู่แถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ตำนานนี้กระจายไปทั่วประเทศแถบทะเลดำ คาบสมุทรบอลข่าน รวมไปถึงฮังการี่ และดินแดนที่เราคุ้นเคยกัน …ทรานซิลวาเนีย

ปัจจุบัน แวมไพร์ในความนึกคิดของเรามักจะเป็นไปในแนวของ ปีศาจดูดเลือด, ผู้ที่ฟื้นคืนชีพจากความตาย, ดำรงชีวิตได้เฉพาะยามค่ำคืน สามารถกลายร่างเป็นค้างคาวได้… คุณสมบัติพวกนี้เป็นแวมไพร์ของยุโรป และในหนังผีครับ จริงๆแล้วแวมไพร์มีคุณสมบัติที่หลากหลายแตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ เรามาดูกันดีกว่าว่า แวมไพร์ของแต่ละชนชาตินั้นเป็นอย่างไร
ชาวสลาฟเป็นชาติที่ร่ำรวยเรื่องราวเกี่ยวกับแวมไพร์มากที่สุดในยุโรปตะวันออก ดินแดนนี้กินพื้นที่ตั้งแต่ รัสเซีย บุลแกเรีย เซอร์เบียร์ จนกระทั่งถึงโปแลนด์ ความเชื่อพวกนี้ฝังรกรากมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 8 แน่ะครับ

แหล่งชุมนุมแวมไพร์ที่ใหญ่ที่สุดจะอยู่ที่ เมือง Magyars ซึ่งปัจจุบันเป็นพรมแดนต่อกันระหว่างประเทศฮังการีกับโรมาเนีย คำว่าแวมไพร์ก็มาจากภาษาของพวกเขานี่แหละครับ แวมไพร์พวกนี้จะมีเล็บมือและผมที่ทั้งยาวทั้งสกปรก มุมปากมีคราบเลือดเกรอะกรัง ไม่ชอบสุงสิงกับผู้คน วิธีการปราบแวมไพร์ของชาวสลาฟก็คือจับทำบาร์บีคิวครับ เผาทั้งเป็นเลย หรือไม่ก็พรมน้ำมนต์ที่ได้มาจากโบสถ์ใส่พวกมันก็ได้

เนื่องจากโรมาเนียถูกแวดล้อมไปด้วยประเทศของชนชาติสลาฟ จึงไม่น่าแปลกใจเลย ว่าแวมไพร์ของพวกเค้าจะกระเดียดไปทางแวมไพร์เชื่อสายสลาฟนิดๆ ภาษาพื้นเมืองของโรมาเนียนั้น เรียกแวมไพร์ว่า Strigoi ครับ อาจจะหมายถึง นกฮูกแก่ๆ หรือปีศาจก็ได้ทั้งนั้น Strigoi มีอยู่หลายประเภทด้วยกัน Strigoi ส่วนมากคือพวกผู้ใช้คาถา ซึ่งจะกลายเป็นแวมไพร์เมื่อตายแล้ว เจ้า Strigoi พวกนี้จะถอดวิญญาณออกจากร่างไปเพื่อชุมนุมกันในคืนพระจันทร์เต็มดวง หรือไม่ก็ออกตระเวนดูดเลือด ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นสมาชิกในครอบครัว หรือไม่ก็เพื่อนบ้านใกล้เคียง
คนที่เกิดมาโดยมีสัญญลักษณ์ของปีศาจ (มีหาง เขี้ยวงอก ขนดกรุงรัง) หรือคนที่ตายอย่างผิดธรรมชาติ หรือตายโดยที่ยังไม่ได้ทำพิธีรับศีล พวกนี้มีสิทธิจะเป็นแวมไพร์ได้ทั้งนั้น ถ้าครอบครัวไหนมีลูกเพศเดียวกันถึงเจ็ดคน คนที่เจ็ดนั่นแหละครับ แวมไพร์มาเกิด พวกผู้หญิงแถวนั้นเวลาท้องพวกเธอต้องกินเกลือครับ เพื่อป้องกันลูกที่อยู่ในครรภ์ ส่วนพวกสุดท้ายที่มีสิทธิเป็นแวมไพร์ชัวร์ๆ คือพวกที่โดนแวมไพร์กัดเอา