ผีดุ

9 entries have been tagged with ผีดุ.

นรกส่งผีมาอาฆาต

คืนนั้น เสียงหมาในหมู่บ้านเห่าหอนโหยหวนแทบตลอดคืน จนดิฉันหลับๆ ตื่นๆ บางครั้งก็คล้ายจะแว่วเสียงพึมพำขอบอกขอบใจของวิไล แต่บางคราวก็ได้ยินเสียงเด็กร้องไห้เบาๆ มาจากชั้นล่าง เสียงแม่ปลอบลูกสลับกับเสียงกล่อมเห่ ท่ามกลางเสียงยอดไม้กำลังคร่ำครวญกับสายลม…

ฟังเผินๆ เหมือนกับเสียงใครร้องไห้คร่ำครวญ สลับกับเสียงสะอึกสะอื้นด้วยความทุกข์โศกอย่างเหลือประมาณ!

รุ่ง ขึ้น ดิฉันตื่นสายกว่าเดิม รีบลงไปเข้าครัวเพื่อ ตระเตรียมอาหารเช้า ก่อนจะไปเคาะประตูห้องชั้นล่าง แต่ไม่มีเสียงตอบเลยจึงลองผลักประตูเข้าไป ก่อนจะยืนตะลึงพรึงเพริดเหมือนถูกสาปในบัดดล

ไม่มีวิไลกับลูกน้อยอยู่ ในห้อง…ต่อมาจึงได้ทราบว่าจมน้ำตายทั้งแม่ทั้ง ลูกตั้งแต่วันนั้น แล้ววิญญาณเพื่อนก็ตรงดิ่งมาหาดิฉันด้วยความรักและผูกพันทันที…แม้จะน้ำตา ไหลด้วยความเวทนา แต่ก็อดขนหัวลุกไม่ได้หรอกค่ะ!

 

บ้านเมืองล่มจม พินาศวอดวาย ผู้คนเดือดร้อนแทบเลือดตากระเด็นไปตามๆ กันเป็นจำนวนมากมายนับล้านๆ คน

เรือกสวนไร่นาล้วนจมอยู่ใต้น้ำ บ้านเล็กเรือนน้อยปลิวหายไปกับสายน้ำบ้าคลั่ง เชี่ยวกรากเหมือนคนเจ้าโทสะ ทะลักทลายจากเหนือลงภาคกลางแล้วโหมกระหน่ำเข้ากรุงเทพฯ ทำให้ผู้คนสิ้นเนื้อประดาตัว อดอยากปากหมอง น้ำตาอาบหน้า ทุกข์ร้อนจนถึงกับไร้ที่นาคาที่อยู่ ต้องไปอาศัยอยู่ตามศูนย์อพยพนับพันๆ คน

บ้างหลับนอนตามข้างถนนรนแคม กระเซอะกระเซิงราวคนจรจัดก็ปานกัน!

เพื่อนร่วมชาติตาดำๆ ต้องสังเวยชีวิตไปกับสายน้ำเกือบพันคนแล้ว เด็กๆ กับคนชรา คนป่วยที่ต้องหอบหิ้วหนีน้ำกันทุลักทุเล เห็นภาพทางทีวีทำให้หดหู่ รู้สึกอเนจอนาถใจจนบอกไม่ถูก

หลายๆ คนสติแตก และบ้างก็ฆ่าตัวตายเพราะความทุกข์ ความเครียดบีบคั้นจนทนต่อไปไม่ไหว

เรื่องใหญ่โตขนาดนี้ไม่อยากโทษใครหรอกค่ะ ผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบก็อดหลับอดนอน ช่วยกันทำงานจนสุดกำลังแล้ว นอกจากทำใจว่ามนุษย์ทำร้ายธรรมชาติก่อน ในที่สุดก็ถึงเวลาที่ธรรมชาติเอาคืน!

ครอบครัวดิฉันกับเพื่อนบ้านอยู่ที่ ต.บางรักน้อย อ.เมือง จ.นนทบุรี นี่เองค่ะ

จะว่าโชคดีก็ได้ที่น้ำยังท่วมไม่ถึง แต่พวกเรา ก็ช่วยกันสละแรงกายและเงินทองเพื่อช่วยเหลือ เพื่อนร่วมชาติจนสุดกำลัง…ญาติมิตรจากทางเหนือที่ประสบอุทกภัยต้องอพยพลง มาพักพิงชั่วครั้งชั่วคราว พวกเราก็ต้อนรับอย่างเต็มอกเต็มใจ

ตอนแรกเพื่อนสามีพาลูกเมียจากนครสวรรค์ลงมาอยู่ด้วย เราก็จัดห้องชั้นล่างให้จนทางโน้นน้ำลดก็ร่ำลากันกลับไป

อีกไม่กี่วันต่อมา วิไลเพื่อนสนิทดิฉันตั้งแต่สมัยเรียนมัธยมด้วยกัน อยู่ปทุมธานีใกล้ๆ นี่เอง เธออุ้มลูกน้อยอายุขวบเศษที่หลับอยู่กับอก หิ้วกระเป๋าเสื้อผ้ามาขอพักพิง…สามีเธอไปทำงานที่อยุธยา ตั้งแต่น้ำท่วมได้ไม่นานก็ขาดการติดต่อไปเลย

ดิฉันกุลีกุจอจัดห้องชั้นล่างให้ หาข้าวปลาอาหารให้เพราะวิไลมาถึงตอนค่ำแล้ว บอกว่านั่งรถมาข้ามสะพานที่หน้าวัดก่อนเข้าหมู่บ้านที่ยังเป็นสวนผลไม้นานา ชนิด ส่วนมากเลี้ยงกล้วยไม้กันค่ะ จนมีชื่อไป ทั้งจังหวัด

วิไลบอกว่าน้ำมาเร็วมาก รีบคว้าเสื้อผ้ากับนมลูก หนีออกมาได้ก่อนจะโดนน้ำทะลักเข้าไปเกือบครึ่งบ้าน…กว่าจะมาถึงบ้านดิฉัน ได้ก็เหน็ดเหนื่อยแทบจะขาดใจตาย!

หน้าตาของเธอหม่นหมองซีดเซียว พูดคุยกันสักครู่ก็ขอตัวพักผ่อน บอกว่าชงนมใส่ขวดไว้ให้ลูกเรียบร้อยแล้ว ดิฉันขอให้เธอคิดว่าอยู่บ้านตัวเอง กับทำใจให้สบาย อย่าไปเครียดกับมันนัก…ไม่ช้าเรื่องร้ายๆ ก็จะผ่านไปเอง

ไม่ว่าชีวิตจะมีปัญหายุ่งยาก หรือเกิดเรื่องเดือดร้อนรุนแรงแค่ไหน แต่ชีวิตเราก็ต้องดำเนินต่อไป!

วิไลพยักหน้าช้าๆ ไม่ได้พูดอะไรนอกจากจะมองสบตาดิฉันด้วยแววซาบซึ้ง…แววตาที่ดิฉันจะไม่มีวันลืมได้เลยตลอดกาล

 

พลังแห่งซาตาน

 

ก้อนหน้านั้นหลายปี ผมเคยให้หมอตรวจกระเพาะด้วยการ “กลืนแป้ง” เอกซเรย์มาก่อนแล้ว แต่ไม่พบสิ่งใดผิดปกติ…แพทย์ชื่อหมออรุณบอกว่าการตรวจลำไส้ใหญ่จะใช้วิธี นั้นไม่ได้ ต้อง “ส่องกล้อง” อย่างเดียวเท่านั้น

ยอมรับว่าหวาดเสียวมากๆ แต่หมออรุณก็บอกให้สบายใจว่าไม่ได้น่ากลัวหรอกเพราะจะ “ดมยา” ให้หลับสบาย ไม่เกินหนึ่งชั่วโมงก็เรียบร้อยหมดทุกอย่าง

ภรรยาจะมาเฝ้าไข้แต่ผมบอกว่าไม่เป็นไร อยู่บ้านกับลูกๆ เถอะ รุ่งขึ้นตอนเย็นค่อยพาลูกแวะมาก็ได้…คืนนั้นพยาบาลก็เอาน้ำโถใหญ่มาให้ ดื่ม เพื่อขับถ่ายกากอาหารออกไปให้หมด รุ่งขึ้นแพทย์จะได้ส่องกล้องดูลำไส้ใหญ่ได้อย่างปลอดโปร่ง ทัศนวิสัยดี ว่างั้นเถอะ!

ก่อนจะดื่มยาระบายครั้งมโหฬารในชีวิต เพื่อนฝูง 2-3 คนก็แวะมาเยี่ยม แถมหอบเบียร์มาหลายกระป๋อง อีกด้วย ผมก็…เลยตามเลย เดี๋ยวก็ต้องกินยาระบายอยู่ดี นี่นา

เพื่อนๆ กลับไปราวสามทุ่ม ผมต้องเข้าห้องน้ำเกือบสิบครั้ง ก่อนจะหลับผล็อยไปอย่างอ่อนเพลียสุดๆ

รุ่งขึ้น ผมก็ถูกเข็นขึ้นเขียง เอ๊ย! เข้าห้องผ่าตัด…เหลือบเห็นสายยางยาวเป็นวาก็แทบจะสลบไปก่อนจะ “ดมยา” ซะด้วยซ้ำ

ครั้นฟื้นขึ้นมาก็ได้ข่าวดีว่าปลอดภัย ไม่มีเนื้อร้ายอะไรงอกงามขึ้นเป็นส่วนเกิน ผมถามว่าเมื่อไหร่ต้องมาส่องกล้องกันอีก? หมออรุณก็หัวเราะอารมณ์ดี บอกว่าถ้าจะเป็นก็อีกนานมาก…อาจจะตายไปก่อนก็ได้!

เฮ้อ…โล่งอกไปที! ภรรยาพาลูกมาเยี่ยมตอนเย็น เพื่อนชุดใหม่โทรศัพท์มาถามข่าวล่วงหน้า ตกค่ำก็หอบเบียร์มาเกือบโหล…ต้องฉลองข่าวดีกันหน่อย พรุ่งนี้ก็กลับบ้านได้แล้ว

จนกระทั่งกลางดึกคืนนั้นเอง!

…ภาพของเพื่อนคู่นั้นค่อยๆ เดินถอยห่างออกไป เลือนรางจางหายไปในแสงไฟเยือกเย็น ผมสะบัดหน้าร้องเฮ้ยๆ อะไรกันวะ? เราคงตาฝาดไปเองแน่ๆ แต่เสียงผมคงดังไปถึงข้างนอก เพราะพยาบาลสาวหุ่นดีคนหนึ่งเดินสวนทางกับผู้ไร้ร่างกายที่หน้าประตูห้องน้ำ เข้ามาทันที

เธอบอกให้ผมนอนพักได้แล้ว ก่อนจะปิดไฟตามเดิม และแล้ว…ร่างสูงระหงที่มีหน้าอกกับสะโพกโดดเด่นก็เดินกลับไปตามเดิม… ละลายหายไปในอากาศธาตุใต้แสงไฟใกล้ๆ ประตูนั่นเอง

ผมหลับตา ความรู้สึกทั้งปวงดับวูบลง…

เมื่อ รู้สึกตัวตอนเช้าก็เห็นหมออรุณเข้ามายิ้มแฉ่งอยู่ข้างๆ เตียง…พยาบาลสาวอวบท้วมผู้หนึ่งยืนเยื้องอยู่ด้านหลัง…ไม่ใช่คนเมื่อคืน แน่นอน ผมอาจจะเมาเบียร์ก็เป็นได้ แต่ภาพที่เห็นคืนนั้นนึกแล้วขนหัวลุกทุกทีเลยครับ!

ผมปิดทีวี ปิดไฟหัวเตียง รูดม่านหนาทึบเรียบร้อย มีแต่แสงไฟหน้าห้องน้ำ ผมนึกถึงญาติสนิทมิตรสหายที่ล่วงลับไปแล้ว ด้วยโรคภัยไข้เจ็บบ้าง ด้วยอุบัติเหตุบ้าง…ทุกคนเกิดมาแล้วก็ต้องตายทั้งนั้น แต่ไม่ว่าใครๆ ก็ล้วนแต่กลัวตาย ไม่อยากตาย…อย่างผมนี่ไง

“รณจักร” เล่าประสบการณ์ขนหัวลุกจากคืนหนึ่งในโรงพยาบาล

ผมประสบ กับเรื่องราวน่าขนลุกขนพองเมื่อราว 5-6 ปีก่อน สาเหตุจากระบบขับถ่ายไม่น่าไว้ใจ ต้องไปนอนโรงพยาบาลแถวสุขุมวิทนี่เองเพื่อตรวจร่างกายเป็นเวลา 2 คืน

ตอน นั้นผมอายุ 40 ปลาย แพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางเดินอาหารที่รู้จักมักคุ้นกันมาราว 3-4 ปี พูดอ้อมๆ ว่าน่าจะตรวจลำไส้ใหญ่ให้แน่นอนว่ามีอะไรผิดปกติหรือเปล่า? จะมีก้อนเนื้อหรือไม่?

ถ้าพูดกันตรงๆ ก็สงสัยว่าจะเป็นมะเร็งน่ะแหละครับ!

ใจหายวูบ นึกถึงเพื่อนรุ่นน้องที่ตายเมื่ออายุแค่ 40 ต้นๆ เท่านั้นเอง

เพื่อนชุดใหม่โผล่เข้ามาสองคน หิ้วเบียร์กระป๋องมาฝากเหมือนรายก่อนๆ แถมบอกว่าขืนเอาเบียร์ขวดมาเยี่ยม ก็ต้องแอบๆ ไปขอที่เปิดฝาจากแม่บ้าน…จำได้ไหม?

ผมเปิดไฟกลางห้อง ลุกขึ้นมานั่งซดเบียร์กับเพื่อน…ถึงจะขัดเขินนิดหน่อยก็ไม่เป็นไร ก็ผมไม่ใช่คนไข้นี่นา เพื่อนก็บอกว่าซดเบียร์เย็นๆ ซักสองกระป๋อง เดี๋ยวก็หลับสบายแล้ว! พวกเราขอลาไปก่อน…

หน้าผมชาเห่อ ขนลุกซ่าไปทั้งตัว ร้องว่า…อะไรนะ? เฮ้ย! นี่พวกลื้อ…แล้วสุ้มเสียงแหบแห้งก็ขาดหายไปในลำคอ แผ่นหลังเย็นวาบเหมือนถูกนาบด้วยก้อนน้ำแข็ง อ้าปากค้าง เบิกตาโพลง ตัวแข็งทื่ออยู่กับที่บัดดล

เพื่อนสองคนที่มาเยี่ยมผมเป็นรายล่าสุดน่ะ ตายไปแล้วทั้งสองคน จากอุบัติเหตุรถชนกัน กับตายเพราะ มะเร็งลำไส้ใหญ่เมื่ออายุ 40 ต้นๆ นั่นปะไร!

 

ผีของเล่น

คุณยายสมรเป็นคนตัวดำ อ้วนใหญ่ ปากร้าย แต่บางทีก็ดีใจหายได้เหมือนกัน…ตอนเสียชีวิตน่ะอายุ 76 ค่ะ โรคร้ายรุมเร้าสารพัด…ก่อนตายก็เป็นโรคงูสวัดอีกด้วยค่ะ!

ดูๆ ก็น่าสงสารเพราะไข้ขึ้นสูง ปวดและอ่อนเพลียจนลุกไม่ได้เลย…ต้องหอบหิ้วกันไปส่งโรงพยาบาล ทั้งที่โรคงูสวัดนี่เป็นแล้วก็หายได้ นะคะ แต่อาการคุณยายหนักมาก ดิฉันเป็นคน เฝ้าไข้เพราะตรงกับปิดเทอมใหญ่…ไม่ได้คิดว่า จะตาย นอกจากวันสองวันก็กลับได้

คุณยายเลยไม่ต้องจ้างคนรับใช้ ดิฉันกับแม่นี่แหละทำงานกันแทบทั้งวัน และต้องอดทนเมื่อถูกดุด่า บอกตรงๆ ว่าดิฉันไม่รักคุณยายสมรใจร้ายหรอกค่ะ

เวลาท่านดุแม่น่ะดิฉันเจ็บใจจริงๆ คุณยายเป็นคนเจ้าระเบียบ เอาแต่ใจตัวเอง ชอบระบายอารมณ์เอากับเราสองแม่ลูก จริงๆ แล้วท่านฐานะร่ำรวย มีลูกชายหญิงรวมแล้วถึงห้าคน แต่ทุกคนแต่งงานแล้วแยกบ้านไปหมด ไม่มีใครทนอยู่ด้วยหรอกค่ะ อยากปากร้ายนักนี่

เมื่อไปอยู่โรงพยาบาลราว 3-4 วัน คุณยายสมรก็ดูค่อยยังชั่วขึ้น พูดจาได้ แม้จะอ่อนระโหยโรยแรง แต่ก็ดีกว่าอยู่ที่บ้านซึ่งได้แต่กลอกตา

ทีแรกก็ดูดี แต่ตอนหลังๆ ชักเพ้อพิกล บางที ก็พูดกับใครที่มองไม่เห็นตัว ดิฉันก็กลัวซิคะ …แหม! อยู่โรงพยาบาลนี่นา เล่นพูดคุยกับอะไรไม่รู้ที่มาอยู่รอบๆ เตียง!

สายตาคุณยายสมรมักมองตามสิ่งที่ดิฉันมอง ไม่เห็น บางครั้งก็ยิ้มหรือหัวเราะเบาๆ เหมือนดูเด็กเล็กๆ วิ่งซนอยู่

พลบค่ำวันหนึ่ง ดิฉันอ่านหนังสือธรรมะให้คุณยายฟัง ขณะอ่านก็เห็นเงาแว่บๆ เหมือนมีใครเดินผ่านไป รีบเงยหน้าทันทีแต่ไม่มีใครสักคน…เราคงตาฝาดมั้ง! แต่แล้วเงานั้นก็ปรากฏขึ้นเรื่อยๆ ดิฉันเห็นจากทางหางตาเท่านั้น ถ้าหันไปมองตรงๆ ก็ไม่มีอะไร

สิ่งที่น่ากลัวคือ อยู่ดีๆ คุณยายถามว่าเห็นตุ๊กตา 2 ตัวที่มานั่งปลายเตียงนั่นมั้ย? แหม! ดิฉันแทบจะกลับบ้านทันทีเลยค่ะ คงเข้าใจนะคะว่ามันหลอนน่าดู

ยิ่งคนกลัวผี และนี่ก็เป็นโรงพยาบาลด้วยนะ!!

ถึงจะกลัวแค่ไหนก็ต้องทนอยู่ให้ได้ ตอนดึกๆ คุณยายหลับสนิทไปแล้ว ส่วนดิฉันยังไม่กล้าหลับตา…เป็นแบบนี้มา 2-3 คืนแล้วค่ะ พอง่วงมากก็จะผล็อยหลับไปเอง…แต่ก่อนหลับจะคอยลืมตามองรอบห้องอยู่หลาย ครั้ง

คืนนั้น พอเคลิ้มๆ ก็เห็นเด็กผมจุก 2 คน ท่าทางเป็นเด็กผู้ชาย นุ่งโจงกระเบนสีแดง มีสังวาลพาดอยู่ช่วงบนของลำตัวที่เปลือยเปล่า เด็กทั้งสองวิ่งเล่นรอบเตียงที่คุณยายสมรหลับอยู่…ดิฉันผวาสะดุ้งตื่นยัง แว่วเสียงเด็กหัวเราะเต็มหู แล้วค่อยๆ จางหายไปในที่สุด

เอ…ท่าจะฝันไปเองละมั้ง?” ความกลัวคงออกฤทธิ์ ผสมกับคำว่า “ตุ๊กตา 2 ตัว” ที่คุณยายสมรพูดเลยเก็บไปฝัน

รุ่งขึ้น คุณยายมีไข้ต่ำๆ แต่ตาลอย หน้าเหลืองนวล ดูสวยเชียวละทั้งๆ ที่เป็นคนอ้วนดำ ไม่น่าเชื่อเลยค่ะ! ดิฉันยังชมว่าคุณยายสวย…พอแม่มาเยี่ยม แม่ก็แอบกระซิบว่าเฝ้าคุณยายให้ดีนะ แม่สังหรณ์ใจยังไงไม่รู้

พอตกกลางคืน แม่ต้องกลับไปดูแลบ้าน ดิฉันเฝ้าไข้คุณยายตามเดิม

อีกแล้วค่ะ! พอนั่งเพลินๆ ก็เห็นอะไรแว่บหนึ่งทางหางตา คราวนี้เห็นสีแดงๆ มันทำให้นึกถึงร่างเล็กๆ ที่นุ่งโจงกระเบนแดง…ทันใดนั้น คุณยายสมรก็พูดขึ้นว่า “มารับแล้วเหรอจ๊ะ…เอาล่ะ! จะไปเดี๋ยวนี่ละนะ” แล้วก็เงียบเสียงไป

ดิฉันเห็นคุณยายเหม่อมองเพดาน นึกว่าท่านเพ้ออีกก็เลยจับแขนเขย่าเบาๆ

ต้องโทรศัพท์ตามลูกๆ ของท่านมาดูใจ…

คุณยายสมรสิ้นลมหายใจในคืนนั้น…เมื่อดิฉันเล่าเรื่องตุ๊กตา 2 ตัว หรือเด็กหัวจุก 2 คนที่เราเห็นเหมือนๆ กัน ใครๆ ที่ได้ฟังเรื่องนี้จะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า…นั่นคือยมทูต! น่าขนหัวลุกจังเลยนะคะ!

“ตุ๊กตา 2 ตัวนั่นมารับยาย! เห็นมั้ย…” เสียงแหบแห้งสั่นเครือดังขึ้นเล่นเอาผวา

“อะไร นะคะ…” ดิฉันได้ยินเสียงตัวเองราวคนใกล้จะร้องไห้เต็มที มือเท้าเย็นไปหมด แต่คุณยายกลับยิ้มนิดๆ พูดเสียงเบาแต่สดใสเหลือเชื่อ มันสั่นประสาทดิฉันสุดขีดจริงๆ ค่ะ

“เด็กหัวจุกโจงกระเบนแดงน่ะ น่ารักมาก… มาซีจ๊ะ แล้วเราจะได้ไปด้วยกัน!”

ราว สองชั่วโมงต่อมา คุณยายก็อาการทรุด ไม่รู้สึกตัว หมอและพยาบาลวิ่งกันวุ่น แต่ก็หมดหวัง …ชีวิตดิ้นรนที่จะออกจากร่างกายทรุดโทรม ใกล้หมดสภาพเต็มทีแล้ว…จนสำเร็จในที่สุด

ไปสู่ความหลัง

 

เมื่อเดือนก่อนผมพาลูกหลานเป็นโขยงไปเยี่ยมบ้าน ได้ข่าวว่าตากรายเป็นโรคปอดตาย เพิ่งเผาไปเมื่อวันก่อนนี่เอง…นึกถึงแล้วใจหายเหมือนกัน เพราะจำได้ว่าสมัยเด็กๆ ชอบฟังนิทานของแก ไม่ว่าเรื่องตลก เรื่องผี เรื่องเพลงพื้นเมืองโด่งดังประจำจังหวัด “เพลงอีแซว” ไงล่ะครับ ตากรายแกเล่าได้สนุกสนานดีนัก

ชื่อแกก็คล้ายกับ “พ่อกร่าย” พ่อเพลงรุ่นพ่อไสว พ่อบัวเผื่อน พ่อโปรย…ตากรายบอกว่าแต่ก่อนเพลงอีแซวที่พ่อไสวสันนิษฐานว่าคงจะมาจากการ “ร้องแซวกันทั้งคืน” แต่เดิมขึ้นต้นว่า…ตั้งวงไว้เผื่อ ปูเสื่อไว้ท่า เอย…จะให้วงฉันราซะแล้วทำไม เอย…

ตากร่ายเป็นคนทำให้มีการเปลี่ยนคำขึ้นต้นเป็น…เอ้ามาเถอะหนากระไรแม่มา… แล้วแตกช่อต่อดอกไปตามใจชอบ เช่น แม่คุณอย่าช้านะแม่หน้านวลใย, แม่จะมัวชักช้าอยู่ทำไม

จนกระทั่งเอามาเล่นมุขโลดโผน เช่น ไหนๆ พี่ก็มาหาถึงที่ แล้วน้องจะมัวยืนคลำเก้าอี้อยู่ทำไม? เพื่อเรียกเสียงฮาจากท่านผู้ชม

อาศัยว่าบ้านเดิมอยู่ใกล้ๆ แค่นี้ รถแล่นสองชั่วโมงจนเหลือแค่ชั่วโมงกว่าก็ถึงแล้ว ผมเลยไปเยี่ยมบ้านบ่อย อย่างน้อยก็เดือนละครั้งให้พ่อแม่ชื่นใจ ไหนจะได้เจอะเจอเพื่อนฝูงทั้งหญิงและชายที่เติบโตมาด้วยกัน พูดคุยกันถึงความหลังตั้งแต่สมัยเด็ก จนแตกหนุ่มแตกสาว มีผัวมีเมีย ลูกเต้าเป็นพรวนไปหมดแล้ว

นอกจากนั้น ยังมีญาติมิตรกับคนอื่นๆ ที่เราเรียกขานกันว่า “พวกบ้าน” สำเนียงสุพรรณเซ็งแซ่ไปหมด คนกรุงเทพฯ เขาว่าพวกเราพูดเหน่อ แต่คนเก่าแก่บ้านผมกลับออกปากว่า…กรุงเทพฯ ก็อยู่ไม่ไกล ทำไมคนที่นั่นมันถึง “พูดเยื้อง” กันทุกคนเลยวะ ไอ้หม่า?

“พูดเยื้อง” ก็หมายถึง “พูดเหน่อ” นั่นแหละครับ

จำได้ว่าแม่เพลงดังๆ รุ่นนั้นก็มีแม่ตลุ่ม แม่บัวผัน ลงมาถึงแม่ขวัญจิตที่เล่นอีแซวมาตั้งแต่เด็ก จนโด่งดังได้เป็นศิลปินแห่งชาติแบบแม่บัวผัน เดี๋ยวนี้ก็ปาเข้าไปหกสิบกว่าแล้ว แต่ยังมีชื่อเสียงไม่ลดราลงไปเลย

“เอย…เขาว่าคนเราเกิดมาย่อมจะมีขันธ์ 5 ไม่ว่าทั้งหญิงทั้งชาย หนุ่มตายก่อนแก่ แก่ตายก่อนหนุ่ม เขาตายกันเสียออกกลุ้มเอ็งรู้ไหม เขาเวียนเจ็บเวียนไข้เวียนตายเวียนเกิด เอากำหนัดมากำเนิดแต่ไหน เราเวียนเจ็บไข้ในวัฏสงสาร ชีวิตของเรามันจะนานไปซักแค่ไหน เอ็งจะหลงระเริงเพลิงมันจะเผา ชีวิตเอ็งจะเข้ากองไฟ เอ่ชา…”

ผมกระเดือกน้ำลายลงคอยากเย็น สายลมพัดผ่านยอดไม้ร่มครึ้มอยู่ในแสงจันทร์เหมือนจะโบกสะบัดเอาเสียงเพลง พื้นเมืองเก่าแก่ที่ซึมซับไว้หลายสิบปี ให้ล่องลอยออกมาขับกล่อมผู้คนในยามราตรีอันเยือกเย็นจับใจ!

เสียงพ่อเพลงตอบโต้ ผสมผสานกับเสียงคอสอง คอสาม ร้องขัดเข้าจังหวะ ดังกระท่อนกระแท่นเต็มที ไม่ชัดเจนเหมือนเสียงแม่เพลงเก่าแก่ ถ้าจำไม่ผิดก็คือแม่ตลุ่ม คู่ปรับตัวลือของพ่อกร่าย

คืนนั้นผมแยกย้ายจากเพื่อนฝูงเก่าๆ ที่ร้านในตลาดกลับบ้าน แสงจันทร์ขาวนวลอย่างที่เขาเรียกว่า “แทบจะจับมดได้” มาถึงบ้าน ลมเย็นฉ่ำพัดโชยไม่ขาดสายทำให้อาการมึนนิดๆ แทบจะหายไปจนหมดสิ้น ขณะที่เสียงอะไรคุ้นๆ หูดังล่องลอยมาตามลม…

เสียงเพลงพื้นบ้านแน่ๆ แต่แทนที่จะเป็นอีแซว กลับเป็นเพลงฉ่อยที่ไม่มีรำมะนา แต่เป็นเสียงกลองสองหน้า ฉิ่ง กรับและการตบมือให้จังหวะครึกครื้น

คุณพระช่วย! เสียงแม่บัวผันครับ สุดยอดแม่เพลงอีแซวแห่งเมืองสุพรรณบุรี!

“เอย…เอ็งมีเงินกี่กอง มีทองกี่หาบ มาถึงก็จะคาบเม็ดใน เอ่ชา…”

เสียงแม่บัวผันดังขึ้นชัดเจนอีกครั้ง สำเนียงละห้อยหวนคล้ายจะกล่าวคำอำลาอยู่ในที…

“วิสัยไก่ดีมันต้องตีกันด้วยแข้ง ถ้าเพลงดีว่า แดงค่อยกันไม่ได้…เราว่ากันพอนวลๆ พอหอมหวนปลายหู ผู้คนเขาก็ดูกันได้ เอ่ชา…”

ผมยืนนิ่งงันอยู่ที่ระเบียงบ้านเหมือนกลายเป็นรูปปั้น สายลมเย็นยะเยือกหอบเอาเสียงเพลงและเสียงดนตรีคึกคักระคนกับเสียงหัวเราะ เฮฮา ล่องลอยไปกับสายลมยามดึกเหมือนการทักทายของอดีตกาลไม่ผิดเลย…

ขอยืนยันว่าไม่ได้หวาดกลัวต่อเสียงเพลงเก่าๆ เหล่านั้นหรอกครับ ตรงกันข้าม กลับซาบซึ้งต่อเสียงเพลงแห่งความหลังสมัยเด็กและวัยหนุ่มด้วยซ้ำ แต่ทำไมขนหัวลุกก็ไม่ทราบเหมือนกันครับ!

ผีหลุดนรก

เพื่อนๆ ที่อยู่หอเดียวกันต่างก็หัวเราะต่อกระซิก พากันออกไปเที่ยวสนุกหมดทั้งในเมืองแปดริ้วและบริเวณใกล้นิคมฯ ซึ่งมีทั้งร้านอาหารและร้านคาราโอเกะเต็มไปหมด…ผิดกับเมื่อก่อนที่บริเวณ นั้นมีแต่ไร่มันสำปะหลังกับไร่อ้อย แต่เดี๋ยวนี้ได้เปลี่ยนแปลงไปหมดแล้วตามความเจริญของนิคมฯ และมีคนมาอยู่อาศัยมากมาย

วรรณไม่ค่อยได้ออกไปเที่ยวสนุกเหมือนเพื่อนๆ คงเก็บตัวอยู่แต่ในห้องพักเป็นส่วนใหญ่…เงินทองที่ทำมาหาได้ก็ต้องเก็บส่ง ไปให้ครอบครัวที่ต่างจังหวัด เพราะมีภาระต้องเลี้ยงดูพ่อแม่และน้องๆ อีกหลายคน

เกือบเที่ยงคืนแล้ว แต่วรรณยังไม่นึกง่วงเหงาหาวนอนแม้แต่น้อยนิด

เธอออกมายืนที่ระเบียงตึกหอพัก ที่มีความสูง 6 ชั้น เธออยู่ชั้น 5 ห้องหัวมุมของตัวตึกพอดี!

เรื่องราวอันน่าอกสั่นขวัญแขวน ประสาทหลอนจนแทบหลุดเรื่องนี้ จะเกิดจากจิตอ่อนหรือวิญญาณหลอนก็ไม่อาจคาดเดาได้

เหตุสยองเกิดขึ้นในจังหวัดฉะเชิงเทรา ที่คนทั่วประเทศรู้จัก และเคยไปนมัสการกราบไหว้ขอพรจากหลวงพ่อพุทธโสธร อันเป็นที่เคารพนับถือสำหรับพุทธศาสนิกโดยทั่วไป

ไม่เฉพาะชาวแปดริ้วเท่านั้น ความเป็นพระคู่บ้านคู่เมือง ที่มาจากปาฏิหาริย์ในการมาสถิตที่วัดนี้ ทั้งสามองค์ได้ไปสถิตที่วัดต่างๆ ตามตำนานเล่าขานกันต่อๆ มาเช่น หลวงพ่อวัดบ้านแหลม, หลวงพ่อโตวัดบางพลีใหญ่ คุณผู้อ่านคงเคยไปนมัสการท่านมาแล้ว หลายๆ คนก็นับครั้งไม่ถ้วนอีกต่างหาก

เรื่องที่ผมจะเล่าต่อไปนี้เกิดขึ้นในนิคมใหญ่แห่งหนึ่งในจังหวัดฉะเชิงเทรา

นิคมอุตสาหกรรมนี้มีโรงงานผลิตรถยนต์ของค่ายต่างๆ มากมาย เป็นแหล่งผลิตรถยนต์เพื่อการส่งออกเป็นอันดับต้นๆ ของเมืองไทย

“วรรณ” เป็นเด็กสาวชาวอีสาน ที่มีโอกาสได้มาทำงานเป็นสาวโรงงานนี้ เธอพักอยู่ในหอพักของบริษัทในนิคมนั่นเอง

จนกระทั่งถึงวันเกิดเหตุ!

วันนั้นเป็นวันที่พนักงานทุกคนหน้าตาสดชื่นแจ่มใส เพราะเป็นวันที่ 25 ของเดือน นอกจากเป็นวันเงินเดือนออกแล้ว ยังเป็นวันพระขึ้น 15 ค่ำอีกด้วย

เมื่อมองไปทางซ้ายมือจะเห็นทิวเขาสูง 3-4 ลูกเรียงรายกันเป็นแนวยาว ราวกับจะเป็นฉากกั้นของนิคมฯ ทางทิศตะวันออก ภูเขาในฤดูฝนดูมีต้นไม้เขียวครึ้ม มองเห็นในเวลากลางคืนเดือนหงาย แสงจันทร์ขาวนวลสาดส่องให้เห็นค่อนข้างชัดเจน เพราะอยู่ไม่ไกลจนเกินไปนัก

เนื่องจากเป็นคืนเพ็ญ เดือนเต็มดวงลอยขึ้นเลยยอดเขามากแล้ว ท่ามกลางสายลมพัดหวีดหวิวฟังคล้ายเสียงใครคร่ำครวญล่องลอยมาจากที่ไกลๆ อากาศยามดึกหนาวเย็นจนแทบสะท้านไปถึงหัวใจ

ขณะที่ยืนมองทิวเขาและดวงจันทร์กลมโตอยู่นั้น…ทันใดร่างๆ หนึ่งก็โผล่พรวดขึ้นมาจากทิวไม้เหนือภูเขาทะมึน!

ร่างนั้นสูง ยาว ขาวโพลน สูงเด่นอยู่เหนือยอดไม้ แสงจันทร์ทำให้เห็นรูปร่างนั้นชัดขึ้น…ชัดขึ้นทุกที…

คุณพระช่วย! ขายาวโย่งเย่ง แขนยาวลงมาเลยเข่า หัวใหญ่โตมหึมา จนไม่น่าจะตั้งอยู่บนร่างสูงเพรียวผิดมนุษย์มนานั่นได้ พร้อมๆ กันนั้น…เสียงร้องหวีดแหลมไม่ผิดกับเสียงนกหวีดที่เป่าเต็มที่ ดังสะท้อนสะท้าน แหวกอากาศไปทั่วขุนเขายามดึกสงัด ประหนึ่งดังก้องมาจากนรกอเวจี!

วรรณตกใจสุดขีดแทบจะสิ้นสติ เนื้อตัวแข็งทื่อเหมือนกลายเป็นท่อนหินหนักอึ้ง ครั้นตั้งสติได้ก็นึกถึงคำสอนของแม่ที่ว่าให้สวดมนต์ก่อนนอน หรือทำบุญกุศลใดๆ ไว้ก็ตาม ให้กรวดน้ำแผ่ส่วนกุศลไปให้เจ้ากรรมนายเวรทุกครั้งไป

เมื่อนึกได้จึงรีบวิ่งเข้าห้อง และตั้งจิตสวดมนต์โดยที่เสียงกรีดแหลมน่าสยองนั้นยังดังมากระทบโสตประสาทอยู่ตลอดเวลา เวลาผ่านไปครู่ใหญ่ เสียงอุบาทว์นั้นจึงค่อยเงียบหายไป…

Debt of ghosts

ตำนานผีI had trouble in the past when a teenager ten years ago remains. Or to narrow it is the rockers. Students – what about the gangster thing. I like the beat of a different color Chariots. Until the injury is regularly varying.

What it lacked was a new one. It has both a sword and gun Sparta actually had a pen gun.

Evening classes, be careful not to hit “All Night Long” are back together as a group. The bus was padlocked. If I screw up the crowd antagonists may be responsible for a simple salad.

I know that each partner. Perhaps the attack at a bus stop. Villagers flee scattering. I sometimes play two at a time on buses. What other innocent people will be involved in I crossfire varying the Nemesis is shot to death with it. I seriously wounded. News in the fall. ETO on TV frequently. Up to now.

I have a friend whose name I’m sure. Because we love each other like services. Beginning with the time it was 7-8 years ago.

‘m A skinny little bastard China will not embarrass the surface of the heart, not exceeding 5 per one stream dedicated to my life. I ended up having to go to the hospital for several days. But it is a serious opponent to 2-3 people.

What is the line we’ll hit it one day on the street nearby. The bus stop is disorienting.

A group of teenagers find their way to the surface, it’s nothing unusual. But I noticed one chance to reach around the back neck intuitively sensing shouted Oi! Oh look …

Long drawn out the sword quickly. I’m singing while moving to run the kind of death is dead!

The sword broke because I have to run. I saw him. I drew out two burning immediately. I pushed the pace a friend immediately thrown to the wayside.

Gunfire mingled with the sound. Followed by a smack. I’m up. Teens are turning to run from Soi. I quickly grabbed it and ran by friends. The controversy around the ears with cries of women.

It appears that a young man from drowning in his own blood. I writhe and groan in pain … extreme red light blue shirt. Soaked with fresh blood.

Good Samaritan speedily help. I pull your hands defies fled. I have not run into a cop that my party was the sniper … because I’m grateful for. This is inconceivable.

“If I can not push the interviewee to me! If a woman is to be arrested as well … I owe u my life “.

I do not think that any more cuts as “I like it I do not like”.

I’m really torn about two weeks later and was killed by enemy trap. Both a knife and a gun crowd salad to death on the streets of Soi home evening. Later learned to trap Wacoal carry out night for several days. But there will also be no night life to sacrifice as well.

I have a serious casualties media fanfare even as the police are here to keep my silence … I love my body. I cry when I see sad eyes. We looked in front of the coffin. It’s like background noise.

“Forgive them. I still owe me … “.

But I would ask forgiveness of one another. Let your spirits to get to like it. I’m reminded of the Lord … almost every day. That would be a dream to some, but I never dreamed even once.

Until that night … I was dozing just background noise coming from the front is called a semi-dream, half reality. I got to the window, they saw no one. The dense trees in the light. Go back to sleep … but soon heard the call again. This time around the ears.

I got to see it. I’m floating the eyes see thee. View as regular as it used to be. I heard a voice as clear as … I owe my life!

Face it, the vast majority. Become a dark iris. I think the answer to that myself too … so be it! I felt it was plunged into a deep sleep to fall into the bottomless pit of hell.

I wake up, I wake up. I wracked my entire body. Dry mouth, throat, a high fever due to the scorching heat. Mary had to take a drug. To rest until the fever is gone … I sleep about 2 days and I can see the face of the bit. Fever greater than before.

Enough relief that I was lucky I had a fever. The day before they strike again. At school, I was hit by severe if 2-3 people may be ill or sick at home.

I’m reminded of the debt he bumps … I really live for? Since then, I never dreamed that I’m seeing.

raising scary

I find it is very impressive. Today we still do not talk about it. It proves that there is a real spirit. And I have another story to tell. As I told him I read in a book.

“Anime” raising experience when Spirits Revisited * I like to read books about spirituality. And various mystery may be because in real life, I find that this is a routine matter.

One day I was writing a book. A bit difficult to read. And the lyrics are perpetuated. But it did not discourage me. Because it is the American spirit he repeated.

I was glad to read it. I have found that I was quite skeptical about ghost spirit … and experience. His strikingly similar to our time. This is not true, however, that a ghost?
Billy said. After the funeral of her mother, she was back at home with his mother, exhausted by fatigue. That is not me. Because her mother is here. I had a baby in one month.

On arrival at home mom. Billy put the baby in the chair. It is a small chair. That looks out over the seat. But strong. End safe and can be placed on the same line with a safety strap. She’s leaning down on the sofa. I put my head down on a pillow. Billy saw the glow of the light, the door is free bright white light and then … and then formed her!

I figure it is clear that some see-through. Bright and glowing light.

Billy’s mother, wearing a white coat is very shiny and beautiful mother, Billy has seen this before …

You walk straight into the cot. It is not attached to the floor. It floats six inches above the feet. Then he looks down at his nephew. Child while putting his hand on his chin and said, “I love kids”.

Stroke on the little kids. He looked up and smiled at her before breaking away.

I told my story first.

As I already said that. I tend to have these very often and tell your friends that Six Senses Health. Or the sixth sense almost be seen as a ghost anyway. But not even then. It was lucky … I’m not buying bare heads and wear wigs.

The coolest place over 30 years ago when I was only 12 years old!

I slept with my sister in our bedroom. Were in separate beds. Table between them. Sister sleeping in the room against the wall.

One night about two. I just woke up. Which seems very strange. Because children tend to sleep, then downed the morning. But that night, and I feel that someone is coming. Normal sleep is unlit fire. I open my eyes in the dark. The door was opened … it was not even open. We locked Dibdi? That’s … not to forget …

One came. I immediately opened fire on the bed. The sisters do not sleep.

Who is “Uncle flour” of my own that I love her a lot. At the time she was 24 years old, is the youngest of my mother, and very likely starch master’s degree. I have a company car salary recognizable luxury brands Jaguar. Brown is shiny. I look back to where I was.

I was relieved to see that it is worth the dough. I wonder why that mirror came late at night like this?

It appears that she came to my bed and sat down beside the bed. I also feel the weight buckled down. Her face is not pretty … but it looks like a mask! It was dry. Bleaching powder also weird … what the touching finger to my mouth, I was quite calm as she said softly, “I will go. I told her that I was fine. No pain, no suffering. Everything is fine “.

She had just stood up and walked out. I looked up the follows. Noticed that her feet on the ground … it’s not like she was floating in mid-air.

Only thing I scuttled to the mother’s mother told me that I was dreaming … but I know that when a car overturned flour. Died when hit one over the other.

The story is a woman from Florida named Billy. I like my name. But is spelled differently spelled B – I – Double L – a – e. Not spelled with a y.

Her mother died at the age of 52 years of cancer!

It is just this kind of activity. But I read it and I was delighted with the spirit of walking the earth like we do not see it?

เจตนารมณ์แห่งภูตผี

ก่เขา ออกจากเผ่าของเขาที่จะทำงานกับ Lumbermen สีขาวเขาเปลี่ยนชื่อของเขากับวิลเลียมเมฆและ Lumberjacks เริ่มเรียกเขาว่า “เมฆ”. พวกเขาชอบที่จะได้ยินมีเมฆบอกเล่าเรื่องราวของภูตผีที่อาศัยอยู่ในลำห้ว ยที่ขับเคลื่อนท้องถิ่น เข้าสู่ระบบราง ภูตผีเป็นสิ่งมีชีวิตที่ชั่วร้ายที่ต้องการอะไรมากไปกว่าการห่อแขนยาวของรอบมนุษย์หรือสัตว์และดึงพวกเขาลงไปในน้ำที่จะจมน้ำ

ฝนตกฤดูใบไม้ผลิที่หนักและยาวและลำห้วยถูกน้ำท่วมเกือบถึงความจุ คืนหนึ่งมีพายุคำสั่งให้ลดประตูของรางและส่งบันทึกล่องไปโรงงาน ความคิดของการออกไปข้างนอกในพายุไม่ได้อุทธรณ์ไปยังทุกคนและเพื่อให้คนเข้ามาหลอด มีเมฆมาด้วยระยะหนึ่ง
เจตภูตในลำห้วย

เขากอดเสื้อของเขาไว้แน่นรอบ ๆ ตัวเขาในขณะที่เขาทำทางของเขาอย่างเงียบ ๆ ตลอดทั้งคืนดำมืดไปน้ำตกล็อก ในขณะที่เขาได้รับการปล่อยตัวขาแรกที่เขาได้ยินเสียงขู่ฟ่อเหม็นจากข้างแพลอยของล็อก มีเมฆหันหัวของเขาและเห็นรูปแบบพิสดารเพิ่มขึ้นจากกระแสหมุนวน ใบหน้าของมันถูกล้อมกรอบโดยป่าผมวัชพืชเกลื่อนและเครื่องชั่งน้ำหนักปลิ้นปล้อนมืดคลุมร่างของดัดได้

มีเมฆดึงเมามันที่ขาสุดท้ายกระตือรือร้นที่จะเสร็จสิ้นภารกิจของเขาและได้รับไป แต่ขาติดอยู่ครึ่งหนึ่งออก ทันใดนั้นสิ่งมีชีวิตพุ่งออกมาจากน้ำ มีเมฆกระโจนกลับหนีขึ้นเส้นทางไปยังห้องโดยสาร ด้านหลังของเขาภูตผี howled มีเมฆเพิ่มความเร็วของเขาทำงานอยู่ในความมืดสุ่มสี่สุ่มห้า

แล้วภูตผีหล่นลงมาจากกิ่งไม้ของต้นไม้ที่เหมาะสมในด้านหน้าของเขา, การปิดกั้นทางของเขา ดวงตาสีเหลืองของ glowed และแสงจันทร์ glinted กับผิวลื่นไหลของ ยาวของแขนบางยืดออกไปทางเขาผ่านพายุที่พัดกระหน่ำกรงเล็บขยาย เขาให้ตะโกนดังหนึ่งของความสิ้นหวัง แต่การเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วของกรงเล็บที่คมกริบตัดเสียงร้องของเขาและป่าจู่ ๆ ก็ยังคงอีกครั้ง

ย้อนกลับไปในห้องโดยสาร, Lumbermen รอที่จะกลับมีเมฆ แล้วอีธานเป็นเพื่อนที่ดีของเมฆอาสาลงไปทางลาดเข้าสู่ระบบและมองหาเขา ตัดไม้อื่น ๆ อีกหลายตัดสินใจที่จะเข้าร่วมการค้นหา

ภายในเวลาสิบนาทีผู้ชายกำลังยืนอยู่ติดกับประตู พวกเขาลดลงไปโคมไฟระดับน้ำวิ่งและมองเข้าไปในส่วนลึก อีธานให้ความคมชัดร้องไห้ทันทีเมื่อเขาเห็นใบหน้าแหลกเหลวจากท้องฟ้า ตัดไม้ยกประตูและดึงเมฆกับหอกเสา ร่างกายของเขาได้รับการหั่นเป็นริบบิ้นและหัวของเขาถูกตัดออกเกือบทั้งหมด ข่าวฆาตกรรมภูตผีในลำห้วยแพร่กระจายอย่างรวดเร็วผ่านค่ายไม้

สัปดาห์หลังจากการตายของเมฆของอีธานถูกปลุกให้ตื่นด้วยแสงสีฟ้าที่แปลกบนเตียงของเขา เขาเปิดตาของเขาและพบว่าตัวเองจ้องมองเข้าไปในใบหน้าของวิลเลียมมีเมฆ จิตวิญญาณเตือนอีธานที่ภูตผีได้ทำเครื่องหมายอีธานสำหรับเหยื่อต่อไปของมัน เช้าตรู่อีธานเก็บข้าวของเขาและออกจากค่าย ในทางของเขาออกมาเขาบอกเรื่องราวของเขาไปไม่กี่ของ Lumbermen และในไม่ช้าคำเตือนของเมฆแผ่กระจายไปทั่วค่าย โดยพระอาทิตย์ตกดินก็ถูกทิ้งร้างอย่างสิ้นเชิง

รางล็อกทรุดโทรมลงอย่างช้า ๆ และร่วงไปไม่เคยที่จะถูกแทนที่ ภูตผียังสิงสถิตอยู่ในกระแสการเฝ้าดูการเหยื่ออีกคนหนึ่ง แต่ก็รอเก้อสำหรับผีของเมฆจะปรากฏขึ้นเพื่อทุกคนโง่พอที่จะเดินใกล้กับลำธารเตือนพวกเขาออกไปด้วยเสียงกรีดร้องคร่ำครวญสาหัสและเจาะ

วิญญาณหลอนทั้งซอย

ผีดุ

สวัสดีเพื่อนผู้รักเรื่องลี้ลับเรื่องผีสางครับ วันนี้ผมนำความดุของผีมาฉแให้ฟังกันครับ แดดตอนเที่ยงๆ สว่างจ้า แต่ในต้นมะม่วงดูมืดครึ้ม ท่าทางจะไม่ร้อนนัก เด็กคนนั้นนั่งอยู่อย่างน่าเสียวไส้ กิ่งมะม่วงนั่นสูงเอาการ…คือสูงกว่าหน้าต่างชั้นสองที่ผมยืนมองอยู่ซะอีก เด็กคนนี้อายุราวสิบขวบ ผมเกรียน ใส่เสื้อกล้ามสีขาวมอๆ นุ่งกางเกงนักเรียนสีกากี เขานั่งห้อยขาอย่างสบาย มือสองข้างถือมะม่วงกัดกินอย่างอร่อย

“เปิ้ล” เป็นเพื่อนข้างห้องเช่าที่ดินแดงนี่เอง นิสัยเราตรงกันตรงที่ชอบอยู่คนเดียว ไม่อยากชวนใครมาเป็นเพื่อนเพื่อแชร์ค่าห้อง ถือว่ารักอิสรเสรีเหนืออื่นใด…แต่สิ่งที่แตกต่างกันสุดขั้วก็คือเปิ้ลเป็น โรคขี้หลงขี้ลืมขนาดหนัก ตอนที่รู้จักกันใหม่ๆ ยังคิดว่าเธอแกล้งทำด้วยซ้ำ

เดี๋ยวลืมกุญแจห้อง เดี๋ยวลืมกุญแจรถ เดี๋ยวลืมกระเป๋าสตางค์…ทั้งในห้องและที่ทำงาน เดี๋ยวลืมรหัส เอทีเอ็ม เดี๋ยวลืมว่ารุ่งขึ้นเป็นวันหยุด เดี๋ยวลืมว่านัดกับเพื่อนที่ศูนย์การค้าจนเพื่อนโทร.มาต่อว่าขณะที่เปิ้ล เข้ามานั่งคุยจ๋อยๆ อยู่ในห้องดิฉัน แต่ไม่มีใครถือโกรธมากมายอะไรเพราะรู้นิสัยขี้ลืมของเธอดี

“ขวัญ” เพื่อนสนิทคนหนึ่งถึงกับแซวว่า…นี่เปิ้ล! ฉันว่าเธอเขียนชื่อแขวนคอไว้ดีกว่าว่ะ เผื่อเกิดลืมว่าตัวเองชื่ออะไรจะได้ดูป้ายไงล่ะ!

เปิ้ลได้แต่ยิ้มแหยๆ ดูแล้วก็น่าสงสาร เพราะวันนั้นขวัญมาค้างที่ห้องเปิ้ล หาซื้ออะไรมากินกันสามคน พูดคุยปากกว้างเรื่อยเปื่อยไปเรื่อยๆ แต่ขวัญแซวซะจนดิฉันอดสงสารเปิ้ลไม่ได้…เราแนะนำให้เธอไปหาหมอเพื่อปรึกษา โรคลืมฉกาจฉกรรจ์ แต่เปิ้ลกลับค้อนควักให้

“จะบ้าเรอะ? จู่ๆ จะให้ฉันไปหาจิตแพทย์ เดี๋ยวใครก็นึกว่าฉันเป็นบ้าน่ะซี!”

ป้านิดมีญาติชื่อป้าแขกกับลุงสิทธิ์ เป็นเจ้าของสวนตาล และมีรถกระบะขนลูกตาลสดๆ มานั่งปอกนั่งเฉาะกันริมทาง เวลารถนักท่องเที่ยวผ่านไปมาก็จะแวะซื้อ บางรายสนิทสนมเป็นขาประจำกันเลยเชียว สินค้าที่ขายเป็นผลไม้ตามฤดูกาลและน้ำตาลสดที่ผมกับน้องแก้มชอบมากที่สุด

จริงๆ แล้วผมไม่เคยไปบ้านสวนของป้านิดหรอกครับ แต่ปีนี้ป้านิดมาเยี่ยมคุณปู่ที่โรงพยาบาลในกรุงเทพฯ พี่จอยพี่โจมาค้างบ้านผมตั้งหลายวัน แล้วก็เลยชวนผมไปเที่ยวทางโน้นบ้าง ผมกับน้องแก้มนึกสนุก น้องแก้ม น่ะติดพี่จอยคนสวยมากๆ เลยด้วย

ผลก็คือเราได้นั่งรถไฟไปบ้านสวนของป้านิดกัน ขา กลับพ่อแม่จะไปรับ…เราจะเที่ยวหัวหินต่ออีกสองคืนแล้วค่อยกลับบ้าน นับเป็นปิดเทอมที่สนุกมากจริงๆ

บ้านป้านิดน่าอยู่ครับ อบอุ่นดี ชั้นล่างเปิดโล่งตลอด มีจักรเย็บผ้า ทีวีและโต๊ะกินข้าว มีครัวอยู่ด้านหลัง ป้านิดทำอาหารอร่อยมาก นอกจากป้านิดกับลูกๆ แล้วยังมีครอบครัวของน้ากุ้งอาศัยอยู่ด้วยที่ห้องชั้นล่างนี้ อยู่ด้วยกันสามคนพ่อแม่ลูก น้ากุ้งมีลูกสาวสามขวบน่ารักดี ชื่อน้องเมย์

ผมได้นอนห้องพี่โจซึ่งเป็นห้องนอนเล็ก ส่วนน้องแก้มนอนกับพี่จอยและป้านิดที่ห้องนอนใหญ่ติดกัน บ้านนี้มีแอร์ด้วยครับ แต่ถ้าไม่ร้อนนักจะเปิดพัดลมกัน เปิดแอร์เฉพาะนอนตอนกลางคืน

ต้องยอมรับว่าคนไทยเรายังแยกไม่ออกหรอกค่ะ ทำให้คนที่มีปัญหาทางอารมณ์หรือจิตใจที่อาจรักษาได้ แต่ไม่กล้าไปพบจิตแพทย์เป็นส่วนใหญ่

จนกระทั่งวันหนึ่งก็เกิดเหตุร้าย เมื่อขวัญโดนรถเก๋งชนตายคาที่หน้าบริษัทที่สีลมนั่นเอง ขณะรีบร้อนจะออกไปหาอาหารกลางวันกินกับเพื่อนๆ แต่เธอเคราะห์ร้ายเพียงคนเดียว!

เปิ้ลร้องห่มร้องไห้จนนัยน์ตาบวม เล่าว่าวันนั้นเธอไปกับเพื่อนอีกกลุ่มหนึ่ง ทั้งที่ส่วนมากจะไปกับขวัญ…พวกเราไม่มีโอกาสได้ไปงานศพเธอ เพราะญาติๆ จากภาคเหนือมารับศพไปบำเพ็ญกุศลที่บ้านเกิด

ความตายอาจจะเป็นการเปลี่ยนภพเปลี่ยนชาติ หรือไม่ก็เป็นการสาบสูญไปเลยตามความเชื่อของคนบางกลุ่มก็ได้ค่ะ เพราะไม่มีวี่แววว่าใครจะพบเห็น หรือฝันถึงเธอเลยแม้แต่คนเดียว