ผีดูดเลือด

13 entries have been tagged with ผีดูดเลือด.

วิญญาณนรกมาเยือน

พูดถึง “ผีอำ” นี่ผมว่าทุกคนคงเคยโดนมาแล้วทั้งนั้น อธิบายตามหลักวิทยาศาสตร์ว่าเรานอนทับเส้น เลือดลมเดินไม่สะดวกเลยเกิดอาการคล้ายอัมพาตชั่วคราว บวกกับอาการสะลึมสะลือ อยากตื่นแต่ขยับตัวไม่ได้ ลุกไม่ขึ้น และตกอยู่ในภาวะครึ่งหลับครึ่งตื่น คราวนี้พอมองเห็นอะไรอย่าง เงา หรือเสื้อผ้าที่แขวนอยู่มืดๆ จิตก็เอาไปจินตนาการเห็นเป็นผีเป็นสางไป…พูดง่ายๆ ว่าประสาทหลอนนั่นเอง

สยอง ยิ่งกว่านั้น คือความหนาวเหน็บจับใจ แทงเข้าไปถึงกระดูกดำทั้งร่าง หนาวอย่างบอกไม่ถูก คล้ายกับความอบอุ่นแห่งชีวิตทั้งหมดถูกสูบออกไปอย่างฉับพลัน

ทันใด นั้น ผมมองเห็นร่างที่น่ากลัวที่สุดร่างหนึ่งนั่งอยู่บนเตียง ที่แม่กับป้ากำลังคุยกันอยู่…มันก้มลงมองผม ใบหน้ามีแต่เนื้อแห้งๆ ติดกระดูกเป็นหย่อมๆ ตากลวงโบ๋ จมูกโหว่ และปากก็น่าเกลียดน่ากลัวเหลือเกิน…

มันมีปากครับ แต่แห้งและร่นขึ้นไปจนฟันยื่นออกมา ผมเผ้าของมันเกรอะกรังรุงรัง และนั่น…รอบคอของมันมีเชือกเปื้อนเลือดเปื้อนน้ำเหลืองรัดอยู่แน่น มันครางเสียงแหบๆ และก้มลงมาเรื่อยๆ จนห่างจากหน้าผมแค่คืบ กลิ่นเหม็นเน่าคละคลุ้งแทบสำลัก มือสองข้างของมันยืดออกมายึดแขนผมไว้แน่นจนผมเจ็บ….

รู้สึกว่าตัว เองอยู่ในอีกมิติหนึ่ง ทั้งๆ ที่ทุกสิ่งทุกอย่างในห้องยังชัดเจนราวกับผมไม่ได้หลับ…แม่กับป้าคุยกัน พี่เอ้กับอั๋นทำท่าง่วง แล้วลงมานอนข้างผม

 

น่ากลัวอยู่เหมือนกัน แต่มันไม่ใช่ผี! เวลาใครมาเล่าเรื่องผีอำ ผมก็ฟังไปงั้นๆ เพราะไม่คิดว่าเป็นผีเป็นสางซักนิดเดียว

จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์หนึ่งขึ้นกับตัวผมเมื่อต้นปีนี้เอง!

ผมไปค้างบ้านคุณป้าที่นครสวรรค์ ตอนนั้นเราไปทำบุญกัน มีผม แม่ พี่สาวและน้องชาย เรานอนรวมกันในห้องของคุณป้า ส่วนลุงเขยซึ่งเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่เสียสละย้ายไปนอนห้องรับแขก

จริงๆ แล้วบ้านนี้เป็นบ้านเช่าครับ คุณป้ากับคุณลุงเป็นคนกรุงเทพฯ แต่เมื่อมาทำงานที่นี่ก็เลยหาบ้านที่อยู่สะดวกสบายอยู่กันสองคนตายาย เพราะลูกสาวยังเรียนอยู่อเมริกา

คืนนั้นผมปูที่นอนลงกับพื้นข้างเตียง วางเรียงไปสามที่คือผมกับพี่สาวและน้องชาย ส่วนคุณป้ากับแม่นอนบนเตียง

ดึกมากแล้วครับ..สองยามกว่าเห็นจะได้ แม่ยังคุยกับคุณป้าโดยมีพี่เอ้และน้องอั๋นนั่งร่วมวงด้วย ส่วนผมนอนฟังเขาคุยกัน รู้สึกเหมือนจะไม่สบายยังไงไม่รู้ อาจเป็นเพราะนั่งรถไฟมาตั้งห้าชั่วโมงกว่า แล้วยังมาช่วยคุณป้าซื้อของทำบุญสำหรับพรุ่งนี้อีก

ผมรู้สึกง่วงงุนอย่างประหลาด จำได้ว่าตัวเองนอนหงาย มือขวาวางบนอก และทันทีที่หลับตาก็รู้สึกเหมือนมีแรงแม่เหล็กดึงจิตใจผมให้ดิ่งลง…ดิ่ง ลง…

ผมไม่เคยเป็นแบบนี้เลยครับ ก็เลยพยายามดิ้นรนและลืมตาขึ้น ทุกอย่างในห้องยังปกติ…เสียงแม่กับคุณป้าคุยกัน สลับกับเสียงหัวเราะของพี่เอ้กับน้องอั๋น ผมถอนใจแล้วหลับตาลงอีก…ความรู้สึกเดิมก็กลับมา! มันน่ากลัวจริงๆ เหมือนมีอะไรฉุดดึงให้เราดิ่งลิ่วๆ ลงไปในหุบเหวที่มืดมน…

คราวนี้ผมไม่สามารถช่วยให้ตัวเองหลุดพ้นจากมัน ได้เลย!

“อ๊อด” เล่าประสบการณ์ขนหัวลุกจากผีอำ

ผมเป็นอีกคนหนึ่งที่ชอบฟัง เรื่องผีมาก ฟังแล้วก็กลัวจนอยู่คนเดียวไม่ได้ จนตอนนี้อายุ 20 ปีแล้วก็ยังเหมือนเดิมครับ แต่ผมไม่เชื่อเรื่องผีอำ นอกจากจะคิดไปเองเท่านั้น

 

ด้วยเรี่ยวแรงที่เหลือเพียงน้อยนิด ผมร้องออกมาและเห็นพี่เอ้ชะงักจากการปัดหมอนปัดที่นอน เธอมองผมแล้วหัวเราะ คล้ายขำว่าผมนอนกัดฟัน นอนละเมอ! โธ่เอ๋ย…ผมกำลังจะขาดใจตายอยู่แล้ว!

ขอนิดเดียว…ขอให้เธอจับตัวผมเขย่า…

คำภาวนาของผมได้ผล!

พี่เอ้จับแขนผมเขย่าเบาๆ เท่านั้นละครับ ผมตื่นขึ้นมาเต็มที่ ผีร้ายหายไป แต่ผมยังเจ็บแขนไม่หายเลย…เจ็บทั้งสองข้าง! ผมร้องว่าถูกผีอำ ผีหลอกเกือบตาย…

ปรากฏว่าบ้านที่คุณป้ามาเช่านี้ ชาวบ้านเขาลือกันว่าเป็นบ้านผีสิง เพราะเจ้าของบ้านผูกคอตายอยู่เดียวดาย กว่าจะมีคนมาพบศพก็เป็นเดือนแน่ะครับ

คุณลุงคุณป้าไม่กลัวผี ส่วนผีตนนั้นก็ไม่มาหลอกท่าน เพิ่งจะมาโดนแจ๊กพอตที่ผมนี่แหละ ผู้ใหญ่บอกว่าเขาคงมาขอส่วนบุญน่ะ

ผมเชื่อว่างานนี้ผีมาจริงๆ ก็เพราะผมไม่เคย รู้เรื่องคนผูกคอตายมาก่อนเลย แต่สิ่งที่ผม เจอน่ะมันตรงกับข้อมูลประวัติของบ้านนี้อย่างน่าขนลุกครับ!

ผีพนันบาคาร่าออนไลน์

ไม่ต้องบอกก็รู้ทั้งนั้นแหละค่ะ ว่าไม่มีใครอยากให้มีคนเจ็บคนตายแม้แต่คนเดียว หรือไม่อยากเห็นมีอุบัติเหตุสยดสยองเกิดขึ้นเลย ไม่ว่าตอนสงกรานต์หรือไม่สงกรานต์

ดิฉันมีเรื่องขนหัวลุกเรื่องสงกรานต์ปีที่แล้วมาเล่าสู่กันฟังค่ะ

ลุง บุญเรืองอายุ 50 เศษ เป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจแห่งหนึ่งอยู่บ้านใกล้ๆ ดิฉันที่ประชาสงเคราะห์ ดินแดง แกเป็นคนร่าเริง คุยสนุก ปราดเปรียวไม่แพ้พวกหนุ่มๆ ราวกับอายุต้น 40 เท่านั้น

 

คำขวัญทำนองนี้เกลื่อนบ้านเมืองคาสิโนทั่วประเทศตั้งแต่ก่อนสงกรานต์แล้วล่ะค่ะ บางทีก็มีลูกเล่นแปลกๆ กับเขย่าขวัญเยอะแยะ แต่เอาจริงเข้าก็บ่มิไก๊ หรือไม่ได้ผลนั่นแหละคุณ

รัฐมนตรีบางคนเห็นสถิติคนเจ็บคนตายพุ่งกว่า ปีก่อน ท่านก็ให้สัมภาษณ์หน้าตาเฉยว่า จะต้องปรับเปลี่ยนวิธีป้องกันอย่างรีบด่วน…7 วันอันตรายเท่านั้นนะคะ ไม่ใช่สิบปีอันตราย!

บางท่านก็ออกมาจีบปากจีบคอในอาการของ ผู้เจนจัดเรื่องอุบัติเหตุ ไม่มีตัวจับเลยซีน่า

“สาเหตุเกิดจากเมาแล้วขับเป็นอันดับหนึ่ง รองลงมาคือขับรถเร็ว!”

ที่น่าตลกมากคือการประกาศลดจำนวนอุบัติเหตุ, ลดจำนวนผู้บาดเจ็บและผู้ตายว่าให้เหลือเท่านั้นเท่านี้ แม้ว่าจะโดนโจมตีมาตั้งแต่ปีก่อนแล้วว่าไร้สาระ! คิดได้ไงเนี่ย? แต่ปีนี้ท่านๆ ก็ยังวางมาดขรึม ตีมึนไม่รู้ไม่ชี้ ฟันธงโครมครามว่าเรื่องอัปมงคลประจำเทศกาลจะต้องลดลงเท่านั้นเท่านี้

ยังดีที่ไม่กล้าบอกจำนวนคนเจ็บคนตายบาคาร่าออนไลน์ นอกจากกำกวมว่าต้องลดลงเท่านั้นเท่านี้เปอร์เซ็นต์…แหม! เรื่องพูดจากั๊กๆ นี่คนใหญ่คนโตเมืองไทยถนัดนักเชียวค่ะตอนเช้าๆ เย็นๆ แกจะขี่มอเตอร์ไซค์ผ่านบ้านดิฉัน ถ้าพบกันแกจะร้องทักทายเหมือนสมัยก่อนว่า…ไปขี่รถเที่ยวกันไหมจ๊ะคนสวย? ดิฉันก็โบกมือให้แกแบบที่เคยทำมาสิบกว่าปีแล้ว

วันหนึ่งได้ข่าวร้าย…ลุงบุญเรืองถูกรถเมล์เฉี่ยวชนที่ปากซอย คอหักตายคาที่!

ตอนเกิดเหตุราวเดือนเมษายน มีคนเห็นผีลุงบุญเรืองพนันบอล ขี่รถแล่นช้าๆ ไปมาในซอยบ่อยครั้ง บางทีได้ยินเสียงเครื่องยนต์อย่างเดียวแต่ไม่เห็นรถและคนขับ ต่างขนหัวลุกเกรียวกราวไปตามๆ กัน เพราะจำได้แม่นว่าเป็นรถ ลุงบุญเรือ

 

กระทั่งเสียงนั้นใกล้เข้ามา ดิฉันยืนตัวแข็ง จ้องมองเห็นแต่ความว่างเปล่า กระทั่งเสียงรถแล่นมาหยุดอยู่ตรงหน้าบ้านใกล้ๆ ดิฉัน อากาศในเดือนเมษายนลดตัววูบลงจนเย็นเฉียบ แล้วมีเสียงที่แสนจะคุ้นเคยดังขึ้นชัดเจนว่า…ไปขี่รถเที่ยวกันไหมจ๊ะ คนสวย?

ดิฉันแทบจะปล่อยโฮใบหน้าร้อนวูบแล้วเย็นวาบ ปากลิ้นแข็งจนพูดอะไรไม่ออก ได้แต่นึกว่า…ไม่ไปหรอกค่ะ ลุงขา…หนูกลัวแล้ว! ลุงไปสู่ที่ชอบๆ เถอะนะคะ…

มีเสียงถอนหายใจยืดยาวตามด้วยเสียงหัวเราะเบาๆ อยู่ในลำคอ ครั้นแล้วมอเตอร์ไซค์ที่มีแต่เสียงก็ค่อยๆ แล่นห่างออกไปทางปากซอย ดิฉันยังสงสัยว่าทำไมถึงไม่ล้มแผละลงไปแต่แรก…แต่ที่แน่ๆ คือไม่กล้าออกไปรดน้ำต้นไม้ตอนค่ำอีกเลย

คืนหนึ่งก็เกิดเรื่องขนหัวลุกโดยไม่คาดฝัน!

ก่อนถึงสงกรานต์สองวันมีงานเลี้ยงที่บริษัท กว่าจะกลับได้ก็เกือบ 4 ทุ่ม ขณะขับรถจะเลี้ยวเข้าซอย เห็นมอเตอร์ไซค์คันหนึ่งแล่นตะบึงสวนทางมา คล้ายคนขับเมามายหรือบ้าคลั่งจนขาดสติ รถส่ายเหมือนงูเลื้อย ดิฉันตกใจเกือบจะเบรกอยู่แล้ว ไม่รู้ว่ารถบ้าคันนั้นจะพุ่งเข้าใส่หรือเปล่า?

ทันใดนั้นเอง เสียงเครื่องยนต์คุ้นหูก็ดังกระหึ่มขึ้นทางขวามือ!

เย็นวาบไปทั้งตัวเมื่อหันขวับไปมอง…

ลุงบุญเรืองกำลังควบรถพุ่งเข้าใส่มอเตอร์ไซค์คันนั้นเหมือนภาพในคืนฝันร้าย ดิฉันอยากจะหลับตาแต่ก็ลืมโพลง มองดูรถอุบาทว์คันนั้นหักวูบเข้าไปปะทะกับต้นไม้ข้างทาง เสียงโครมสนั่นเหมือนฟ้าผ่า ร่างคนขับลอยลิ่วขึ้นไปก่อนจะหล่นพลั่กลงมากองแน่นิ่งบนถนน

ไม่มีรถมอเตอร์ไซค์ของลุงบุญเรืองอีกแล้ว

มือเท้าอ่อนจนขับต่อไม่ไหว…ไทยมุงกับตำรวจเข้ามา ชายนั้นตายคาที่ เลือดไหลนองน่าเสียวไส้ นัยน์ตาเหลือกค้างลืมโพลง ทุกคนลงความเห็นว่าคนขับเมามายจนขับรถพุ่งชนต้นไม้เอง!

คงมีดิฉันคนเดียวที่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น…ขอบคุณค่ะ ลุงบุญเรือง!

ผีกับวิญญาณ

คืนนั้นรถในกรุงเทพฯ ติดสาหัสสากรรจ์ กว่าจะหลุดออกมาได้ก็สองยามเศษแล้ว โอ๊ตแนะนำว่าให้ไปเช้าวันเสาร์ดีกว่ามั้ย? แต่ผมบอกว่าไปคืนนี้แหละน่า เรายังหนุ่มไฟแรงจะกลัวเหนื่อยกลัวเพลียไปทำไม!

อีกอย่างหนึ่งผมก็คน นอนดึก ถ้าโอ๊ตง่วงก็นอนไปในรถแล้วกัน เราคงไปถึงปากช่องราวตีสองไม่เกินตีสาม สบายมาก! ถึงที่นั่นแล้วจะนอนให้สบาย ตื่นสายๆ สักเก้าโมงสิบโมงก็ยังได้

ขับรถตอนกลางคืนน่ะผมชอบมากเลย ไม่ร้อนและรู้สึกสงบลึกลับบอกไม่ถูกครับ

ตอน เข้าเขตปากช่องเครื่องยนต์เกิดสะดุดจนดับไปพักหนึ่ง ขณะนั้นราวตีสอง…บริเวณนั้นมืดสลัว…น่าแปลกที่แทบไม่มีรถร่วมทางเลย! มันน่าจะมีรถบรรทุก รถทัวร์บ้าง แต่นี่ว่างจริงๆ ถนนโล่งมองเห็นแล้วนึกถึงบรรยากาศในแดนสนธยา…ลมหนาวพัดวูบเล่นเอาผมขนลุก เกรียว

จู่ๆ เครื่องก็ติด เฮ้อ…โล่งอกไปที!

ผมออกรถแล่นไปได้ เดี๋ยวเดียว แสงไฟหน้ารถก็ส่องกระทบกับชายหนุ่มคนหนึ่ง ใส่เสื้อยืดสีขาวๆ กางเกงสามส่วนสีดำๆ เขาเป็นคนตัวเล็ก เตี้ยล่ำ ผมคงไม่ลืมใบหน้านั้นไปอีกนาน…หน้าที่แป้นกว้าง ผมกระเซิง จมูกแบน ตาโตและดำมากด้วย

ที่ผมมีเวลาพิศดูเขาขนาดนั้น เพราะทันทีที่แสงไฟส่องเขา หนุ่มนั่นก็โบกมือขอติดรถไปด้วย ผมชะลอรถทำท่าจะให้เขาขึ้นมา แต่โอ๊ตตบไหล่ผมอย่างแรง

“อย่าหยุด! ไปเลยๆ ไปเดี๋ยวนี้!”

ผม ได้สติก็บึ่งรถฉิว ความรู้สึกตอนนั้นบอกไม่ถูกเลยครับ คือจำได้ว่าเมื่อเห็นเขาโบกรถน่ะผมมึนๆ งงๆ เหมือนเคลิ้มฝัน จนได้ยินเสียงโอ๊ตสติก็กลับมา ครั้นแล้วก็อดรู้สึกผิดไม่ได้…ผมน่าจะรับเขาขึ้นมาด้วย เหมือนคนใจร้ายจริงๆ

“ไม่เห็นเหรอ…” โอ๊ตเสียงสั่น “ตอนแกจอดรถน่ะ แสงไฟกระทบตามันแดงจ้าออกมาเลย น่ากลัวเป็นบ้า..ท่าจะไม่ใช่คน!”

ฟัง แล้วสยอง…ผมไม่ได้เห็นแสงจากนัยน์ตาคู่นั้นหรอกครับ เพียงแต่สะกิดใจว่ามันดำเหลือเกิน…เป็นลูกตาที่ดำใหญ่เกือบเต็มรูปตา ยอมรับเลยครับว่ามือไม้อ่อน เสียวที่มือและฝ่าเท้าแต่ก็ตั้งสติให้มากขึ้น ไม่ขับตะบึงแบบคนเสียสติ ตาก็มองกระจกหลังตลอด

ผมกับโอ๊ตเสียวสันหลังจนกระทั่งรถเลี้ยวเข้ารีสอร์ตของเรา แต่ความกลัวก็ยังอยู่ในใจ

 

หลังจากนั้นก็จัดการปรับปรุงพื้นที่ ปลูกต้นไม้ ดอกไม้และทำสระว่ายน้ำกับบังกะโลสิบกว่าหลัง ทางด้านตะวันตกยังมีภูเขาซึ่งระเบิดทำหิน จนกลายเป็นเนินเขาเตี้ยๆ ดูสวยไปอีกแบบ

ผมมีอาชีพทางนี้อยู่แล้วก็เลยไปช่วยดูแลการเริ่มต้นของกิจการด้วยความเต็มใจ

ทีแรกกะว่าจะเปิดรีสอร์ตนี้ในเดือนตุลาคม ซึ่งเป็นช่วงเปิดเทอมภาคกลาง และต้อนรับการท่องเที่ยวป่าเขาในฤดูหนาว แต่ด้วยปัญหาการก่อสร้างทำให้ทุกอย่างล่าช้าก็เลยต้องเลื่อนไปเปิดตัวเอา เดือนธันวาคม ช่วงเทศกาลปีใหม่

ระหว่างนั้น ผมกับโอ๊ตก็ขึ้นๆ ล่องๆ กรุงเทพฯ กับปากช่องแทบทุกสัปดาห์ โดยผมพยายามเคลียร์งานให้เสร็จภายในวันศุกร์ โอ๊ตจะมาหาที่ทำงานและใช้รถผมขับไปปากช่องด้วยกัน…

ศุกร์สุดท้ายของเดือนนั้นก็ตรงกับคืนฮัลโลวีนพอดี!

ผมไม่ได้คิดอะไรมาก แต่กว่าจะเสร็จงานก็ปาเข้าไปเกือบห้าทุ่มแล้วครับ

 

ถ้าผมหยุดรับเขาขึ้นมาล่ะ จะเกิดอะไรขึ้น?

เราเอาของออกจากรถ แล้วเดินเข้าบังกะโลหลังหนึ่งที่แม่บ้านเตรียมเปิดห้องไว้ให้แอร์เย็นฉ่ำ เชียว…ขณะเดินออกมาเพื่อจะหยิบแล็ปท็อปในรถ ผมเห็นใครคนหนึ่งด้อมๆ มองๆ อยู่ข้างนอกรั้ว…เห็นหน้าแล้วเข่าแทบทรุดฮวบเลยครับ!

ผู้ชายคนนั้นเอง! ตาผมไม่ได้ฝาดแน่ รีบเรียกให้เพื่อนดู โอ๊ตก็เห็น…รีบบอกยามที่อยู่ตรงนั้น ยามหันไปมองแต่ไม่มีใครที่รั้วเลยสักคนเดียว

นับแต่วินาทีนั้น ผมไม่ได้เห็นเขาอีกเลย!

เขาเป็นใครก็ไม่รู้ แต่ทบทวนดูแล้วไม่น่าจะใช่คนแน่ จะว่าเป็นเจ้าป่าเจ้าเขาก็ไม่น่าจะใช่ หรือเป็นคนที่ประสบอุบัติเหตุตรงนั้นแล้วไม่รู้จะไปไหน… เอ๊ะ! หรือว่าเขาต้องการตัวตายตัวแทน

แต่ที่แน่ๆ คือผมจะพยายามไม่ขับรถผ่านเส้นทางนั้นตอนกลางคืนเด็ดขาด ถ้าเกิดเจอเขาเข้าอีกครั้งในยามค่ำคืน เผลอๆ ก็อาจจะช็อกตายคาที่ก็ได้ครับ! บรื๋อออ…

ผีโลงผุ

ผมย้ายมานอนห้องชั้นล่างที่เดิมเป็นห้องของสาวใช้ เสียอย่างเดียวที่ไม่มีห้องน้ำในตัว ตอนดึกๆ ถ้าปวดท้องก็ต้องเดินออกมาเข้าห้องน้ำที่อยู่ใต้บันได เสียวไส้น่าดู แต่คิดว่าถ้าผีมีจริงเธอคงจะไม่มาหลอกพี่ชายอย่างผมแน่ๆ

บางทีผมไม่กล้ามองไปที่ช่องมืดๆ ของทางขึ้นบันไดเลยครับ!

ที่ ต้องทนอยู่ก็เพราะข้อแรก ในบ้านยังมีข้าวของต่างๆ อีกไม่น้อย โดยเฉพาะหนังสือ ถ้วยโถโอชามที่คุณอาขนไปไม่หมด ท่านเป็นห่วงบ้าน กลัวว่าขโมยขโจรเข้ามาหยิบของไปใช้ตามอำเภอใจ อีกอย่างก็คือกลัวไฟไหม้เพราะไม่มีคนอยู่

ข้อสำคัญคือผมยังไม่มีปัญญาย้ายไปไหน…เงินไม่พอ! อยู่อย่างนี้ไปก่อนแล้วกัน

คืนหนึ่งหลังจากแอนตายไปสามเดือน ผมกำลังเคลิ้มก็พอดีได้ยินเสียงตึงๆ ที่ชั้นบน

เอา แล้วไง…มาล่ะซิ! ผมขนลุกซ่า เอื้อมมือเปิดไฟหัวเตียงแล้วลุกขึ้นนั่ง แหงนมองฝ้าเพดาน…อีกตึงแล้ว! เอ๊ะ…อะไร? จะว่าจิ้งจกตุ๊กแกมันก็ไม่น่าทำได้ขนาดนั้นนี่นา!

ตึ๊กๆๆ…เสียงวิ่ง อยู่บนบ้าน! ชัดแล้ว…ขโมยแน่! ผมจะต้องไล่มันไป ไม่กลัวครับ เชื่อว่ามันมาคนเดียว ฝีเท้ามันแค่หนึ่งคน และคงจะตัวเล็กๆ เบาๆ ด้วย

เสียงนั้นวิ่งไปวิ่งมา ผมมองตาม…มันจะวิ่งไปทำไม?

สักพักก็มีเสียงประตูเปิดแอ๊ด…ประตูห้องนอน! แล้วก็ปึง…เดี๋ยวเถอะ!

แอนทำใจไม่ได้ ดื่มยาล้างห้องน้ำตายอย่างทุรน ทุรายอยู่ในห้องนอนชั้นบนของเธอ!

ความตายของแอนน่าสะเทือนใจนัก คุณอานัยนาร้องไห้จนน้ำตาแทบเป็นสายเลือดด้วยความรักและเสียดาย…แอนเพิ่ง จะอายุแค่ 22 ปีเท่านั้น เพิ่งเรียนจบปริญญาสาขาบัญชีมาหมาดๆ ได้เกียรตินิยมด้วยครับ

คุณอาเป็นคนไปพบศพในตอนพลบค่ำหลังกลับจากที่ทำงาน…ยาล้างห้องน้ำมีโซดาไฟ ผสมอยู่ มันกัดหลอดอาหารและอวัยวะภายในจนเลือดทะลักออกทางปาก มือกำเกร็ง ตาเหลือกค้าง

เด็กสาวน่ารักกลายเป็นศพเน่าสยดสยอง น่าเวทนา เป็นภาพที่ติดตาคุณอาชนิดไม่รู้ลืม!

คุณอาและสามีกับสาวใช้ขนของออกจากบ้านนี้ไปอยู่คอนโดฯ บอกตรงๆ ว่ากลัวผี…ถึงอยากจะขายบ้านนี้แต่ก็ยังขายไม่ออก ผมเองซึ่งไม่กลัวผีอาสาอยู่เฝ้าบ้านนี้ให้

สรุปแล้ว ผมอยู่ในบ้านสองชั้นที่โอ่โถงนี้เพียงลำพัง ตอนกลางวันก็ปิดไว้เฉยๆ พอเลิกงานก็กลับเข้าบ้านซึ่งมืดตึ๊ดตื๋อไปทั้งหลัง ชาวบ้านชาวช่องถามว่าผมอยู่ได้ยังไง? ไม่กลัวผีเหรอ? ผมตอบว่าผมรักและสงสารแอนจนกลบความกลัว

แต่ถ้าถามว่าหวาดไหม? ต้องยอมรับว่าหวาดครับเพราะบ้านมันเงียบเหลือเกิน…ส่วนใหญ่ในบ้าน โดยเฉพาะชั้นบนทั้งชั้นมืดสนิท

นั่นไง! มันสะดุดอะไรล้มโครมคราม แล้วก็กลิ้งครับ…กลิ้งไปทางโน้นทางนี้

ไม่ใช่คนแล้ว! ผมขนลุกซ่า รู้สึกผมทุกเส้นตั้งชัน ปากคอแห้งผาก ถอยกรูดๆ คนอะไรจะกลิ้งได้ดังลั่นบ้านขนาดนี้! มันกลิ้งแล้วก็ดิ้นตึงๆ จากนั้นก็มีเสียงประตูเปิด มันวิ่งออกมาข้างนอก

ผมเผ่นล่ะ ทั้งที่ยังสวมชุดนอนก็เถอะน่า!

ตะลีตะลานเปิดประตูล็อกกระจก ไม่ยอมหันไปมองบันได พอเปิดประตูได้ก็วิ่งแน่บออกไปที่ถนนในซอย เงินติดตัวก็ไม่มี กุญแจรถก็ไม่ได้เอามา…มันยังอยู่ในห้องนอนโน่น ผมไม่เอาแล้วล่ะครับ

โทรศัพท์มือถือก็อยู่กับกุญแจรถน่ะแหละ สรุปว่าผมวิ่งออกมาตัวเปล่า…เอ๊ย! ไม่ใช่…ใส่แต่ชุดนอน!

สุดท้ายผมก็ไปกดออดเรียกน้าแจ่มเพื่อนบ้าน ถึงจะดึกดื่นเกือบตีสองแล้วก็เถอะ

น้าแจ่มตกอกตกใจ พอเห็นว่าเป็นผมเธอก็เข้าใจโดยไม่ต้องถามสักคำ เปิดบ้านให้ผมไปนอนสั่นเป็นลูกนกโดนลมหนาวเพราะกลัวผีอยู่ในห้องรับแขก

นี่ล่ะครับประสบการณ์ของผม มันจะเป็นอะไรล่ะถ้าไม่ใช่ผี?

ขอสรุปอีกทีว่า คนเราต่อให้รักกันแค่ไหน ตายไปก็เป็นผี มันน่ากลัวสุดขีดเลยล่ะครับ!

โรงแรมผี

เรื่องยังไม่จบแค่นี้ ในวันรุ่งขึ้นทุกคนก็เจอเรื่องเดิมอีกจนเขาบอกว่าเริ่มชินแล้ว คือ จากกลัวจนเลิกกลัวแล้วเพราะเหนื่อยจากการทำงานกันมาก วันนี้ฉันและพี่ที่อยู่ห้องเดียวกันอีกคนยังไม่ไปที่ทำงานเพราะต้องเคลียร์ งานกันในห้อง เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยก็จะไปยังสถานที่ทำงานจึงเดินออกมาปิดล็อกห้องอย่าง ดี แต่ห้องของพี่ผู้ชายกลับเปิดอ้าไว้ทั้งที่พวกเขาออกไปทำงานกันหมด ฉันกำลังจะไปปิดประตูให้แต่พี่ผู้ชายเดินออกมาจากลิฟท์พอดี ฉันจึงตำหนิเขาว่าเปิดประตูทิ้งไว้ทำไม เพราะมีของมีค่าอยู่เยอะมาก พวกเขาก็ยืนยันว่าปิดล็อกเรียบร้อยแล้ว พี่ผู้ชายคนหนึ่งพูดขึ้นว่าน้องมาเปิดนะสิ เมื่อวานเขาก็เห็นว่าน้องเปิดประตูรอพวกเขากลับมา เท่านั้นแหละทุกคนก็รีบชวนกันลงมาข้างล่างทันที สี่วันผ่านไปอย่างร้อนๆ หนาวๆ ในที่สุดก็ได้กรับกรุงเทพสักที รู้สึกดีใจมากๆ เพราะรู้สึกกลัว ไม่อยากเจอ แม้จะรู้สึกบ้างแต่ยังดีที่ไม่เคยเห็นแบบจะๆ ก่อนกลับก็ถามแม่บ้านที่โรงแรมจึงได้ความว่า เคยมีนักท่องเที่ยวที่เป็นเด็กเสียชีวิตที่นี่ และเขาก็ไม่ไปไหน ยังคงวนเวียนชวนให้แขกที่มาพักไปเล่นกับเขาอยู่แบบนี้มานานแล้ว อยู่มานานแล้ว…….

ฉันจึงเข้าใจว่าพวกเขาคงแอบไปเที่ยวกลางคืนกันเป็นแน่ จึงไม่ได้ถามไถ่อะไร และพวกเขาก็ไม่พูดอะไรด้วย จากนั้นพวกเราก็ไปทำงานกัน จนกระทั่งใกล้จะเลิกงาน พวกผู้ชายเริ่มมีอาการไม่อยากกลับที่พัก ทั้งที่ดูง่วงหง่าวหาวนอนกันเป็นทิวแถวแท้ๆ ถามกันไปมาจนได้ความว่า พวกเขาเจอ “ผีเด็กมาเล่นด้วยทั้งคืน!!!” เมื่อเอาผ้าห่มคลุมโปง ผีเด็กก็ดึงผ้าห่มออกอยู่แบบนั้น และวิ่งไปมาภายในห้องอย่างสนุกสนาน (สนุกอยู่คนเดียว) ทำให้พวกเขาต้องอยู่ในอาการหวาดผวา แต่ก็มีคนกล้ากว่าเพื่อน พูดออกมาว่าไม่เล่น จะนอนแล้ว เท่านั้นแหละผีเด็กก็เริ่มลามือ และยอมให้พวกเขานอนแต่โดยดี พี่ๆ บอกว่าไม่อยากเล่าให้ฟังเพราะไม่อยากให้พวกเรากลัวกัน เพราะห้องก็อยู่ติดกันแค่นี้เอง

น่าแปลกที่ห้องของฉันกลับไม่มีใครเจอเลย แต่หัวหน้าที่นอนอยู่ห้องถัดไปกลับเจอเช่นเดียวกัน อาจเป็นเพราะก่อนนอนฉันสวดมนต์ แผ่เมตตา และขออนุญาตสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของสถานที่นั้นแล้วก็เป็นได้ เมื่อคิดได้ดังนั้นก็ได้แต่โล่งใจ แต่แล้วในวันถัดมา ฉันต้องเอาข้อมูลของงานลงเครื่องคอมพิวเตอร์ซึ่งอยู่ในห้องของผู้ชาย ฉันและพี่ๆ ที่ทำงานก็นั่งกันในห้องนั้น ทุกคนนั่งทางด้านซ้ายมือของฉันกันหมด ระหว่างที่ฉันนั่งเก็บข้อมูลอยู่นั้นก็รู้สึกเหมือนมีใครเอาหน้ามาเกยไว้บน ไหล่ทางด้านขวาจนรู้สึกเหมือนแก้มแทบจะชนกันจึงหันขวับไปดูเพราะคิดว่าพี่ๆ แกล้ง แต่ปรากฎว่าทุกคนนั่งคุยกันอยู่ที่เดิม เมื่อฉันถามเขาก็ทำหน้างงกันหมด และยืนยันว่าไม่ได้เดินมาทางนี้กันเลย เท่านั้นแหละฉันรีบเรียกพี่อีกคนมานั่งเป็นเพื่อนทันที

เรื่องยังไม่จบแค่นี้ ในวันรุ่งขึ้นทุกคนก็เจอเรื่องเดิมอีกจนเขาบอกว่าเริ่มชินแล้ว คือ จากกลัวจนเลิกกลัวแล้วเพราะเหนื่อยจากการทำงานกันมาก วันนี้ฉันและพี่ที่อยู่ห้องเดียวกันอีกคนยังไม่ไปที่ทำงานเพราะต้องเคลียร์ งานกันในห้อง เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยก็จะไปยังสถานที่ทำงานจึงเดินออกมาปิดล็อกห้องอย่าง ดี แต่ห้องของพี่ผู้ชายกลับเปิดอ้าไว้ทั้งที่พวกเขาออกไปทำงานกันหมด ฉันกำลังจะไปปิดประตูให้แต่พี่ผู้ชายเดินออกมาจากลิฟท์พอดี ฉันจึงตำหนิเขาว่าเปิดประตูทิ้งไว้ทำไม เพราะมีของมีค่าอยู่เยอะมาก พวกเขาก็ยืนยันว่าปิดล็อกเรียบร้อยแล้ว พี่ผู้ชายคนหนึ่งพูดขึ้นว่าน้องมาเปิดนะสิ เมื่อวานเขาก็เห็นว่าน้องเปิดประตูรอพวกเขากลับมา เท่านั้นแหละทุกคนก็รีบชวนกันลงมาข้างล่างทันที สี่วันผ่านไปอย่างร้อนๆ หนาวๆ ในที่สุดก็ได้กรับกรุงเทพสักที รู้สึกดีใจมากๆ เพราะรู้สึกกลัว ไม่อยากเจอ แม้จะรู้สึกบ้างแต่ยังดีที่ไม่เคยเห็นแบบจะๆ ก่อนกลับก็ถามแม่บ้านที่โรงแรมจึงได้ความว่า เคยมีนักท่องเที่ยวที่เป็นเด็กเสียชีวิตที่นี่ และเขาก็ไม่ไปไหน ยังคงวนเวียนชวนให้แขกที่มาพักไปเล่นกับเขาอยู่แบบนี้มานานแล้ว อยู่มานานแล้ว…….

 

วิญญาณร่อนเร่

เมื่ออาทิตย์ก่อนไปเยี่ยมญาติที่พิษณุโลกเสียหลายวัน ถามข่าวคราวถึงพี่น้องที่บางระกำว่าจะทนทานไปได้แค่ไหน? คนเราจะเห็นใจกันก็ในยามทุกข์ยากเดือดร้อนแบบนี้ล่ะค่ะ ช่วยอะไรไม่ได้ก็ปลอบอกปลอบใจกันไปตามเพลง

กลับบ้านคืนแรกก็เจอดีเลยเชียว!

วัน นั้นฟ้าครึ้มทั้งวันแต่ไม่มีฝน พวกลูกๆ หลานๆ ป้าได้รับของฝากจากเมืองสองแควแล้วก็หายเงียบ อยู่ข้างบน ป้าอาบน้ำกินข้าวว่าจะเข้าไปเอนหลังเสียหน่อย ราวสองทุ่มกว่าๆ ก็ได้ยินเสียงเรียกป้าแย้ม…ป้าแย้ม…มาจากหน้าต่าง

ได้ยินเสียงก็ จำได้ว่าเป็น แม่แตง คนในซอย เป็นม่ายผัวตายตั้งแต่อายุสี่สิบต้นๆ แต่แกก็ขยันทำมาหากินเลี้ยงลูกชายสองคน กลางวันขี่จักรยานส่งขนมปัง หรือเรียกกันโก้ๆ ว่า “เอเยนต์เบเกอรี่” ตอนบ่ายเดินโพยหวย ตกค่ำออกตามขาไพ่ถ้ามากันไม่ครบสำหรับไพ่ตอง หรือน้อยคนเกินไปสำหรับวงผสมสิบกับป๊อกเด้ง

ไหนจะปั่นรถไปซื้ออาหารมา เลี้ยงพวกขาไพ่อีกล่ะ อย่างก๋วยเตี๋ยว บะหมี่ หรือราดหน้า ผัดซีอิ๊ว …ขาดขา (ไพ่) จริงๆ แม่แตงก็ต้องลง “คันขา” ไม่งั้นไม่ครบองค์ประชุมเจ้าค่ะ

น้ำท่วมบ้านถึงชั้นสอง หลายๆ หลังอยู่ที่ลุ่มหน่อยก็ถึงกับเกือบมิดหลังคา ข้าวของพินาศวอด วายไปกับสายน้ำ ไร่นาล่มจมถึงกับสิ้นเนื้อประดาตัวไปตามๆ กัน ต้องออกมานอนเรียงรายตามข้างถนนเป็นคนจรจัด! ไม่รู้ว่ารัฐบาลจะช่วยเหลือหรือแก้ไขเยียวยายังไงมั่ง?

ข้อสำคัญจงอย่าลืมผู้คนทุกข์ยาก แสนจะลำเค็ญสุดๆ ก็แล้วกัน เจ้าประคุณเอ๋ย!

จะว่ารอดตัวเพราะมาอยู่ตลิ่งชันก็พูดไม่ได้เต็มปาก ไม่รู้ว่าน้ำเหนือ จะไหลบ่าเข้ามาถล่มกรุงเทพฯ เมื่อไหร่? ยิ่งแถวเหนือขึ้นไปมีฝนตกกระหน่ำทั้งวันทั้งคืน จนเขื่อนเจ้าพระยา รับน้ำไม่ไหว คนปากน้ำโพอ้อนวอนให้ปล่อยน้ำ แต่คนอยุธยาขอให้กักกันไว้ก่อนซักครึ่งนางกลางเดือน จะได้เก็บเกี่ยวข้าวกล้าได้ทันการณ์

แต่พระพิรุณท่านซ้ำเติมจนทางเขื่อนก็สุดทน ต้องพร่องน้ำลงมาจนได้แหละคุณ

ในยามเดือดร้อนกันแทบทุกหัวระแหงแบบนี้ ผีสางอีนางโกงก็คงจะอดอยากปากหมองเพราะไม่ มีใครทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ เลยออกมาเพ่น พ่านขอส่วนบุญ แต่ผู้คนเห็นเข้าก็อกสั่นขวัญแขวน บอกว่าโดนผีหลอกจนขนหัวลุกไปตามๆ กัน

ป้าเองก็โดนเข้าจังเบอร์เลยค่ะ!

 

ร่างผอมดำ ผมตัดสั้นเป็นกระเซิง ดูแข็งแรงเกินตัว ไม่ว่าใครก็เวทนาแม่ม่ายตัวคนเดียวที่ต้องเลี้ยงลูกกำลังกินกำลังนอน และเรียนหนังสือถึงสองคนกันทั้งนั้น…ขนาดป้าว่าจะเอนหลังเสียหน่อยก็ยังอด ตามแกไปบ้านแม่ระเบียบที่เขาติดบ่อนป๊อกเด้งไม่ได้

อ้อ! ต้องมาเรียกขานกันเบาๆ แล้วตามกันไปเงียบๆ ด้วยนะคะ เพราะพวกลูกหลานป้ามันคอยห้ามปราม หรือไม่ก็กระแหนะกระแหน ไม่อยากให้ไปเล่นไพ่ดึกๆ ดื่นๆ อดตาหลับขับตานอน เดี๋ยวก็จะเป็นลมเป็นแล้งไป แต่ป้าก็ทำเสียงแข็งว่าเรื่องของฉัน ทำงานงกๆ มาแต่สาวยันแก่แล้ว ก็อยากจะหาความสุขก่อนตายให้ตัวเองมั่ง!

ที่จริงป้าชอบไพ่ตองมากกว่า มันสุขุมนุ่มนวล ดี ไม่ต้องรีบล่กๆ ตาหูเหลือกเหมือนผสมสิบหรือป๊อกเด้ง เสียแต่ขาไพ่ตองมักเป็นคนแก่ขนาด 70-80 ขึ้นทั้งนั้น ค่อยๆ ทยอยอำลาไปเกิด ใหม่ แทบจะหาคนเล่นให้ครบ 7 คนได้ยากเย็นเต็มที

ป๊อกเด้งก็ป๊อกเด้ง เดี๋ยวก็ 2 เด้ง 3 เด้ง…จะเด้งเขาหรือเด้งเราก็วัดดวงดูแล้วกัน

ขึ้นบันไดไปบนบ้านแม่ระเบียบ มีรั้วรอบขอบชิด หมาเห่าเบาๆ ตามประสาหมาปากเปราะแม้ว่าจะคุ้นเคยกันดี เจอะเจอขาไพ่ 3-4 คน ก็ไม่แปลกใจอะไรเพราะแม่แตงบอกว่าจะไปตามขาไพ่อีก 2-3 คน มาเพิ่มเติมให้ครึกครื้นหน่อย ก่อนจะแยกกันที่หน้าประตู

พี่ทองทิพย์ เท้าแชร์ประจำซอย แม่ถวิล แม่ชื่น กลับล้อมวงอยู่บนเสื่อกับเจ้าของบ้าน ถามไถ่กันว่าป้าหายไปไหนมาหลายวัน? ได้ข่าวว่าไปเยี่ยมญาติโดนน้ำท่วมต่างจังหวัด…อ้อ! แล้วนี่ป้ากลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่? ทำไมถึงรู้ว่าพวกเรากำลังรอขาอยู่พอดี?

“แม่แตงไปตามน่ะซี” ป้าตอบไปตามตรง “เพิ่งแยกกันที่หน้าบ้านเมื่อตะกี้…”

เสียงวี้ดว้ายดังระงม ทุกคนผงะหน้าเบิกตากว้าง แม่ชื่นยกมือปิดปาก เบิกตาโพลง ส่วนพี่ทองทิพย์อ้าปากค้าง แม่ถวิลเรอเอิ๊กเหมือนจะเป็นลม แม่ระเบียบเจ้าของบ้านครางเบาๆ ว่า…ยายแตงเป็นลมตายเมื่อตอนเย็นนี้เอง ตอนนี้ศพยังอยู่ที่วัด! โอย…

บ่อนป๊อกเด้งยังปิดเงียบเชียบมาจนเดี๋ยวนี้…แต่ป้าน่ะเข็ดเรื่องเล่นไพ่ไปจนตายเลยค่ะ กลัวจะมีผีมาตามเข้าบ่อนน่ะซีคะ! บรื๊ออออ….

ทางผีผ่าน

เสียงผู้คนร้องกรี๊ดกร๊าดวี้ดว้ายดังระงมไปหมด รถไฟหยุดไม่ทันแน่ๆ ล้อเหล็กหั่นแขนขาเนื้อตัวขาดกระเด็นน่าสยดสยองสิ้นดี ขนาดการรถไฟใช้ที่กั้นทางข้ามแล้วนะคะเพื่อป้องกันอุบัติเหตุ แต่ห้ามคนฆ่าตัวตายไม่สำเร็จ

ผีทางรถไฟแถวสะพานดำที่เคยซาไปก็กลับดังขึ้นมาใหม่ ตอนกลางคืนมีคนเห็นห้อยโหนโยนตัว หัวขาดแขนขาขาดเป็นประจำ!

ซอย บ้านดิฉันอยู่ใกล้ๆ สี่แยก ตรงข้ามซอยเข้าวัดจอมสุดาราม หรือวัดไพรงามพอดี เป็นซอยเล็กมากจนทางกทม.ไม่ยอมเสียเวลาตั้งชื่อให้ แต่เราเรียกกันเองว่า “ซอยวัดใจ”

ความเล็กของซอยเข้าได้แต่รถมอเตอร์ไซค์ ถ้ารถตุ๊กตุ๊กจะเข้าซอยนี้ต้องมีคนขับเก่งจริงๆ ถึงจะเข้าได้ เพราะทั้งซ้ายทั้งขวาห่างรั้วสูงลิบไม่ถึงศอก ถ้ามีคนเดินอยู่ก็ต้องหยุดเดิน แนบตัวกับกำแพง รั้ว เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกเฉี่ยวชน

ต้องวัดใจกันว่ารถกับคน ใครจะหยุดก่อนกัน? ถึงเรียกว่าซอยวัดใจไงคะ!

นั่นคือสี่แยกทางรถไฟ ถนนนครไชยศรี ตัดกับสวรรคโลก ซ้ายไปสถานีสามเสน ขวาไปสวนจิตรลดา ไหนจะรถชนกันที่สี่แยก ไหนจะเกิดเรื่องรถไฟชนรถยนต์อีกด้วย

ที่น่ากลัวมากๆ คือรถไฟทับคนตายคาที่นี่ซิคะ สมัยก่อนเกิดเรื่องบ่อยมาก แถวสะพานดำข้ามคลองสามเสน ที่มีต้นทางจากแม่น้ำเจ้าพระยา ไหลเลียบวังศุโขทัยมาถึงวัดอัมพวัน, วัดสุคันธาราม…ไหล คดเคี้ยวไปจนถึงถนนพระรามเก้าโน่นแน่ะ

แม้ห่างจากย่านสาม เสนมาไกลแล้ว ที่นี่ก็ยังมีชื่อสถานีรถไฟสามเสนเหมือนกัน!

เมื่อราว 5-6 ปีก่อน มีผู้ชายนุ่งกางเกงลายพราง สวมเสื้อคอกลมสีขี้ม้าอยู่ดีๆ รถไฟขาขึ้นเปิดหวูดจะเข้าเทียบชานชาลา ชายผู้นั้นก็วิ่งไปนอนหงายขวางทางรถไฟดื้อๆ

ไม่จำเป็นจริงๆ รถตุ๊กตุ๊กก็ไม่อยากเข้าหรอกค่ะ แม้ว่าทางแคบที่ว่าจะไม่เกินร้อยเมตร ต่อจากนั้นก็เป็นทางกว้าง มีซอยเล็กๆ เป็นทางเดินอยู่ทางซ้าย บ้านช่องแน่นหนา ผู้คนคึกคักพอสมควร

ซอยนี้มีคนเข้าออกแทบไม่ขาดระยะ ส่วนมากใช้มอเตอร์ไซค์ คนที่เดินก็เดินจนชินแล้ว ล้วนแต่คุ้นหน้าคุ้นตากันทั้งนั้น พูดไปอีกทีก็ไม่มีอะไรน่ากลัวหรอกค่ะ….

อ้อ! ยกเว้นต้นโพธิ์ที่อยู่สุดซอย หรือจะพูดได้ตรงเผงก็ต้องบอกว่าอยู่กลางซอย!

ถ้ามองไปตรงๆ ก็จะเห็นต้นโพธิ์ใหญ่ ขนาดไม่สูงนักอยู่สุดทางพอดี…แต่ไปถึงจะมีทางเลี้ยวแคบๆ สั้นๆ อยู่ทางซ้าย แล้วเลี้ยวขวาออกไปอีกที เป็นต้นโพธิ์เก่าแก่หลายสิบปีแล้ว มีฐานปูนล้อมรอบ ชาวบ้านทั่วไปถือว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ มีผู้มาบนบานศาลกล่าวอยู่เนืองๆ

คงจะเกิดจากความเหนื่อยและเพลียมากกว่า ทำให้หูฟั่นเฟือน! ประสาทหลอน! ไม่อยากคิดอะไรมาก รีบเดินเร็วขึ้นเพราะรำคาญเนื้อตัว อยากอาบน้ำเปลี่ยน เสื้อผ้าเต็มทีแล้ว

ไม่ช้าก็เห็นโพธิ์ใหญ่ต้นนั้นยืนทะมึนอยู่ในแสงไฟ เยือกเย็น น่าแปลกที่เห็นใครนั่งกอดเข่าอยู่บนขอบปูนรอบโคนต้น ฟุบหน้านิ่งคล้ายนั่งหลับ อากาศก็ชักเย็นยะเยือกขึ้นทุกที

ขณะที่จะ เลี้ยวเข้าบ้านก็มองดูอีกครั้ง ร่างนั้นหายไปในชั่วพริบตาเดียว…หายไปต่อหน้าต่อตาดื้อๆ เล่นเอาดิฉันขนลุกซ่าไปทั้งตัว…คราวนี้เชื่อสนิทแล้วค่ะว่าเจ้าพ่อโพธิ์ ศักดิ์สิทธิ์เหลือเชื่อ อย่างน้อยผีก็มีจริงๆ ไม่อยากหลอกตัวเองว่าตาฝาดแล้วค่ะ!

ผ้าแพรสีต่างๆ สดใสเต็มโคนโพธิ์ มีทั้งพวงมาลัย ดอกไม้ ธูปเทียน ที่คนมาบนและแก้บน ร่ำลือกันมานานว่าเจ้าพ่อโพธิ์ให้หวยแม่น มีคนถูกหวยกันบ่อยๆ มาหลายปีดีดักแล้ว

ตอนกลางวันก็ดูสวยงามดีนะคะ หรือจะเป็นเพราะเห็นจนชินตาก็ไม่ทราบ แต่พอตกกลางคืนดูร่มครึ้ม ชวนให้เยือกเย็นวังเวงใจอย่างไรพิกล

นอกจากให้หวยแม่น ยังมีเสียงลือว่าผีดุอีกต่างหาก!

บ้านดิฉันอยู่ก่อนถึงต้นโพธิ์ พอเดินเข้าซอยพ้นทางแคบได้ไม่ไกลก็เห็นต้นโพธิ์โดดเด่น ไม่มองก็ต้องมองนะคะ… ก่อนจะเลี้ยวเข้าบ้าน แต่ไม่เคยเห็นอะไรน่ากลัวแม้ครั้งเดียว

ตัวเองไม่กลัวผี ไม่เคยถูกผีหลอกสักครั้ง! แต่ต้องขอบอกก่อนว่า “ไม่เชื่อก็อย่าลบหลู่” นะคะ ในที่สุดก็เจอดีเข้าจนได้!

เมื่อปลายปีนี้เอง ดิฉันเลิกงานตอนค่ำเพราะต้องเคลียร์ให้เรียบร้อยก่อนวันหยุดสิ้นปี นั่งรถสาย 14 จากประตูน้ำกลับบ้าน…พอเดินเข้าซอยก็รู้สึกเยือกเย็นชอบกล นึกได้ว่าเป็นฤดูหนาว แต่ผู้คนไม่รู้ว่าหายไปไหนหมด คล้ายกับมีเราเดินเข้าอยู่คนเดียว

มีมอเตอร์ไซค์ดังกระหึ่มมาจากข้างหลัง ตอนนั้นใกล้จะถึงทางแคบที่มีรั้วสูงๆ ทั้งสองข้างแล้ว ดิฉันแอบเข้าชิดซ้าย รถคันนั้นแล่นหวือผ่านไป…แต่ดิฉันยืนตัวแข็งทื่ออยู่กับที่

คุณพระช่วย! ไม่เห็นรถราสักคันเดียว มันมีแต่เสียงเท่านั้นเอง!

 

ผีของเล่น

คุณยายสมรเป็นคนตัวดำ อ้วนใหญ่ ปากร้าย แต่บางทีก็ดีใจหายได้เหมือนกัน…ตอนเสียชีวิตน่ะอายุ 76 ค่ะ โรคร้ายรุมเร้าสารพัด…ก่อนตายก็เป็นโรคงูสวัดอีกด้วยค่ะ!

ดูๆ ก็น่าสงสารเพราะไข้ขึ้นสูง ปวดและอ่อนเพลียจนลุกไม่ได้เลย…ต้องหอบหิ้วกันไปส่งโรงพยาบาล ทั้งที่โรคงูสวัดนี่เป็นแล้วก็หายได้ นะคะ แต่อาการคุณยายหนักมาก ดิฉันเป็นคน เฝ้าไข้เพราะตรงกับปิดเทอมใหญ่…ไม่ได้คิดว่า จะตาย นอกจากวันสองวันก็กลับได้

คุณยายเลยไม่ต้องจ้างคนรับใช้ ดิฉันกับแม่นี่แหละทำงานกันแทบทั้งวัน และต้องอดทนเมื่อถูกดุด่า บอกตรงๆ ว่าดิฉันไม่รักคุณยายสมรใจร้ายหรอกค่ะ

เวลาท่านดุแม่น่ะดิฉันเจ็บใจจริงๆ คุณยายเป็นคนเจ้าระเบียบ เอาแต่ใจตัวเอง ชอบระบายอารมณ์เอากับเราสองแม่ลูก จริงๆ แล้วท่านฐานะร่ำรวย มีลูกชายหญิงรวมแล้วถึงห้าคน แต่ทุกคนแต่งงานแล้วแยกบ้านไปหมด ไม่มีใครทนอยู่ด้วยหรอกค่ะ อยากปากร้ายนักนี่

เมื่อไปอยู่โรงพยาบาลราว 3-4 วัน คุณยายสมรก็ดูค่อยยังชั่วขึ้น พูดจาได้ แม้จะอ่อนระโหยโรยแรง แต่ก็ดีกว่าอยู่ที่บ้านซึ่งได้แต่กลอกตา

ทีแรกก็ดูดี แต่ตอนหลังๆ ชักเพ้อพิกล บางที ก็พูดกับใครที่มองไม่เห็นตัว ดิฉันก็กลัวซิคะ …แหม! อยู่โรงพยาบาลนี่นา เล่นพูดคุยกับอะไรไม่รู้ที่มาอยู่รอบๆ เตียง!

สายตาคุณยายสมรมักมองตามสิ่งที่ดิฉันมอง ไม่เห็น บางครั้งก็ยิ้มหรือหัวเราะเบาๆ เหมือนดูเด็กเล็กๆ วิ่งซนอยู่

พลบค่ำวันหนึ่ง ดิฉันอ่านหนังสือธรรมะให้คุณยายฟัง ขณะอ่านก็เห็นเงาแว่บๆ เหมือนมีใครเดินผ่านไป รีบเงยหน้าทันทีแต่ไม่มีใครสักคน…เราคงตาฝาดมั้ง! แต่แล้วเงานั้นก็ปรากฏขึ้นเรื่อยๆ ดิฉันเห็นจากทางหางตาเท่านั้น ถ้าหันไปมองตรงๆ ก็ไม่มีอะไร

สิ่งที่น่ากลัวคือ อยู่ดีๆ คุณยายถามว่าเห็นตุ๊กตา 2 ตัวที่มานั่งปลายเตียงนั่นมั้ย? แหม! ดิฉันแทบจะกลับบ้านทันทีเลยค่ะ คงเข้าใจนะคะว่ามันหลอนน่าดู

ยิ่งคนกลัวผี และนี่ก็เป็นโรงพยาบาลด้วยนะ!!

ถึงจะกลัวแค่ไหนก็ต้องทนอยู่ให้ได้ ตอนดึกๆ คุณยายหลับสนิทไปแล้ว ส่วนดิฉันยังไม่กล้าหลับตา…เป็นแบบนี้มา 2-3 คืนแล้วค่ะ พอง่วงมากก็จะผล็อยหลับไปเอง…แต่ก่อนหลับจะคอยลืมตามองรอบห้องอยู่หลาย ครั้ง

คืนนั้น พอเคลิ้มๆ ก็เห็นเด็กผมจุก 2 คน ท่าทางเป็นเด็กผู้ชาย นุ่งโจงกระเบนสีแดง มีสังวาลพาดอยู่ช่วงบนของลำตัวที่เปลือยเปล่า เด็กทั้งสองวิ่งเล่นรอบเตียงที่คุณยายสมรหลับอยู่…ดิฉันผวาสะดุ้งตื่นยัง แว่วเสียงเด็กหัวเราะเต็มหู แล้วค่อยๆ จางหายไปในที่สุด

เอ…ท่าจะฝันไปเองละมั้ง?” ความกลัวคงออกฤทธิ์ ผสมกับคำว่า “ตุ๊กตา 2 ตัว” ที่คุณยายสมรพูดเลยเก็บไปฝัน

รุ่งขึ้น คุณยายมีไข้ต่ำๆ แต่ตาลอย หน้าเหลืองนวล ดูสวยเชียวละทั้งๆ ที่เป็นคนอ้วนดำ ไม่น่าเชื่อเลยค่ะ! ดิฉันยังชมว่าคุณยายสวย…พอแม่มาเยี่ยม แม่ก็แอบกระซิบว่าเฝ้าคุณยายให้ดีนะ แม่สังหรณ์ใจยังไงไม่รู้

พอตกกลางคืน แม่ต้องกลับไปดูแลบ้าน ดิฉันเฝ้าไข้คุณยายตามเดิม

อีกแล้วค่ะ! พอนั่งเพลินๆ ก็เห็นอะไรแว่บหนึ่งทางหางตา คราวนี้เห็นสีแดงๆ มันทำให้นึกถึงร่างเล็กๆ ที่นุ่งโจงกระเบนแดง…ทันใดนั้น คุณยายสมรก็พูดขึ้นว่า “มารับแล้วเหรอจ๊ะ…เอาล่ะ! จะไปเดี๋ยวนี่ละนะ” แล้วก็เงียบเสียงไป

ดิฉันเห็นคุณยายเหม่อมองเพดาน นึกว่าท่านเพ้ออีกก็เลยจับแขนเขย่าเบาๆ

ต้องโทรศัพท์ตามลูกๆ ของท่านมาดูใจ…

คุณยายสมรสิ้นลมหายใจในคืนนั้น…เมื่อดิฉันเล่าเรื่องตุ๊กตา 2 ตัว หรือเด็กหัวจุก 2 คนที่เราเห็นเหมือนๆ กัน ใครๆ ที่ได้ฟังเรื่องนี้จะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า…นั่นคือยมทูต! น่าขนหัวลุกจังเลยนะคะ!

“ตุ๊กตา 2 ตัวนั่นมารับยาย! เห็นมั้ย…” เสียงแหบแห้งสั่นเครือดังขึ้นเล่นเอาผวา

“อะไร นะคะ…” ดิฉันได้ยินเสียงตัวเองราวคนใกล้จะร้องไห้เต็มที มือเท้าเย็นไปหมด แต่คุณยายกลับยิ้มนิดๆ พูดเสียงเบาแต่สดใสเหลือเชื่อ มันสั่นประสาทดิฉันสุดขีดจริงๆ ค่ะ

“เด็กหัวจุกโจงกระเบนแดงน่ะ น่ารักมาก… มาซีจ๊ะ แล้วเราจะได้ไปด้วยกัน!”

ราว สองชั่วโมงต่อมา คุณยายก็อาการทรุด ไม่รู้สึกตัว หมอและพยาบาลวิ่งกันวุ่น แต่ก็หมดหวัง …ชีวิตดิ้นรนที่จะออกจากร่างกายทรุดโทรม ใกล้หมดสภาพเต็มทีแล้ว…จนสำเร็จในที่สุด

คืนเรียกผี

ป้าแจ่มร่างเล็กบาง ผมดัดสั้นๆ ขาวโพลนเหมือนปุยสำลี…ยายเคยชมป้าแจ่มต่อหน้า ยังติดหูติดใจดิฉันมาจนถึงทุกวันนี้

“แม่แจ่มผมขาวสวย น่าอิจฉาจริงๆ เพราะฉันใจไม่ถึงเหมือนแม่แจ่ม ไม่กล้าปล่อยขาว เลยต้องย้อมผมเดือนละครั้ง”

สามี ป้าแจ่มเสียชีวิตไปเกือบสิบปี อยู่กับลูกๆ หลานๆ อีกหลายคน ตัวเองเป็นครูเก่า ออกมารับบำนาญกินทุกเดือนไม่เดือดร้อน ถึงสิ้นเดือนก็แต่งตัวออกไปรับบำนาญ ขากลับจะมีขนมและผลไม้มาฝากหลานๆ และเด็กข้างบ้านอย่างดิฉันกับพี่น้องเป็นประจำ

บ้านติดกันคือบ้านป้าแจ่ม อายุ 70 เศษ รุ่นเดียวกับยายดิฉัน แต่แม่เรียกว่าป้าแจ่ม ดิฉันกับพี่ๆ น้องๆ ก็พลอยเรียกป้าแจ่มไปด้วย สังเกตว่าถ้าได้ยินพวกเราเรียกแบบนี้ทีไร ป้าแจ่มจะยิ้มละไม นัยน์ตาเป็นประกายด้วยความขบขันระคนพออกพอใจมากๆ เลย

 

เมื่อดิฉันเรียน ม.ปลาย ป้าแจ่มก็ไม่ต้องไปรับบำนาญแล้ว แกบอกว่าตอนนี้เขาโอนเงินเข้าบัญชีให้เลย ดิฉันกับเพื่อนๆ ที่เคยไปวิ่งเล่นที่บ้านป้าแจ่ม ไปมาหาสู่กันเป็นประจำตั้งแต่เด็กจนรุ่นสาว ก็ยังไปหาป้าแจ่มตอนเย็น หรือไม่ก็วันเสาร์วันอาทิตย์อยู่เสมอ

ป้าแจ่มมีเก้าอี้นวมตัวโปรดอยู่ที่เฉลียงร่มรื่น มีทั้งกระดังงา, การะเวก, มหาหงส์ และสายน้ำผึ้งเลื้อยขึ้นตามค้าง ตอนหลังมีไม้เลื้อยพันธุ์ใหม่ ดอกสีขาวเป็นช่อหอมกรุ่น เราเรียกราชาวดี แต่ป้าแจ่มบอกเสียงหัวเราะว่า…ต้องเรียกไลแล็กซีจ๊ะ ถึงจะไม่เชย!

พวกเราขำกลิ้งไปตามๆ กัน ชอบฟังคำพูดแปลกๆ แต่น่าคิดน่าขำของป้าแจ่มทุกคนแหละค่ะ อย่างพูดถึงสวรรค์หรือเทวดา ป้าแจ่มก็จะบอกว่า

“ป้ารอว่าเมื่อไหร่จะได้พบคนที่ป้ารักเสียที! ไม่ว่าพ่อ แม่ ญาติมิตรสนิทสนม สามีกับลูกชายคนโตที่ตายจากไปตั้งแต่เด็กๆ ป้าไม่เชื่อเรื่องสวรรค์-นรก แต่เชื่อว่าโลกหน้ามีจริง ใครอยากไปที่ไหนก็ได้ไปที่นั่น! คืนก่อนลูกชายป้าก็มาหา…”

ขณะนั้นราวห้าโมงเย็นกว่าๆ อากาศครึ้มฟ้าครึ้มฝนจนดูเหมือนใกล้ค่ำ ลมพัดวูบ ยอดไม้ไหวซ่า เล่น เอาพวกเราเหลียวซ้ายแลขวาลอกแลก เสียงเยือกเย็นของป้าแจ่มก็ดังวู่หวิวคล้ายจะคละเคล้ามากับสายลม

“เขาบอกว่ามาหาแม่ มารอรับแม่…เวลาของแม่เหลือน้อยลงทุกทีแล้ว! พ่อกับตายายก็จะมารับแม่ด้วย…พวกเราจะได้อยู่ด้วยกันอีกครั้ง! พวกเพื่อนๆ ของแม่อีกหลายคนก็จะมารับเหมือนกัน…ไปด้วยกันเถอะแม่! เราจะได้มีความสุขเหมือนวันคืนเก่าๆ ไงล่ะ…”

“ต๊ายตาย!” ยุพดียกมือทาบอก ทำตาโต “น่ากลัวจังค่ะ”

ดิฉันกลืนน้ำลาย ขนลุกซ่าไปทั้งตัว มองดูนัยน์ตาอมสุขของป้าแจ่มแล้วใจหาย…เป็นนัยน์ตาของคนที่พร้อมจะอำลาโลก นี้ไปสู่โลกหน้า ด้วยความสุขและความหวังเต็มเปี่ยม

วันต่อๆ มาป้าแจ่มดูสดชื่นแจ่มใส มองพวกเราด้วยแววตายั่วเย้าและเอ็นดู

“จวนจะได้เวลาของป้าแล้ว อย่าคิดอะไรมากเลยหนู เมื่อคืนสามีป้าก็มาหา พ่อแม่พี่น้องเพื่อนฝูงอีกหลายคน…เกิดมาแล้วก็ต้องตาย ไม่มีใครอยู่ค้ำฟ้าได้หรอก! ความตายก็เหมือนการนอนหลับหรือฉากผ่านของชีวิต เป็นความฝันที่ไม่มีวันสิ้นสุดของคนเราเท่านั้นเอง”

จนกระทั่งคืนนั้น…เสียงหัวเราะเริงร่าดังมากระทบหูจนดิฉันสะดุ้งตื่น อากาศยามดึกเย็นยะเยือก เหมือนมีอะไรดลใจให้ลุกไปดูที่หน้าต่าง ตรงกับหน้าบ้านป้าแจ่มพอดี

“โอ๊ย! อย่าไปสนใจเลยว่าข้างบนโน้นจะมีจริงหรือเปล่า หรือถ้าเกิดมีจริงๆ ป้าก็คิดว่าเขาคงไม่อยากยุ่งกับพวกเราหรอก”

แต่ พวกเราก็มักจะมีปัญหาเรื่องการเรียน ทั้งการสอบไล่บ้าง สอบเอ็นท์ บ้าง…บางคนก็ผิดหวัง ทำ หน้าเศร้ามาหาป้าแจ่ม บางคนเงียบๆ เฉยๆ แต่บางคนหน้าตาซึมเซาเศร้าหมอง เอ่ยปากว่าจะทำยังไงดี ในเมื่อชีวิตมันไม่เป็นไปอย่างที่เราคิดเลย!

ป้าแจ่มถอนใจยาว บอกกล่าวด้วยใบหน้ายิ้มละไม

“เรา ก็ต้องฟันฝ่ามันไปน่ะซีจ๊ะ ถึงชีวิตจะผิดหวัง หม่นหมองแค่ไหน เราก็ต้องต่อสู้ต่อไป…ถ้าตอนนี้ยังยิ้มไม่ได้ ก่อนตายเราจะหัวเราะได้ยังไง? แต่ถ้าตายเมื่อไหร่ก็เป็นอันว่าได้หยุดพักไปตลอดกาลเมื่อนั้น”

ยุพดี เพื่อนรุ่นพี่ถามว่าตอนนี้ป้าแจ่มมีความหวังอะไรในชีวิตบ้างล่ะคะ?

คน อื่นๆ เงียบไปหมด แต่ก็อยากรู้คำตอบตรงกัน ป้าแจ่มถอนใจอีกครั้ง นัยน์ตาสีน้ำข้าวเหม่อลอย เหมือนกับกำลังมองหาบางสิ่งบางอย่างที่ไม่มีตัวตน ก่อนจะฝืนยิ้ม

หญิงชายกลุ่มใหญ่ยืนพูดคุยปนหัวเราะกันอยู่ที่ระเบียง ป้าแจ่มแต่งตัวเรียบร้อยเดินยิ้มแย้มออกมา ผมสีเงินยวงดูเป็นประกายอยู่ในแสงจันทร์…แล้วภาพเหล่านั้นก็ค่อยๆ เลือนรางจางหายไปจากม่านน้ำตาของดิฉันเอง!

ผีม่านหมอก

แสงไฟเริ่มเรืองรองขึ้นมาแล้ว ผมเดินไปที่คิวตุ๊กตุ๊ก ก็เห็นลุงหมาดกำลังคุยกับเพื่อนร่วมอาชีพ พอเห็นผมก็ปราดมาหา ผมขึ้นรถได้ก็เอนหลัง ถอนใจ…ลางไม่ค่อยดีแฮะ

สักพักนึกเอะใจก็เหลียวซ้ายแลขวา เอ๊ะ! ผ่านหน้ากรมสรรพสามิตไปทางวัดไพรงามนี่นา! ลุงหมาดเล่นตลกอะไรไม่ทราบ ร้องถามว่า…ลุงจะไปไหนน่ะ?

“อ้าว?” แกร้อง เงยหน้ามองผมทางกระจกหลัง “ตายห่…ขอโทษทีคุณ”

ความเร็วของรถทำให้เลี้ยวเข้าซอยคับแคบเหลือเชื่อไปแล้ว ขนาดครือๆ กับรถตุ๊กตุ๊กก็ว่าได้ แท็กซี่หมดสิทธิ์เข้า จะถอยก็สายเกินไปเพราะมีมอเตอร์ไซค์แล่นตามหลังมาติดๆ อาศัยว่าลุงหมาดขับรถหากินย่านนั้นมาหลายปี แกเลยขับต่อไปเรื่อยๆ พลางร้องบอกผมว่า…เดี๋ยวจะไปกลับรถข้างใน

ผีหลอก มักมีลางบอกเหตุล่วงหน้า เช่นอ่อนเปลี้ยเพลียแรงบ้าง จู่ๆ ก็เกิดปวดหัวตัวร้อนบ้าง ส่วนมากมักจะหงุดหงิด อารมณ์เสียง่ายๆ จิตใจฟุ้งซ่าน ขุ่นมัว ขาดสติ ถือว่าเป็นลางไม่ดี ทำให้ลมปราณแตก แยก วิญญาณต่างๆ ก็จะปรากฏให้เห็นง่ายที่สุด

ผมเคยประสบกับตัวเองมาแล้วครับ!

วันเสาร์อาทิตย์หยุดงาน ผมชอบเดินออกจากบ้านในซอยเล็กๆ ริมถนนพระราม 5 ตรงข้ามวัดน้อยนพคุณ เลี้ยวซ้ายมาทางราชวัตร ส่วนมากจะไปซื้อผลไม้ นมขวดและโยเกิร์ตกับหนังสือพิมพ์กรอบบ่าย ค่อนข้างพะรุงพะรังเอาการ เลยต้องเรียกตุ๊กตุ๊ก ไปส่งบ้าน

เมื่อต้นปีผมนั่งรถลุงหมาดบ่อยๆ จนกลายเป็นขาประจำกันไปเลย

ลุงหมาดอายุราวห้าสิบเศษ ผอมสูงผิวดำ ตาดุแต่อัธยาศัยดี พอขึ้นรถก็บึ่งไปทางสี่แยกเพื่อเลี้ยวขวาทันที ไม่ต้องบอกทางกันละเพราะส่งกันบ่อยๆ จนแกจำบ้านผมได้แล้ว

จนกระทั่งวันขนหัวลุก!

ฟ้าครึ้มมาตั้งแต่บ่าย แดดหุบโดยไม่มีทีท่าว่าจะโผล่ ดูคล้ายฝนจะตกแต่ก็ไม่ตกซักที ผมนึกได้ว่ารุ่งขึ้นเป็นวันจันทร์ เลยหยิบร่มเดินออกจากบ้านตอนเย็น กะจะรีบไปรีบกลับ

แวะร้านเครื่องเขียนหรูหราใกล้สี่แยก เข้าไปขอเติมหมึก (100 บาท) สาวสวยคนขายกำลังยืนเม้าธ์กับเพื่อนเพลิน หันมาบอกอย่างรำคาญว่า…ช้าหน่อยนะ กว่าจะได้ก็เย็นๆ

พูดเสร็จก็หันไปคุยกับเพื่อนต่อทันที ผมถามว่าเย็นไหน? เพราะตอนนี้ก็หกโมงเย็นแล้ว! เย็นนี้หรือเย็นพรุ่งนี้? เธอคงนึกได้เลยหันมาทำหน้าแหยๆ บอกว่าพรุ่งนี้ค่อยมาใหม่แล้วกัน! ผมอารมณ์บูดทันใดบอกว่าซื้อของที่นี่มาหลายปีแล้ว เพิ่งเคยได้ยินคนค้าขายพูดจาแบบนี้

“อย่ามาขายเครื่องเขียนเลยหนู ไปขายเครื่องเคราอย่างอื่นเถอะ”

แล้วผมก็ออกจากร้านทันที หน้าตาร้อนวูบวาบไปหมด คิดอีกทีก็ไม่น่าจะไปว่าแกแรงๆ แบบนั้น แต่ก็อย่างที่ว่า…ก่อนพูดเราเป็นนาย พูดไปแล้วคำพูดก็เป็นนายเรา!

พอไปซื้อที่เซเว่นก็เจออีก กำลังหิ้วถุงออกจากร้าน พอดีเห็นไฟฉายน่ารักแต่ป้ายบอกราคาตัวนิดเดียว แถมเลอะ เทอะอีกด้วย เลยหยิบให้สาวคนขายดู ถามว่าราคาเท่าไหร่? เธอดูๆ แล้วหันไปร้องลั่นร้านว่า…เฮ้ย! ไฟฉายนี่ราคาเท่าไหร่วะ?

ผมยั้งปากไม่อยู่ก็ร้องสวนไปว่า…ไม่รู้เหมือนกันโว้ย!

เธอหัวเราะกิ๊กกั๊ก คนอื่นๆ หันมามอง เพื่อนคว้าไปดูแล้วบอกราคา ผมสั่นหน้า…ไม่ซื้อว่ะ! ก่อนจะผลักประตูออกก็ได้ยินเสียงเหมือนเปิดเทป…วันหลังเชิญใหม่นะคะ!

ว่าแต่วันนี้เป็นอะไรหนอ…

ต้นโพธิ์ใหญ่ยืนทะมึนอยู่ตรงหน้าพอดี!

ท่าทางจะเป็นซอยตัน แต่โชเฟอร์หมาดหักซ้ายวูบแล�วเลี้ยวขวาอีกที…ชะลอรถให้มอเตอร์ไซค์แซงหน้าไป ก่อนจะเลี้ยวรถกลับ

สรรพสิ่งเงียบเชียบและเยือกเย็น ทั้งๆ ที่เพิ่งจะพลบค่ำไปไม่นาน…

ยอดโพธิ์พลิกใบล้อลม บางทีก็ส่งเสียงซู่ซ่าน่าใจหาย…ปรากฏว่าลุงหมาดหาทางกลับไม่เจอ เลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาตันไปหมด ร้องแต่ว่าเอาละวะ! แล้วตัดสินใจบึ่งไปข้างหน้าจนทะลุซอยใหญ่ตรงข้ามสถานีรถไฟสามเสน ซิกแซ็กมาจนถึงกองขยะท่วมหัวที่มีทางเข้าบ้านผมได้…เรียกว่าซอยฟักไข่

เมือถึงจุดหมาย ผมเลยให้แกไป 50 บาท ถือว่าเป็นค่าทิป 20 บาท

ลุงหมาดยกมือท่วมหัว บอกว่ามีอะไรดลใจให้ผมไปผิดทางก็ไม่ทราบ? จู่ๆ ก็ดันไปทางขวาแทนที่จะเป็นทางซ้าย แถมเลี้ยวเข้าไปในซอยแคบสุดๆ นั่นได้ยังไงก็ไม่รู้…สงสัยว่าผีบังตาจนแกเลี้ยวเข้าซอยเปลี่ยวใจ?

ข้างผมนึกถึงลางสังหรณ์ของตัวเอง ก็ได้แต่นึกอยู่ว่า…มิน่าล่ะ!