ผีต่างประเทศ

22 entries have been tagged with ผีต่างประเทศ.

ชำแหละสูตรผีบาคาร่า

ตอนเด็กๆ ไม่ว่าหญิงหรือชายก็ซุกซนพอกัน เช่น ชอบว่ายน้ำไปเกาะเรือโยงบ้าง จนถึงเล่นไต่เชือกที่ผูกโยงระหว่างเรือลำต่างๆ บางทีก็พกหนังสติ๊กเข้าสวน คอยยิงกระรอกตามสวนมะพร้าว เข้าสวนนั้นออกสวนนี้ได้ตามใจชอบ ไม่มีใครห้ามหวงเลย

สาเหตุก็คือกระรอกมันชอบแทะกินลูกมะพร้าวอ่อนๆ ให้เสียหาย ใครยิงกระรอกได้ 1 ตัว ก็จะได้รับมะพร้าวเป็นรางวัลถึง 10 ลูกเชียวค่ะ

นึก ถึงบรรยากาศของเรือกสวนร่มรื่น ปกคลุมด้วยเงาไม้เงียบสงบในครั้งนั้นก็อดใจหายไม่ได้ จำได้ว่าแม่น้ำลำคลองยังใสสะอาด กุ้งปลาชุกชุม ตามท่าเทียบเรือน่ะเขาจับกุ้งตัวใหญ่ๆ ด้วยมือเปล่าได้อย่างสบายมาก

พูดถึงลำคลองทำให้นึกถึงตาแร่มขึ้นมา!

ชาย ชราอายุห้าสิบเศษ ร่างเล็กแต่กำยำ ผิวคล้ำ ผมขาว นัยน์ตาดุ ชอบร่ำสุราเป็นอาจิณ เล่ากันว่าน้ำตาลเมากับปลาสลิดย่างเป็นของโปรดที่สุด ลูกเต้าเติบโตก็ไปอยู่กรุงเทพฯ หมด ตาแร่มอยู่กับยายเหลือสองคน ช่วยกันหากินทางตัดไม้โกงกางมาเผาถ่านขายตั้งแต่ครั้งหนุ่มสาวแล้ว

สอง ผัวเมียมีเรือขุดแบบโบราณทำจากไม้ตะเคียน สำหรับใช้ขนไม้ตะเคียนที่ตัดมาเต็มลำ…หลายๆ คนเชื่อว่าไม้ตะเคียนมีผีสิง แต่เราก็ใช้ทำเรือขุดมาหลายชั่วคนแล้วล่ะค่ะ

วันหนึ่ง ตาแร่มเสร็จงานก็เมาน้ำตาลอยู่หลังบ้าน ยายเหลือจะมาตักน้ำหรืออาบน้ำก็ไม่ทราบแน่ชัด ตาแร่มเรียกหาปลาสลิดย่างก็ไม่มีเสียงขานรับ ครั้นขัดใจลุกออกไปดูก็เห็นเมียแกคว่ำหน้าตายปริ่มๆ น้ำ

ลือกันว่าผีน้ำมาเอายายเหลือไปก็มี เชื่อว่าเป็นอาถรรพณ์เรือตะเคียนก็มี!

งาน ศพผ่านไปแล้ว พวกลูกๆ กลับไปหมด ตาแร่ม ออกไปตัดไม้โกงกางหากินตามเดิม ชาวบ้านเคยเห็นสองตายายบรรทุกไม้กลับบ้าน ใช้กระดานพาดเรือกับชายฝั่ง แล้วช่วยกันขนขึ้นซ้อนไว้เป็นกองใหญ่หน้าบ้าน…บัดนี้ ตาแร่มต้องทำเองคนเดียวทั้งหมด

หน้าตาแกหมองคล้ำลงไปทุกที ท่าทางดูหมดอาลัยตายอยาก ตอนเย็นๆ ก็นั่งซดน้ำตาลริมคลองคนเดียว สูบยาแดงวาบๆ จนเด็กเห็นตอนโพล้เพล้ถึงกับวิ่งอ้าวนึกว่าโดนผีหลอก

เคยเผาถ่านเองก็ขายไม้ถูกๆ ให้เขาเอาไปเผา เอาไปส่งโรงงานน้ำตาล แกเองก็ไม่ค่อยออกเรือไปตัดไม้โกงกางมาขายเหมือนเมื่อก่อน

หลาย คนเคยเห็นแกนั่งซดน้ำตาลเงียบเชียบ จู่ๆ ก็กวักมือไปที่เรือขุด ร้องเรียกเสียงดังจนได้ยินว่า…ขึ้นมาหาข้าซี ยายเหลือเอ๊ย! แกจะมัวนั่งกอดเข่าเจ่าจุกอยู่คนเดียวทำไม?

มองไปที่เรือโคลงเคลงนิดๆ ตามระลอกคลื่นก็ไม่เห็นใครซักคน เล่นเอารีบเดินหนีแข้งขาสั่น หัวใจเต้นครึก โครมไปตามๆ กัน

ต่อมาไม่นาน ก็มีคนพบศพตาแร่มนอนหงายเหยียดยาวอยู่ในเรือขุดของแก…นัยน์ตาเบิกโพลง มีแววสดใสคล้ายเห็นหน้าใครที่แกรอคอยมานานแสนนาน

บ้าน เล็กๆ หลังคาสังกะสีเก่าคร่ำก็กลายเป็นบ้านร้าง ในที่สุดก็ทรุดโทรมลงไปกองกับพื้น เรือขุดไม้ตะเคียนก็ไม่มีใครแยแส กลายเป็นเรือรั่วแตกร้าว…จมหายไปใต้น้ำ เหลือแต่เรื่องเล่าน่าขนหัวลุกมาถึงทุกวันนี้เท่านั้นเองค่ะ!

สาวยี่สาร” เล่าประสบการณ์ขนหัวลุกจากเรือขุดไม้ตะเคียน

ดิฉันเป็นคน ต.ยี่สาร อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม ที่เรียกกันติดปากว่า “แม่กลอง” ตั้งแต่สมัยก่อนมาถึงทุกวันนี้แหละค่ะ

สมัยเด็กๆ ได้ยินผู้เฒ่าผู้แก่เล่าให้ฟังว่า ตำบลยี่สารมีพื้นที่เป็นป่าชายเลนมากที่สุดในอัมพวา ชาวบ้านส่วนใหญ่มีอาชีพตัดไม้แถวนั้นไปขายโรงงานน้ำตาล เช่น ไม้ขวาก ไม้ตะบูน เป็นต้น ก่อนที่จะเริ่มปลูกไม้โกงกางมากขึ้น

ตอนแรกๆ ก็ตัดไปขายให้ชาวประมงนำไปเป็นเสาผูกเรือกับผูกโป๊ะเรือ จนมีคนค้นพบคุณภาพวิเศษของไม้ชนิดนี้ในเวลาต่อมา…นั่นคือนำไปเผาถ่านจะได้ ถ่านดีที่สุดค่ะ!

มีการหาพันธุ์ไม้โกงกางมาปลูกกันยกใหญ่ กลายเป็นอาชีพหลักที่มีเตาเผาถ่านทั้งเล็กและใหญ่แทบทุกบ้าน ไปตัดไม้โกงกางก็จะเพาะพันธุ์กล้าไม้ไว้เพื่อนำไปปลูกทดแทน

“ยิ่งเผาถ่าน ป่ายิ่งเพิ่ม!!”

คำพูดนี้เป็นความจริงค่ะ เพราะเราตัดไม้มาแล้วก็ปลูกขึ้นใหม่ ชาวยี่สารเห็นคุณค่าของไม้โกงกาง ขนาดมีการลงแขกกันปลูกกล้าไม้ กับช่วยกันขนถ่านไปโรงงาน นอกเหนือจากเรื่องอื่นๆ ที่พวกเราล้วนแต่ช่วยกันคนละไม้ละมือมาตลอด

เช่น การทำบุญ ชาวยี่สารก็จะทิ้งบ้านไปทำบุญกันหมดทุกคน ไม่ต้องมีการเฝ้าบ้าน ไม่เคยมีของหาย เวลามีคนตาย ญาติๆ ไม่จำเป็นต้องออกปากเชิญใคร แต่เพื่อนบ้านจะบอกข่าวกันต่อๆ ไป ไม่ช้าชาวบ้านก็แห่แหนมาเยี่ยมศพในวันแรกๆ จนเป็นประเพณีไปแล้ว

อ้อ! การไปงานศพน่ะไม่ได้ไปตัวเปล่านะคะ ทุกคนจะหอบหิ้วข้าวสาร น้ำตาล พริก หอม กระเทียม ไปช่วยเจ้าภาพอีกด้วย

 

จิตสังหารจากผี

 

บ้านดั้งเดิมสมัยพ่อแม่ที่เสียชีวิตไปเมื่อเร็วๆ นี้ อยู่ในซอยอารีย์ สนามเป้า ถือว่ามีบ้านช่องตึกรามคับคั่ง รถราก็ขวักไขว่หนาตาจนพูดได้เต็มปากว่าไม่เปล่าเปลี่ยวน่ากลัวอะไร ยกเว้นแต่จะมีพวกคนร้ายบ้างก็คงไม่แตกต่างกว่าตรอกซอย หรือในชุมชนอื่นๆ ทั่วไป

จนกระทั่งถึงน้ำท่วมใหญ่คราวนี้เอง! เพราะก่อให้เกิดความเดือดร้อนกับผู้คนนับแสนนับล้าน อย่างที่ไม่เคยพบเคยเห็นในชีวิต

เพราะน้ำท่วมใหญ่ที่กำลังทะลักเข้ารายล้อมเมืองหลวง เหมือนโดนข้าศึกเตรียมพร้อมจะโจมตีขั้นแตกหักในเร็ววัน…ทำให้ดิฉันต้อง เจอะเจอกับเรื่องสยองขวัญสั่นประสาทมากที่สุดตั้งแต่จำความได้เลยค่ะ!

ครองสามีปลอดภัย…หนังตาหนักอึ้งจิตใจจมดิ่งเข้าสู่ ภวังค์…ล่องลอยไปสู่ความว่างเปล่าและมืดดำราวกับตกไปสู่ห้วงเหวล้ำลึก…

มารู้สึกตัวอีกทีก็ได้ยินเสียงฝีเท้าหนักๆ ย่ำขึ้นบันไดมา

ทำให้ผลุนผลันจะไปถอดกลอน แต่ประตูเปิดผาง ร่างสามียืนทะมึน ใบหน้าซีกหนึ่งเปรอะเลือดสดๆ จนดิฉันยกมือขึ้นอุดปาก เบิกตาโพลง หัวใจแทบจะหยุดเต้นบัดดล!

คุณพระช่วย! ขณะที่ดิฉันกำลังจะวิ่งเข้าไปหา ใบหน้านั้นก็แสยะยิ้ม นัยน์ตาจ้องมองเย้ยหยัน สืบเท้าเข้ามาหาช้าๆ เล่นเอาดิฉันผงะหน้า ซวนเซถอยหลังไปที่เตียง… ท่ามกลางกลิ่นเลือดกับกลิ่นเหงื่อไคลคละคลุ้ง

นรกเป็นพยาน! แววตาขุ่นขวางเหมือนคนบ้าคลั่งคู่นั้น ไม่ใช่ดวงตาของสามีเราแน่นอน! ตรงกันข้าม มันคืออสุรกายที่แฝงมาในร่างสามีดิฉันนั่นเอง!!

พริบตานั้น ร่างอุบาทว์ก็ถาโถมพรวดเดียวเข้ามาถึงตัว สองแขนตวัดรอบเอวพลางระดมจูบหน้าตาที่เบี่ยงหลบบ้าคลั่ง กลิ่นเหม็นแทบสำลักพลุ่งเข้าจมูก แม้มันจะซุกหน้าลงที่ซอกคอด้วยอาการหื่นกระหาย ดิฉันพยายามดิ้นรนเต็มที่ ท่ามกลางเสียงฟืดฟาดไม่หยุดหย่อนจนแทบจะช็อกตายด้วยความหวาดหวั่นสุดขีด

สามีดิฉันทำงานอยู่แถวคลองจั่น กว่าจะขับรถกลับถึงบ้านก็มืดค่ำ ยิ่งเกิดน้ำท่วมในย่านนั้น ไม่ว่าวิภาวดีฯ โชคชัย จนถึงน้ำล้นคลองลาดพร้าวขึ้นมา ต้องหลบเลี่ยงเข้าซอย 48 มาออกสุทธิสาร ยิ่งทำให้กลับบ้านล่าช้าไปถึง 3-4 ทุ่ม ส่วนดิฉันทำงานอยู่โรงพยาบาลย่านราชวิถีใกล้ๆ บ้าน ทำให้รอดตัวไป

ปัญหาสำคัญก็คือเป็นห่วงสามีน่ะซีคะว่าจะหลบหลีก หรือฟันฝ่าสายน้ำที่เอ่อสูงขึ้นทุกทีมาได้หรือเปล่า?

ได้ยินเสียงแตรรถเบาๆ ป้าแจ่มที่นอนชั้นล่างไปเปิดประตูรับก็โล่งใจแล้วค่ะ

บ้าน ที่มีเพียงผู้หญิงสองคน แม้ว่าจะอยู่ใกล้ถนน มีเพื่อนบ้านเรียงรายคับคั่ง แต่ก็อดใจคอตึ้กๆ ตั้กๆ ไม่ได้…จนกระทั่งถึงคืนสยองขวัญที่ดิฉันคิดว่าคงจะเอาชีวิตไม่รอดแล้ว!

คืน นั้นกินอาหารค่ำแล้วดูทีวีที่มีแต่เรื่องน้ำท่วมจนจิตใจหดหู่ ยิ่งดูมาเป็นเดือนก็ยิ่งเครียดจนตัดสินใจขึ้นห้องนอน ส่วนป้าแจ่มก็ยังคอยดูละครหลังข่าวตามความเคยชิน…จิตใจว้าวุ่นสับสนบอกไม่ ถูก โทร.ไปหาสามีก็บอกว่าเขาห้ามเข้าซอยเดิมแล้ว ต้องย้อนกลับไปทางเก่าเพื่อหาทางออกสุทธิสาร ไม่แน่ใจว่าจะทะลุออกสะพานควายได้หรือเปล่า?

ดิฉันรู้สึกอ่อนล้าอิดโรยแทบจะสิ้นเรี่ยวแรง เอนหลังลงบนเตียง มือกำหลวงพ่อทวด ภาวนาให้ท่านช่วยคุ้ม

บัดดล ราวกับฟ้าแลบเข้าสมอง ดิฉันนึกถึงหลวงพ่อทวดที่เป็นมรดกตกทอดมาร่ำร้องอยู่ในอกว่า “หลวงปู่ช่วยลูกด้วย” ก่อนจะกำกระชากจากสร้อยคอขึ้นมาฟาดใส่หน้ามัน!

คราวนี้ภูตนรกแผดร้องโหยหวน ผงะหน้าราวกับโดนอาวุธประเคนเข้าใส่เต็มรัก สองแขนปล่อยร่างดิฉันที่ชูหลวงพ่อทวดเข้าหาร่างที่ถอยกรูดๆ ออกจากประตูไม่เหลียวหลัง…เกือบพร้อมๆ กับที่เสียงป้าแจ่มร้องเอะอะโวยวายมาเข้าหู

ดิฉันสะดุ้งเฮือก ลืมตาตื่นก็พบว่าตัวเองนั่งอยู่บนเตียงนั่นเอง!

หันขวับไปมองประตูก็พบว่ามันเปิดโล่ง รีบกระโดดลงไปที่นั่น ก่อนจะวิ่งลงบันไดเมื่อรู้แน่ว่าสามีกลับมาแล้ว…แต่แล้วก็ใจหายวาบเมื่อ เห็นป้าแจ่มยืนอยู่ข้างรถ ดิฉันถลาเข้าไปหาก็พบว่าสามีนั่งพิงประตู เลือดเปรอะใบหน้าข้างหนึ่งเหมือนกับภาพในฝันไม่มีผิด

ปรากฏว่ามีมอเตอร์ไซค์คันหนึ่งพุ่งเข้ามาชน ทั้งรถและคนขับกระเด็นไปข้างทาง เขาเองก็สิ้นสติไป…ไม่รู้ว่าขับรถมาถึงบ้านได้ยังไง?

ดิฉันหัวเราะทั้งน้ำตาเมื่อรู้ว่าสามีไม่เป็นอะไรมาก… แต่ขนหัวลุกน่ะซีคะ!

ผีหลอกในโรงแรมคาสิโน

มีพระบวชใหม่อยู่ห้องติดกัน คืนแรกผมก็กำชับให้สวดมนต์ก่อนนอนทุกคืน แต่เมื่อผมไปธุระที่บ้านเดิม 2-3 วันกลับมา พระรูปนั้นก็เข้ามาบอกเสียงสั่นเครือ หน้าตาซีดเซียวแทบจะเป็นคนละคน

“พอหลวงตาไม่อยู่ผมนอนไม่ได้เลย ต้นมะม่วงหลังห้องเขย่าโครมๆ จนผมต้องนอนคลุมโปงทั้งคืน”

ถามว่าสวดมนต์ทุกคืนหรือเปล่าก็ก้มหน้า ตอบ อ่อยๆ ว่าลืมไป! ในบาคาร่าออนไลน์ที่สุดก็ต้องย้ายไปอยู่ร่วมกับพระอีกด้านหนึ่ง

ทุก วันนี้กุฏิผมยังมีพระบวชใหม่มาอยู่ 7-15 วัน อย่างมากก็เกือบเดือน บางครั้งเอาไว้เก็บพัสดุต่างๆ มันเงียบสงบดีแม้ค่อนข้างจะเยือกเย็นน่าวังเวงใจก็ตามผมเองก็เหมือนกัน ถ้าคืนไหนลืมสวดมนต์ จิ้งจกจะร้องนอกห้องเพื่อมาขอส่วนบุญต้องแผ่เมตตาไปให้…จะเชื่อเรื่องผีๆ สางๆ หรือความเร้นลับเหนือธรรมชาติหรือไม่ โปรดพิจารณาด้วยตนเองเถิด!

สถานที่เกิดเหตุก็วนเวียนอยู่จังหวัดพิษณุโลกนี่แหละ แก่งโสภา วังทอง ทรัพย์ไพรวัลย์ เพราะผมบวชเรียนที่นั่นมานมนานกาเลแล้ว…วันนี้ก็มีเรื่องขนหัวลุกมาเล่า สู่กันฟังตามเคย

หลังจากเปลี่ยนสถานที่ ได้เปิดหูเปิดตาที่วัดเผ่าไทยเป็นเวลาพอสมควรแล้วกราบลาเจ้าอาวาสกลับมาอยู่ วัดเดิมของตน ต่อมาหลวงพ่อให้ผมมาอยู่วัดโสภาราม ตำบลแก่งโสภา ซึ่งใกล้ถนนใหญ่หน่อย

เมื่อผมไปกราบนมัสการเจ้าอาวาสท่านก็ดีใจหาย ให้ผมไปอยู่ท้ายสุดใกล้เมรุราว 20 เมตรได้ ท่านบอกว่าเงียบสงบดี ผมก็เห็นดีด้วยเพราะห่างไกลจากความวุ่นวายต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะเสียงเอะอะหนวกหูอันไม่พึงประสงค์คาสิโน

ครั้นเข้าไปเปิดห้องแล้วทำความสะอาด เล่นเอาอดสะอึกไม่ได้เมื่อนึกถึงเมรุเผาผีที่ว่า…พอเปิดหน้าต่างก็เจอแล้ว!

การทำความสะอาดกุฏิยังไม่เรียบร้อยดี ก็บังเอิญมีงานศพที่ศาลาสังเวชหน้าเมรุใกล้ๆ กันนั่นเอง

คืนแรกต้องมีการสวดพระธรรมแต่พระสวดไม่พอ ต้องไปนิมนต์พระจากวัดทรัพย์ไพรวัลย์มาจนครบ 8 รูปตามที่เจ้าภาพขอร้อง…งานสวดจะเริ่ม 2 ทุ่มตรง!

“ไปไม่กลับ หลับไม่ตื่น ฟื้นไม่มี หนีไม่พ้น” คือป้ายติดตาลปัตรที่พระเริ่มสวด

“กุสะลา ธัมมา…” เสียงเยือกเย็นชวนให้วังเวงใจดังขึ้นในความเงียบ ญาติโยมทุกคนพนมมือนิ่งฟัง…อาจจะนึกปลงอนิจจังได้ในความเป็นปกติธรรมดาของ สัตว์โลกทั้งหลายที่ไม่มีใครหลบหนีได้สำเร็จ

เมื่อสวดจบแล้ว พระก็แยกย้ายกันกลับกุฏิของตน ญาติโยมก็กินของว่าง บ้างก็หันหน้าพูดคุยกัน และบ้างก็งัดเอากระดานหมากรุกขึ้นมา…ส่วนหนึ่งจะหาอะไรทำแก้เหงาเพื่ออยู่ เป็นเพื่อนศพตามธรรมเนียม

ผมเองเมื่อเปิดกุฏิ เปิดไฟก็ถึงกับยืนคาสิโนตะลึงเมื่อเห็นจิ้งจกเต็มเพดานสิบกว่าตัว สายตาทุกคู่คล้ายจะจ้องมองผมเขม็ง พยายามทำใจให้เป็นปกติ นึกเสียว่าเป็นเพื่อนร่วมโลก ร่วมเกิด แก่ เจ็บ ตายเหมือนเรา…แล้วสวดมนต์เข้านอนตามเคย

งานสวดศพ 3 คืนผมก็ไปทุกคืน ตอนเช้าฉันเช้า ตอนเพลเลี้ยงอาหารพระ 20 รูป ตกบ่ายสวดมาติกาให้แก่ผู้ตาย แล้วนำศพเวียนเมรุ 3 รอบ (อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา) แล้วนำศพไปวางบนหน้าเตาเพื่อให้ญาติวางดอกไม้จันทน์ (จุติ จุตัง ปรมัง สุขัง)

พอเสร็จเรียบร้อยจุดไฟเผา พระก็เริ่มสวดหน้าไฟ กุสะลา ธัมมา เป็นเสร็จพิธี!

หลังจากอาบน้ำในตอนค่ำ อ่านหนังสือพิมพ์ที่ซื้อมา

ตามปกติ 2 ทุ่มผมจะเริ่มสวดมนต์ แต่คืนนั้นลืม พอผมมองดูเพดานก็รู้สึกใจวูบวาบพิกล…จิ้งจกไม่รู้มาจากไหนมากมายจนแทบจะดำ มืดไปหมด ผมจึงตั้งสติสวดมนต์แผ่เมตตาไปให้สรรพสัตว์มันก็จากไปเงียบๆ

น่าแปลกที่มองไม่ทันว่ามันหายไปทางไหนเร็วนัก หนา คล้ายๆ กับว่าพวกมันจะละลายหายไปในอากาศธาตุยังงั้นแหละ

ถ้าคืนไหนไม่สวดหรือสวดดึกบาคาร่าออนไลน์ มันจะร้องจนรำคาญ ต้องยอมแพ้มัน!

มีพระบวชใหม่อยู่ห้องติดกัน คืนแรกผมก็กำชับให้สวดมนต์ก่อนนอนทุกคืน แต่เมื่อผมไปธุระที่บ้านเดิม 2-3 วันกลับมา พระรูปนั้นก็เข้ามาบอกเสียงสั่นเครือ หน้าตาซีดเซียวแทบจะเป็นคนละคน

“พอหลวงตาไม่อยู่ผมนอนไม่ได้เลย ต้นมะม่วงหลังห้องเขย่าโครมๆ จนผมต้องนอนคลุมโปงทั้งคืน”

ถามว่าสวดมนต์ทุกคืนหรือเปล่าก็ก้มหน้า ตอบ อ่อยๆ ว่าลืมไป! ในบาคาร่าออนไลน์ที่สุดก็ต้องย้ายไปอยู่ร่วมกับพระอีกด้านหนึ่ง

ทุกวันนี้กุฏิผมยังมีพระบวชใหม่มาอยู่ 7-15 วัน อย่างมากก็เกือบเดือน บางครั้งเอาไว้เก็บพัสดุต่างๆ มันเงียบสงบดีแม้ค่อนข้างจะเยือกเย็นน่าวังเวงใจก็ตามผมเองก็เหมือนกัน ถ้าคืนไหนลืมสวดมนต์ จิ้งจกจะร้องนอกห้องเพื่อมาขอส่วนบุญต้องแผ่เมตตาไปให้…จะเชื่อเรื่องผีๆ สางๆ หรือความเร้นลับเหนือธรรมชาติหรือไม่ โปรดพิจารณาด้วยตนเองเถิด!

ฆาตกรรมจิตโหด

โทรศัพท์เครื่องที่ผมจะใช้อยู่กลางระหว่างบันไดกับคุณตา ผมเอ่ยปากอย่างสุภาพที่สุดว่าขออนุญาตโทรศัพท์ ท่านผายมือไปทางนั้นแล้วยิ้มให้ ผมค่อย โล่งใจแล้วย่องๆ ไปยืนโทรศัพท์ ตัวลีบเชียว

พอบอกแม่เสร็จก็วางหูเรียบร้อย แล้วหันไปไหว้ คุณตา คราวนี้ท่านยกมือรับไหว้

อ้าว? ท่านรับไหว้พร้อมๆ กับสลายไปในอากาศซะงั้น!

ผมแหกปากลั่น ไม่รู้โจนลงบันไดได้อีท่าไหน คนแตกตื่นกันทั้งบ้าน

ปรากฏ ว่าชายชราท่านนั้นเป็นคุณตาของเพื่อนผมจริงๆ แหละ ท่านตายไปตั้งหลายปีแล้ว ผมว่าคืนนั้นคนบ้านเพื่อนคงไม่เป็นอันหลับอันนอนกันล่ะ…แต่อย่าคิดว่าผีจะ มาเป็นอุปสรรคขัดขวางไม่ให้ผมไปบ้านนั้นนะครับ ผมยัง ไปเล่นกับเพื่อนเหมือนเดิม แต่ไม่ยอมอยู่จนค่ำมืดอีกเลย

ผมเป็นคนที่เจอผีบ่อยมาตั้งแต่เด็กแล้วล่ะครับ ไม่รู้เป็นเวรกรรมอะไรซีน่า! บางคนพอรู้เข้าก็มองผมอย่างอิจฉา เขาบอกว่าผมเท่ซะไม่มี! ก็เพราะผมมีซิกธ์เซนส์หรือสัมผัสที่หกไงล่ะครับ

เขาหาว่าผมมีอำนาจจิตพิเศษยิ่งกว่าคนอื่น!

บางคนก็เรียกผมว่า “คนเห็นผี” โธ่…คุณ! มันสยองสิ้นดีละไม่ว่า

การเจอผีของผมนี่ไม่นับที่มาเข้าฝัน หรือ “ผีอำ” ที่เราอาจแย้งได้ว่าเป็นจิตใต้สำนึกหรือประสาทหลอน จริงๆ แล้วผมฝันถึงผีเป็นเรื่องเจ๋งๆ ทั้งนั้นเลย

ผีที่ผมเจอชนิดที่นับว่าเป็นผีจริงๆ อย่างเถียงไม่ออก ก็ต้องเป็นประเภทที่เจอโดยไม่รู้อีโหน่อีเหน่ ยกตัวอย่างก็แล้วกันครับ…เอาเรื่องที่ผมประทับใจที่สุด!

เมื่อตอน 10 ขวบเป็นเด็กแสนซน ทุกเย็นเวลาเลิกเรียนแล้วผมชอบไปเล่นที่บ้านเพื่อนจนใกล้ค่ำถึงกลับบ้าน วันหนึ่งผมเล่นเพลินไปหน่อย เงยหน้าขึ้นอีกที…อ้าว? ฟ้ามืดตึ๊ดตื๋อ ตายละวา…รีบโทร.หาแม่ก่อนดีกว่า ป่านนี้เป็นห่วงแย่เลย

แม่ของเพื่อนอนุญาตให้ไปใช้โทรศัพท์ที่ชั้นบน เพราะเครื่องที่อยู่ข้างล่างมันเสีย ชั้นบนบ้านเพื่อนเย็นนั้นยังไม่มีใครขึ้นไป ทุกคนอยู่ชั้นล่างหมด ข้างบนเลยมืดๆ ผมขึ้นบันไดไปสู่ความมืดแล้วกดสวิตช์ไฟแก๊ก…

อุ๊ย! มีคุณตานุ่งกางเกงแพรสีเขียว ใส่เสื้อป่านคอกลมสีขาวๆ นั่งบนเก้าอี้โยก!

ลองนึกภาพตามนะครับ…พอขึ้นไปสุดบันไดก็เป็นที่โล่งกว้าง มีห้องนอนอยู่สองด้าน ตรงกลางเป็นลานที่เราสามารถเดินออกไปสู่ระเบียง…เป็นบ้านที่เย็นสบายเชียว แหละ

คุณตานั่งเก้าอี้โยกตรงสุดทางด้านโน้น คือใกล้ประตูที่จะออกระเบียง ท่านโยกเก้าอี้ดังออดแอดๆ แล้วมองผมเขม็ง…ผมยกมือไหว้ ท่านยกมือขึ้นข้างหนึ่ง พยักหน้า และมีสีหน้าอ่อนโยนลง

 

พอใกล้โพล้เพล้ก็ตัวใครตัวมัน ผมรีบกลับบ้านก่อนมืด แม่ก็สบายใจขึ้นด้วย

อีกเรื่องหนึ่งเกิดขึ้นตอนผมอายุ 28 แล้วล่ะครับ ไปเที่ยวบ้านเพื่อนอีกคนที่เชียงใหม่…บ้านเพื่อนคนนี้อยู่นอกตัวเมืองไป ราว 10 กิโลเมตร แต่ก็ยังเจริญ ไม่เป็นบ้านนอกแต่อย่างใด คือยังมีตรอกซอกซอย หมู่บ้าน ตึกแถว ร้านค้า ฯลฯ

คืนนั้นเพื่อนๆ ดื่มเหล้าเบียร์ ทำกับแกล้มกันสนุกสนาน เบียร์ที่ผมชอบเกิดหมดตอน 3 ทุ่ม…อ๊ะ! ไม่เป็นไร ผมไปซื้อที่ปากซอยได้ เพื่อนบอกให้เอาจักรยานไปแต่ผมอยากเดิน มันไม่ไกลนี่ครับ ราว 200 เมตรกว่าๆ เท่านั้นเอง

 

จริงอยู่ที่ตลอดซอยมีบ้านช่องสะพรั่งไปหมด แต่ 3 ทุ่ม เนี่ยชาวบ้านเขาเข้าบ้านนอนเงียบกันเกือบหมดแล้ว…มันก็เหมือนผมเดินเดียว ดายอยู่ปลายโลกร้างยังไงยังงั้น!

ระหว่างบ้านเพื่อนกับกลางซอยมีต้นมะขามสูงใหญ่ อายุคงจะหลายสิบปี เผลอๆ อาจจะเกือบร้อยปีก็ได้ ระดับ “มะขามเฒ่า” กิ่งก้านสาขาดูมันแข็งแกร่ง ใบดกหนา ร่มครึ้มมากๆ เลย

ขาไปผมเดินผ่านต้นมะขามได้ยินเสียงผู้หญิงร้องไห้ แต่ผมคิดว่าเป็นเสียงวิทยุหรือทีวีแว่วมา ก็ไม่ได้คิดอะไร แม้ว่าอากาศในฤดูหนาวค่อนข้างเยือกเย็น เล่นเอาขนลุกซู่บ่อยๆ ก็เถอะน่า

ขากลับ พอเดินผ่านมะขามต้นนั้น ผมเห็นอะไรสีขาวแวบๆ ทางหางตา ไม่อยากคิดว่าเหมือนคนนั่งบน กิ่งมะขามและห้อยขาลงมา…เมื่อไม่คิดก็ก้มหน้าซะ ไม่สนใจมอง

แต่พอเดินคล้อยหลังไม่กี่ก้าว ก็มีเสียงอะไรหนักๆ ตกจากต้นมะขามดังตุ้บ!

หันขวับไปดูตามสัญชาตญาณ ปรากฏว่าเป็นผู้หญิง ผมยาวแต่งชุดนอนขาวๆ โอ้โฮ! ผมโกยแน่บไม่คิดชีวิต ต่อมอะดรีนาลีนขับพลังเหนือมนุษย์ ทำให้ผมวิ่งได้ราว 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ก็มาหอบแฮกๆ ที่บ้านเพื่อน

 

นรกในใจ

วันสยองของผมเกิดขึ้นเมื่อไอ้เก้งขับรถไปชนรถกระบะที่แล่นตัดหน้า ตูมเดียวกระเด็นลงมาคอหักตายคาที่ พ่อแม่มันร้องไห้แทบเป็นบ้า แม่ผมก็หน้าซีดหน้าเซียว พูดแต่ว่าเห็นมั้ย…เป็นไงมั่ง? ทีนี้จักรยานก็ไม่ต้องขี่แล้ว ในซอยเรามีรถวิ่งหนาตา ไปไหนใกล้ๆ ก็เดินเอาแล้วกัน

ผมล่ะเซ็งซะไม่มี!

หลังจากไอ้เก้งตายได้ไม่กี่วันเอง ก็มีคนเห็นวิญญาณ ของมันกลับมาที่บ้านน่ะซีครับ

ตอน นั้นผมเองยังไม่เห็นหรอก แต่เขาเห็นมันขี่มอเตอร์ไซค์เข้าซอยมาตอนดึกๆ ร่างแข็งทื่อ หัวหักห้อย บางคนได้ยินเสียงรถก็จำได้แล้วว่าเป็นรถใคร…บางคนก็ยืนยันว่าเดินเข้าซอย มาดีๆ ก็สวนกับไอ้เก้งที่ขับรถพุ่งปรื๋อหายวับไป เล่นเอาสติแตก ร้องจ้าไปทั้งซอย

คืนหนึ่งผมก็เจอเข้ากับตัวเองจังๆ

วันเสาร์ นั้นผมขอแม่ไปสวนจตุจักร นัดเพื่อนไว้ แม่สั่งให้รีบกลับก่อนค่ำ แต่เราไปเที่ยวสวนรถไฟกันต่อ มีทั้งเด็กและผู้ใหญ่…ราวทุ่มเศษแม่ก็โทร.มาตามแล้ว พอบอกว่าอยู่ที่ไหน แม่ก็สั่งเสียงเข้มให้รีบกลับบ้านทันที ไม่งั้นจะออกไปตาม

แถมบอกว่าที่นั่นตอนกลางคืนทั้งเปลี่ยวทั้งอันตราย ทั้งโจรทั้งขี้ยาสารพัดมามั่วสุมกัน!

ผม ไม่อยากให้แม่เป็นห่วงมากก็ชวนเพื่อนกลับ ใจน่ะไม่กลัวหรอกครับ ผมพกคัตเตอร์ติดตัวตลอด แถมไม่ต้องเสี่ยงโดนจับเหมือนเพื่อนที่พกมีดสปริงหรือปืนปากกาอีกด้วย

พอ เดินเข้าซอยรู้สึกวังเวงใจชอบกล ทั้งที่เพิ่งจะสามทุ่มได้ ฟ้าครึ้มฝน ไม่รู้คนหายไปไหนหมด แสงไฟฟ้าริมทางก็ดูเยือกเย็นพิลึก ทันใดนั้นเสียงมอเตอร์ไซค์ก็ดังขึ้นเบื้องหลัง ผมหันไปดูเห็นแสงไฟพุ่งจ้า ก่อนจะหายไปดื้อๆ

“ไอ้เก้ง…” ผมนึกขึ้นได้ ปากคอแห้งผากไปหมด รีบเดินขาสั่น…เห็นบ้านอื่นๆ ที่เรียงรายก็ปิดประตูรั้วกันหมด มีแต่ต้นไม้ข้างรั้วยืนทะมึน ไม่มีลมพัดแต่ทำไมมันไหวซู่ๆ ก็ไม่รู้เหมือนกัน

“อย่าหรอกกูนะมึง!” ผมพึมพำ อยากก้าวขาเร็วๆ แต่มันหนักอึ้งเหลือเชื่อ

เสียง มอเตอร์ไซค์หายไปแล้ว…ถ้าไอ้เก้งขับรถตามหลังมาจะทำยังไงดี? ผมคงเผ่นอ้าวเป็นลมพัดแน่ๆ เดินเหลียวหน้าเหลียวหลัง รู้สึกว่ามีใครเดินตามมาใกล้ๆ แต่มองไม่เห็น…

บางคนขยันเรียน ดูตำราลูกเดียว บางคนก็ชอบสะสมหนังสือการ์ตูนตั้งแต่เรียนชั้นประถมแล้ว บางคนชอบวาดรูป เล่นเกม สะสมบัตรเติมเงิน ฯลฯ

ผมคนหนึ่งละที่ชอบเลี้ยงปลากัด แมงมุมสีทอง หนูแฮมสเตอร์ สมัยก่อนเลี้ยงงูเขียวทั้งปากจิ้งจกและสายม่าน ไม่ใช่ชอบซิ่งนรกแบบไอ้เก้งหรอกครับ…เสียวโคตร!

เราอยู่ซอยเดียวกัน ไอ้เก้งชอบแวะมาหาบ่อยๆ ชวนซ้อนท้ายไปเที่ยว แต่ผมส่ายหน้าบอกเดี๋ยวโดนแม่ด่า ขนาดขี่จักรยานออกไปส่งเพื่อนที่ปากซอยนานหน่อยแม่ก็โทร.เข้ามือถือแล้ว

พอผมบอกว่าเลยไปซื้อของตลาด แม่แทบเป็นลม…สั่งให้รีบกลับบ้านด่วนจี๋ พอมาถึงก็เห็นแม่ยืนตาเขียวแทบขุ่นขวางอยู่หน้าประตูรั้ว สั่งว่าห้ามออกไปถนนใหญ่เด็ดขาด รถมันเยอะกับมีอันตรายมาก ถ้าทำอีกแม่จะทุบจักรยานทิ้งจริงๆ เอ้า!

สาเหตุที่ไอ้เก้งสนิทกับผมมากเพราะมันซึ้งผมครับ

เมื่อปีก่อนมันมาเล่นกีตาร์บ้านผม ขากลับผมได้ยินมันร้องจ๊ากที่ประตูรั้ว…พอวิ่งไปดูก็เห็นงูเขียวหางไหม้ กำลังเลื้อยอยู่ตรงหน้า ผมคว้าคอมันโยนข้ามรั้วไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไอ้เก้งทั้งนับถือและซาบซึ้งบุญคุณผมตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา

คิดดูก็แปลกนะ ไอ้เก้งบ้าบิ่น ชอบเสี่ยงตาย แต่ดันกลัวงูตัวเล็กๆ สารภาพว่ามันแพ้งู เจอใกล้ๆ ก็กลัวแทบขาดใจ กลัวจนเกือบฉี่ราด…ถ้าไม่ได้ผมช่วยวันนั้นมันอาจสติแตกก็ได้!

คนที่เราคิดว่าเก่งกาจ ใจถึงสุดๆ น่ะมักจะมีจุดอ่อนทุกคน!

 

ผมกลืนน้ำลายเอื๊อก…ถ้ามึงรักเพื่อนอย่าโผล่มานะ กูจิตหลุดแน่!

คิดอีกทีผมไม่น่าไปช่วยมันเรื่องงูเขียววันนั้นเลย ไอ้เก้งอาจจะจดจำบุญคุณผมไปจนถึงปรโลกก็เป็นได้…ไม่เป็นไร ลืมเรื่องจิ๊บจ๊อยซะ…ไปผุดไปเกิดเสียเถอะ! อย่ามานะขอร้อง! กูกลัวจริงๆ

มีเสียงใครถอนหายใจยืดยาวอยู่ข้างหู ถึงจะมองไม่เห็นแต่ผมก็รู้ว่าเป็นมัน…ไอ้เก้งแน่ๆ ที่มาส่ง…ไม่คิดมั่งนะว่าเพื่อนจะจิตหลุด หัวใจหวิดล่มสลายอยู่แล้ว! ไปสู่ที่ชอบๆ เถอะเพื่อนเอ๋ย…

ถึงบ้านเหมือนขึ้นสวรรค์! ต่อไปนี้ผมคงไม่ยอมกลับบ้านค่ำๆ มืดๆ อีกแล้ว ถึงจะไม่เห็นก็รู้ว่าผีเดินตามมาส่งตลอดทาง! บรื๋อออ…

ชำแหละศพ

ความโลภที่เป็นความอ่อนแอของมนุษย์ทำให้คิดว่า ถ้าทิ้งไว้คนอื่นก็ต้องมาเอาไปแน่ๆ อย่ากระนั้นเลย นึกเสียว่าเป็นค่าป่วยการที่จะต้องไปแจ้งตำรวจ หรือผู้ใหญ่บ้านให้มาช่วยเก็บศพละกัน

คิดได้อย่างนั้น โตก็รูดแหวนจากนิ้วศพ…มันแค่สองสลึงละมั้ง? แต่เบาะๆ ก็ขายได้หมื่นบาท! แค่นี้ไม่บาปหรอก ไม่ได้ขโมยนี่…เจ้าของก็ตายแล้วนี่นา!

คืนนั้นหมาหอนค่ะ…โตอยู่กับแม่, ยายและพี่สาวชื่อแตง ทุกคนไม่รู้หรอกว่าโตได้อะไรมา ดังนั้นพวกเขาจึงไม่รู้สึกรู้สาอะไร

ทัน ใดนั้นยายก็เขม้นมองไปที่ประตูรั้วแล้วร้องว่าเดี๋ยวนะ! โตมองตามก็ไม่เห็นใคร หมายังหอนโหยหวน โตหนาวเยือก แหวนคนตายยังอยู่ในกระเป๋าเสื้อ…สักพักยายก็เรียกโตให้ไปหา

ดิฉันไม่ถือสาหรอกค่ะ ให้ความสำคัญที่ว่าเจ้าหล่อนนิสัยใช้ได้ ไม่มือไวและเคารพเชื่อฟังดิฉันอย่างดี ตุ่นเหมือนดิฉันที่ชอบคุยเรื่องผี ฟังไปกลัวไปทั้งที่วัยห่างกันเกือบยี่สิบปี!

เวลาที่ดิฉันกลับจากทำงานตอนค่ำ หรือยามว่างเสาร์อาทิตย์ ตุ่นจะคอยดูแลรับใช้อยู่ใกล้ชิด สามีและลูกๆ ต้องการอะไร เธอจะกุลีกุจอไปหยิบไปหา หรือไปตลาดให้อย่างรวดเร็วทันใจ

วันก่อนสามีพาลูกๆ ไปเรียนพิเศษ ตุ่นช่วยดิฉันรื้อ-จัดห้องหนังสือ พลางเล่าเรื่องน่าสยดสยองให้ฟัง…เป็นเรื่องน้องชายวัยรุ่นของเธอเอง!

เมื่อปลายเดือนที่แล้วนี่เอง โต-หนุ่มวัย 18 ปีขี่มอเตอร์ไซค์มาตามถนนที่แยกจากสายใหญ่ มันเป็นทางเปลี่ยวยาวไกลมุ่งมาบ้านตุ่น ระหว่งทางมีรถมอเตอร์ไซค์อีกคันหนึ่งคว่ำเค้เก้อยู่ริมทาง…ตอนนั้นถนนโล่ง ว่างตลอดสาย

นี่ต้องเป็นอุบัติเหตุแน่ๆ โตเห็นรอยเบรกไหม้ผิวถนนเป็นทางยาว…คู่กรณีหนีไปได้อย่างลอยนวล…โตจอดรถเพื่อลงไปดูเหตุการณ์ทันที

เธอเป็นผู้หญิงรูปร่างสูงโปร่ง นุ่งยีนส์สวมเสื้อสายเดี่ยวสไตล์เดียวกับตุ่น ผมยาวสยายเปื้อนเลือดที่ไหลทะลักพรั่งๆ ออกมาจากกกหู ปากและจมูก นัยน์ตาจ้องหน้าโตเขม็งคล้ายขอความช่วยเหลือ…นัยน์ตาก็บ่งบอกความเจ็บปวด ทนทุกข์ทรมานแสนสาหัส!

ขณะที่โตหันรีหันขวาง ตาคู่นั้นก็ลอยคว้างเหลือกกลับจนเห็นแต่ตาขาว ร่างกระตุกอยู่ไม่ถึงครึ่งนาทีก็เงียบไป! โตกลัวแทบขาดใจจริงๆ เกิดมายังไม่เคยเห็นคนตายสักครั้งเดียว แล้วนี่ก็มาตายใส่เขา…ตายอยู่กับเขาเพียงลำพัง บนถนนที่โล่งโจ้งไกลสุดลูกหูลูกตา

ตอนแรกหนุ่มโตคิดจะเผ่น เขาจะต้องรีบไปแจ้งให้ผู้ใหญ่บ้านมาดู…แต่เอ๊ะ! ทองคำสุกปลั่ง สะท้อนแสงแดดเห็นจ้า เป็นประกายที่นิ้วกำเกร็ง หงิกหงอ

“ใครน่ะยาย?” โตร้องถาม ใจสั่นคล้ายจะเป็นลม ยายเดินกลับมา…พลางพูดคุยกับอากาศว่างเปล่าข้างๆ กาย

แม่, ยาย, แตงและน้องโตต้องถ่อไปถึงงานศพของสาวนั้น เอาแหวนไปคืนและขอโทษขอโพยญาติๆ จนเรียบร้อย โล่งอกโล่งใจไปตามๆ กัน

ตุ่มสรุปท้ายว่าสมน้ำหน้าไอ้โตมันจริงๆ แต่โชคดีของมันที่ผีมาทวงของคืน มันจะได้เข็ด…ไม่งั้นต่อไปคงต้องสะสมสันดานขโมยขโจรแน่นอน

แล้ว ตุ่มก็แถมท้ายว่า…ผีดุขนาดหวงแหวนวงเดียว คงจะติดตามไปทวงชีวิตจากฆาตกรบนถนนผู้ฆ่าเธอแน่ๆ เพราะไม่มีอะไรที่คนเราจะหวงแหนมากกว่าชีวิตของตัวเอง จริงไหมคะ?

โตล้มตึง หน้ามืดวูบ…พอรู้ตัวอีกทีก็ค่อยๆ ลืมตา ภาพเบื้องหน้าพร่าพราย หมุนวน มองหน้ายาย หน้าแม่ หน้าพี่แตง…และหน้าซีดขาวของผู้หญิงผมยาวที่ไม่มีตาดำ…

โตแผดร้องสุดเสียง สิ้นสติไปอีกครั้ง!

เช้ามืด น้องชายตัวแสบของตุ่นฟื้น แต่จับไข้สูง แถมมองเห็นแต่ผู้หญิงผมยาวเปื้อนเลือดมาเดินวนเวียนอยู่รอบๆ เตียง…เดี๋ยวหายไป เดี๋ยวก็โผล่มา

โตแทบสติแตก ทนไม่ไหวอีกแล้ว…ร้องไห้สารภาพว่ารูดแหวนมาจากนิ้วศพ โถ! เด็กไม่มีนิสัยขี้ขโมย แต่ตอนนั้นมันคิดอะไรก็ไม่รู้ ถึงได้ลงมือทำอุบาทว์ขนาดนั้นไปได้ลงคอ

ยายกับแม่จุดธูปขอขมา บอกกล่าววิญญาณของสาวตายโหง สัญญาว่าจะนำแหวนไปคืนให้ถึงบ้านเลย!

คราวนี้ลำบากละซิ ต้องสืบถามว่าเธอเป็นคนโพนทองยังเป็นนักศึกษาเข้ามหาวิทยาลัยที่กรุงเทพฯ แล้วกลับมาเยี่ยมบ้าน ถึงคราวชะตาขาด โดนรถชนตายข้างถนนสายเปลี่ยว

 

การฆ่าตัวตาย

 

เหตุผลของเธอฟังเข้าท่า ดิฉันเลยไม่ติดใจสงสัยอะไร มีอยู่นิดเดียว…คือคุณยายเจ้าของบ้านเดิมจะเป็นห่วงบ้านของท่านหรือเปล่า เอ่ย? คงไม่หรอกน่า…คิดมากไปได้! ป่านนี้ท่านคงไปเกิดใหม่แล้วละมั้ง?

บ้านนี้น่ารัก ขนาดกำลังเหมาะกับดิฉันและสามี ที่มีลูกชายเล็กๆ เพียงคนเดียว…ดิฉันลาออกจากงานตั้งแต่คลอดลูกแล้วละค่ะ สามีทำงานคนเดียว ส่วนดิฉันเป็นแม่บ้านเต็มตัว ไม่ต้องมีคนรับใช้หรือพี่เลี้ยงเด็ก ดิฉันวาดฝันว่าจะอยู่บ้านเลี้ยงลูกอย่างมีความสุขในบ้านหลังนี้

นกน้อยทำรังแต่พอตัวไงคะ?

ดิฉันอมยิ้มเสมอเมื่อขับรถพาลูกชายวัยสามขวบไปส่งโรงเรียนอนุบาลใกล้บ้าน แล้วแวะซื้อกับข้าวกับปลากลับมาอยู่บ้านตามลำพัง

ขนหัวลุกจากบ้านผีสิง

มัน เป็นบ้านหลังเล็กๆ น่ารักในย่านสุทธิสาร เราซื้อจากเจ้าของที่แสดงอาการว่า เสียดายมันอย่างยิ่ง…เธอเป็นหญิงสาวที่เพิ่งแต่งงาน บอกว่าลงทุนปลูกบ้านหลังนี้ โดยรื้อบ้านไม้หลังเก่าของคุณยายออกไป…คุณยายเธอเสียชีวิตไปสิบกว่าปีแล้ว ละ

“ทีแรกจะให้เป็นเรือนหอค่ะ แต่มีเหตุจำเป็นเพราะคุณแม่ทำกิจการร้านอาหารอยู่ที่เมืองนอก เราก็เลยตัดสินใจขายที่นี่เพื่อไปช่วยทางโน้น”

เมื่ออยู่คนเดียวดิฉันก็เริ่มทำงานบ้าน กวาดถู เก็บเสื้อผ้าไปซักและตาก แหม…อยู่กันแค่สามคนพ่อแม่ลูก งานบ้านไม่ได้หนักหนาอะไรเลย สบายมาก! ราวสิบโมงเช้าก็เสร็จเรียบร้อย ดิฉันจะเปิดทีวีดู หรือไม่ก็คว้าหนังสือเล่มโปรดมานั่งอ่านบนโซฟา…

หลายสัปดาห์ผ่านไป ดิฉันชักจะรู้สึกแปลกๆ แล้วซิคะ!

นั่นคือ เวลาอยู่คนเดียวจะรู้สึกอึดอัด ไม่เป็นส่วนตัวเลย แปลกไหมล่ะคะ? ฟังดูขัดกันพิลึกนะ อยู่คนเดียวแท้ๆ แต่ดูเหมือนมีใครจ้องมองอยู่ตลอด…เวลาไปเข้าห้องน้ำจะได้ยินคล้ายๆ มีคนเดินอยู่ในบ้าน ทีแรกนึกเสียววูบว่าเป็นขโมย แต่พอออกมาก็ไม่เห็นใครเลยค่ะ

ดิฉันกลัวอยู่ไม่น้อย เพราะถ้าเกิดอะไรขึ้นใครจะมาช่วยล่ะคะ?

เรื่องเสียงฝีเท้าประหลาด ที่เดินไปเดินมาทั่วบ้านนั้น ดิฉันเคยบ่นให้สามีฟัง เขาบอกว่าดิฉันคงหูแว่วไปเอง ทีหลังให้เปิดวิทยุหรือทีวีเป็นเพื่อน เพราะคนเราเวลาอยู่ในที่เงียบมากๆ หูอาจจะแว่วเสียงอะไรขึ้นมาเป็นตุเป็นตะก็ได้

ดิฉันก็อยากจะเชื่อเช่นนั้น แต่คืนหนึ่งก็มีเรื่องที่ทำให้ต้องขนหัวลุก!

คืนนั้นดิฉันนอนบนเตียง มีลูกตูนอยู่ในอ้อมกอด สามีก็หลับอยู่ข้างๆ บนเตียงเดียวกันนี่เอง จู่ๆ ดิฉันก็รู้สึกตัวตื่น พบว่าลูกตูนลืมตาแป๋วอยู่ก่อนแล้ว แกไม่ได้มองหน้าดิฉันหรือร้องกวนโยเยอะไร แต่แกจ้องไปที่ประตูนิ่งๆ

ตอนนั้นดิฉันหันหลังให้ประตูห้อง ลูกตูนผงกศีรษะขึ้นมามองข้ามไหล่ดิฉัน…ห้องเรามีแสงไฟดวงเล็กๆ แบบที่เสียบปลั๊กไว้น่ะค่ะ เป็นสีแดงเรื่อๆ ทำให้ทั้งห้องดูสลัวๆ ไม่มืดสนิท

“ใครมาโหนประตูเราอยู่น่ะแม่?” ลูกตูนถามเบาๆ เล่นเอาดิฉันผวา

“ฝันไปหรือเปล่าลูก…นอนเสียเถอะ ไม่มีอะไรหรอก” ดิฉันกดศีรษะเล็กๆ ให้แนบอก…อีกพักใหญ่แกก็หลับไป…

วันรุ่งขึ้น ลูกตูนวาดรูปเล่นง่วนอยู่คนเดียว พอเสร็จแล้วก็เอามาให้ดู…

ดิฉันใจหายวาบ นั่นเป็นรูปประตูที่มีผู้ชายตัวดำเอามือโหนขอบบน เท้าลอยสูงจากพื้น ลูกตูนใช้ดินสอแรเงาผู้ชายทั้งตัวเลยค่ะ…แกวาดแบบเด็กๆ น่ะ แต่ดิฉันเห็นแล้วกลัวมาก

ภาพนั้นถูกเก็บไว้ในหนังสือที่ดิฉันอ่าน จนในที่สุดก็อดรนทนไม่ไหว ต้องเอาไปคุยกับเจ้าของร้านทำผมหน้าซอย เราสนิทสนมกันพอสมควร

คุณติ๋ว-เจ้าของร้าน พอเห็นภาพที่น้องตูนวาดก็ตะลึงไปเลยค่ะ!

“ถ้าเล่าแล้วคุณอย่ากลัวนะคะ” เธอเริ่มเรื่อง และเล่าว่าบ้านที่ดิฉันซื้อนี้ ตอนที่กำลังก่อสร้างเกิดเรื่องสยอง มีช่างทาสีผูกคอตายเพราะเสียใจที่เมียหนีไปกับชู้

ดิฉันจะทำยังไงดีล่ะคะ? ทำอะไรไม่ถูกเลยเพราะเป็นคนกลัวผีมากๆ เย็นนั้นก็เลยร้องไห้เล่าให้สามีฟัง เขาบอกว่าถ้าอยู่ไม่ได้ก็คงต้องขายละ…ไปอยู่คอนโดมิเนียมแทน

เออแน่ะ! ทำไมทีอย่างนี้ พูดง่ายจัง?

คำตอบน่ะหรือคะ? สามีดิฉันตัดสินใจย้ายบ้านทันทีที่ดิฉันเล่า เพราะเขาสารภาพว่าเขาก็เห็นเหมือนกัน เห็นเงาของผู้ชายคนหนึ่งแขวนคอตัวเองห้อยอยู่ที่ประตู เท้าลอยจากพื้นนิดเดียว

เราขายบ้านนี้แล้ว และรู้สึกเสียใจที่ต้องปิดบังไม่ให้ผู้ที่มาซื้อได้รู้เรื่องนี้ ได้แต่หวังว่าเขาคงไม่ถูกวิญญาณผีผูกคอตายมารบกวนอย่างที่เราเคยโดนมาแล้ว ค่ะ!

ผีไร้บ้าน

ตอนพระสวดจบที่สองผมก็หันไปเจอตองสา ลูกสาวตาไปล่ที่เป็นเพื่อนรุ่นน้องกันมาตั้งแต่เด็กๆ ผมลุกเข้าไปขอบอกขอบใจ ถามถึงพ่อเธอ ตองสาก็เอียงคอมองอย่างสงสัย

“ไม่รู้จริงๆ เหรอ…พ่อถูกรถชนตายหน้าโรงพยาบาลมาเกือบสองปีแล้วจ้ะพี่ธง! คนมันชอบลือบ้าๆ ว่าเห็นพ่อนั่งหลังโกงอยู่ตรงที่แกตายเป็นประจำ”

แหม! ไม่ลืมเรื่องน่าขนหัวลุกหรอกครับ แต่ว่าต้องมีการบอกกล่าวเกริ่นเรื่องราวกันซะหน่อย แม้แต่ลิเกก่อนจะแสดงยังต้องมีการโหมโรง ออกแขกกันพอหอมปากหอมคอนี่นา

ผมมาเผชิญโชคที่เมืองหลวงตั้งแต่พ้นวัยเกณฑ์ทหารแล้วครับ หนักเอาเบาสู้ไม่ยอมแพ้เพื่อส่งเงินไปให้พ่อแม่กับน้องๆ อีกหลายคน จนกระทั่งสิบกว่าปีผ่านไปพอจะตั้งหลักตั้งฐานได้มั่ง…อ้าว? พ่อก็มาตายจากเพราะมะเร็งเฮงๆ ซวยๆ เหลือแต่แม่ที่แก่เฒ่าลงไป ทุกวัน

มีโอกาสเมื่อไหร่ผมเป็นต้องเผ่นขึ้นรถทัวร์ไปเยี่ยมแม่กับน้องๆ ทุกที!

นึกแล้วชักงงๆ เหมือนกัน ผมว่าเพิ่งออกจากบ้านมาหยกๆ นี่เอง ที่ไหนได้ล่ะตอนนี้อายุปาเข้าไปตั้ง 40 กว่าปีแล้วครับ…พวกน้องๆ ก็ออกเรือน มีครอบครัวกันไปหมดแล้ว เหลือแต่น้องชายคนเล็กที่ยังไม่มีเมีย คอยอยู่ดูแลแม่ให้หายห่วงได้ตามสมควร

จนกระทั่งเกิดเรื่องขนหัวลุกขึ้นมาดื้อๆ

 

ใจจริงผมน่ะไม่อยากเสี่ยงหรอกครับ เพราะแม่อายุมากแล้ว ใครๆ ก็รู้ว่าอัตราเสี่ยงสูงอาจจะเกิดอันตรายถึงแก่ชีวิตได้…

อ้าว? ตาไปล่นั่งกอดเข่าอยู่ริมทางนั่นเอง!

แม้จะเห็นข้างๆ ก็จำได้เพราะแกเป็นเพื่อนเกลอของพ่อผม เมื่อราว 3-4 ปีก่อนแกก็มาช่วยงานศพพ่อ ตอนเจอน้องๆ ก็ลืมถามไปว่าแกมาเยี่ยมแม่มั่งหรือเปล่า? ช่างเถอะ! มาเจอะเจอตาไปล่ที่นี่ก็ดีถมไปแล้ว

นั่นคือน้องชายส่งข่าวมาว่าแม่เจ็บหนักด้วยโรคหัวใจ ตอนนี้อยู่โรงพยาบาล เล่นเอาผมใจหายวูบ ทิ้งการทิ้งงานทุกอย่างรีบบึ่งไปลำปางทันที…โธ่! แม่ทั้งคนน่ะเหมือนพระประจำบ้านประจำชีวิตของลูกๆ ทั้งนั้นแหละครับ

เท่าที่ดูอาการแม่ยังพูดจารู้เรื่อง ถึงแม้จะต้องนอนแซ่วอยู่บนเตียงก็ตามที

แม่ ลูบหัว บีบมือผมเบาๆ น้ำตาซึม ผมเองก็แสบร้อนเบ้าตาไปหมด นึกอยู่ว่าจะเสียเท่าไหร่ก็ให้มันเสียไป แต่ต้องเอาชีวิตแม่ไว้เป็นมิ่งขวัญของพวกเราให้ได้!

คืนนั้นน้องสาวมา เฝ้าแม่ ผมก็ออกจากโรงพยาบาลเดินมาเรื่อยๆ ด้วยความกังวลใจระคนกับสับสนวุ่นวายยังไงบอกไม่ถูก ตั้งใจว่าพรุ่งนี้จะถามไถ่หมอให้รู้แน่ว่าอาการแม่มากน้อยแค่ไหน? จะต้องผ่าตัดหรือเปล่า?

ตะแกมีสารรูปผอมกงโก้มาแต่ไหนแต่ไรแล้วครับ นิสัยชอบนุ่งกางเกงขาก๊วยตัวเดียว เสื้อแสงไม่ใส่ ผมมาเห็นแกนั่งกอดเข่าหลังโกงคล้ายจะรอคอยอยู่ที่นี่พอดี!

“ตาไปล่…” ผมร้องทัก แกหันมามองจนใบหน้าข้างหนึ่งกระทบแสงไฟ เห็นแก้มยุบเป็นเงาลึกเพราะความผ่ายผอม ยิ้มเห็นฟันกะดำกะด่าง ผมรีบปราดเข้าไปกอดไหล่แก ไต่ถามสารทุกข์สุกดิบตามประสาคนชอบพอกัน

อากาศในฤดูหนาวเย็นยะเยือกน่าดู ลมพัดโชยเสียงหวีดหวิวชวนให้วังเวงใจยังไงชอบกล…กลิ่นเหม็นอับสาบสางอวล กรุ่น จนผมสงสัยว่าลมหอบอะไรเน่าเหม็นมาทางเราแน่ๆ

เสียงพวกวัยรุ่นพูดคุยสลับกับเสียงหัวเราะเอิ๊กอ๊ากใกล้เข้ามา ผมหันไปมอง วัยรุ่นกลุ่มนั้นกลับเงียบกริบ ก้มหน้าก้มตาจ้ำอ้าวราวกับจะออกวิ่งกันชนิดไม่เหลียวหลัง ผมย่นคิ้วหันกลับมาหาตาไปล่ ถามแกว่าเด็กพวกนั้นมันทำท่าเหมือนกลัวอะไรก็ไม่รู้?

“ฮือ…” แกพยักหน้าหงึกๆ กลิ่นเหม็นยิ่งฉุนเฉียวกว่าเดิม ผมเลยตัดสินใจล่ำลาแกเดินมุ่งหน้ากลับบ้าน…ครั้นหันไปมองก็เห็นแกยังนั่ง นิ่งอยู่ตามเดิม

นึกสงสัยตงิดๆ อยู่ว่าตาไปล่แกไม่หนาวมั่งหรือไง? เสื้อแสงก็ไม่ใส่แบบนั้นน่ะ!

อีกสองวันต่อมา แม่ก็สิ้นใจอย่างสงบ แม้ผมจะทำใจได้ว่าคนเราเกิดมาก็ต้องตายกันทั้งนั้นแหละ อยู่ที่ว่าจะช้าหรือเร็ว ผมยังกลั้นน้ำตาไม่อยู่ขณะที่นั่งพนมมือฟังพระสวดศพ ตามองรูปถ่ายของแม่…ต่อไปนี้ผมจะไม่ได้เห็นหน้าแม่อีกแล้วตลอดกาลนาน

 

การฝังศพ

หนุ่มนาเกลือ” เล่าประสบการณ์สยองเมื่อเกิดโลงแตกกลางศาลาสวดศพ

สมัยเด็กๆ ผมอยู่สมุทรสงคราม หรือ “แม่กลอง” จังหวัดที่เล็กที่สุด แต่อุดมสมบูรณ์ที่สุด เป็นเมืองที่ทำอุตสาหกรรมอาหารทะเลใหญ่ที่สุดในประเทศไทยก็ว่าได้

อ้อ! อย่าว่ายังงั้นยังงี้เลยครับ ขอโฆษณาประชา สัมพันธ์กันหน่อยว่าเดือนหน้า หรือเมษายน ลิ้นจี่มีลูกสุกสะพรั่งเต็มเมืองแล้ว ขอเชิญท่านผู้อ่านไปชิมลิ้นจี่กันเยอะๆ นะครับ ปีนี้ดกดื่นมากเหลือเกิน นึกว่าช่วยเหลือพี่น้องชาวสวนลิ้นจี่แม่กลองมั่งละกัน

รับประกันการันตีว่าอร่อยถูกใจจริงๆ สาบานให้ไปชิมลิ้นจี่แม่กลองได้เลย

วันนี้จะเล่าเรื่องขนหัวลุกของผีนาเกลือครับ!

แหม! ไม่ต้องโฆษณาขายเกลือก็ยังได้ เพราะเกลือแม่กลองคุณภาพดีเหลือหลายอยู่แล้ว ไม่ว่าเกลือเค็มเกลือจืด ที่เอามาทำเครื่องสำอางพอกหน้าคุณผู้หญิง ขจัดสิวฝ้าหน้าตกกระชะงัดนักหนา

ขอแนะนำนิดเดียว สำหรับท่านที่ขับรถผ่านไปมาระหว่างกรุงเทพฯ ราชบุรี เพชรบุรี หัวหิน…คือถ้าจะแวะซื้อเกลือกลับบ้านก็จงเลือกเกลือเก่านะครับ คุณภาพดีกว่าเกลือใหม่ ไม่ว่าจะนำไปปรุงอาหารหรือดองผักดองปลา อย่าใช้เกลือใหม่เชียว!

วิธีสังเกตคือดูก้นถุงว่าเปียกแฉะหรือเปล่า? ถ้าใช่ก็เป็นเกลือใหม่ อีกวิธีคือลองเอามือกำดู ถ้าไม่ติดมือคือเกลือเก่า เพราะถ้าเอาเกลือใหม่ไปดองผักดองปลาจะทำให้สีสันดำคล้ำ แถมออกรสขมอีกต่างหาก

อ๋อ…ชาวนาเกลือบางคนก็เดือดร้อน รีบเอาเกลือใหม่มาขายน่ะซีครับ!

บ้านผมทำนาเกลือมาตั้งแต่ครั้งปู่ย่าตายายแล้วละคุณ

คิดถึงเพลงหนุ่มนาข้าวสาวนาเกลือแล้วอดขำไม่ได้ …นาข้าวน่ะชอบฝน! แต่นาเกลือเห็นฝนตั้งเค้ามาแต่ไกลก็กลุ้มอกกลุ้มใจไปตามๆ กัน เพราะถ้าพระพิรุณเกิดซัดซู่ซ่าลงมา มีหวังขาดทุนย่อยยับแน่นอน เลยต้องทำนาเกลือในฤดูร้อนไงครับ

ปู่ผมเล่าว่าสมัยก่อน เมื่อน้ำทะเลท่วมท้นขึ้นมาหลายๆ วัน จะเหลือตะกอนขาวๆ หรือผลึกเกลือนั่นล่ะครับ พอจับปลากระบอกมาได้เหลือกินก็เอาเกลือคลุกไว้ จะทำให้ปลาอยู่ได้หลายวันไม่เน่าไม่เสีย…ถือว่าเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านล่ะ กัน!

จากน้ำลึกก็มาถึงน้ำตื้น…แค่ 4-5 วันก็ได้ผลึกเกลือแล้ว จึงได้ริอ่านทำนาเกลือขึ้นมาก่อนจะถึงฤดูใหม่ นาเกลือก็จะมีแผ่นดำๆ เกลื่อนกลาด ชาวบ้านเรียกว่า “ดินหนังหมา” ต้องโกยทิ้งไปก่อน ไม่งั้นจะได้ผลไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย แถมเกลือคุณภาพต่ำอีกต่างหาก

พวกผมจะรู้จัก “เกลือตัวผู้” กับ “เกลือตัวเมีย” ตั้งแต่เด็กๆ เพราะพ่อแม่สอนว่าเกลือตัวผู้จะเม็ดเล็กๆ ยาวคล้ายข้าวสาร แต่เกลือตัวเมียจะออกป้อม สั้น เกลือตัวผู้ใช้ทำยา โดยฝนกับโกร่งหรือฝาละมีก็ได้…แก้เด็กเป็นซางหรือตานขโมยมาตั้งแต่ครั้ง ปู่ย่าตายายโน่นแน่ะคุณ

เรื่องผีๆ สางๆ ก็มีเกลือตัวผู้เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย นะครับ!

เชื่อถือกันมาตั้งแต่สมัยโบราณแล้วว่า ถ้ามีใครตายก็เอาเกลือตัวผู้โรยสะดือศพไว้เป็นเคล็ด เชื่อว่าจะทำให้ศพนั้นไม่เน่า หรือส่งกลิ่นน่ารังเกียจ ก่อนจะถึงวันเผาราว 3 วัน 7 วัน

จนกระทั่งเกิดเรื่องขนหัวลุกขึ้นมา!

ตากลึง อายุ 70 เศษล้มตายอย่างน่าอิจฉาที่สุด คือแกนอนหลับอยู่ดีๆ ก็เลยหลับตลอดกาล ไม่ต้องเจ็บป่วยทนทุกข์ทรมาน หรือทำให้ลูกหลานเดือดร้อน แต่ก็ทำตกอกตกใจเอาการ…นึกไม่ถึงว่าคนแก่ที่ยังแข็งแรงอย่างตากลึงจะจากไป อย่างกะทันหันแบบนี้

วันสวดศพที่วัด เพื่อนบ้านก็ช่วยงานศพกันพร้อมหน้าพร้อมตา ผมกับพ่อไปฟังสวดทุกคืนเพราะตากลึงมีศักดิ์เป็นน้องชายของปู่ผม แต่เราเรียกตากลึงว่าตาเหมือนคนอื่นๆ ในละแวกนั้น

จนกระทั่งสวดศพถึงคืนที่สาม ก่อนจะเผาวันรุ่งขึ้น!

พระสวดเสร็จก็เหลือพวกคอเหล้ากับคอหมากรุก ล้อมวงโจ้กันเป็นเพื่อนศพ…จู่ๆ ก็มีเสียงกุกกักมาจากโลงผี เล่นเอาเหลียวขวับไปมองเป็นตาเดียวกัน…หรือตากลึงจะฟื้นขึ้นมา?

ท่ามกลางความเปล่าเปลี่ยวและเยือกเย็น หมาหอนโจ๋วบาดใจ ผมเบียดพ่อแจขณะที่เสียงกุกกักเงียบไป…

ทันใดนั้นเอง เกิดเสียงเอี๊ยดอ๊าดน่าขนหัวลุก นรกเถอะ! โลงผีสั่นพั่บๆ เหมือนตากลึงกำลังดิ้นรนเต็มที่ ในที่สุดก็โลงแตกผาง! ศพตากลึงหล่นโครมครามลงพื้นศาลาน่าสยดสยอง ส่งกลิ่นเหม็นเน่าคละคลุ้งไปหมด ทุกคนเผ่นพรึ่บขึ้นพร้อมๆ กันด้วยความตระหนกตกใจสุดขีด

ผีหลอกโว้ย! เฮ้ย! ฮ้าย! โฮ้ย…ดังระเบ็งเซ็งแซ่จนฟังไม่ได้ศัพท์

กว่าจะจัดการให้หายอุจาดได้ก็ปั่นป่วนกันไปหมด…ชาวบ้านพูดกันว่าลูกหลานคง จะลืมโรยเกลือตัวผู้ใส่สะดือ ศพ ผีตากลึงถึงได้เหม็นเน่า พองอึ้ดทึ่ดจนโลงแตกน่าสยดสยอง…น่าขนหัวลุกไหมล่ะครับ?!

ท่านทำอะไรก็ตามจะได้รับความร่วมมือร่วมแรงจากญาติมิตรเป็นอย่างดี ได้รับของขวัญของรางวัลและรับการชำระหนี้ เพื่อนร่วมงานจะเกิดวิวาทกันเอง เพื่อนคนหนึ่งจะจากท่านไปไม่กลับมาอีก

เมืองผีดิบ

วันหนึ่ง ป้าบุญเหลือคนข้างบ้านดิฉันก็เจ็บป่วยออดๆ แอดๆ ลุงสังข์ผู้เป็นผัวก็จัดให้มีการรำผีฟ้าขึ้นที่บ้าน ดิฉันก็ไปดูกับเพื่อนๆ และชาวบ้านอีกหลายสิบคน

ปรากฏว่าฟ้ามืดครึ้มทั้งที่เป็นเวลาบ่าย ลมพัดอู้น่ากลัว ป้าบุญเหลือที่นอนแซ่วถึงกับลุกพรวดพราดขึ้นมานั่ง เบิกตาจ้องมองอะไรบางอย่าง ลุงสังข์กับคนอื่นๆ ก็ตื่นเต้นที่เห็นคนเจ็บลุกขึ้นนั่งได้เองทั้งๆ ที่อาการหนักอยู่แท้ๆ

พอคนไปถาม แกก็ชี้มือไปที่ศาลเพียงตา บอกว่า…ทำไมนางทรงกินเครื่องเซ่นล่ะ?

ทุก คนหันขวับแต่ไม่เห็นมีใครที่ศาลนั้นเลย นางทรงและคนฟ้อนคนร้องก็ยังอยู่ห่างๆ ลุงสังข์หน้าซีด แข็งใจเดินไปดูที่ศาลแล้วพูดอะไรไม่ออก คนอื่นๆ ก็เช่นกัน เพราะเครื่องเซ่นหมดเกลี้ยง…ส่วนป้าบุญเหลือค่อยทุเลาจนหายดีตามเดิมค่ะ!

 

วันนี้จะขอเล่าเรื่องความเชื่อถือของชาวบ้านที่สืบเนื่องกันมาแต่โบราณกาลแล้ว…

นั่นคือเรื่อง “ผีปู่ตา” ค่ะ!

ที่อำเภอดิฉันและส่วนมากในภาคอีสาน มักจะมีการเลี้ยงผีปู่ตากันทั้งนั้น ถือว่าเป็นผีของบรรพบุรุษ เชื่อกันว่าผีปู่ตาคือวิญญาณของญาติผู้ใหญ่ที่ยังห่วงใยลูกหลาน มาคอยเฝ้าดูแลและคุ้มครองป้องกันไม่ให้เกิดโพยภัยต่างๆ

ชาวบ้านก็ช่วยกันสร้างศาลปู่ตาเป็นเรือนไม้หลังย่อมๆ แต่มีต้นไม้ขนาดใหญ่ขึ้นโดยรอบศาลปู่ตาอีกด้วย เพื่อให้วิญญาณของบรรพชนได้พักอาศัย เรียกกันว่า “ศาลปู่ตา” ค่ะ

พวกผู้ใหญ่เล่าว่า การสร้างศาลปู่ตาไว้ในดงไม้ขนาดใหญ่ นอกจากจะช่วยให้ร่มรื่นแล้ว ยังเป็นการป้องกันคนร้ายไม่ให้บุกบั่นมาตัดโค่นต้นไม้ใหญ่ๆ อันมีค่าอีกด้วย

เมื่อมีศาลปู่ตาอยู่แทบทุกชุมชน ก็ต้องมีผู้สื่อสารระหว่างผีปู่ตากับชาวบ้าน เรียกว่า “เฒ่าจ้ำ”

เรื่องนี้น่าสังเกตว่าหลายจังหวัดในภาคกลางก็มีศาลปู่ตาและผู้สื่อสารเช่น กัน บางแห่งเรียก “เจ้าจ้ำ” บางแห่งก็เรียก “จ้ำ” คำเดียว มีทั้งสระบุรี ลพบุรี และปราจีนบุรี เชื่อว่าลาวพวนตามจังหวัดดังกล่าวคงจะอพยพมาจากอีสาน และนำความเชื่อถือของตนมาด้วยค่ะ

เฒ่าจ้ำในบ้านดิฉันยังมีหน้าที่ดูแลศาลปู่ตา รวมทั้งต้นไม้และสัตว์ต่างๆ ในบริเวณนั้น เพื่อให้สงบร่มรื่นและสะอาดสะอ้านตามสมควร

พิธีเลี้ยงผีปู่ตาก็น่าสนใจนะคะ

ปกติจะทำกันในวันพุธ เป็นประจำทุกปี ปีละ 2 ครั้ง คือตอน “ลงนา” กับ “ขึ้นนา” ตอนแรกจะทำในเดือน 6 เพื่อเสี่ยงทายในการทำนาและเก็บเกี่ยวว่าน้ำท่าจะบริบูรณ์หรือแห้งแล้ง ส่วนตอนหลังคือเดือน 3 ฤดูเก็บเกี่ยวเสร็จก็จะทำพิธีอีกครั้งหนึ่ง

เรียกว่า “เลี้ยงลง” กับ “เลี้ยงขึ้น” ค่ะ

ตอนนี้เป็นหน้าที่ของเฒ่าจ้ำจะไปบอกผู้ใหญ่บ้าน เพื่อให้แจ้งข่าวถึงวันทำพิธีด้วยการตีฆ้องบ้าง ตะโกนบอกกันต่อๆ ไปบ้าง เมื่อถึงวันสำคัญแล้วชาวบ้านทุกครัวเรือนก็จะนำหัวหมู ไก่ต้มและสุราไปร่วมพิธีกันอย่างครึกครื้น…เสร็จพิธีก็นำสุราอาหารเหล่า นั้นมาแบ่งปันกันกิน

อ้อ! ระหว่างที่ทำพิธีไหว้ผีปู่ตาก็จะมีการเสี่ยงทายด้วย เช่น การ “เสี่ยงคางไก่” โดยเฒ่าจ้ำจะจุดธูปบอกกล่าวผีปู่ตาว่า…

“ถ้าบ้านเมืองอยู่เย็นเป็นสุข น้ำท่าและข้าวปลาอาหารบริบูรณ์แล้ว ก็ขอให้ท่านเจ้าปู่ตาจงดัดแปลงคางไก่ให้โค้งเข้าเหมือนคันเคียวสวยงาม แต่ถ้าจะเกิดความแห้งแล้งก็ขอให้เจ้าปู่ตาจงดัดแปลงคางไก่ให้หงิกงอ หรือถ้าจะเกิดฝนตกหนักจนน้ำท่วม ก็ขอให้เจ้าปู่ตาจงช่วยดัดแปลงคางไก่ให้ตรงๆ ด้วยเถิด”

ปรากฏว่าคำทำนายของผีปู่ตามักจะแม่นยำ จนทำให้ผู้คนเชื่อถือตลอดมา

ประสบการณ์ขนหัวลุกสมัยเด็กของดิฉันคือการรำผีฟ้าค่ะ!

นั่นคือพิธีกรรมเพื่อรักษาคนเจ็บไข้ได้ป่วย เพราะแพทย์และพยาบาลยังไม่ก้าวหน้า ชาวบ้านจึงต้องใช้ไสยศาสตร์เข้าช่วย ขอร้องให้ผีฟ้ามาเข้าทรง หรือ “นางทรง” ที่ได้รับการถ่ายทอดสืบต่อจากผีฟ้าในยุคก่อนๆ

อย่างแรกต้องตั้งศาลเพียงตาและเครื่องเซ่น มีคนเป่าแคน ทำพิธีไหว้ครู มีคนฟ้อนรำและขับร้องกันเป็นหมู่เพื่ออ้อนวอนขอพรจากผีฟ้า ให้บันดาลความสุขความเจริญให้แก่คนในหมู่บ้าน และขอให้ผีฟ้าช่วยคนเจ็บป่วยหายขาดโดยเร็วไวด้วยเถิด…