ผีฝรั่ง

10 entries have been tagged with ผีฝรั่ง.

ผีสิงในคาสิโน

เรื่องยังไม่จบแค่นี้ ในวันรุ่งขึ้นทุกคนก็เจอเรื่องเดิมอีกจนเขาบอกว่าเริ่มชินแล้ว คือ จากกลัวจนเลิกกลัวแล้วเพราะเหนื่อยจากการทำงานกันมาก วันนี้ฉันและพี่ที่อยู่ห้องเดียวกันอีกคนยังไม่ไปที่ทำงานเพราะต้องเคลียร์ งานกันในห้อง เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยก็จะไปยังสถานที่ทำงานจึงเดินออกมาปิดล็อกห้องอย่าง ดี แต่ห้องของพี่ผู้ชายกลับเปิดอ้าไว้ทั้งที่พวกเขาออกไปทำงานกันหมด ฉันกำลังจะไปปิดประตูให้แต่พี่ผู้ชายเดินออกมาจากลิฟท์พอดี ฉันจึงตำหนิเขาว่าเปิดประตูทิ้งไว้ทำไม เพราะมีของมีค่าอยู่เยอะมาก พวกเขาก็ยืนยันว่าปิดล็อกเรียบร้อยแล้ว พี่ผู้ชายคนหนึ่งพูดขึ้นว่าน้องมาเปิดนะสิบาคาร่าเมื่อวานเขาก็เห็นว่าน้อง เปิดประตูรอพวกเขากลับมา เท่านั้นแหละทุกคนก็รีบชวนกันลงมาข้างล่างทันที

สี่ วันผ่านไปอย่างร้อนๆ หนาวๆ ในที่สุดก็ได้กรับกรุงเทพสักที รู้สึกดีใจมากๆ เพราะรู้สึกกลัว ไม่อยากเจอ แม้จะรู้สึกบ้างแต่ยังดีที่ไม่เคยเห็นแบบจะๆ ก่อนกลับก็ถามแม่บ้านที่โรงแรมจึงได้ความว่า เคยมีนักท่องเที่ยวที่เป็นเด็กเสียชีวิตที่นี่ และเขาก็ไม่ไปไหน ยังคงวนเวียนชวนให้แขกที่มาพักไปเล่นกับเขาอยู่แบบนี้มานานแล้ว

ตอนนั้นฉันและพี่ที่ทำงานรวมกัน 7 คน ไปทำงานที่จ.ภูเก็ต และต้องไปพักที่โรงแรมแห่งหนึ่ง ฉันนอนกับพี่ผู้หญิงอีกสองคน ส่วนผู้ชายก็นอนด้วยกันสามคนที่ห้องด้านขวา หัวหน้าอยู่ห้องด้านซ้าย การทำงานผ่านไปอย่างราบรื่น จนกระทั่งคืนที่หนึ่งของการพักผ่อนผ่านพ้นไปคาสิโนออนไลน์ พวกเราทั้งหมดไปรับประทานอาหารเช้าที่ห้องอาหารของโรงแรม แต่สีหน้าของพวกเขาดูหมองคล้ำ อ่อนเพลีย คล้ายคนอดนอน ฉันจึงเข้าใจว่าพวกเขาคงแอบไปเที่ยวกลางคืนกันเป็นแน่ จึงไม่ได้ถามไถ่อะไร และพวกเขาก็ไม่พูดอะไรด้วย จากนั้นพวกเราก็ไปทำงานกัน

จนกระทั่งใกล้จะเลิกงาน พวกผู้ชายเริ่มมีอาการไม่อยากกลับที่พัก ทั้งที่ดูง่วงหง่าวหาวนอนกันเป็นทิวแถวแท้ๆ ถามกันไปมาจนได้ความว่า พวกเขาเจอ “ผีเด็กมาเล่นด้วยทั้งคืน!!!” เมื่อเอาผ้าห่มคลุมโปง ผีเด็กก็ดึงผ้าห่มออกอยู่แบบนั้น และวิ่งไปมาภายในห้องอย่างสนุกสนาน (สนุกอยู่คนเดียว) ทำให้พวกเขาต้องอยู่ในอาการหวาดผวา แต่ก็มีคนกล้ากว่าเพื่อน พูดออกมาว่าไม่เล่น จะนอนแล้ว เท่านั้นแหละผีเด็กก็เริ่มลามือ และยอมให้พวกเขานอนแต่โดยดี พี่ๆ บอกว่าไม่อยากเล่าให้ฟังเพราะไม่อยากให้พวกเรากลัวกัน เพราะห้องก็อยู่ติดกันแค่นี้เอง

น่าแปลกที่ห้องของฉันกลับไม่มีใครเจอเลย แต่หัวหน้าคาสิโนที่นอนอยู่ห้องถัดไปกลับเจอเช่นเดียวกัน อาจเป็นเพราะก่อนนอนฉันสวดมนต์ แผ่เมตตา และขออนุญาตสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของสถานที่นั้นแล้วก็เป็นได้ เมื่อคิดได้ดังนั้นก็ได้แต่โล่งใจ

แต่แล้วในวันถัดมา ฉันต้องเอาข้อมูลของงานลงเครื่องคอมพิวเตอร์ซึ่งอยู่ในห้องของผู้ชาย ฉันและพี่ๆ ที่ทำงานก็นั่งกันในห้องนั้น ทุกคนนั่งทางด้านซ้ายมือของฉันกันหมด ระหว่างที่ฉันนั่งเก็บข้อมูลอยู่นั้นก็รู้สึกเหมือนมีใครเอาหน้ามาเกยไว้บน ไหล่ทางด้านขวาจนรู้สึกเหมือนแก้มแทบจะชนกันจึงหันขวับไปดูเพราะคิดว่าพี่ๆ แกล้ง แต่ปรากฎว่าทุกคนนั่งคุยกันอยู่ที่เดิม เมื่อฉันถามเขาก็ทำหน้างงกันหมด และยืนยันว่าไม่ได้เดินมาทางนี้กันเลย เท่านั้นแหละฉันรีบเรียกพี่อีกคนมานั่งเป็นเพื่อนทันที

 

ผัวหนูเป็นผี

มีอีกเรื่องที่อ้อมเล่าให้ฟังว่า เวลาเธออยู่ตามลำพัง ตอนนอนเคลิ้มๆ จะรู้สึกเหมือนมีใครมานอนอยู่ข้างๆ เสมอ…

เตียง ของอ้อมเป็นขนาดนอนได้สองคนค่ะ และหนูก็หลับๆ ตื่นๆ ไม่ค่อยได้นอนหลับเต็มอิ่ม เพราะมันคอยระแวงน่ะค่ะว่าจะมีใครมาเขี่ยเท้า หรือมายืนข้างเตียงทวงที่นอน และหนูก็ไม่หันไปมองตู้เสื้อผ้าเลย…

กลัวจะเห็นผีเด็กนั่งห้อยขาอยู่หลังตู้!!

ในที่สุดอ้อมก็บอกว่าเธอชวนญาติคน หนึ่งมาอยู่ด้วย เป็นผู้หญิงวัยเดียวกัน และพอดีญาติคนนั้นเพิ่งเข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ อ้อมไม่ต้องรบกวนหนูแล้ว! เฮ้อ…โล่งอกไปที

ทุกวันนี้อ้อมก็ยังอยู่ที่ห้องนั้น และมีเรื่องแปลกๆ เหมือนเดิม แต่เธอทั้งคู่ก็ยังไม่เคยถูกหลอกจังๆ เลย…ขอให้เป็นอย่างนี้ตลอดไปเถอะค่ะ!

อ้อมเล่าว่าห้องของเขามีอะไรแปลกๆ ทั้งเสียงผู้หญิงร้องไห้ เสียงคนใช้ห้องน้ำ ไฟฟ้าที่เปิดปิดเอง ข้าวของเครื่องใช้อย่างหวี หรือกรรไกรตัดเล็บก็ย้ายที่ของมันเองอยู่บ่อยๆ

เราตกลงไปถามเรื่องนี้กับคนทรงแถวราชวัตรค่ะ เขาบอกว่าในห้องอ้อมมีผีจริงๆ เป็นผีผู้หญิงที่กินยาตายมาหลายปีแล้ว เธอน่าจะไปเกิดแต่ยังหรอกค่ะ เธอยังต้องใช้กรรมอยู่ในภพภูมิระหว่างโลกของคนตายและคนเป็น

เธออยู่ในห้องของอ้อมและใช้ชีวิตไปตามปกติ แต่ออกไปไหนไม่ได้

นอกจากผู้หญิงคนนี้แล้ว คนทรงยังบอกว่ามีเด็กเล็กๆ อีกตนหนึ่ง ซึ่งอาศัยอยู่ในตู้เสื้อผ้าของอ้อม และชอบออกมานั่งห้อยขาบนหลังตู้

ฟังอย่างนี้แล้วขนหัวลุกเลยค่ะ!

 

ไม่รู้ว่าอุปาทานหรือเปล่านะคะ แต่ตอนที่อ้อมเปิดประตูห้องน่ะ หนูรู้สึกว่ามีลมพัดออกมาจากห้องวูบหนึ่ง เย็นเยือกราวกับเปิดแอร์ไว้ ทั้งๆ ที่ไม่ใช่ห้องแอร์สักหน่อย เราใช้พัดลมน่ะค่ะ และตอนนั้นพัดลมก็ไม่ได้เปิดเสียด้วย

แล้วลมเย็นวูบนั้นมันมาจากไหนล่ะคะ?

พอหนูไปอยู่คืนแรกก็โดนรับน้องเลยค่ะ!! ตอนอ้อมเข้าไปอาบน้ำน่ะหนูนั่งดูทีวีอยู่บนเตียง ปรากฏว่าอยู่ดีๆ ไฟก็ดับ เล่นเอาหนูใจหายวาบ กลัวจนลนลาน รู้สึกว่าได้ยินเสียงเด็กกับผู้หญิงหัวเราะเบาๆ แล้วไฟก็เปิดสว่าง…

เฮ้อ! เกือบร้องกรี๊ดเลยค่ะ!!

แต่คนทรงบอกว่าไม่เป็นไรหรอก เขาก็อยู่ของเขา เราก็อยู่ของเรา ผีผู้หญิงและผีเด็กไม่ได้ทำอันตรายใดๆ และไม่ถึงกับต้องตั้งแท่นบูชาเซ่นไหว้เขา ขอให้อ้อมอยู่ตามสบาย

แหม…รู้ ว่าห้องมีผี ใครจะอยู่ได้อย่างสบายๆ ล่ะคะ อ้อมไม่รู้จะย้ายไปที่ไหน เธอขอคิดดูก่อน ที่นี่ใกล้ที่ทำงานมาก ของกินเพียบ และราคาก็ไม่ถึงกับแพงอีกด้วย

อ้อมคุยกับหนูว่า จริงอย่างคนทรงพูด คือผีไม่ได้มาหลอกหลอน มาอำหรือมาทำร้ายฉุดแข้งฉุดขาแต่อย่างใด ฉะนั้น ถ้าข่มความกลัวซะก็อยู่ด้วยกันได้ อ้อมขอให้หนูไปอยู่เป็นเพื่อนสักพักหนึ่ง เพราะเธอเสียวไส้ค่ะ

บอกตรงๆ ว่าใจหนูนั้นเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง ความที่สงสารเพื่อนก็เลยบอกกับแม่ว่า หนูขอไปอยู่กับอ้อมสัก 4-5 วัน

หนูกลัวมาก แต่ความที่เพิ่งออกเวรมาทำให้เหนื่อยล้า หนูอาบน้ำต่อจากอ้อม แล้วเราก็ปิดไฟเข้านอน แต่หนูขอเปิดไฟห้องน้ำให้ไฟมันลอดออกมาจะได้อุ่นใจหน่อย

อ้อ! หนูแนะนำอ้อมให้ไปซื้อโคมไฟหัวเตียงมาเปิดไว้ทั้งคืน จะดีมากเลยละ!

 

 

ผีมาหลอก

 

ในที่สุด มีลูกค้าคนหนึ่งแนะนำให้หนูไปเรียนที่สวนลุมพินี เป็นศูนย์ฝึกวิชาชีพของรัฐบาล ไม่ต้องเสียค่าเรียน นอกจากอุปกรณ์เท่านั้นที่เราต้องหา ไปเอง

ที่นั่นเปิดสอนตั้งแต่สามโมงเช้าถึงสามโมงเย็น มีวิชาชีพให้เลือกหลายอย่างค่ะ ทั้งเย็บปักถักร้อย ตัดเย็บเสื้อผ้า จัดดอกไม้ เพนต์สีและเสริมสวย สำหรับผู้ชายก็มีแก้ทีวี ซ่อมคอมพิวเตอร์ ซ่อมรถยนต์ ตัดผม ฯลฯ ใครเรียนจบก็ใช้วิชาไปทำมาหากินได้เลย

คนที่ยังไม่มีงานทำหรือมีเวลามากพอก็จะเรียนทุกวัน หลักสูตรเดือนเดียวจบ แต่ถ้าเวลาน้อยแบบหนูก็ไปเรียนอาทิตย์ละวัน แต่ต้องใช้เวลานานถึง 6 เดือนจึงจะจบหลักสูตรรุ่นแรก น้าอ๋อยก็ใจดีให้หนูไปเรียนทุกอาทิตย์

ตอนเช้าๆ เย็นๆ จะมีหนุ่มสาวเดินกันขวักไขว่หลายร้อยคน อากาศดีเพราะมีต้นไม้ใหญ่ๆ เยอะแยะ สถานที่กว้างขวาง มีหลังคากันแดดกันฝน ใจจริงหนูอยากเรียนทุกวันด้วยซ้ำ จะได้จบรุ่นแรกเร็วๆ

วันแรกก็ได้เพื่อน 2-3 คน ต่อมาสนิทสนมอยู่คนหนึ่งชื่อส้มโอ หน้าตาสะสวย ผมยาว รูปร่างขาวบาง ปากติดยิ้มนิดๆ นิสัยชอบฟังมากกว่าพูด ตาใสน่ารักมากค่ะ ส้มโอมีชีวิตคล้ายๆ หนู คือมาจากตจว.และอยู่ร้านเสริมสวยเหมือนกัน มาหาความรู้เพิ่มเติมอาทิตย์ละวัน ตอนสายๆ วันอาทิตย์ก็ได้พบกันแล้ว พอบ่ายสามออกจากสวนลุมฯ เดินคุยกันสองคน อยากไปเที่ยวต่อก็ไม่มีเวลา เพราะต้องรีบไปทำงานที่ร้าน

วันหนึ่งมีผู้ชายมายืนรอส้มโอที่หน้าประตูด้านนอก เธอหันมายิ้มอายๆ ก่อนบอกเสียงเบา…ไปก่อนนะ วันนี้แฟนมารับ! หนูอดหัวเราะไม่ได้ บอกว่าโชคดีนะ….แต่อาทิตย์ต่อมาก็ไม่เห็นผู้ชายคนนั้นอีกเลย

เมื่อเข้าเดือนที่สองก็เรียนตัดเล็บ ทำเล็บ ครูให้จับคู่กันทำ แน่ล่ะค่ะ! หนูกับส้มโอก็จับคู่กันโดยไม่ต้องคิดอะไรให้เสียเวลา

มีการแช่มือและเท้าในอ่างน้ำสักพักแล้วใช้แปรงถูสบู่ขัดเล็บ เช็ดแห้งแล้วลงวาสลีนให้หนังนุ่มก่อนจะเช็ดออกเพื่อตัดหนังด้านๆ ออกไป เสร็จแล้วถึงจะตัดเล็บ ลงตะไบ ครูมาเดินดูยิ้มๆ เพราะรู้ว่าเรามีประสบการณ์มาพอสมควร

หนูจำได้ว่าวันนั้นอาทิตย์ที่หกพอดี เราผลัดกันทำเล็บโดยหนูทำให้ส้มโอก่อน เสร็จแล้วครูก็มาตรวจดูบอกว่าใช้ได้ พอถึงตาส้มโอทำให้หนูถึงได้สังเกตว่าใจลอยชอบกล เดี๋ยวๆ ก็หันไปมองข้างนอกที่มีคนเดินผ่านไปมา แล้วก็ถอนใจ….

หนูเห็นชัดเพราะส้มโอนั่งบนม้าเตี้ยๆ ต่ำกว่าหนู!

ตอนตัดหนังเล็บมือก็เผลอจนหนูเจ็บจี๊ด ร้องอุทานเบาๆ จนครูเดินมาดู นิ้วก้อยข้างซ้ายมีเลือดซึมเลยค่ะ ส้มโอกดแผล หน้าซีด พร่ำขอ โทษไม่ขาดปาก หนูบอกไม่เป็นไร…แต่ครูดุส้มโอที่ไม่ระวัง กับสอนให้ตั้งใจมากๆ ตอนตัดหนังตรงจมูกเล็บเพราะตัดยาก ถ้าไม่ประณีตจะโดนลูกค้าตำหนิเอาได้

วันนั้นส้มโอหน้าตาไม่สบายเลย ดูเป็นกังวลอะไรชอบกล จนถึงตอนพักเที่ยงออกไปกินอาหารกลางวันเธอก็เหลียวซ้ายแลขวาไม่หยุด หนูถามว่ามีอะไรก็บอกว่าเปล่า แต่หลบตาวูบวาบ ก่อนเข้าเรียนตอนบ่ายขอตัวไปห้องน้ำ แต่พอเริ่มเรียนแล้วเธอก็ยังไม่กลับมา

วันนั้นฟ้ามืดครึ้มคล้ายฝนจะตก จู่ๆ ส้มโอก็เข้ามานั่งข้างหนู ครูกำลังสอนเพิ่มเติมเรื่องตัดแต่งเล็บ รวมทั้งความสะอาดเครื่องมือต่างๆ เพื่อป้องกันการติดเชื้อ

ตอนเลิกเรียนมีฝนตกพรำๆ หนูเตรียมร่มไว้แล้วและกางเผื่อส้มโอด้วย เธอเงียบผิดปกติ ขณะที่เดินไปตามทางออกซึ่งมีต้นไม้เรียงราย คนอื่นๆ ก็รีบเดินบ้าง ร้องทักทายกันบ้าง มีคนเรียกชื่อหนูจนหันไปมอง เห็นพี่คนหนึ่งเรียนตัดเย็บร้องถามว่า….วันนี้กลับคนเดียวเหรอ? เพื่อนซี้หายไปไหน?

หนูหัวเราะเพราะนึกว่าโดนอำ แต่เมื่อหันกลับก็เห็นส้มโอเดินลิ่วๆ ไปจนใกล้ประตูรั้วแล้ว….ดูสับสนปนเปไปกับคนอื่นในสายฝนบางๆ แต่ก็ดูคล้ายจะหายไปเฉยๆ จนหนูขนลุกซ่าอย่างบอกไม่ถูก

วันรุ่งขึ้น หนูเห็นหนังสือพิมพ์ลงข่าวว่าผู้หญิงถูกชายคนรักแทงตายคาที่เพราะความหึงหวง หน้าสวนลุมฯ เวลาประมาณบ่ายสามโมง แล้วฆาตกรก็หลบหนีไป

หนังสือพิมพ์ร่วงจากมือ….หนูเห็นรูปถ่ายของส้มโอมองสบตาเศร้าๆ เหมือนจะบอกว่าลาก่อน เมื่อวานวิญญาณเธอกลับมาเรียนหรือมาลาหนูกันแน่คะ?

ผีจากเบื้องบน

เย็นนั้นผมไปนั่งดวดเหล้าแก้กลุ้มอยู่ที่ร้านข้าวต้มอ้วนผอมเพียงเดียว ดาย เพื่อนฝูงที่เคยมีเป็นกระตั้กก็ไม่รู้หายหัวไปไหนหมด ไม่อยากคิดถึงคำพังเพยเก่าๆ ให้ช้ำใจเปล่าๆ

“ยามมั่งมีผีผอมตอมกันแดก ยามถังแตกผีอ้วนชวนกันหนี”

ชีวิต คนเรามันก็แค่นี้แหละครับ ผมเองก็ไม่ได้คิดอะไรมากตามประสาคนวัยเลยสามสิบไม่เท่าไหร่ ยังไม่มีลูกเมียให้ห่วงใย เงินทองก็ยังพออุ่นกระเป๋า เอาไว้ให้หายเซ็งซักพักค่อยดิ้นรนหางานการทำกันใหม่

“ไอ้เอ๋โว้ย พ่อมึงมาหาแล้วว่ะ!”

เสียง คุ้นหูดังขึ้นใกล้ๆ โต๊ะ หันขวับไปเห็นไอ้โห้เพื่อนเกลอก็ดีใจแทบกระโดดกอด ชักชวนให้มันนั่ง ร่วมโต๊ะ สั่งแก้วมาเพิ่ม ตั้งปัญหาว่ามันอยู่บางกรวยแล้วถ่อมาทำอะไรถึงนี่? มันก็ตอบสั้นๆ ว่าได้ข่าวผมตกงานก็เลยรีบมาเยี่ยม ไปหาที่บ้านไม่เจอก็เดาว่าคงมาซัดเหล้าแก้กลุ้มแถวปากซอยน่ะซี

ผมเองก็เคยเจอะเจอเรื่องแบบนี้มาแล้ว อย่างแรก บริษัทที่ผมทำงานอยู่ใกล้ๆ บ้านในนนทบุรีเกิดเลิก กิจการดื้อๆ โดยมีสาเหตุมาจากการขาดทุนยุบยับ ไหนจะมีข่าวเรื่องการปรับค่าแรงขึ้นเป็นวันละ 300 บาท อีกล่ะ ถึงกับร้องไอ๊หยา อั๊วทู่ซี้ต่อไปไม่ไหวแล้วว่ะ! แต่ยังมีน้ำใจจ่ายเงินเดือนให้พนักงานคนละ 3 เดือน ก่อนจะโบกมือบ๊ายบายขายใครต่อก็ไม่รู้?

อ้าว? แฟนผมที่ขายของอยู่หน้าตลาด กำลังรักกัน จี๋จ๋าอยู่ดีๆ พอรู้ว่าผมตกงานออกมาเตะฝุ่นได้ไม่นาน คุณเธอก็มีไอ้หนุ่มคนใหม่ขับรถเก๋งมารับตอนเย็นๆ ให้เห็นตำตา…ตัดสวาทขาดสัมพันธ์กับผมไปดื้อๆ ซะยังงั้น แหละเอ้า!

นี่ไงครับ ที่ทำให้ผมเชื่อสนิทแล้วว่าเคราะห์ร้ายไม่ได้มาครั้งเดียว แถมถาโถมมาพร้อมๆ กัน…เท่านั้นยังไม่พอ หน็อย! ดันผ่าถูกผีหลอกเข้าจั๋งหนับอีกต่างหาก

เรื่องเป็นยังงี้ครับ

 

ฟังเพื่อนแล้วซึ้งครับ ไม่ใช่ว่าจะมีแต่เพื่อนกินเพื่อนกัน เพื่อนรู้ไม่ทัน เพื่อนกันก็เอาไปกินซะทั้งนั้น ไอ้ที่มีน้ำจิตน้ำใจลูกผู้ชายก็ยังมี ใช่ว่าจะเป็น “ตุ๊ดใจมด” ไปซะทั้งหมด

สรุปว่าคืนนั้นเราซัดเหล้ากันครึกครื้นแค่สองคน ไอ้โห้ชวนไปต่อที่บ้านมัน จะได้เปลี่ยนบรรยากาศใหม่ๆ ซะมั่ง ไม่ต้องจมอยู่กับที่เก่าเรื่องเก่าให้ให้ปวดกะโหลกเปล่าๆ คืนนี้ก็นอนค้างที่นั่นด้วยกัน พรุ่งนี้ค่อยกลับบ้าน…ขึ้นรถเมล์สายท่าน้ำนนท์-บางบัวทองไปได้เลย

อ๊ะ! เงินทองยังเต็มกระเป๋า ผมบอกไปแท็กซี่ดีกว่า คนมีเงินใจร้อนว่ะ!

แวะบรรเลงสุรากันอีกกลม ก่อนจะเดินข้ามสะพานคลองบางกรวยไปบ้านไอ้โห้ที่มันอาศัยอยู่กับพ่อแม่ ห้องนอนชั้นบนดูปลอดโปร่ง แวดล้อมด้วยต้นไม้น้อยใหญ่ยืนทะมึนอยู่ในราตรี ยังมีบรรยากาศของเรือกสวนอย่างในตัวจังหวัดสมัยผมเด็กๆ

ขณะนั้นดึกมากแล้ว ไอ้โห้หลับสนิทอยู่ในมุ้ง ส่วนผมกลับตาแข็ง อยากได้หงส์มาเป็นเพื่อนใจอีกซักแบน เพราะนอนตื่นใกล้เที่ยงมาหลายวันแล้วตั้งแต่ตกงานมาน่ะ

เสียงยอดไม้คร่ำครวญกับสายลม คืนนั้นไร้เมฆฝน เห็นพระจันทร์เต็มดวงลอยอ้างว้างอยู่กลางหาว แมลงกลางคืนขยับปีกเพื่อนราตรี ความคิดผมฟุ้งซ่านเพ้อเจ้อ… ว่าจะหักใจลืมจากอดีตสาวรักก็ลืมไม่ลง…ป่านนี้เธออาจจะหลับใหลอยู่เดียว ดาย หรือกกกอดอยู่กับชายคนใหม่ก็ไม่ทราบ? คงจริงอย่างที่เพลงเก่าๆ เขาร้อง

…ใจนางเหมือนดั่งทางรถ เคี้ยวคดเหมือนทางรถเมล์! เฮ้อ…

เอ๊ะ! เสียงแกรกกรากอะไรค่อนข้างดังอยู่ใกล้ๆ นี่เอง?

ตอนแรกนึกว่าหูแว่วไปเอง แต่เสียงนั้นยิ่งชัดเจนขึ้นทุกที จนทำให้ผมอดรนทนไม่ไหว ต้องเปิดมุ้งออกไปดูที่หน้าต่าง…แล้วก็ได้เห็นภาพแปลกประหลาดที่สุดใน ชีวิต!

แสงจันทร์ส่องสว่างให้เห็นร่างของเด็กชายอายุราว 7-8 ขวบ เปลือยเปล่าแทบไม่น่าเชื่อเพราะอากาศยามดึกในฤดูฝนค่อนข้างเยือกเย็นเอาการ กำลังเดินอยู่บนหลังบ้านที่อยู่ใกล้ๆ กัน…เด็กอะไรมาแก้ผ้าเดินบนหลังคายามดึกดื่นแบบนี้ล่ะ?

หรือว่าเด็กนั่นไม่ใช่คนอย่างเราๆ แต่…ความคิดผมสะดุดกึกเมื่อเด็กเจ้ากรรมก็หยุดชะงัก ค่อยๆ หันหน้ามามองผมอย่างเชื่องช้า ตาดำขลับจ้องเขม็ง ปากแดงระเรื่อยิ้มคล้ายแสยะ แต่ทำให้ผมรู้สึกขนหัวลุกกรูเกรียว ปากคอ แห้งผากไปหมด…

หัวใจเต้นโครมคราม รีบเผ่นกลับเข้ามุ้งทันทีทันใด!

สายวันรุ่งขึ้น ผมยังไม่ทันเล่าเรื่องเมื่อคืนให้ ไอ้โห้ฟัง ก็พอดีหันไปมองทางหน้าต่างนั้นอีกครั้ง คราวนี้ตกตะลึงอ้าปากค้างเมื่อเห็นตุ๊กตาดินเผาตัวโตเหมือนเด็กสองขวบนั่ง เอกเขนกพิงเสาไฟฟ้าโดดเด่นอยู่ในแสงแดดบนหลังคา…ขนหัวลุกซีครับ! บรื๋อออ…

ซาตานสั่งล่า

ผมเป็นเพื่อนสนิทที่ไปมาหาสู่กันบ่อยๆ ต้องยืนยันว่าเจ้าโหน่งไม่ได้บ้าบอ หรือสติไม่สมประกอบแน่นอน พูดคุยกันรู้เรื่อง ถามอะไรก็จำได้ พ่อแม่มันก็ชอบให้ผมไปบ้านเขาบ่อยๆ ลูกชายจะได้พูดคุย ยิ้มแย้มแจ่มใส ไม่งั้นมักจะหมกตัวเงียบอยู่ในห้องคนเดียว

ไม่ช้าผมก็ต้องขนหัวลุกเพราะเจ้าโหน่งนี่เอง!

ตอน บ่ายวันนั้นเรานั่งคุยกันที่โต๊ะหินหน้าบ้าน มีต้นมะม่วงกับชมพู่ร่มครึ้ม เจ้าโหน่งมองไปที่รั้วไม้ระแนงแล้วถามว่าเห็นใครไหม? ผมบอกจะเห็นได้ยังไงเพราะรั้วบัง

“ไม่ใช่นอกบ้าน…ที่ใต้ต้นมะม่วงนั่นไง ผู้ชายตัวดำๆ ล่ำเตี้ยกำลังมองเราอยู่”

ผมยืนยันว่าไม่เห็นใครเลย นอกจากผู้คนที่เดินผ่านไปมานอกรั้วเท่านั้น

“มันชื่อสิงห์-ตามข้ามาจากโรงพยาบาลตั้งแต่วันแรก”

วันหนึ่งไปมีเรื่องที่บ้านใหม่ เขม่นกันในร้านเหล้า เจ้าโหน่งโดนเจ้าถิ่นรุมสกรัม ประเคนด้วยไม้หน้าสามจนสลบเหมือด ต้องไปนอนโรงพยาบาลสิบกว่าวันถึงกลับบ้านได้

ตั้งแต่นั้นมา เจ้าโหน่งก็เปลี่ยนนิสัยเหมือนเป็นคนละคน!

เคยชอบเที่ยวเตร่ สนุกสนานเฮฮาก็กลับนิ่งเงียบ ไม่ค่อยออกจากบ้าน ร่างกายซูบผอมลง นัยน์ตาเลื่อนลอยไม่จับคน บางทีก็พยักหน้าหงึกๆ กับใครไม่ทราบ บางทีก็พูดพึมพำคนเดียว จนชาวบ้านนินทาว่ามันกลายเป็นคนบ้าๆ บอๆ เพราะโดนตีหัวจบสลบคราวนั้นเอง

 

“คิดไปเองมั้ง? ไม่ก็ตาฝาด…”

“เปล่า…ไอ้สิงห์ตามข้ามาจริงๆ มันโดนสิบล้อทับตายคาที่ ก่อนข้าจะออกจากโรงพยาบาลได้ 2-3 วันเท่านั้น มันมาขออยู่ด้วยว่ะ! นั่นไง…มันกำลังยิ้มฟันขาวกับเอ็งแน่ะ”

ผมขนลุกซ่า ทั้งที่เป็นกลางวันแสกๆ ก็เถอะเอ้า! ตอนแรกผมคิดว่าเจ้าโหน่งเป็นบ้าไปแล้วจริงๆ อย่างเขานินทา แต่คำพูดต่อมาของมันยิ่งทำให้ผมเสียวสันหลังมากกว่าเดิม

“ข้ารู้ว่าเอ็งไม่เห็น ใครๆ ก็ไม่เห็น มีแต่ข้าคนเดียวที่เห็นถนัด…ได้ยินเสียงมันด้วย” เจ้าโหน่งถอนใจยาว นัยน์ตาที่จมลึกอยู่ในเบ้าราวกับจะขยายใหญ่ยิ่งกว่าเดิม “ไม่ใช่ไอ้สิงห์คนเดียวนะ…นั่น! ตาปลอดกับลุงฉ่ำ ยายเขียวกับป้าแสง ยืนมองเราอยู่ที่หน้าประตูนั่นไง”

“ไอ้โหน่ง…” ผมคราง ปากคอแห้งผากไปถนัด “เอ็งจะเห็นได้ยังไงวะ? ก็พวกนั้นน่ะตายหมดแล้วนี่หว่า”

“อ้าว? ไอ้เด่นเดินมาอีกคนแล้ว นี่มันตกน้ำตายตอนต้นปีน่ะ!”

ผมตัวแข็งลิ้นแข็งจนพูดอะไรไม่ออก จ้องมองแทบตาถลนไปยังประตูรั้วก็ไม่เห็นใครที่เจ้าโหน่งเอ่ยชื่อมา…เจ้า เด่นวัยสิบขวบกว่าๆ ที่ตกน้ำตายก็ไม่เห็น!

คุณพระคุณเจ้า! ผมเห็นเจ้าโหน่งยิ้มกว้างขวางขึ้น กวักมือเรียกอย่างอารมณ์ดี

“เข้ามาซีวะไอ้เด่น อยากคุยกันก็เข้ามา” มันพูดเสียงดังก่อนจะพยักหน้าช้าๆ “เออ! งั้นก็ตามใจเหอะวะ” มันหันมายิ้มกับผม “ไอ้เด่นบอกว่าวันหลัง…มันรู้ว่าเอ็งกลัวมัน”

เจ้าโหน่งทั้งเห็นผี ทั้งได้ยินเสียงผีด้วยเหรอเนี่ย? ตอนแรกผมคิดว่ามันหยอกล้อผมเล่นตามประสาเพื่อนฝูง แต่วันต่อๆ มามันก็ชี้ให้ดูมะม่วงหน้าบ้านต้นนั้น บอกว่าผู้หญิงที่ไหนไม่รู้นั่งอยู่บนกิ่งใหญ่…ผีผูกคอตาย!

“สงสัยจะตายมานานแล้ว พ่อแม่ก็ไม่ยอมเล่าให้ฟัง ตอนกลางคืนข้าเห็นแกห้อยโตงเตง กวักมือหย็อยๆ เรียกข้าไปอยู่ด้วย พอตอนกลางวันก็นั่งร้องไห้อยู่บนกิ่งใหญ่ที่ว่านั่นไง”

ถึงจะมองไม่เห็นอะไรเลย แต่ผมก็รู้สึกแผ่นหลังเย็นวาบ ขนลุกซ่าไปทั้งตัว!

เมื่อกลับบ้านไปถามพ่อเรื่องนี้ ก็ได้ความว่าญาติข้างแม่ของเจ้าโหน่งมาอาศัยอยู่ไม่นานก็ผูกคอตายมาสิบกว่า ปีแล้ว สาเหตุมาจากท้องไม่มีพ่อ

ผมแน่ใจว่าเพื่อนไม่ได้บ้าๆ บอๆ จนเกิดเพ้อเจ้อไปเอง แต่เกิดมีญาณวิเศษหรือพรสวรรค์หลังจากโดนตีจนสลบ…คิดว่าห่างๆ ไปสักพักก่อน ที่ไหนได้ล่ะครับ แค่อีกไม่กี่วันต่อมา เจ้าโหน่งก็ผูกคอตายที่ต้นมะม่วงริมรั้วนั่นเอง

เป็นอันว่าผีแขวนคอเรียกร้องให้เพื่อนผมไปอยู่ด้วยกันได้สำเร็จแล้ว…แบบนี้จะไม่ให้ผมเชื่อว่าผีมีจริงได้ยังไง? บรื๋อออ..

ผีในหลีบ

สองพี่น้องร้องๆๆ ไม่หยุด จนคนทั้งบ้านวิ่งโครมๆ ขึ้นมาดูกันใหญ่ ผมกับพี่แต้วร้องไห้เสียขวัญ กอดกันกลม แกะแทบไม่ออก

เราสองคนจับไข้ไปโรงเรียนไม่ได้ คุณยายย้ายตู้นั้นลงมา ไว้ที่ห้องป้าชลอ -แม่ครัวของเรา มันอยู่ได้สิบกว่าวันป้าชลอ ก็ทนไม่ไหวแล้ว ตู้ผีสิงแน่ๆ มันใช้เล็บเกาแกรกๆ ทั้งคืน

คนใช้เราหลายคนเห็นเงาผู้หญิงลึกลับบนกระจกตู้ด้วย น่าขนลุกมากๆ เลย

เขาว่ากันว่า พวกเด็กๆ มักจะสัมผัสสิ่งเหนือธรรมชาติได้ดีกว่าพวกผู้ใหญ่ เรื่องที่เขาว่านี้ผมเชื่อจริงๆ ครับ เพราะตอนเด็กๆ ผมมองเห็นอะไรที่ผู้ใหญ่ไม่มองอยู่เรื่อยเลย

เมื่อ 30 กว่าปีก่อน ผมยังเป็นเจ้าเปี๊ยก 6-7 ขวบ บ้านอยู่แถวลาดพร้าว ในเนื้อที่ไร่เศษ กว้างขวางพอที่จะปลูกบ้านหลังงามๆ ได้ 2 หลัง หลังแรกเป็นตึก พ่อแม่ผมอยู่ที่ตึกนี้ ส่วนผมกับพี่สาวไปนอนกับคุณยายที่เรือนไม้ซึ่งเป็นเรือนคนรับใช้

เรือนนั้นปลูกเป็นแนวยาว ชั้นบนมี 3 ห้องนอน ชั้นล่างมี 1 ห้องนอน ห้องโถงไว้ดูทีวี ห้องทำครัว และห้องน้ำสองห้อง

ตอนนั้นบ้านเรามีคนเยอะครับ นอกจากพ่อกับแม่แล้ว ก็มีผม พี่แต้วซึ่งแก่กว่าผมแค่ 2 ปี แต่แหม…ดัดจริตทำเป็นสาวเชียว เธอสวยนี่ครับ! แล้วก็คุณยายซึ่งทำกับข้าวเก่งมาก และคุณเชื่อมั้ย? บ้านเรามีคนรับใช้ตั้ง 5 คนแน่ะ!

คุณพ่อผมเป็นนายแพทย์ ส่วนแม่เป็นพยาบาล ไม่ค่อยมีเวลากับลูกๆนักหรอกครับ คนไข้เยอะ แถมตอนกลางคืนก็มักมีคนไข้โทร.มาตาม คุณพ่อจะขับรถไปดู บางทีก็ไกลถึงฝั่งธนฯ โน่น ผมกับพี่ต้องอยู่ในความดูแลของคุณยายและพี่เลี้ยง

คุณยายนวลของผมใจดีที่สุดเลย!

ท่านอ้วนขาว ตัดผมสั้น ดัดหยิกแต่ไม่ได้ย้อม ปล่อยให้เป็นสีเงินยวง สวยดี เนื้อหนังนุ่มนิ่ม อุ่นเวลาหน้าหนาวและเนื้อเย็นเวลาหน้าร้อน ผมชอบกอดคุณยายหลับทุกคืนดีกว่าหมอนข้างเป็นไหนๆ แต่คุณยายน่ะ พอผมกับพี่แต้วหลับก็ชอบลุกออกไปดูทีวีกับพวกคนใช้ชั้นล่าง จนดึกดื่นถึงจะกลับมานอนกกพวกผมต่อจนตีห้าก็จะตื่นลงไปอีก

คราวนี้ลงไปทำกับข้าวน่ะครับ เราสองคนพี่น้องตื่นราวหกโมงเช้า พี่เลี้ยงขึ้นมาปลุกแต่งตัวไปโรงเรียน

วันหนึ่ง พอกลับจากโรงเรียนผมก็เห็นตู้ไม้ใหม่ขึ้นมาสถิตอยู่ในห้องที่ผมกับพี่นอนกับ คุณยาย มันเป็นตู้เสื้อผ้าขนาดไม่ใหญ่นัก ด้านหนึ่งมีฝาเป็นบานกระจก กว้างราว 2 ฟุต เปิดออกก็เป็นที่แขวนชุดยาว กระโปรง กางเกง อีกด้านเป็นที่แขวนเสื้อและลิ้นชัก 4 ชั้น

ดูๆ ไปมันก็เป็นตู้เสื้อผ้าธรรมดาๆ

แต่สำหรับผม แวบแรกที่เห็น…มันเป็นตู้ที่มีชีวิตของมันเอง!

เวลากลับจากโรงเรียนเราจะอยู่ที่ตึกใหญ่ พอสองทุ่มก็จะเปลี่ยนชุดนอนแล้วขึ้นห้องคุณยายที่เรือนไม้กับพี่สาว แต่วันนั้นผมวิ่งตึงๆ ขึ้นไปหาคุณยายตามลำพังเพราะจะไปเอาเครื่องบินของผมที่ลืมไว้ข้างที่นอน

พอเปิดประตูเข้าไปผมก็เห็นมันถนัดตา…ตรงที่เคยมีตู้พลาสติก กลับมีตู้ใบนี้ตั้งอยู่ แสงแดดส่องทแยงลอดหน้าต่างมุ้งลวดไปที่มัน!

ผมไม่เคยรู้สึกแบบนี้กับข้าวของเครื่องใช้ แต่ตู้ใบนี้แปลกครับ มันเหมือนชีวิต และทักทายผมเงียบๆ ทำให้สะท้านเยือก จำความรู้สึกนั้นตอน 7 ขวบได้จนทุกวันนี้

ผมหันกลับวิ่งลงบันได รู้สึกว่ามีสายตาคนแปลกหน้าจ้องมองตามมา!

เวลานอนก็ไม่เป็นสุขเช่นเดิม มันเหมือนมีใครอยู่ในห้องด้วย แล้วใครคนนั้นก็นิสัยไม่ดีนัก มันทำให้ผมกลัว หดหู่และอึดอัด…ผมไม่อยากมองตู้นั่นเลย มันดูมุ่งร้ายหมายขวัญยังไงก็ไม่รู้

คืนหนึ่งผมตื่นขึ้นมาตอนดึก ไฟหัวเตียงสีส้มๆ เปิดไว้ คุณยายลงไปดูทีวีข้างล่าง ผมรู้สึกตัวตื่นเพราะอะไรก็ไม่ทราบได้ ลืมตาขึ้นมาก็มองไปที่ตู้ใบนั้น มันดูเหมือนสัตว์ประหลาดจากมิติอื่นมายืนทะมึนอยู่ในห้องนอน หันไปอีกทางก็เห็นพี่แต้วตื่นอยู่เช่นกัน…เธอมองตาแป๋วมีแววตื่นกลัว

“ได้ยินเสียงนั่นมั้ย?” เธอกระซิบถามผม “มีใครอยู่ในตู้ก็ไม่รู้?”

ผมเหลือบไปมองมันอย่างหวาดๆ ขณะที่เบียดตัวเข้ากับพี่สาว จริงสิ…ผมได้ยินอะไรเคลื่อนไหวกุกกักอยู่ในตู้ที่เป็นกระจกบานยาว…ฝาตู้ เปิดออกช้าๆ แม้จะเปิดออกนิดเดียว แต่ก็มากพอที่จะมีมือเขียวๆ ข้างหนึ่งโผล่ออกมา…

ผมจำได้ติดตาว่าเล็บมันยาวและเป็นสีดำปี๋!!

ผีแน่ๆ!! ผมกับพี่แต้วแข่งกันตะเบ็งเสียงหวีดร้องจนเจ็บคอหอย

ตู้ใบนี้คุณยายซื้อมาจากตลาด พวกผู้ใหญ่เห็นว่ามันเป็นตู้ธรรมดา ผมยืนยันว่ามันเป็นตู้ผีสิงไม่รู้ว่ามันทำจากไม้โลงผี หรือว่าเคยมีคนตายในตู้นี้? ผมกับพี่แต้วไม่ช็อกตายคาที่ก็บุญแล้วครับ!

เจตนารมณ์แห่งภูตผี

ก่เขา ออกจากเผ่าของเขาที่จะทำงานกับ Lumbermen สีขาวเขาเปลี่ยนชื่อของเขากับวิลเลียมเมฆและ Lumberjacks เริ่มเรียกเขาว่า “เมฆ”. พวกเขาชอบที่จะได้ยินมีเมฆบอกเล่าเรื่องราวของภูตผีที่อาศัยอยู่ในลำห้ว ยที่ขับเคลื่อนท้องถิ่น เข้าสู่ระบบราง ภูตผีเป็นสิ่งมีชีวิตที่ชั่วร้ายที่ต้องการอะไรมากไปกว่าการห่อแขนยาวของรอบมนุษย์หรือสัตว์และดึงพวกเขาลงไปในน้ำที่จะจมน้ำ

ฝนตกฤดูใบไม้ผลิที่หนักและยาวและลำห้วยถูกน้ำท่วมเกือบถึงความจุ คืนหนึ่งมีพายุคำสั่งให้ลดประตูของรางและส่งบันทึกล่องไปโรงงาน ความคิดของการออกไปข้างนอกในพายุไม่ได้อุทธรณ์ไปยังทุกคนและเพื่อให้คนเข้ามาหลอด มีเมฆมาด้วยระยะหนึ่ง
เจตภูตในลำห้วย

เขากอดเสื้อของเขาไว้แน่นรอบ ๆ ตัวเขาในขณะที่เขาทำทางของเขาอย่างเงียบ ๆ ตลอดทั้งคืนดำมืดไปน้ำตกล็อก ในขณะที่เขาได้รับการปล่อยตัวขาแรกที่เขาได้ยินเสียงขู่ฟ่อเหม็นจากข้างแพลอยของล็อก มีเมฆหันหัวของเขาและเห็นรูปแบบพิสดารเพิ่มขึ้นจากกระแสหมุนวน ใบหน้าของมันถูกล้อมกรอบโดยป่าผมวัชพืชเกลื่อนและเครื่องชั่งน้ำหนักปลิ้นปล้อนมืดคลุมร่างของดัดได้

มีเมฆดึงเมามันที่ขาสุดท้ายกระตือรือร้นที่จะเสร็จสิ้นภารกิจของเขาและได้รับไป แต่ขาติดอยู่ครึ่งหนึ่งออก ทันใดนั้นสิ่งมีชีวิตพุ่งออกมาจากน้ำ มีเมฆกระโจนกลับหนีขึ้นเส้นทางไปยังห้องโดยสาร ด้านหลังของเขาภูตผี howled มีเมฆเพิ่มความเร็วของเขาทำงานอยู่ในความมืดสุ่มสี่สุ่มห้า

แล้วภูตผีหล่นลงมาจากกิ่งไม้ของต้นไม้ที่เหมาะสมในด้านหน้าของเขา, การปิดกั้นทางของเขา ดวงตาสีเหลืองของ glowed และแสงจันทร์ glinted กับผิวลื่นไหลของ ยาวของแขนบางยืดออกไปทางเขาผ่านพายุที่พัดกระหน่ำกรงเล็บขยาย เขาให้ตะโกนดังหนึ่งของความสิ้นหวัง แต่การเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วของกรงเล็บที่คมกริบตัดเสียงร้องของเขาและป่าจู่ ๆ ก็ยังคงอีกครั้ง

ย้อนกลับไปในห้องโดยสาร, Lumbermen รอที่จะกลับมีเมฆ แล้วอีธานเป็นเพื่อนที่ดีของเมฆอาสาลงไปทางลาดเข้าสู่ระบบและมองหาเขา ตัดไม้อื่น ๆ อีกหลายตัดสินใจที่จะเข้าร่วมการค้นหา

ภายในเวลาสิบนาทีผู้ชายกำลังยืนอยู่ติดกับประตู พวกเขาลดลงไปโคมไฟระดับน้ำวิ่งและมองเข้าไปในส่วนลึก อีธานให้ความคมชัดร้องไห้ทันทีเมื่อเขาเห็นใบหน้าแหลกเหลวจากท้องฟ้า ตัดไม้ยกประตูและดึงเมฆกับหอกเสา ร่างกายของเขาได้รับการหั่นเป็นริบบิ้นและหัวของเขาถูกตัดออกเกือบทั้งหมด ข่าวฆาตกรรมภูตผีในลำห้วยแพร่กระจายอย่างรวดเร็วผ่านค่ายไม้

สัปดาห์หลังจากการตายของเมฆของอีธานถูกปลุกให้ตื่นด้วยแสงสีฟ้าที่แปลกบนเตียงของเขา เขาเปิดตาของเขาและพบว่าตัวเองจ้องมองเข้าไปในใบหน้าของวิลเลียมมีเมฆ จิตวิญญาณเตือนอีธานที่ภูตผีได้ทำเครื่องหมายอีธานสำหรับเหยื่อต่อไปของมัน เช้าตรู่อีธานเก็บข้าวของเขาและออกจากค่าย ในทางของเขาออกมาเขาบอกเรื่องราวของเขาไปไม่กี่ของ Lumbermen และในไม่ช้าคำเตือนของเมฆแผ่กระจายไปทั่วค่าย โดยพระอาทิตย์ตกดินก็ถูกทิ้งร้างอย่างสิ้นเชิง

รางล็อกทรุดโทรมลงอย่างช้า ๆ และร่วงไปไม่เคยที่จะถูกแทนที่ ภูตผียังสิงสถิตอยู่ในกระแสการเฝ้าดูการเหยื่ออีกคนหนึ่ง แต่ก็รอเก้อสำหรับผีของเมฆจะปรากฏขึ้นเพื่อทุกคนโง่พอที่จะเดินใกล้กับลำธารเตือนพวกเขาออกไปด้วยเสียงกรีดร้องคร่ำครวญสาหัสและเจาะ

นักรบแห่งความตาย

ผีดุซักผ้า, ใหม่ย้ายไปชาร์ลสตันตามสงครามกลางเมือง, พบว่าตัวเองตื่นขึ้นมาที่จังหวะของสิบสองในแต่ละคืนโดยก้องของล้อหนักผ่านในถนน แต่เธออาศัยอยู่บนถนนท้ายตายและมีคำอธิบายสำหรับเสียงไม่มี สามีของเธอจะไม่ยอมให้เธอมองออกไปนอกหน้าต่างเมื่อเธอได้ยินเสียงบอกให้เธอออกดีพอเพียงอย่างเดียว ในที่สุดเธอก็ถามผู้หญิงคนหนึ่งที่ล้างในอ่างอาบน้ำที่อยู่ถัดจากเธอ ผู้หญิงกล่าวว่า.. “สิ่งที่คุณได้ยินคือกองทัพแห่งความตายพวกเขาจะทหารที่เสียชีวิตในโรงพยาบาลโดยไม่ทราบว่าสงครามจบแต่ละคืนพวกเขาลุกขึ้นมาจากหลุมฝังศพของพวกเขาและไปเพื่อเสริมสร้างลีในเวอร์จิเนียเพื่อเสริมสร้าง กองกำลังอ่อนแอใต้. ”

ในคืนถัดไปซักผ้าหลุดออกจากเตียงไปดูกองทัพของผ่านความตาย เธอลุกขึ้นยืนสะกดผูกพันตามหน้าต่างเป็นสีเทาหมอกกลิ้งผ่าน ภายในหมอกเธอมองเห็นรูปร่างของม้าและสามารถได้ยินเสียงห้าวของมนุษย์และ rumble ของศีลถูกลากผ่านถนนตามด้วยเสียงของเท้าเดิน พลทหารขี่ม้า, รถพยาบาลรถบรรทุกและศีลที่ผ่านมาก่อนดวงตาของเธอ, shrouded ทั้งหมดในสีเทา หลังจากสิ่งที่ดูเหมือนชั่วโมง, เธอได้ยินเสียงแตรระเบิดไกลแล้วเงียบ

เมื่อซักผ้าออกมาจากความงุนงงของเธอเธอพบว่าหนึ่งในอ้อมแขนของเธอเป็นอัมพาต เธอไม่เคยทำวันเต็มซักตั้งแต่

ghost ride wolf

Fearfully, Celia locked herself into the house as soon as her parents left, checking every door and every window. She tried to laugh it off as she got into bed, and finally she shook off her irrational fear and fell asleep.
Celia snapped awake suddenly, every muscle tense. She heard the tinkling of falling glass from a broken window, and the snuffling sound of a snout pressed to the floor. It was the sound of a hunting wolf. A werewolf. Real wolves did not break into houses when there was plenty of game outside. She could hear the click-clicking of the creature’s claws on the wooden floor. The musky, foul smell of wet animal fur combined with the meaty breath of a carnivore, drifted into the room.

morning finally arrived, and the day was completely normal. Celia forgot all about her dream, until the moment her parents reminded her that they would be going out that night to celebrate their anniversary. Celia turned milk-white. In her dream, the white wolf had come to kill her while her parents were out celebrating their anniversary! She started shaking and begging them not to go.   Her parents were astonished at her behavior, and finally shamed her into staying home alone that night.
She could hear the werewolf’s panting right outside her bedroom. Then her body was out of bed and she sped through the bathroom and down the back stairs. She heard a soft growl and then the sound of animal feet pursuing her as she raced down the steps and tore open the back door. A glance at the window beside her showed a reflection of the werewolf leaping down the last few steps behind her.
Celia’s  feet screamed in protest as she ran painfully across the sharp gravel driveway toward the tool shed with its shovels and baseball bats. Anything she could use as a weapon.  But the huge, red-eyed wolf was suddenly between her and the toolshed, stalking toward her. The cold wind pierced her skin as she turned and fled around the side of the house. She gasped as the white wolf howled and took off after her. She could hear the terrifying sound of the creature’s pounding feet.

Then her heart stopped in panic as she turned the last corner and saw the shape of the white wolf as it stood balanced on the porch railing right in front of her. It sprang upon Celia, huge teeth tearing into her flesh and ripping out her throat.  She fell under the weight of its body, hot blood spilling all over the ground, and died seconds after she hit the ground.  One minute later, her parent’s car pulled into the driveway, its headlights blinding the white wolf as it pulled toward the house.  Frightened, the wolf backed away from its kill and then ran away
Faster, faster, she commanded her legs, panting desperately against the fear choking her. She would run around the house and back down the driveway, she thought with the clarity of sheer horror. She felt the wolf snap at her back leg and felt the sting of teeth. She put on speed.
The wolf veered away from her suddenly, and she felt a rush of hope. She couldn’t hear the wolf now, couldn’t see it in the cloud-darkened night. She kept running around the house, heading back toward the tool shed. To her intense relief, she heard the sound of a car coming down the road in front of her house.  Her parents were back and would save her from the wolf!

ตำนานผีดูดเลือด แวมไพร์

ผีไทย

ตำนานแวมไพร์มีมานานนับเป็นพันๆปี เรียกว่าอยู่คู่กับประวัติศาสตร์มนุษย์ก็คงจะได้ แวมไพร์มิได้หมายถึงผีดูดเลือดแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น ชนชาติต่างๆทั่วโลกต่างก็มีแวมไพร์ในแบบฉบับของตัวเอง ไล่ไปตั้งแต่แวมไพร์ฝรั่งผมบลอนด์ แวมไพร์จีน แวมไพร์ญี่ปุ่น ไปจนถึงแวมไพร์มาเลเซีย แบบที่เรียกกันว่า เพนังกะลัง
อย่างไรก็ตาม แวมไพร์ที่เราๆท่านๆคุ้นเคยกัน

ในปัจจุบัน ส่วนใหญ่ผีกลายพันธุ์ และภาพลักษณ์ไปหมด ทั้งนี้อาจจะเนื่องมาจาก อิทธิพลของหนังสือและภาพยนต์ ซึ่งร้อยทั้งร้อย ล้วนมาจากยุโรปและอเมริกาทั้งสิ้น จุดกำเนิดของตำนานแวมไพร์มาจากตะวันออกไกลครับ มันกระจายมาโดยผ่านเส้นทางจากจีน – ธิเบต – อินเดีย – ผ่านเส้นทางที่เรียกกันว่าทางสายไหมเข้าสู่แถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ตำนานนี้กระจายไปทั่วประเทศแถบทะเลดำ คาบสมุทรบอลข่าน รวมไปถึงฮังการี่ และดินแดนที่เราคุ้นเคยกัน …ทรานซิลวาเนีย

ปัจจุบัน แวมไพร์ในความนึกคิดของเรามักจะเป็นไปในแนวของ ปีศาจดูดเลือด, ผู้ที่ฟื้นคืนชีพจากความตาย, ดำรงชีวิตได้เฉพาะยามค่ำคืน สามารถกลายร่างเป็นค้างคาวได้… คุณสมบัติพวกนี้เป็นแวมไพร์ของยุโรป และในหนังผีครับ จริงๆแล้วแวมไพร์มีคุณสมบัติที่หลากหลายแตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ เรามาดูกันดีกว่าว่า แวมไพร์ของแต่ละชนชาตินั้นเป็นอย่างไร
ชาวสลาฟเป็นชาติที่ร่ำรวยเรื่องราวเกี่ยวกับแวมไพร์มากที่สุดในยุโรปตะวันออก ดินแดนนี้กินพื้นที่ตั้งแต่ รัสเซีย บุลแกเรีย เซอร์เบียร์ จนกระทั่งถึงโปแลนด์ ความเชื่อพวกนี้ฝังรกรากมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 8 แน่ะครับ

แหล่งชุมนุมแวมไพร์ที่ใหญ่ที่สุดจะอยู่ที่ เมือง Magyars ซึ่งปัจจุบันเป็นพรมแดนต่อกันระหว่างประเทศฮังการีกับโรมาเนีย คำว่าแวมไพร์ก็มาจากภาษาของพวกเขานี่แหละครับ แวมไพร์พวกนี้จะมีเล็บมือและผมที่ทั้งยาวทั้งสกปรก มุมปากมีคราบเลือดเกรอะกรัง ไม่ชอบสุงสิงกับผู้คน วิธีการปราบแวมไพร์ของชาวสลาฟก็คือจับทำบาร์บีคิวครับ เผาทั้งเป็นเลย หรือไม่ก็พรมน้ำมนต์ที่ได้มาจากโบสถ์ใส่พวกมันก็ได้

เนื่องจากโรมาเนียถูกแวดล้อมไปด้วยประเทศของชนชาติสลาฟ จึงไม่น่าแปลกใจเลย ว่าแวมไพร์ของพวกเค้าจะกระเดียดไปทางแวมไพร์เชื่อสายสลาฟนิดๆ ภาษาพื้นเมืองของโรมาเนียนั้น เรียกแวมไพร์ว่า Strigoi ครับ อาจจะหมายถึง นกฮูกแก่ๆ หรือปีศาจก็ได้ทั้งนั้น Strigoi มีอยู่หลายประเภทด้วยกัน Strigoi ส่วนมากคือพวกผู้ใช้คาถา ซึ่งจะกลายเป็นแวมไพร์เมื่อตายแล้ว เจ้า Strigoi พวกนี้จะถอดวิญญาณออกจากร่างไปเพื่อชุมนุมกันในคืนพระจันทร์เต็มดวง หรือไม่ก็ออกตระเวนดูดเลือด ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นสมาชิกในครอบครัว หรือไม่ก็เพื่อนบ้านใกล้เคียง
คนที่เกิดมาโดยมีสัญญลักษณ์ของปีศาจ (มีหาง เขี้ยวงอก ขนดกรุงรัง) หรือคนที่ตายอย่างผิดธรรมชาติ หรือตายโดยที่ยังไม่ได้ทำพิธีรับศีล พวกนี้มีสิทธิจะเป็นแวมไพร์ได้ทั้งนั้น ถ้าครอบครัวไหนมีลูกเพศเดียวกันถึงเจ็ดคน คนที่เจ็ดนั่นแหละครับ แวมไพร์มาเกิด พวกผู้หญิงแถวนั้นเวลาท้องพวกเธอต้องกินเกลือครับ เพื่อป้องกันลูกที่อยู่ในครรภ์ ส่วนพวกสุดท้ายที่มีสิทธิเป็นแวมไพร์ชัวร์ๆ คือพวกที่โดนแวมไพร์กัดเอา