ผีหลอก

16 entries have been tagged with ผีหลอก.

วันป่าช้าแตก

ถ้าให้ดีที่สุดควรทำทุกอย่าง แต่ถ้าไม่มีความสามารถให้ทำอย่างใดอย่างหนึ่ง รับรองว่าได้ผล 100 % แต่ต้องยึดมั่นข้อที่ 1 เป็นหลักคือ ไม่กลับไปทำแท้งอีก จึงจะได้ผล

•เมื่อท่านทำวิธีแก้กรรมครั้งนี้แล้ว ถ้ากลับไปทำแท้งอีกผลกรรมจะกลับมาหาท่านหลายร้อยเท่า พันเท่า

•และ หลังจากที่ได้ทำบุญทุกอย่างแล้ว ท่านต้องกลับมาจุดธูป 16 ดอก เพื่อขออโหสิกรรมกับเจ้ากรรมนายเวรและเจ้าบุญนายคุณ และขอพรหลังจากอโหสิกรรมแล้ว ท่านจะสมหวังทุกประการ

เราไม่ได้สนับสนุนให้เกิดการทำแท้งขึ้น แต่เป็นการช่วยแบ่งเบากรรม และสร้างความสบายใจให้แก่คนที่พลาดพลั้งไปในชีวิต จะเจตนาก็ดี ไม่เจตนาก็ดี เราไม่ได้หวังว่าจะส่งเสริมให้คนทำมากขึ้น แต่เป็นการแก้กรรมที่ถูกต้องที่ดีที่สุด เสียค่าใช้จ่ายน้อยที่สุด และได้รับประโยชน์สูงสุด สำหรับการแก้กรรมนี้ ใช้ได้ทั้งคนที่ไปทำแท้ง คนที่สนับสนุนการทำแท้ง เช่น แฟนของผู้หญิงที่ท้อง พ่อแม่ของผู้หญิงที่ท้อง และก็เพื่อนที่พาไปทำหรือแนะนำสถานที่ไปทำแท้ง ทุกคนที่กล่าวมานี้ล้วนมีกรรมในการกระทำครั้งนี้ ทางเราขอย้ำว่า เราไม่ได้สนับสนุน ส่งเสริมให้เกิดการทำแท้ง แต่เราต้องการให้แก้กรรมโดยถูกวิธีที่สุด •การตักบาตรเป็นการสั่งสมบุญไปใช้ชาติหน้าไม่มีผลต่อการแก้กรรมในการทำแท้ง

•การทำสังฆทานเป็นการใช้กรรมให้แก่เจ้ากรรมนายเวรไม่มีผลต่อการแก้กรรมทำแท้ง

การแก้กรรมในการทำแท้งที่ดีที่สุดคือ

1.ต้องตั้งจิตอธิฐานว่า ครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย จะไม่ทำแท้งอีก การแก้กรรมครั้งนี้ถึงจะได้ผล

2.ต้องบริจาคร่างกาย

3.ต้องบริจาคอวัยวะ

4.ต้องบริจาคเลือดอย่างน้อย 7 ครั้ง

5.ต้องบริจาคเงินเพื่อไถ่ชีวิตโค – กระบือ

6.ซื้อเครื่องมือแพทย์ บริจาคให้กับตามโรงพยาบาล

 

วิญญาณนรกมาเยือน

พูดถึง “ผีอำ” นี่ผมว่าทุกคนคงเคยโดนมาแล้วทั้งนั้น อธิบายตามหลักวิทยาศาสตร์ว่าเรานอนทับเส้น เลือดลมเดินไม่สะดวกเลยเกิดอาการคล้ายอัมพาตชั่วคราว บวกกับอาการสะลึมสะลือ อยากตื่นแต่ขยับตัวไม่ได้ ลุกไม่ขึ้น และตกอยู่ในภาวะครึ่งหลับครึ่งตื่น คราวนี้พอมองเห็นอะไรอย่าง เงา หรือเสื้อผ้าที่แขวนอยู่มืดๆ จิตก็เอาไปจินตนาการเห็นเป็นผีเป็นสางไป…พูดง่ายๆ ว่าประสาทหลอนนั่นเอง

สยอง ยิ่งกว่านั้น คือความหนาวเหน็บจับใจ แทงเข้าไปถึงกระดูกดำทั้งร่าง หนาวอย่างบอกไม่ถูก คล้ายกับความอบอุ่นแห่งชีวิตทั้งหมดถูกสูบออกไปอย่างฉับพลัน

ทันใด นั้น ผมมองเห็นร่างที่น่ากลัวที่สุดร่างหนึ่งนั่งอยู่บนเตียง ที่แม่กับป้ากำลังคุยกันอยู่…มันก้มลงมองผม ใบหน้ามีแต่เนื้อแห้งๆ ติดกระดูกเป็นหย่อมๆ ตากลวงโบ๋ จมูกโหว่ และปากก็น่าเกลียดน่ากลัวเหลือเกิน…

มันมีปากครับ แต่แห้งและร่นขึ้นไปจนฟันยื่นออกมา ผมเผ้าของมันเกรอะกรังรุงรัง และนั่น…รอบคอของมันมีเชือกเปื้อนเลือดเปื้อนน้ำเหลืองรัดอยู่แน่น มันครางเสียงแหบๆ และก้มลงมาเรื่อยๆ จนห่างจากหน้าผมแค่คืบ กลิ่นเหม็นเน่าคละคลุ้งแทบสำลัก มือสองข้างของมันยืดออกมายึดแขนผมไว้แน่นจนผมเจ็บ….

รู้สึกว่าตัว เองอยู่ในอีกมิติหนึ่ง ทั้งๆ ที่ทุกสิ่งทุกอย่างในห้องยังชัดเจนราวกับผมไม่ได้หลับ…แม่กับป้าคุยกัน พี่เอ้กับอั๋นทำท่าง่วง แล้วลงมานอนข้างผม

 

น่ากลัวอยู่เหมือนกัน แต่มันไม่ใช่ผี! เวลาใครมาเล่าเรื่องผีอำ ผมก็ฟังไปงั้นๆ เพราะไม่คิดว่าเป็นผีเป็นสางซักนิดเดียว

จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์หนึ่งขึ้นกับตัวผมเมื่อต้นปีนี้เอง!

ผมไปค้างบ้านคุณป้าที่นครสวรรค์ ตอนนั้นเราไปทำบุญกัน มีผม แม่ พี่สาวและน้องชาย เรานอนรวมกันในห้องของคุณป้า ส่วนลุงเขยซึ่งเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่เสียสละย้ายไปนอนห้องรับแขก

จริงๆ แล้วบ้านนี้เป็นบ้านเช่าครับ คุณป้ากับคุณลุงเป็นคนกรุงเทพฯ แต่เมื่อมาทำงานที่นี่ก็เลยหาบ้านที่อยู่สะดวกสบายอยู่กันสองคนตายาย เพราะลูกสาวยังเรียนอยู่อเมริกา

คืนนั้นผมปูที่นอนลงกับพื้นข้างเตียง วางเรียงไปสามที่คือผมกับพี่สาวและน้องชาย ส่วนคุณป้ากับแม่นอนบนเตียง

ดึกมากแล้วครับ..สองยามกว่าเห็นจะได้ แม่ยังคุยกับคุณป้าโดยมีพี่เอ้และน้องอั๋นนั่งร่วมวงด้วย ส่วนผมนอนฟังเขาคุยกัน รู้สึกเหมือนจะไม่สบายยังไงไม่รู้ อาจเป็นเพราะนั่งรถไฟมาตั้งห้าชั่วโมงกว่า แล้วยังมาช่วยคุณป้าซื้อของทำบุญสำหรับพรุ่งนี้อีก

ผมรู้สึกง่วงงุนอย่างประหลาด จำได้ว่าตัวเองนอนหงาย มือขวาวางบนอก และทันทีที่หลับตาก็รู้สึกเหมือนมีแรงแม่เหล็กดึงจิตใจผมให้ดิ่งลง…ดิ่ง ลง…

ผมไม่เคยเป็นแบบนี้เลยครับ ก็เลยพยายามดิ้นรนและลืมตาขึ้น ทุกอย่างในห้องยังปกติ…เสียงแม่กับคุณป้าคุยกัน สลับกับเสียงหัวเราะของพี่เอ้กับน้องอั๋น ผมถอนใจแล้วหลับตาลงอีก…ความรู้สึกเดิมก็กลับมา! มันน่ากลัวจริงๆ เหมือนมีอะไรฉุดดึงให้เราดิ่งลิ่วๆ ลงไปในหุบเหวที่มืดมน…

คราวนี้ผมไม่สามารถช่วยให้ตัวเองหลุดพ้นจากมัน ได้เลย!

“อ๊อด” เล่าประสบการณ์ขนหัวลุกจากผีอำ

ผมเป็นอีกคนหนึ่งที่ชอบฟัง เรื่องผีมาก ฟังแล้วก็กลัวจนอยู่คนเดียวไม่ได้ จนตอนนี้อายุ 20 ปีแล้วก็ยังเหมือนเดิมครับ แต่ผมไม่เชื่อเรื่องผีอำ นอกจากจะคิดไปเองเท่านั้น

 

ด้วยเรี่ยวแรงที่เหลือเพียงน้อยนิด ผมร้องออกมาและเห็นพี่เอ้ชะงักจากการปัดหมอนปัดที่นอน เธอมองผมแล้วหัวเราะ คล้ายขำว่าผมนอนกัดฟัน นอนละเมอ! โธ่เอ๋ย…ผมกำลังจะขาดใจตายอยู่แล้ว!

ขอนิดเดียว…ขอให้เธอจับตัวผมเขย่า…

คำภาวนาของผมได้ผล!

พี่เอ้จับแขนผมเขย่าเบาๆ เท่านั้นละครับ ผมตื่นขึ้นมาเต็มที่ ผีร้ายหายไป แต่ผมยังเจ็บแขนไม่หายเลย…เจ็บทั้งสองข้าง! ผมร้องว่าถูกผีอำ ผีหลอกเกือบตาย…

ปรากฏว่าบ้านที่คุณป้ามาเช่านี้ ชาวบ้านเขาลือกันว่าเป็นบ้านผีสิง เพราะเจ้าของบ้านผูกคอตายอยู่เดียวดาย กว่าจะมีคนมาพบศพก็เป็นเดือนแน่ะครับ

คุณลุงคุณป้าไม่กลัวผี ส่วนผีตนนั้นก็ไม่มาหลอกท่าน เพิ่งจะมาโดนแจ๊กพอตที่ผมนี่แหละ ผู้ใหญ่บอกว่าเขาคงมาขอส่วนบุญน่ะ

ผมเชื่อว่างานนี้ผีมาจริงๆ ก็เพราะผมไม่เคย รู้เรื่องคนผูกคอตายมาก่อนเลย แต่สิ่งที่ผม เจอน่ะมันตรงกับข้อมูลประวัติของบ้านนี้อย่างน่าขนลุกครับ!

ผีทำนายไพ่บาคาร่า

นี่มันเกิดบ้าบอคอแตกอะไรขึ้นมาบาคาร่าบนมือถือ? ผมหันไปเห็นกล่องผ้าดำนั่นเลยเอื้อมมือไปหยิบมาเปิดออกดู ข้างในเป็นกล่องกระดาษ มีไข่เป็ดหนึ่งฟอง ดูๆ แล้วก็ไม่เห็นจะน่ามีพิษสงอะไร

ตัดสินใจไปลองสตาร์ตรถดูใหม่ อ๊ะ…คราวนี้ติดปร๋อ แต่ปัญหาคาใจยังไม่หายเลยตีรถกลับไปบริเวณที่รกร้างซึ่งผมรับตาลุงหน้าตาดุ ดันนั่นขึ้นมา…จอดรถแล้วใช้ผ้าดำห่อกล่องใส่ไข่ไว้ตามเดิม เดินสวบๆ ไปถึงต้นไม้ร่มครึ้ม ขยะเกลื่อน ก่อนจะวางห่อไข่นั่นไว้แล้วหันหลังกลับทันที

สงสัยจะเป็นไข่ไสยศาสตร์ของหมอแขกเรืองอาคม ลืมที่ไหนไม่ลืม ดันมาลืมทิ้งไว้ในรถผมเฉยเลย แต่ก็ทำให้ผมขนหัวลุกละครับ! บรื๋ออออ.

เรื่องราวสยดสยอง น่าขนลุกขนพองต่างๆ นานาที่ผมเคยดูหนัง อ่านหนังสือ รวมทั้งที่เขาเล่าให้ฟัง รับรองว่าไม่ได้กระผีกของเรื่องแปลกประหลาดที่ผมเคยพบเมื่อ 2-3 ปีก่อน เพราะมันแสนมหัศจรรย์ รวมทั้งทำให้ขนพองสยองเกล้าอีกต่างหาก!

ผมเป็นคนขับแท็กซี่อาชีพครับ

โถ…อย่าไปพูดถึงมีรถเป็นของตัวเองให้ช้ำใจดีกว่า วันๆ ต้องนั่งหลังขดหลังแข็งไม่ต่ำกว่าสิบชั่วโมงก็เพื่อหาเงินไปประเคนให้ เถ้าแก่กับค่าแก๊ส วันไหนเหลือ 400-500 บาทก็ถือว่าโชคดีแล้ว

เส้นทางที่ถนัดถนี่ก็ต้องเจริญกรุง เยาวราช พระรามสี่ อย่างดีก็สุขุมวิทต้นๆ เพราะบ้านพักอยู่แถวหัวลำโพง ผมขับกะค่ำราว 4-5 โมงเย็น ตีรวดไปตี 2 ตี 3 เลยครับ

หัวค่ำวันเกิดเหตุผมรับบาคาร่าอาซิ้มมาจากสวนกวางตุ้ง จุดหมายคือปากซอยนานาใต้ฝั่งพระรามสี่…พออาซิ้มลงปุ๊บ ผมออกรถได้ไม่นาน คุณลุงวัยห้าสิบเศษ ผิวคล้ำ หน้าตาดุเอาการ แถมไว้หนวดเฟิ้ม นุ่งโสร่งสวมเสื้อดำแบะอกเห็นเสื้อยืดสีคล้ำก็โบกให้จอด เปิดประตูรถขึ้นมาได้บอกสั้นๆ

“ไปคลองเตย แถวคลองไผ่สิงโต” เสียงแกดุดันพิลึก “เหยียบเลยโว้ยไอ้น้อง!”

จำได้ว่าตอนนั้นค่ำวันอาทิตย์ รถราไม่ถึงกับคับคั่งนัก…ชำเลืองดูกระจกหลังเห็นแกนั่งชิดซ้าย วางกล่องผูกผ้าดำไว้บนเบาะด้านขวา หน้าตาท่าทางไม่มีอารมณ์ที่จะพูดคุยใดๆ ทั้งสิ้น

อ้อ! ลืมบอกไปว่าผมรับแกมาจากริมทางเปลี่ยวรกร้าง มีห้องแถวโย้เย้จวนพัง ศาลเจ้าเก่าแก่ใกล้สิ้นสภาพ ขยะเกลื่อนกลาดไปหมด ทั้งที่เป็นย่านเจริญแท้ๆ ท่าทางบอกว่าคงจะโดนไล่ที่หรือเวนคืนอะไรประมาณนี้แหละครับ

ไม่ช้าก็ผ่านคลองเตย ด้านซ้ายเป็นถนนใหญ่โอ่อ่า แหม…ไหนจะเป็นที่ตั้งบริษัทหลักทรัพย์กับศูนย์การประชุมแห่งชาติ สิริกิติ์…ผมผ่านคลองเตยที่มีรถหนาตาหน่อย ตาลุงที่คงเป็นมุสลิมหันขวับไปมองทางซ้ายแล้วร้องเอะอะ…จอดๆ โว้ย!

ท่าทางเหมือนแกเจอคนรู้จักหรือจุดหมายก็ไม่ทราบ ผมรีบเบรกรถเกือบพร้อมๆ กับที่แกส่งใบละร้อยให้แล้วพูดเร็วปรื๋อ…ไม่ต้องทอนว่ะ! ก่อนจะผลักประตูผลุนผลันลงไป

ผมหาทางกลับรถแล้วตีกลับทางเก่าอันคุ้นเคย…ก่อนจะถึงจุดที่รับแกขึ้นมาก็ บังเอิญเหลือบดูทางกระจกหลัง…อ้าว? อารามรีบร้อนทำให้ตาลุงลืมกล่องผ้าดำไว้บนรถผมเฉยเลย!

แทบจะฉับพลันทันใดนั้นเอง เสียงเครื่องยนต์ก็สำลักแพร่ดๆ เบนหัวไปจอดสนิท…อะไรกันวะ? ผมคำราม ลองสตาร์ตเครื่องใหม่อีก 2-3 ครั้งก็ไร้ผล เล่นเอาหัวเสียผลักประตูออกมาเตะข้างรถระบายอารมณ์

รถคันอื่นๆ วิ่งแซงไปไม่แยแส ผมเองก็งูๆ ปลาๆ เต็มทีเรื่องเครื่องยนต์ พอดีมีแท็กซี่คันหนึ่งมาจอดข้างหน้าแล้วลงมาถามไถ่ ผมก็บอกไปตามตรงว่าขับมาดีๆ เสือกเครื่องพังซะงั้น!

หมอนั่นอายุรุ่นพี่นิดหน่อย รูปร่างล่ำสันบึกบึนจัดการเปิดท้ายรถ หยิบเชือกเส้นใหญ่มาโยงรถผมแล้วขึ้นไป สตาร์ตรถ ผมเองก็ขึ้นนั่งประจำที่…เสียงเครื่องยนต์คันหน้าดังกระหึ่ม…

นรกเป็นพยาน! จู่ๆ ไฟท้ายรถนั่นก็ลุกพึ่บขึ้นดื้อๆ

ผมด่าขรม เราเผ่นจากรถลงมาพร้อมๆ กัน ผมคว้าถังดับเพลิงที่ติดรถมาช่วยฉีดไฟอยู่ครู่หนึ่ง…เชือกขาดร่องแร่ง คนมีน้ำใจหน้าขาวซีดก่อนจะเผ่นขึ้นรถแล้วตะบึงไปชนิดไม่เหลียวหลัง!

บ้าชะมัด! ไม่รู้ว่าเกิดนรกจกเปรตอะไรขึ้น? จนกระทั่งตุ๊กตุ๊กคันหนึ่งแถวนั้นมาถามไถ่อย่างมีน้ำใจ ผมก็เล่าแต่ว่ารถเสีย เขาจัดการล่ามเชือกแล้วสตาร์ตเครื่อง! คุณพระช่วย…

อะไรกันนั่น…เขาหันขวับมามองรถผม อ้าปากค้าง นัยน์ตาเหลือกลาน แผดร้องโหวกโหวยเหมือนเห็นอะไรน่าเกลียดน่ากลัวสุดขีด ก่อนจะตะบึงรถไม่คิดชีวิตจนเชือกหลุด…หายลับไปกับแสงไฟยามราตรีอีกราย

คราวนี้ผมเข่าอ่อน เปิดประตูนั่งแหมะอย่างสิ้นเรี่ยวแรง

รถเสีย ไฟไหม้ ตุ๊กตุ๊ก หันมาเห็นอะไรหน้ารถผมแล้วร้องจ้าสุดเสียง!

 

ผีหลอกในโรงแรมคาสิโน

มีพระบวชใหม่อยู่ห้องติดกัน คืนแรกผมก็กำชับให้สวดมนต์ก่อนนอนทุกคืน แต่เมื่อผมไปธุระที่บ้านเดิม 2-3 วันกลับมา พระรูปนั้นก็เข้ามาบอกเสียงสั่นเครือ หน้าตาซีดเซียวแทบจะเป็นคนละคน

“พอหลวงตาไม่อยู่ผมนอนไม่ได้เลย ต้นมะม่วงหลังห้องเขย่าโครมๆ จนผมต้องนอนคลุมโปงทั้งคืน”

ถามว่าสวดมนต์ทุกคืนหรือเปล่าก็ก้มหน้า ตอบ อ่อยๆ ว่าลืมไป! ในบาคาร่าออนไลน์ที่สุดก็ต้องย้ายไปอยู่ร่วมกับพระอีกด้านหนึ่ง

ทุก วันนี้กุฏิผมยังมีพระบวชใหม่มาอยู่ 7-15 วัน อย่างมากก็เกือบเดือน บางครั้งเอาไว้เก็บพัสดุต่างๆ มันเงียบสงบดีแม้ค่อนข้างจะเยือกเย็นน่าวังเวงใจก็ตามผมเองก็เหมือนกัน ถ้าคืนไหนลืมสวดมนต์ จิ้งจกจะร้องนอกห้องเพื่อมาขอส่วนบุญต้องแผ่เมตตาไปให้…จะเชื่อเรื่องผีๆ สางๆ หรือความเร้นลับเหนือธรรมชาติหรือไม่ โปรดพิจารณาด้วยตนเองเถิด!

สถานที่เกิดเหตุก็วนเวียนอยู่จังหวัดพิษณุโลกนี่แหละ แก่งโสภา วังทอง ทรัพย์ไพรวัลย์ เพราะผมบวชเรียนที่นั่นมานมนานกาเลแล้ว…วันนี้ก็มีเรื่องขนหัวลุกมาเล่า สู่กันฟังตามเคย

หลังจากเปลี่ยนสถานที่ ได้เปิดหูเปิดตาที่วัดเผ่าไทยเป็นเวลาพอสมควรแล้วกราบลาเจ้าอาวาสกลับมาอยู่ วัดเดิมของตน ต่อมาหลวงพ่อให้ผมมาอยู่วัดโสภาราม ตำบลแก่งโสภา ซึ่งใกล้ถนนใหญ่หน่อย

เมื่อผมไปกราบนมัสการเจ้าอาวาสท่านก็ดีใจหาย ให้ผมไปอยู่ท้ายสุดใกล้เมรุราว 20 เมตรได้ ท่านบอกว่าเงียบสงบดี ผมก็เห็นดีด้วยเพราะห่างไกลจากความวุ่นวายต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะเสียงเอะอะหนวกหูอันไม่พึงประสงค์คาสิโน

ครั้นเข้าไปเปิดห้องแล้วทำความสะอาด เล่นเอาอดสะอึกไม่ได้เมื่อนึกถึงเมรุเผาผีที่ว่า…พอเปิดหน้าต่างก็เจอแล้ว!

การทำความสะอาดกุฏิยังไม่เรียบร้อยดี ก็บังเอิญมีงานศพที่ศาลาสังเวชหน้าเมรุใกล้ๆ กันนั่นเอง

คืนแรกต้องมีการสวดพระธรรมแต่พระสวดไม่พอ ต้องไปนิมนต์พระจากวัดทรัพย์ไพรวัลย์มาจนครบ 8 รูปตามที่เจ้าภาพขอร้อง…งานสวดจะเริ่ม 2 ทุ่มตรง!

“ไปไม่กลับ หลับไม่ตื่น ฟื้นไม่มี หนีไม่พ้น” คือป้ายติดตาลปัตรที่พระเริ่มสวด

“กุสะลา ธัมมา…” เสียงเยือกเย็นชวนให้วังเวงใจดังขึ้นในความเงียบ ญาติโยมทุกคนพนมมือนิ่งฟัง…อาจจะนึกปลงอนิจจังได้ในความเป็นปกติธรรมดาของ สัตว์โลกทั้งหลายที่ไม่มีใครหลบหนีได้สำเร็จ

เมื่อสวดจบแล้ว พระก็แยกย้ายกันกลับกุฏิของตน ญาติโยมก็กินของว่าง บ้างก็หันหน้าพูดคุยกัน และบ้างก็งัดเอากระดานหมากรุกขึ้นมา…ส่วนหนึ่งจะหาอะไรทำแก้เหงาเพื่ออยู่ เป็นเพื่อนศพตามธรรมเนียม

ผมเองเมื่อเปิดกุฏิ เปิดไฟก็ถึงกับยืนคาสิโนตะลึงเมื่อเห็นจิ้งจกเต็มเพดานสิบกว่าตัว สายตาทุกคู่คล้ายจะจ้องมองผมเขม็ง พยายามทำใจให้เป็นปกติ นึกเสียว่าเป็นเพื่อนร่วมโลก ร่วมเกิด แก่ เจ็บ ตายเหมือนเรา…แล้วสวดมนต์เข้านอนตามเคย

งานสวดศพ 3 คืนผมก็ไปทุกคืน ตอนเช้าฉันเช้า ตอนเพลเลี้ยงอาหารพระ 20 รูป ตกบ่ายสวดมาติกาให้แก่ผู้ตาย แล้วนำศพเวียนเมรุ 3 รอบ (อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา) แล้วนำศพไปวางบนหน้าเตาเพื่อให้ญาติวางดอกไม้จันทน์ (จุติ จุตัง ปรมัง สุขัง)

พอเสร็จเรียบร้อยจุดไฟเผา พระก็เริ่มสวดหน้าไฟ กุสะลา ธัมมา เป็นเสร็จพิธี!

หลังจากอาบน้ำในตอนค่ำ อ่านหนังสือพิมพ์ที่ซื้อมา

ตามปกติ 2 ทุ่มผมจะเริ่มสวดมนต์ แต่คืนนั้นลืม พอผมมองดูเพดานก็รู้สึกใจวูบวาบพิกล…จิ้งจกไม่รู้มาจากไหนมากมายจนแทบจะดำ มืดไปหมด ผมจึงตั้งสติสวดมนต์แผ่เมตตาไปให้สรรพสัตว์มันก็จากไปเงียบๆ

น่าแปลกที่มองไม่ทันว่ามันหายไปทางไหนเร็วนัก หนา คล้ายๆ กับว่าพวกมันจะละลายหายไปในอากาศธาตุยังงั้นแหละ

ถ้าคืนไหนไม่สวดหรือสวดดึกบาคาร่าออนไลน์ มันจะร้องจนรำคาญ ต้องยอมแพ้มัน!

มีพระบวชใหม่อยู่ห้องติดกัน คืนแรกผมก็กำชับให้สวดมนต์ก่อนนอนทุกคืน แต่เมื่อผมไปธุระที่บ้านเดิม 2-3 วันกลับมา พระรูปนั้นก็เข้ามาบอกเสียงสั่นเครือ หน้าตาซีดเซียวแทบจะเป็นคนละคน

“พอหลวงตาไม่อยู่ผมนอนไม่ได้เลย ต้นมะม่วงหลังห้องเขย่าโครมๆ จนผมต้องนอนคลุมโปงทั้งคืน”

ถามว่าสวดมนต์ทุกคืนหรือเปล่าก็ก้มหน้า ตอบ อ่อยๆ ว่าลืมไป! ในบาคาร่าออนไลน์ที่สุดก็ต้องย้ายไปอยู่ร่วมกับพระอีกด้านหนึ่ง

ทุกวันนี้กุฏิผมยังมีพระบวชใหม่มาอยู่ 7-15 วัน อย่างมากก็เกือบเดือน บางครั้งเอาไว้เก็บพัสดุต่างๆ มันเงียบสงบดีแม้ค่อนข้างจะเยือกเย็นน่าวังเวงใจก็ตามผมเองก็เหมือนกัน ถ้าคืนไหนลืมสวดมนต์ จิ้งจกจะร้องนอกห้องเพื่อมาขอส่วนบุญต้องแผ่เมตตาไปให้…จะเชื่อเรื่องผีๆ สางๆ หรือความเร้นลับเหนือธรรมชาติหรือไม่ โปรดพิจารณาด้วยตนเองเถิด!

ปลุกวิญญาณผีตายโหง

วันเกิดเหตุตรงกับวันเสาร์ ตอนบ่ายมีน้องแจง-นักร้องสาวสวยจากแถวปิ่นเกล้าแวะเอาหอยทอดมาฝาก…เราคบ กันมาเกือบเดือนแล้วครับ มีความสุขตามประสาหนุ่มสาวที่ยังไม่มีพันธะผูกพัน ผมเปิดเบียร์จากตู้เย็นมากินกับหอยทอด แจงก็ช่วยจัดบ้านช่องให้เหมือนทุกครั้ง ตกเย็นก็แต่งตัวออกไปหาซื้ออาหารที่ปากซอย โดยสารมอเตอร์ไซค์รับจ้างที่ผ่านไปมาบ่อยๆ

ผมงีบหลับไปตั้งแต่ก่อนแจง จะออกจากบ้านแล้ว…ตื่นขึ้นมาอาบน้ำอาบท่าก็พอดี ได้ยินเสียงบันไดลั่นเอี๊ยดๆ แล้วเดินเข้าห้องนอนโดยไม่พูดไม่จา ผมเกิดระแวงยังไงชอบกลเลยร้องถามออกไปว่า…แจง! แจงเหรอ?

คำตอบคือเสียงเยือกเย็นน่ากลัวพิลึก…จะมีใครล่ะค้า…

เอ๊ะ! แจงเกิดมีลูกเล่นอะไรขึ้นมาล่ะ? ผมรีบล้างสบู่ซ่กๆ แล้วนุ่งผ้าเช็ดตัวออกจากห้องน้ำ…เห็นแจงในความสลัวกำลังเดินช้าๆ ไปทางประตูห้องนอนที่เปิดโล่ง ผมร้องถามว่า…จะไปไหนล่ะ? กลับมานานแล้วเหรอ? แต่ก็ไม่มีคำตอบใดๆ แม้แต่คำเดียว

จู่ๆ ผมก็ขนลุกซ่าไปทั้งตัว รู้สึกว่าอากาศในห้องเยือกเย็นผิดปกติ รีบจ้ำอ้าวตามไปติดๆ แต่ก็ไม่เห็น โผล่เข้าไปดูในครัวก็ไม่มีวี่แววของเธอแม้แต่เงา!

แจงหายไปไหนรวดเร็วปานนี้? เสียงรถแล่นผ่านไปมา ผมใจหายวูบเมื่อนึกถึงแจงที่ซ้อนมอเตอร์ไซค์ทั้งขาไปและขากลับ! หรือว่า…

ปัญหานี้แหละสำคัญ เพราะไม่รู้ว่าจะโดนผีหลอกที่ไหน เมื่อไหร่? ขนาดกลางวันแสกๆ ยังมีคนโดนหลอกมาแล้วนี่นา ถ้าผีมีจริงก็คงจะอยู่ในมิติที่ซ้อนอยู่กับเรานี่แหละ! คนที่เชื่อเรื่องผีมากๆ ยืนยันว่า รอบๆ ตัวเรามีแต่ผี…ผู้ไม่มีร่างกายทั้งนั้นแหละ นับสิบนับร้อยด้วยซ้ำไป!

ผมเป็นคนแถวบางพลัด ถนนจรัญสนิทวงศ์นี่เอง ในซอยยังมีโรงแรมม่านรูดทั้งเล็กและใหญ่ตั้งมาเกิน 30 ปีทั้งนั้น…ใครไม่เชื่อเรื่องผีเต็มร้อยลองมาอยู่แถวบ้านผมดูซีครับ แล้วจะซึ้งว่าความหวาดระแวงจนถึงกลัวผีสุดๆ น่ะเป็นยังไง?

เสียงร่ำลือว่าซอยนี้ผีดุเหลือหลายนั้น พอจะรับฟังได้อยู่ครับ

ในซอยลึกที่เต็มไปด้วยบ้านช่องและผู้คนคึ่กๆ นับวันก็ยิ่งมากหน้าหลายตาขึ้นทุกที มีพวกวัยรุ่นและขาเมายกพวกตีรันฟันแทงกันจนถึงล้มตาย ไหนจะรถราชนกัน เลือดสาดเต็มถนน โดยเฉพาะมอเตอร์ไซค์ทั้งส่วนตัวและรับจ้างเกิดอุบัติเหตุบ่อยๆ ยิ่งรถในซอยไม่แยแสหมวกนิรภัยด้วยแล้ว…ตายมากกว่ารอดครับ!

เมื่อตอนต้นปีก็มีสาวก้นซอยซ้อนมอเตอร์ไซค์รับจ้าง หักหลบเด็กที่วิ่งเล่นเจี๊ยวจ๊าวไปเสยตูมเข้ากับกำแพงบ้าน…คนขับขาหักทั้ง สองข้าง ผู้โดยสารกะโหลกแตก ทั้งเลือดและมันสมองไหลเยิ้ม…ไม่ช้าก็มีคนเห็นเธอเดินร้องไห้ตอนดึก เล่นเอาเผ่นกระเจิงไปตามๆ กัน

ถัดมาไม่นานก็มีข่าวหญิงสาวโดนฆ่าหมกศพไว้ใต้เตียงในโรงแรมม่านรูด…ช่วง นั้นเกิดเหตุแบบนี้บ่อยครับ ไม่ว่าในฝั่งธนบุรีหรือกรุงเทพฯ จะกลัวผีหรือไม่กลัวก็ตาม ได้ยินข่าวก็ขนหัวลุกแล้ว

ยิ่งหนุ่มสาวที่ไปเคยหลับนอนกันบนเตียงที่มีศพถูกซุกอยู่ข้างล่าง เห็นข่าวแล้วแทบจะสติแตกแค่ไหน ก็คงจะมองเห็นภาพกันได้ง่ายๆ

ผมเองก็อยู่บ้านคนเดียวเสียด้วยซี!

เป็นบ้านชั้นเดียวใต้ถุนเตี้ย มีรั้วรอบขอบชิดอยู่ในซอยแยก พ่อแม่ซื้อที่ปลูกบ้านมาเกือบ 40 ปีแล้ว ผมเองเป็นลูกโทนครับ เมื่อสิ้นบุญพ่อแม่ก็อยู่คนเดียว…แต่ก็ไม่ถึงกับเปลี่ยวใจอะไรนักหนา เพราะมีสาวที่รู้ใจแวะมาพูดคุย…ถูกใจก็อยู่นานหน่อย ไม่ถูกใจก็อำลากันไปอย่างรวดเร็ว

 

เสียงบันไดลั่นเอี๊ยดๆ จนผมสะดุ้งเฮือก รีบปราดเข้าไปมองก็เห็นแจงกำลังหอบหิ้วถุงอาหารพะรุงพะรังขึ้นบันไดมา ปากคอผมแห้งผากแต่ครางออกมาเบาๆ…แจง! เพิ่งมาเหรอ? เล่นเอาเธออดหัวเราะไม่ได้…แน้! เห็นก็เห็นยังจะถามอีก!

รีบเข้าไปช่วยหิ้วถุงโดยไม่ยอมปริปากว่า…มีผู้หญิงคนหนึ่งขึ้นบันไดเข้า ห้องนอนเพิ่งหายไปเมื่อตะกี้เอง กลัวว่าแจงจะหวาดกลัวเปล่าๆ ได้แต่สงสัยว่าวิญญาณเร่ร่อนของใครหนอที่แวะเข้ามาหา หรือจะเป็นลางว่า ผมต้องชวนแจงมาอยู่เป็นเพื่อนตลอดไปก็ไม่รู้ซีครับ! บรื๋อออ….

การฆ่าตัวตาย

 

เหตุผลของเธอฟังเข้าท่า ดิฉันเลยไม่ติดใจสงสัยอะไร มีอยู่นิดเดียว…คือคุณยายเจ้าของบ้านเดิมจะเป็นห่วงบ้านของท่านหรือเปล่า เอ่ย? คงไม่หรอกน่า…คิดมากไปได้! ป่านนี้ท่านคงไปเกิดใหม่แล้วละมั้ง?

บ้านนี้น่ารัก ขนาดกำลังเหมาะกับดิฉันและสามี ที่มีลูกชายเล็กๆ เพียงคนเดียว…ดิฉันลาออกจากงานตั้งแต่คลอดลูกแล้วละค่ะ สามีทำงานคนเดียว ส่วนดิฉันเป็นแม่บ้านเต็มตัว ไม่ต้องมีคนรับใช้หรือพี่เลี้ยงเด็ก ดิฉันวาดฝันว่าจะอยู่บ้านเลี้ยงลูกอย่างมีความสุขในบ้านหลังนี้

นกน้อยทำรังแต่พอตัวไงคะ?

ดิฉันอมยิ้มเสมอเมื่อขับรถพาลูกชายวัยสามขวบไปส่งโรงเรียนอนุบาลใกล้บ้าน แล้วแวะซื้อกับข้าวกับปลากลับมาอยู่บ้านตามลำพัง

ขนหัวลุกจากบ้านผีสิง

มัน เป็นบ้านหลังเล็กๆ น่ารักในย่านสุทธิสาร เราซื้อจากเจ้าของที่แสดงอาการว่า เสียดายมันอย่างยิ่ง…เธอเป็นหญิงสาวที่เพิ่งแต่งงาน บอกว่าลงทุนปลูกบ้านหลังนี้ โดยรื้อบ้านไม้หลังเก่าของคุณยายออกไป…คุณยายเธอเสียชีวิตไปสิบกว่าปีแล้ว ละ

“ทีแรกจะให้เป็นเรือนหอค่ะ แต่มีเหตุจำเป็นเพราะคุณแม่ทำกิจการร้านอาหารอยู่ที่เมืองนอก เราก็เลยตัดสินใจขายที่นี่เพื่อไปช่วยทางโน้น”

เมื่ออยู่คนเดียวดิฉันก็เริ่มทำงานบ้าน กวาดถู เก็บเสื้อผ้าไปซักและตาก แหม…อยู่กันแค่สามคนพ่อแม่ลูก งานบ้านไม่ได้หนักหนาอะไรเลย สบายมาก! ราวสิบโมงเช้าก็เสร็จเรียบร้อย ดิฉันจะเปิดทีวีดู หรือไม่ก็คว้าหนังสือเล่มโปรดมานั่งอ่านบนโซฟา…

หลายสัปดาห์ผ่านไป ดิฉันชักจะรู้สึกแปลกๆ แล้วซิคะ!

นั่นคือ เวลาอยู่คนเดียวจะรู้สึกอึดอัด ไม่เป็นส่วนตัวเลย แปลกไหมล่ะคะ? ฟังดูขัดกันพิลึกนะ อยู่คนเดียวแท้ๆ แต่ดูเหมือนมีใครจ้องมองอยู่ตลอด…เวลาไปเข้าห้องน้ำจะได้ยินคล้ายๆ มีคนเดินอยู่ในบ้าน ทีแรกนึกเสียววูบว่าเป็นขโมย แต่พอออกมาก็ไม่เห็นใครเลยค่ะ

ดิฉันกลัวอยู่ไม่น้อย เพราะถ้าเกิดอะไรขึ้นใครจะมาช่วยล่ะคะ?

เรื่องเสียงฝีเท้าประหลาด ที่เดินไปเดินมาทั่วบ้านนั้น ดิฉันเคยบ่นให้สามีฟัง เขาบอกว่าดิฉันคงหูแว่วไปเอง ทีหลังให้เปิดวิทยุหรือทีวีเป็นเพื่อน เพราะคนเราเวลาอยู่ในที่เงียบมากๆ หูอาจจะแว่วเสียงอะไรขึ้นมาเป็นตุเป็นตะก็ได้

ดิฉันก็อยากจะเชื่อเช่นนั้น แต่คืนหนึ่งก็มีเรื่องที่ทำให้ต้องขนหัวลุก!

คืนนั้นดิฉันนอนบนเตียง มีลูกตูนอยู่ในอ้อมกอด สามีก็หลับอยู่ข้างๆ บนเตียงเดียวกันนี่เอง จู่ๆ ดิฉันก็รู้สึกตัวตื่น พบว่าลูกตูนลืมตาแป๋วอยู่ก่อนแล้ว แกไม่ได้มองหน้าดิฉันหรือร้องกวนโยเยอะไร แต่แกจ้องไปที่ประตูนิ่งๆ

ตอนนั้นดิฉันหันหลังให้ประตูห้อง ลูกตูนผงกศีรษะขึ้นมามองข้ามไหล่ดิฉัน…ห้องเรามีแสงไฟดวงเล็กๆ แบบที่เสียบปลั๊กไว้น่ะค่ะ เป็นสีแดงเรื่อๆ ทำให้ทั้งห้องดูสลัวๆ ไม่มืดสนิท

“ใครมาโหนประตูเราอยู่น่ะแม่?” ลูกตูนถามเบาๆ เล่นเอาดิฉันผวา

“ฝันไปหรือเปล่าลูก…นอนเสียเถอะ ไม่มีอะไรหรอก” ดิฉันกดศีรษะเล็กๆ ให้แนบอก…อีกพักใหญ่แกก็หลับไป…

วันรุ่งขึ้น ลูกตูนวาดรูปเล่นง่วนอยู่คนเดียว พอเสร็จแล้วก็เอามาให้ดู…

ดิฉันใจหายวาบ นั่นเป็นรูปประตูที่มีผู้ชายตัวดำเอามือโหนขอบบน เท้าลอยสูงจากพื้น ลูกตูนใช้ดินสอแรเงาผู้ชายทั้งตัวเลยค่ะ…แกวาดแบบเด็กๆ น่ะ แต่ดิฉันเห็นแล้วกลัวมาก

ภาพนั้นถูกเก็บไว้ในหนังสือที่ดิฉันอ่าน จนในที่สุดก็อดรนทนไม่ไหว ต้องเอาไปคุยกับเจ้าของร้านทำผมหน้าซอย เราสนิทสนมกันพอสมควร

คุณติ๋ว-เจ้าของร้าน พอเห็นภาพที่น้องตูนวาดก็ตะลึงไปเลยค่ะ!

“ถ้าเล่าแล้วคุณอย่ากลัวนะคะ” เธอเริ่มเรื่อง และเล่าว่าบ้านที่ดิฉันซื้อนี้ ตอนที่กำลังก่อสร้างเกิดเรื่องสยอง มีช่างทาสีผูกคอตายเพราะเสียใจที่เมียหนีไปกับชู้

ดิฉันจะทำยังไงดีล่ะคะ? ทำอะไรไม่ถูกเลยเพราะเป็นคนกลัวผีมากๆ เย็นนั้นก็เลยร้องไห้เล่าให้สามีฟัง เขาบอกว่าถ้าอยู่ไม่ได้ก็คงต้องขายละ…ไปอยู่คอนโดมิเนียมแทน

เออแน่ะ! ทำไมทีอย่างนี้ พูดง่ายจัง?

คำตอบน่ะหรือคะ? สามีดิฉันตัดสินใจย้ายบ้านทันทีที่ดิฉันเล่า เพราะเขาสารภาพว่าเขาก็เห็นเหมือนกัน เห็นเงาของผู้ชายคนหนึ่งแขวนคอตัวเองห้อยอยู่ที่ประตู เท้าลอยจากพื้นนิดเดียว

เราขายบ้านนี้แล้ว และรู้สึกเสียใจที่ต้องปิดบังไม่ให้ผู้ที่มาซื้อได้รู้เรื่องนี้ ได้แต่หวังว่าเขาคงไม่ถูกวิญญาณผีผูกคอตายมารบกวนอย่างที่เราเคยโดนมาแล้ว ค่ะ!

เจ้าที่แรง

พ่อจัดการปลูกกระท่อมทำด้วยไม้ไผ่ทั้งหลัง ฝาก็ใช้ไม้ไผ่ขัดแตะ พื้นหรือฟากก็ใช้ไม้ไผ่ แต่หลังคาใช้หญ้าคา พ่อบอกว่าทนแดดทนฝนอย่างน้อยก็ 2-3 ปี

ข้างบ้านมีลำธารเล็กๆ น้ำเย็นมาก บรรยากาศเงียบสงบ อากาศสดชื่น เย็นสบายดีเราอยู่กันอย่างมีความสุข เพราะพี่ชายทั้งสองก็โรงเรียนปิดเทอมพอดี กลางคืนเราจุดตะเกียงรั้วนอนคุยกัน แล้ววางแผนที่จะทำไร่ต่อไป

ที่สองคนจะนอนข้างซ้ายของแม่ น้องชายกับดิฉันนอนขวา แต่ดิฉันได้เปรียบที่ได้นอนใกล้พ่อด้วย

กว่า พ่อจะกลับจากป่าที่ทำไร่มาก็มืดทุกวัน บางครั้งเจอเพื่อนบ้านถูกคอกัน ก็จะมีการตั้งวงก๊งเหล้าตามประสาผู้ชาย และมักจะติดลมจนดึกดื่นราว 3-4 ทุ่มขึ้นไป

วันหนึ่งพ่อบอกว่าวันนี้อย่าเพิ่งรีบนอนกันนะ จะเอาขนุนมาฝาก ดิฉันก็ไม่นอนจนดึก พ่อกลับมาพร้อมกับขนุนสุกลูกโต หอมฉุยเลย พ่อบอกว่าพรุ่งนี้ค่อยกินนะลูก จะได้กินพร้อมๆ กัน ดิฉันก็จำต้องรอด้วยความอยากกินจนนอนไม่ค่อยหลับ

เมื่อถึงเวลานอน พ่อจะนอนนอกมุ้งโดยบ่นว่าร้อน เดี๋ยวจะเข้ามุ้งตอนอากาศเย็นกว่านี้หน่อย แล้วพ่อก็หลับ ส่วนดิฉันยังนอนลืมตาอยู่…

พ่อแม่ดิฉันมีลูก 4 คน อาชีพทำนา ยามว่างจากหน้านาพ่อก็หาลำไพ่พิเศษด้วยการตระเวนเล่นดนตรีไทย แล้วแต่จะมีใครจ้าง ดนตรีก็มีประเภท แตรวง ปี่พาทย์ พ่อเองถนัดเล่นซอมากที่สุด เมื่อลูกชาย 2 คนเติบโต เล่นดนตรีเก่งแล้ว พ่อก็วางมือ

ยามว่างพ่อชอบออกตระเวนป่า จับจองที่บ้าง ปลูกมัน ปลูกถั่วแล้วแต่พื้นดินจะอำนวย ชอบไปคนเดียว 7 วัน 10 วันตามความพอใจ ครั้งหลังนี่ชวนแม่ไปด้วย ปล่อยให้ลูกอยู่ด้วยกันตามลำพังพี่ๆ น้องๆ

ดิฉันเป็นคนที่ 3 มีน้องชายอีกคน อายุไล่เลี่ยกัน

ครั้งสุดท้ายพ่อพาเข้าป่าทั้งหมด บอกว่าได้ที่ทำไร่กับถางหญ้าไว้แล้ว ตั้งใจจะลงข้าวโพด ถั่วลิสงกับมันเทศ…ตกลงพวกเราเดินทางด้วยรถไฟบรรทุกซุงของบริษัทหนึ่ง ตอนบ่ายรถมุ่งเข้าป่า รุ่งเช้าก็บรรทุกซุงท่อนใหญ่ๆ ออกมาส่งโรงเลื่อยในตัวจังหวัด

ครอบครัวเราโดยสารรถไฟเข้าป่าวันต่อมา โดยไปสิ้นสุดลงที่ “ลาดกระทิง”

 

ทันใดนั้นดิฉันก็ใจหายวาบเมื่อเห็นร่างหนึ่ง ดำทะมึนสูงใหญ่มาก เดินขึ้นบันไดมาช้าๆ ดูน่ากลัวที่สุด ดิฉันร้องเรียกพ่อสุดเสียง บอกว่ามีใครขึ้นบ้าน เพราะบ้านเราไม่มีประตู ขึ้นบันไดมาก็ถึงที่ที่พวกเรานอน พ่อตกใจเสียงดิฉัน แต่บอกว่าพ่อไม่เห็นมีใครเลยสักคน

ดิฉันบอกว่านั่นไง! เดินเข้ามาทางหัวนอนแล้วเพิ่งเดินลงบันไดไปหยกๆ นี่เอง!

พ่อบอกไม่มีอะไรหรอกลูก นอนซะเถอะ…

ตื่นเช้ายังไม่หายตื่นเต้นจากความกลัวเมื่อคืนนี้เลย!

ตอนสายๆ รู้ว่าแม่ไม่สบาย มีอาการปวดหัวเหมือนมีคนมาบีบคอเมื่อคืนนี้…เจ็บมาก แต่ร้องไม่ออก

แม่ล้มป่วย แต่ก็ไม่ถึงกับอาการหนัก เป็นๆ หายๆ ชวนพ่อกลับเข้าเมือง แต่พ่อบอกอีก 2-3 วันนะ…พวกเราก็อยู่กันมาอีก 5-6 วัน หลังจากเหตุการณ์น่ากลัวในคืนนั้น

คราวนี้พ่อเป็นคนเห็นร่างนั้นเองเดินขึ้นบันไดมา…เมื่อพ่อเอะอะโวยวายขึ้น ร่างน่ากลัวนั้นก็หันกลับเดินลงบันไดไป!

คืนต่อมาไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ทุกคนนอนประจำที่หลับกันหมด จนกระทั่งตื่นขึ้นตอนเช้าจึงได้ตกใจแทบช็อกไปตามๆ กัน เมื่อเห็นพ่อนอนลืมตาโพลง รอบคอเขียวช้ำและหมุนได้รอบ

ดิฉันเองยังเด็กไม่ค่อยรู้รายละเอียด รู้แต่ว่าพ่อไปนอนวัด แม่เจ็บหนัก

ดิฉันถูกส่งตัวกลับไปหาลุงกับป้าในเมือง ถูกกันไม่ให้เจอกับแม่ที่รักษาตัวอยู่โรงพยาบาล และมารู้แน่อีกครั้งเมื่อลุงกับป้าบอกว่าพ่อตายแล้ว!

มีคนเล่ากันว่า ก่อนตายพ่อไปยืนฉี่รดต้นไม้ใหญ่ในป่า ด้วยความเมาจึงได้พูดจาท้าทายขึ้นลอยๆ ว่า ถ้าแน่จริงก็ให้ไปหาที่บ้าน…เท่ากับพ่อได้ท้าทายสิ่งที่ไม่ควรลบหลู่ชนิด ที่ไม่น่าจะกระทำเลย

ทุกคนมาทราบเมื่อพ่อตายไปแล้ว

ที่ทราบแน่ชัดยิ่งขึ้นก็เพราะมีพระอาจารย์ที่วัดท่านนั่งทางในดูจึงรู้สาเหตุ

ดิฉันเป็นคนหนึ่งที่เชื่อในเรื่องนี้ ตอนยังเด็กอาจจะไม่ค่อยประสีประสานัก แต่เมื่อเติบโตขึ้นได้ประสบเหตุการณ์น่าขนหัวลุกทำนองนี้หลายครั้ง ทำให้เชื่อสนิทเลยค่ะว่า…วิญญาณมีจริง!

ผีคนแก่

ผีคนแก่

ผมเดินก้มๆ เงยๆ เก็บกระป๋องใส่ถุงไปเรื่อยๆ ท่ามกลางบรรยากาศเย็นเยือกและมืดสลัว เงียบเชียวน่าวังเวงใจ มีแต่เสียงแมลงกรีดปีกเซ็งแซ่ แต่พอใกล้เข้าไปมันก็เงียบเสียง ก่อนจะบรรเลงบท เพลงของมันอีกครั้งเมื่อผมเดินผ่านไป

เดินมาไกลโข เกือบสองกิโลเมตรเห็นจะได้ กระป๋องใกล้จะเต็มถุงแล้ว…เดี๋ยวเก็บอีก 2-3 ใบก็จะกลับบ้านเพื่อล้างกระป๋อง ขัดสนิมบางใบให้เรียบร้อยก่อนจะหิ้วไปขายแล้วเลยไปโรงเรียน…

ฉับพลันนั้นเอง แสงไฟฉายก็สาดจ้าเข้าไปกระทบกับอะไรบางอย่างเข้าจังๆ

พ่อทำงานที่สถานี แม่ทำงานบ้าน ทั้งตักน้ำ ผ่าฟืน เลี้ยงลูกเต้าเป็นโขยง จำได้ว่าพ่อแม่ต้องเหน็ดเหนื่อยสายตัวแทบขาดอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ผมเองแม้จะยังเด็ก แต่ก็เป็นลูกคนโตต้องช่วยพ่อแม่ทำมาหากินแล้ว ไม่มีโอกาสได้นอนอุตุให้สบายจนตะวันโด่งเหมือนพวกลูกคนรวยเขาหรอกครับ

ตอนนั้นผมอายุเพิ่ง 11-12 ขวบ แต่ต้องตื่นพร้อมพ่อตั้งแต่ตี 4 เพื่อออกไปทำงานด้วยกันทั้งสองคน ส่วนแม่ก็เข้าครัวไปหุงข้าว ต้มแกงเอาไว้รอพวกเราเหมือนกัน ปล่อยให้พวกตัวเล็กๆ หลับสบายไปก่อน

งานหลักของพ่อคือรับจ้างขนกระ เป๋าใบโตๆ ของผู้โดยสารจากรถไฟไปขึ้นรถหลังสถานี ได้ค่าแรงใบละ 50 สตางค์ งานสำหรับเด็กๆ อย่างผมคือหากระป๋องนมไปขาย

หลายท่านอาจจะสงสัยว่าจะเอากระป๋องนมจากที่ไหนทุกวัน? หาได้แล้วจะเอาไปขายให้ใคร?

เรื่องเป็นยังงี้ครับ

สมัยนั้นกระป๋องนมตามต่างจังหวัด โดยเฉพาะตามสถานีรถไฟมีความสำคัญมาก เนื่องจากนำไปใส่กาแฟก็ได้ ใส่ข้าวต้มก็ได้ เอาเชือกกล้วยร้อยรูที่ฝากระป๋อง มีขายกันตามร้านกาแฟและร้านข้าวต้ม…แต่ที่ใช้มากที่สุดก็คือใส่ของที่ว่า สำหรับเร่ขายเวลารถไฟเทียบสถานี!

ส่วนที่จะไปเก็บกระป๋องเปล่าที่ไหนนั้น ถ้าท่านนึกภาพออกก็คงรู้ว่าเมื่อผู้ซื้อดื่มกาแฟหรือกินข้าวต้มหมดแล้ว ก็ต้องเหวี่ยงกระป๋องเปล่าจากหน้าต่างรถทิ้งไปตามสองข้างทาง

รัศมีการเดินหากระป๋องเปล่าของผมอยู่ในราว 2-3 กิโลเมตรจากสถานี

แล้วจะเก็บใส่อะไร? ฝากระป๋องคมๆ ไม่บาดเนื้อหนังแย่หรือ?

เรื่องนี้หายห่วงได้เลย แม่ผมจัดการหาผ้าหนาๆ มาเย็บเป็นถุงสำหรับสะพายบ่า แล้วมีเชือกร้อยสำหรับรูดปากถุงให้แน่นหนา ฝากระป๋องจะได้ไม่บาดลูก กับสิ่งของในถุงจะได้ไม่ร่วงหล่นลงไปง่ายๆ

แล้วจะเอากระป๋องสกปรกนั่นไปขายใคร?

อ๋อ…ผมจะต้องเอากระป๋องที่เก็บได้มาล้างทำความสะอาดเสียก่อน โดนคมที่ฝาบาดบ่อยๆ จนเคยชินแล้วครับ ก่อนจะนำไปขายที่หลังสถานีราคา 12 ใบ 1 บาท! เฮ้อ…คิดแล้วยังเหนื่อยไม่หายจริงๆ ครับ พับผ่าเถอะเอ้า!

จนกระทั่งเจอะเหตุการณ์น่าขนหัวลุกเข้าเต็มเปา!!

ใกล้ย่ำรุ่งวันนั้นอากาศค่อนข้างเยือกเย็นเพราะฝนตกหนักเมื่อคืน ผมแยกกับพ่อที่สถานีแล้วเดินย่ำต๊อก ฉายไฟวูบวาบหากระป๋องเปล่าไปเรื่อยๆ ด้วยความเคยชินโดยไม่ได้หวั่นหวาดอะไร

นรกเป็นพยาน! มันคือใบหน้าที่คล้ายมนุษย์ แต่แสนจะน่าเกลียดน่ากลัวจนไฟฉายแทบจะหลุดจากมือ!

“เฮ้ย! อะไรโว้ย…”

ผมหลุดปากร้องลั่น ผงะหน้าจนแทบจะหงายผลึ่งก้นจ้ำเบ้า เมื่อเห็นใบหน้าอันเหี่ยวย่น ผมขาวโพลน แก้มยุบเป็นหลุม นัยน์ตาลึกกลวง กำลังเบิกกว้างจ้องมองผมอย่างมุ่งร้ายหมายขวัญ สองขาผมสั่นเทา เกือบจะหันกลับเพื่อโกยอ้าวอยู่รอมร่อ…พอดีเสียงแหบๆ ดังขึ้น

“กูเอง! ไอ้นุ้ย…กูเอง! มึงจำยายชิตไม่ได้หรือวะ? ไอ้…” เสียงด่าตามประสาบ้านเราดังเป็นชุด “โอย…มึงทำเอากูแทบจะเป็นลมตาย!”

โธ่! ยายชิตก็มาเก็บกระป๋องไปขายแบบผมเหมือนกัน ผัวแกเป็นพนักงานขับรถไฟ เข้าๆ ออกๆ ประจำอยู่ที่สถานีนั่นเอง! ยายชิตนะยายชิต…เล่นเอาผมเกือบช็อกตายคาที่เช่นกัน…ขนหัวลุกครับ!

ผีที่สวนสวรรค์

ดิฉันอ้าปากค้าง เย็นวาบตั้งแต่ต้นคอไปถึงไขสันหลัง รู้สึกเหมือนถูกนาบด้วยก้อนน้ำแข็ง หันไปมองเพื่อนอีก 2-3 คนก็หน้าขาวซีดไปตามๆ กัน บางคนถึงกับครางเบาๆ อยู่ในลำคอ เมื่อเห็นตาอั้นกำลังพูดคุยกับความว่างเปล่า บางทีก็พยักหน้ามาทางพวกเรา ท่าทางคล้ายกับกำลังพูดคุยกับใครที่เรามองไม่เห็น

เสียงของแกยิ่งทำให้ดิฉันใจเต้นกระหน่ำด้วยความหวาดกลัวสุดขีด!

“พวก พี่ๆ ของฉันเอง…อ้าว? เธอไปไหนไม่ได้จริงๆ เหรอ? ต้องอยู่ในน้ำแบบนี้ไปตลอดเลย…โถ! น่าสงสารจังเลย…งั้นไปก่อนนะ เอาไว้วันหลังค่อยเจอกัน”

ตาอั้นโบกมือหย็อยๆ ก่อนจะหันกลับมาพบพวกเรานั่งแหมะบนพื้นหญ้าอย่างสิ้นเรี่ยวแรงไปตามๆ กัน ขนลุกซู่ซ่าไปหมด… เคยได้ยินพวกผู้ใหญ่บอกว่าเด็กเล็กๆ จะเห็นผีได้จริงๆ ก่อนนั้นเคยสงสัย แต่เดี๋ยวนี้เชื่อสนิทแล้วค่ะ!

 

พวกเราไปเที่ยวในวันหยุดกันราวสิบกว่าคน ทั้งญาติๆ และเพื่อนบ้าน โดยเหมารถสองแถวทั้งไปและกลับ

เมื่อถึงจุดหมาย พวกเราก็กรูเกรียวกันเข้าไปเลยค่ะ รู้สึกมีความสุขอย่างบอกไม่ถูก ต้นไม้ใหญ่น้อยขึ้นสะพรั่ง ดูร่มครึ้มน่าเย็นตาเย็นใจ ดอกไม้สวยๆ บานสะพรั่ง มีลำธารไหลริน ลมพัดเย็นสบาย เสียงนกน้อยร้องเพลงน่าเพลิดเพลิน ผีเสื้อสีสวยๆ จับกลุ่มบินว่อนผ่านไปมาไม่ขาดสาย

ใบไม้แก่สีน้ำตาลก็ล่องลอยตามลมเชื่องช้าจนกระทั่งลงมาถึงพื้นดิน

เสียงน้ำไหลริน เคล้ากับเสียงยอดไม้กระซิบกระซาบกับสายลม…สมแล้วค่ะที่เขาเรียกว่า “สวนสวรรค์”

มีม้ายาวริมลำธารกับใต้ร่มไม้สูงใหญ่ สนามหญ้ากว้างขวางเขียวขจี เห็นแล้วน่านอนเกลือกกลิ้งดูกลุ่มเมฆล่องลอย เพ้อฝันว่าเป็นรูปนั้นรูปนี้ตามประสาเด็กๆ นกบินผ่านช้าๆ ยอดไม้ไหวเอนตามสายลมเฉื่อยฉิว ราวกับจะขับขานบทเพลงของป่าที่น่ารื่นรมย์ให้พวกเราฟัง

ส่วนที่พวกเราเด็กๆ ชอบมากที่สุด คืนต้นไม้ทุกต้นมีชื่อเขียนบอกไว้ด้วย ทำให้เรารู้จัก ยูง, ยาง, ประดู่, อินทนิล, มะค่า, เสลา, ชิงชัน, พะยูง, กฤษณา…โอ๊ย! มากมายจนนับไม่ถ้วนเลยละค่ะ

“เร้ว! พวกเรา…มาดูอะไรนี่เร้ว…แปลกที่สุดเลย!”

เสียงตะโกนของตาอั้น-น้องชายวัย 7 ขวบของดิฉันทำให้พวกเราหันไปมองเห็นแกกำลังกระโดดโลดเต้นอยู่ใกล้ๆ พุ่มไม้ ท่าทางตื่นเต้นและชอบอกชอบใจเต็มที่

“ใครเคยเห็นต้นไม้แบบนี้มั้ย? ทายซิว่าต้นอะไร? อย่ามองป้ายชื่อก่อนนะ”

แต่ไม่ได้ผลหรอกค่ะ พวกเราไปถึงก็เห็นชื่อ เลยร้องขึ้นพร้อมๆ กันว่า

“พญาไร้ใบ!!”

ทั้งมุงดูและวิพากษ์วิจารณ์กันสนุกปาก ทำนองว่าต้นไม้อะไรไม่มีใบหรอก มีแต่กิ่งก้านหงิกงอหยิกไปมา แต่ก็เป็นพุ่มสวยแปลกตา เกิดมาพวกเราก็เพิ่งเคยพบเห็นนี่เอง บางคนพูดเล่นๆ ว่าอยากเด็ดกิ่งไปปลูกที่บ้านจังเลย

ขณะนั้น พวกผู้ใหญ่ข้ามลำธารไปปูเสื่อนั่งคุยกันอยู่ใต้ร่มไม้แล้ว บางคนก็นอนหงายสบายใจ เราชักชวนกันไปสมทบ เพราะเริ่มมีการเปิดเสบียงอาหารมาแบ่งปันกันกินแล้ว

ทันใดนั้น ตาอั้นก็ร้องเสียงดังขึ้นมาอีก!

“เราลงไปเล่นน้ำกันมั่งดีกว่า นั่นไง! เด็กๆ เขาเล่นน้ำกันน่าสนุกตั้งหลายคนแน่ะ…เห็นมั้ย?”

ดิฉันกับเพื่อนๆ หันไปมอง แต่ไม่เห็นมีใครในลำธารแม้แต่คนเดียว!

“อย่าพูดมาก รีบข้ามไปหาพ่อแม่เร็วๆ ฝั่งโน้นมีสนามให้วิ่งเล่นกว้างกว่าฝั่งนี้อีก” ดิฉันบอกน้องแล้วเดินนำหน้า มองดูคนอื่นๆ ที่มาเที่ยวสวนสวรรค์กันบางตา หรือว่าจะหลบไปนั่งๆ นอนๆ ตามหลังต้นไม้ด้านในค่อนข้างหนาทึบก็เป็นได้

สังหรณ์บางอย่างทำให้หันไปมองน้องชาย …ตาอั้นกำลังโบกไม้โบกมือไปทางลำธารพอดี

“โบกมือให้ใครน่ะ อั้น? ไม่เห็นมีใครซักคน”

“เด็กผู้หญิงผมยาว ใส่เสื้อแดงไงล่ะ…นั่นไง! เขาเดินขึ้นจากน้ำมาแล้ว! ตัวเปียกโชกเชียว …ไม่หนาวเหรอ?”

 

ศพขึ้นอืด

ตอนนั้นผมยังเป็นวัยรุ่น ไม่ใช่วัยใกล้ชราเหมือนตอนนี้ ยอมรับว่าไม่ค่อยรู้สึกทุกข์ยากอย่างพวกผู้ใหญ่เท่าไหร่ ได้เล่นน้ำกับเพื่อนๆ โดดกันตูมๆ แล้วว่ายแข่งกันไปกลางน้ำเวิ้งว้างที่เอ่อท้นขึ้นมาถึงถนน เรือนแพต่ำเตี้ยอยู่ในดงผักบุ้ง ผักกระเฉด กับกอสวะที่ลอยมาเกยบ้าง โดนสายน้ำพัดไปกินบ้าง กุ้งปลาชุกชุม ไม่ว่าจะตกเบ็ด เหวี่ยงแหเป็นได้กุ้งปลาเกินหม้อแกงซะด้วยซ้ำ

ที่น่าสยองตอนแรกๆ แต่แล้วก็กลายเป็นชาชินในเวลาไม่ช้าก็คือศพลอยน้ำน่ะซีครับ เพราะมีลอยอึ้ดทึ่ดผ่านเอื่อยๆ ไปใกล้บ้าง ไกลบ้างแทบทุกวัน!

ได้ข่าว ว่าผ่านไปและอยู่แถวหน้าวัดแก้วฟ้าจุฬามณี ปากคลองบางซื่อฝั่งนี้ กับวัดฉัตรแก้วจงกลณีที่บางอ้อฝั่งโน่น ตกเป็นภาระให้พระเณรและสัปเหร่อต้องมาช่วยกันเอาศพขึ้นเผาในฐานะศพไม่มีญาติ ชาวบ้านก็มาช่วยกันทำบุญเล็กๆ น้อยๆ คนละไม้ละมือ อุทิศส่วนกุศลให้ตามประเพณี

ใครจะว่าปีไหนน้ำท่วมมากที่สุด โดยเฉพาะปี 2538 กับ 2539 ก็ตามสะดวกเถอะครับ แต่สำหรับผมน่ะน้ำท่วมปี 2526 แสนจะสาหัสสากรรจ์ที่สุดเท่าที่เคยเจอะเคยเจอ!

สาเหตุเพราะมันท่วมท้นตั้งแต่กลางปียันปลายปีเชียวแหละคุณเอ๋ย

น้ำเหนือบ่า น้ำทะเลหนุน เขื่อนพร่องน้ำลงมาไม่หยุดหย่อน ทางกรุงเทพฯ ก็ยังไม่มีมาตรการป้องกันจริงจังเหมือนในยุคหลังๆ ไม่ว่าจะมองไปทางไหนล้วนแต่เวิ้งว้างไปด้วยสายน้ำน่าขนลุกขนพองซะทั้งนั้น!

ยิ่งพวกที่อาศัยอยู่ตามชายน้ำอย่างพระรามหก เชิงสะพานกรุงธน ศาลเจ้าแม่ทับทิมแทบจะจมหายไปในสายน้ำ พวกท่าพระจันทร์ ท่าโรงโม่ไปยันท่าเตียน กับฝั่งตรงข้ามอย่างบางอ้อ บางพลัด บางกอกน้อย บางหลวง ฯลฯ โอย… พูดไปแล้วก็เหมือนตกนรกทั้งเป็นจริงๆ ครับ

ตกค่ำ บรรยากาศเยือกเย็นน่าดู ยอดไม้คร่ำครวญกับสายลมน่าวังเวงใจสิ้นดี…ฟังแล้วเหมือนใครกลุ่มใหญ่กำลัง ร้องไห้ สะอึกสะอื้นคร่ำครวญแทบทั้งคืนจนผู้คนในละแวกนั้นขนลุกขนพองไปตามๆ กัน

เขาว่าวิญญาณของคนจมน้ำตายจะไม่ไปผุดไปเกิด จนกว่าจะเรียกร้องวิญญาณดวงใหม่ไปสิงสู่อยู่แทน!

คืนนั้นก็เกิดเรื่องสยองขวัญทำให้ชาวเรือแพแทบจะจับไข้หัวโกร๋นไปตามๆ กัน

ผมกำลังเคลิ้มหลับในตอนกลางดึก เรือนแพโยกโยนเบาๆ เหมือนนอนเปลที่เคยชินมาแต่ไหนแต่ไร เสียงคลื่นกระซิบกระซาบคร่ำครวญเคล้ากับเสียงใบไม้เสียดส่ายฟังคล้ายเสียง บ่นพร่ำไม่หยุดหย่อน… จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงจ๋อมๆๆ ดังอยู่ใกล้ๆ แพลูกบวบด้านหน้าพอดี ทำให้แน่ใจว่าเสียงแปลกๆ นั่นคงจะทำให้ผมรู้สึกตัวตื่นขึ้นมา

ลมดึกจากแม่น้ำเจ้าพระยาพัดแรงจนเย็นยะเยือก ยิ่งทำให้ผมหนาวสะท้านไปถึงขั้วหัวใจเมื่อรู้แน่ว่าภาพที่เห็นนั้นไม่ใช่ มนุษย์…แต่มันคือผีหรือวิญญาณที่จมน้ำตาย

ผมเผ่นเข้ามุ้งคลุมโปง ใจเต้นโครมๆ จนหลับผล็อยไป…นึกถึงภาพสยองขวัญคืนนั้นแล้วยังขนหัวลุกมาจนถึงทุกวันนี้เลยครับ!

ตอนแรกก็ยังงุนงงว่าเป็นเสียงอะไรกัน? หรือว่าจะหูฝาดเฝื่อนไปเอง?

นึกเอะใจจนต้องลุกขึ้นไปดูให้รู้ว่าเป็นเสียงอะไรแน่…

ฟ้าขาวด้วยดวงดาวพร่างพราย ทำให้มีแสงสว่างใกล้เคียงกับกลางวัน มองเห็นระลอกคลื่นระยิบระยับบนสายน้ำเวิ้งว้างไปถึงฝั่งตรงข้ามที่ดูไกลลิบๆ แทบสุดลูกหูลูกตา…แต่ยังมองไม่เห็นว่าเจ้าเสียงจ๋อมๆๆ สะดุดหูมันดังมาจากไหน

“จ๋อมๆๆ” คราวนี้ดังชัดเจนอยู่ใกล้ๆ นี่เอง!

ผมเพ่งตามองเพราะบริเวณนั้นอยู่ใต้เงาไม้หนาทึบริมทาง ซึ่งแผ่กิ่งก้านมาคลุมเรือนแพของเราไว้…แล้วผมก็ได้เห็นภาพนั้น คุณพระคุณเจ้าโปรดช่วยลูกด้วยเถิด! มันเป็นภาพสุดสยองที่จะไม่มีวันลืมเลือนไปได้เลยจนกว่าชีวิตจะสิ้นสลาย…

ชายผอมดำแช่อยู่ในน้ำครึ่งค่อนตัว ผมยาวเปียกโชกปรกหน้าผากจนเห็นแค่นัยน์ตาขาวๆ เหลือกลานด้วยความหวาดกลัว สองมือตะกายลูกบวบไม่หยุดหย่อน แต่ความเปียกชุ่มทำให้ลื่นจนเกาะไม่อยู่ เสียงที่ฟังคล้ายจ๋อมๆๆ ก็คือมือทั้งสองข้างลื่นตกลงน้ำนั่นเอง