ผีหลอก

16 entries have been tagged with ผีหลอก.

แขวนคอตาย

ผีไทย
คืน นั้นเอง…เราคุยกันจนผล็อยหลับ ไป แต่แล้วเสียงอะไรบางอย่างก็ปลุกดิฉันขึ้นมาเงี่ยหูฟัง…ป้าเนื่องหลับสนิท จนได้ยินเสียงลมหายใจสม่ำเสมอ แม้ดิฉันจะยังงัวเงียอยู่ก็ตามแต่เสียงนั้นดังชัดเจนท่ามกลางความเงียบเชียบ นาน ๆ จะมีเสียงรถยนต์แล่นผ่านหน้าร้านสักครั้ง…ดิฉันแทบจะกลั้นใจฟังเพราะทำให้ รู้สึกเย็นสันหลังวูบวาบอย่างบอกไม่ถูก

“ป้าเนื่อง” คือพี่สาวของดิฉันเอง แต่เรียกตามลูก ๆ ทั้งสามคนที่เป็นผู้ชายล้วน ๆ เป็นม่ายตัวคนเดียว ลูกสาวเข้าไปเรียนหนังสือถึงเชียงใหม่โน่น

เรา ได้ข่าวว่าป้าเนื่อง ล้มเจ็บด้วยโรคเบาหวานกับความดันสูง ไหนจะไขมันในเส้นเลือดอีกล่ะ ก็ตามแบบคนที่อายุเลยเลขห้า ไปแล้วนั่นแหละค่ะ…คนเราพอแก่ตัวลงก็มักจะมีโรคภัยไข้เจ็บคอยแวะเวียนมาหา อยู่ร่ำไป
สมัยไงล่ะ”

ดิฉันกับพี่สาวคุยกันในห้องนอนชั้นบน ส่วนห้องข้าง ๆ เป็นที่นอนของสามีกับลูกชาย…ตอนค่ำพวกหนุ่มๆ เขาก็ไปชมบ้านชมเมืองกัน แต่เรายังคุยไม่หยุดปากด้วยเรื่องจิปาถะ ตั้งแต่สมัยเป็นเด็กกับสาว ๆ เหมือนกับคุยกันถึงเรื่องของคนอื่นยังงั้นแหละค่ะ

เมื่อ เอ่ยถึงลุงประสงค์ที่ล่วงลับไปเมื่อปีก่อน ป้าเนื่องก็ยกมือไหว้ทำตาแดง ๆ บอกว่าเคยฝันถึงครั้งเดียวเท่านั้น…ไม่เคยมาเยี่ยม เยียนอีกเลย คงจะไปสู่สุคติเรียบร้อยแล้ว

…เสียงสะอื้นเบา ๆ ดังมาจากฝาห้องที่สามีกับลูก ๆ นอนอยู่นั่นเอง!

ชั่วขณะหนึ่ง ดิฉันขนลุกเกรียวไปทั้งตัว…ลุงประสงค์ที่ตายไปแล้ว!?

เสียงสะอื้นดังขึ้นทุกที…คุณพระช่วย! เสียงของลูกชายทั้งสามคนของดิฉันนี่นา!

ตกตะลึงจนตัวชา ทำอะไรไม่ถูก พ่อก็นอนอยู่ด้วยแท้ๆ หรือว่าเขาเป็นอะไรไป…เสียงสะอื้นที่ดังชัดเจนขึ้นทำให้แน่ใจว่าพวกลูกๆ กำลังเจ็บปวดหรือหวาดกลัวอะไรอย่างรุนแรง จนทำให้ลุกพรวดพราดขึ้น ร้องออกไปโดยไม่ได้ตั้งใจ

“ลูกแม่! เป็นอะไรไป?”

“อะไร แม่นพ?” ป้าเนื่องนอนเร็ว ร้องถามพร้อมกับลุกขึ้นนั่งเช่นกัน แต่ยังช้ากว่าดิฉันที่ลุกถลาไปถอดกลอน แล้วเข้าไปทุบประตูห้องที่ลูก ๆ นอนอยู่เสียงโครมคราม…สามีบ่นอะไรเสียงง่วง ๆ ก่อนจะเปิดประตูออกมา ดิฉันปราดเข้าไปเปิดไฟสว่างจ้า จ้องมองภาพตรงหน้าอย่างตะลึงงัน

ลูก ชายวัยสิบกว่าขวบทั้งสามคนนอนหงายตัวแข็งทื่อ อ้าปาก ลืมตาโพลง น้ำตาไหลรินอาบแก้มทุกคน เสียงครางปนสะอื้นบาดใจปิ่มว่าชีวิตจะแหลกสลายลง
ตอนหลังได้ข่าวว่าอาการหนักถึงกับต้องเข้าโรงพยาบาล ร้านรวงหน้าตลาดเอกาทศรถก็ต้องให้ญาติห่าง ๆ กับลูกจ้างช่วยกันดูแล ลูกสาวมาเยี่ยมประเดี๋ยวประด๋าวก็ต้องรีบกลับ

ตอนที่ดิฉันกับ สามีและลูก ๆ ยกโขยงไปเยี่ยมน่ะ ป้าเนื่องเพิ่งออกจากโรงพยาบาลมาพักฟื้นที่บ้าน พอมองเห็นพวกเราก็ดีใจจนน้ำตาไหล เพราะญาติสนิทจริงๆ ของเราก็มีอยู่กันแค่สองคนพี่น้องเท่านั้น

ป้าเนื่องลุกมาต้อนรับขับสู้ คะยั้นคะยอให้ค้างคืนด้วยกัน ไม่ต้องไปเช่าโรงแรมให้หมดเปลืองเปล่า ๆ ยืนยันว่ารุ่งขึ้นกินอาหารที่ร้านเสร็จจะได้ไปไหว้หลวงพ่อชินราชเสียเลย เพราะวันเสาร์อาทิตย์น่ะคนแน่นเหมือนกับมีตลาดนัดเป็นประจำอยู่แล้ว

“ไหนจะวัดนางพญากับหลวงพ่อเหลืออีกล่ะ” ป้าเนื่องหว่านล้อม “มาคราวนี้จะได้ทัวร์วัดหลาย ๆ แห่งตามยุค

“แม่…ช่วยด้วย…”

“ไม่ ต้องกลัวลูกแม่!” ขาดคำก็ถลาเข้าไปกอดรัดลูก ๆ เช็ดน้ำตาพลางพร่ำถามแทบจะจับความไม่ได้ “เป็นอะไรลูก? ใครทำอะไร? บอกแม่ซิ…ทำไมไม่ปลุกพ่อ?”

สามียอมรับว่าหลับสนิท ฝันเห็นผู้หญิงวัยกลางคน ผอมบาง มีแต่หนังหุ้มกระดูกผมเป็นกระเซิง นัยน์ตาเหลือกลานแทบถลนออกมานอกเบ้า จ้องมองอย่างน่าเกลียดน่ากลัว…พวกลูก ๆ ก็ลุก ขึ้นมาแย่งกันเล่าว่า พวกแกเห็นผู้หญิงยืนแขวนคออยู่ที่หน้าต่าง เล่นเอาหวาดกลัวจนพูดไม่ออก นอกจากนอนน้ำตาไหล แล้วสะอึกสะอื้นดังขึ้นทุกทีปิ่มว่าจะขาดใจตาย

ดิฉัน หันขวับไปหาพี่สาว แกหลบตา พูดเสียงอ่อย ๆ ว่า เมื่อสองสามเดือนก่อนมีญาติห่าง ๆ จากเหนือ บอบช้ำทรุดโทรมเต็มที มาอาศัยอยู่แค่คืนเดียวก็ผูกคอตายที่หน้าต่างนั่นเอง

คืนนั้น ดิฉันนอนกับลูก ๆ จนรุ่งเช้า…หลังจากไปกราบขอพรจากหลวงพ่อชินราชแล้วก็ล่ำลาป้าเนื่องกลับ กรุงเทพฯ ทันที…แค่นี้ก็ขนหัวลุกเหลือแหล่แล้วค่ะ!

ผีลืมถิ่น

ผีดุ
เมื่อราว 5-6 ปีก่อนยังไม่มีการเข้มงวดเรื่องหมวกนิรภัย…เห็นเด็กผู้หญิงซ้อนท้ายกอดเอว คนขับแน่น…คงกลัวจนหายกลัว กลายเป็นความเคยชินไปแล้วกระมังคะ

มีเหตุผลอีกอย่างที่น่ารับฟังค่ะ คือบอกว่าวิญญาณที่ เพิ่งออกจากร่างก็เหมือนคนที่กระโดดจากเรือนที่ถูกไฟไหม้ หรือไม่ก็เหมือนเด็กๆ หลงทาง มองหาพ่อแม่ด้วยความตระหนกอกสั่นสุดขีด ไม่รู้ว่าตัวเองตายไปแล้ว…
มี พ่อแม่มารอรับ ทั้งจูงไปก็มี แม่นั่งตุ๊กตุ๊กมารับก็มี ซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์พ่อก็มี รอรถขาประจำมารับก็มีหลายคน รถที่ว่ามีทั้งตุ๊กตุ๊กและมอเตอร์ไซค์ ลองนึกภาพดูเถอะค่ะว่า ยกเว้นรถตุ๊กตุ๊กแล้ว การนั่งซ้อนมอเตอร์ไซค์สำหรับเด็กๆ จะน่าเสียวไส้แค่ไหน

ดิฉันเคยเห็นในตอนกลางวันแสกๆ เลยค่ะ!

วัด อัมพวันในเขตดุสิตอยู่ใกล้ๆ กับสถานีตำรวจ ทางเข้าออกคือถนนพระราม 5 แต่โรงเรียนวัดอัมพวันที่มีเด็กตัวเล็กๆ มากมาย มีทางเข้าออกด้านข้าง เชิงสะพานราชวัตร ทางถนนนครไชยศรี

ทางเข้าออกด้านนี้ค่อนข้างคับแคบ มีร้านขายอะไหล่รถยนต์และซ่อมรถ ซึ่งเป็นเจ้าประจำของดิฉันขนาบกับรั้วบ้าน…ตอนเย็นๆ จะมีเด็กนักเรียนตัวน้อยๆ หลั่งไหลกันออกมาเป็นสายน่ารักน่าเอ็นดูไม่น้อย…แต่หลายๆ ครั้งก็ดูน่าหวาดเสียวเอาการ

นั่นคือ ตอนเด็กๆ อายุราว 6-7 ขวบกลับบ้าน!

ถึงยังไงก็ต้องเกิดอุบัติเหตุขึ้นจนได้ล่ะค่ะ!

เวลา รถเสียเล็กๆ น้อยๆ เช่น เครื่องร้อน แอร์เสีย หรือขลุกขลักโดยไม่ทราบสาเหตุ ดิฉันก็คงจะเหมือนๆ กับผู้หญิงส่วนมากที่ขับรถเป็น แต่ไม่มีความรู้เรื่องเครื่องยนต์เลย… ประคองรถไปจอดหน้าร้าน บอกเถ้าแก่ที่คุ้นๆ กันให้ช่วยจัดการ แล้วก็ออกมาเดินยืดเส้นยืดสายที่ปากทางเข้าออกโรงเรียนวัดอัมพวัน…ว่าง เข้าเราก็คุยกัน ทำให้ดิฉันรู้ว่าอุบัติเหตุกับเด็กๆ เกิดขึ้นบ่อยครั้ง เพราะความประมาท น่าสลดใจจริงๆ ค่ะ

เมื่อตอนต้นปีพ่อมารับลูกสาวซ้อนท้าย พอหักรถออกก็โดนรถเมล์สาย 14 เฉี่ยวจนล้มคว่ำ เลือดโชกทั้งพ่อทั้งลูก

ต่อ มามอเตอร์ไซค์ที่พ่อแม่จ้างมารับส่ง ก็เกิดพุ่งออกไปโดยที่เด็กยังนั่งไม่เต็มก้น…ผลคือเด็กหญิงตัวเล็กๆ หงายท้องลงมาหัวแตก เลือดไหลโกรก คนขับรีบอุ้มส่งโรงพยาบาล …ไม่รู้ว่าอาการหนักเบายังไง เพราะมีรถพวกนี้มารับเด็กมากเหลือเกิน

นานๆ หรอกค่ะ ถึงจะมีรถเก๋งมารับเด็กซักครั้งหนึ่ง!

ไม่อยากโทษพ่อแม่หรอก เพราะเขาคงต้องทำมาหากินจนไม่มีเวลามารับลูกเอง จะให้ตุ๊กตุ๊กมารับ-ส่งก็คงจะแพงกว่ามอ เตอร์ไซค์แน่ๆ

วัน นั้น ฟ้าหนักอึ้งด้วยเมฆฝนมาแต่บ่ายๆ ลมพัดอู้ๆ จนเศษกระดาษปลิวว่อน…ดิฉันเสร็จธุระที่ราชเทวีราวบ่ายสามโมงเศษ พอขับรถมาถึงอุรุพงษ์จะกลับบ้านที่สามแยกพิชัยก็เกิดแอร์ไม่เย็น ความร้อนขึ้นสูงจนต้องปิดแอร์…พอเลี้ยวซ้ายที่โรงกรองน้ำสามเสน ผ่านราชวัตรก็ลงสะพานมาชะลอรถชิดซ้ายที่ร้านซ่อมรถขาประจำ

บอก เถ้าแก่เสร็จก็ลงมาเดินยืดเส้นยืดสายตามเคย…เด็กๆ ทยอยออกจากปากทางไปจนบางตาแล้ว เห็นพ่อแม่นั่งมอ เตอร์ไซค์อุ้มลูกสาวนั่งตัก มองไม่เห็นว่ามีใครสวมหมวกนิรภัยสักคนก็อดใจหายไม่ได้

คนหาเช้ากินค่ำ คุณภาพชีวิตก็ตกต่ำแบบนี้แหละค่ะ เราห่วงความปลอดภัย แต่เขาอาจจะกำลังห่วงค่าใช้จ่ายสารพัดที่ถาโถมเข้าใส่ก็เป็นได้

คุณพระช่วย! เด็กหญิงตัวน้อยๆ หงายผลึ่งลงมากลิ้งบนพื้น ลับหายไปข้างรถดิฉัน รีบวิ่งปราดไปดูก็ต้องยืนตะลึงงันอยู่กับที่…ไม่เห็นมีร่างของเด็กหญิงผู้ นั้นแม้แต่เงา

รถเมล์เล็กแล่นผ่านไปจอดป้ายหน้า มอเตอร์ไซค์สีแดงหายไปไหนก็ไม่ทราบ…ดิฉันใจเต็นโครมๆ เข่าอ่อนจนต้องเกาะรถตัวเองอ้อมมาด้านใน ม่านตาลายพร่าจนมองเห็นช่างที่กำลังง่วนอยู่กับสายไฟหน้ารถดูเลือนรางเต็ม ที…

รถ คันนั้นพุ่งไปทางสามแยกพิชัย เกือบพร้อมๆ กับมอเตอร์ไซค์สีแดงคันหนึ่งบึ่งลงสะพานมาเฉียดรถยนต์ดิฉัน คนขับผอมเกร็งวัยยี่สิบต้นๆ คงจะเป็นรถรับจ้างน่ะ…เด็กหญิงอายุราว 7-8 ขวบ ไว้ผมม้า แก้มยุ้ยน่ารัก หิ้วกระเป๋าจนไหล่ลู่ รีบก้าวยาวๆ ไปขึ้นรถ…เสียงเร่งเครื่องหักกลับไปทางสะพานราชวัตร ขณะที่รถเมล์เล็กห้อตะบึงลงสะพานมาพอดี!

เถ้าแก่มองเห็นก็ปราดออกมา เชิญดิฉันไปนั่งดื่มน้ำเย็นๆ ในร้านก่อน…บอกว่าคนขับมอเตอร์ไซค์กับเด็กหญิงซ้อนท้ายตายมาเดือนกว่าแล้ว แต่มักมีคนเห็นภาพสยองบ่อยๆ เขาว่าเป็นวิญญาณที่หลงทางไงคะ! บรื๋อส์

ผีตัวขาด

คนไม่กลัวผีก็บอกว่า เรื่องผีเป็นเรื่องเหลวไหวเอาไว้หลอกเด็ก พิสูจน์ไม่ได้ ไม่มีตัวตน ถูกเผาเป็นเถ้าถ่านหมดแล้ว…ผงธุลีจะยังมีฤทธิ์เดชอะไรอีกล่ะ?
“มากันเยอะแยะเชียววันนี้…” แกออกชื่อตามเคย บางคนผมไม่รู้จัก แต่บางคนก็พอจะรู้ว่าตายไปแล้ว จนได้ยินเสียงตาเครือดังขึ้นอีกว่า “อ้อ! เจ้าหลาดก็มาด้วย…”

“หลาดไหนล่ะตา?” ผมหันไปมองหน้าแก “ลุงหลาดช่างไม้หรือเปล่า?”

“เออ! ก็เจ้าหลาดน่ะแหละ ไอ้หนูเอ๊ย” แกถอนใจยาว…คราวนี้ผมแน่ใจว่าตาเครือเมาแล้ว เพราะลุงหลาดยังไม่ตาย แถมผมยังมองไม่เห็นลุงหลาดเลย

จนกระทั่งวันรุ่งขึ้นถึงได้ข่าวว่าลุงฉลาด หรือ “หลาด-ช่างไม้” โดนรถชนตายที่บางแคเมื่อ

บ้านผีหลอก

ผีไทย

คืนนั้น ตอนสามทุ่มกว่าๆ หนูช่วยป้าแมวปิดร้านเรียบร้อย ลูกน้องป้าชื่อวจี เก็บของกลับบ้าน เธอทำงานแบบมาเช้ากลับค่ำ บ้านอยู่ซอยตรงข้าม เดินแป๊บเดียวก็ถึง…ก่อนออกไปพี่วจีแอบกระซิบว่า…คืนนี้มีอะไรละก็ตอน เช้าเล่าให้ฟังด้วยนะ!

ฟังเขาพูดซิคะ! แถมทำหน้าเจ้าเล่ห์ด้วย มิ้นลงมาพอดียังทำหน้าดุๆ แล้วพูดเบาๆ คล้ายกลัวป้าแมวได้ยินว่า…อย่าพูดยังงั้นซิ เดี๋ยวปูกลัว! หนูชื่อปูค่ะ และหนูรีบถามว่า…มีอะไร? ที่นี่มีผีเหรอ? พี่วจีหัวเราะ มิ้นบอกว่าไม่มีอะไรหรอก พี่วจีชอบอำเล่นน่ะ
บ้าน ป้าของหนูมีเรื่องน่ากลัวมากค่ะ เป็นตึกแถวอยู่ในซอยย่านสุทธิสาร ตึกนี้มีสามชั้น ป้าแมวขายของชำชั้นล่าง ส่วนชั้นสองและชั้นสามเป็นที่อยู่อาศัย

ป้ามีลูกสาวชื่อมิ้น อายุ 14 ปีไล่ๆ กับหนู และเราชอบเล่นด้วยกันมากค่ะ

เวลาแม่พาหนูมาที่นี่ เรามักจะมาตอนเย็นๆ หลังจากแม่มารับหนูที่โรงเรียนหนูจะขึ้นไปชั้นสามที่เป็นห้องนอนของมิ้น เราทำการบ้านแล้วดูทีวีกัน บางวันก็เล่นวิดีโอเกม…พอกินข้าวแล้ว แม่ก็จะพาหนูกลับบ้านราวๆ สองทุ่ม

ศุกร์ที่แล้วหนูเล่นเกมจนติดลม ไม่อยากกลับบ้าน แม่เลยให้หนูค้างกับมิ้นบอกว่าเย็นวันเสาร์จะมารับ เรื่องเสื้อผ้าไม่ต้องห่วง เราใส่ด้วยกันได้สบายอยู่แล้วค่ะ
หนูเพิ่งมารู้ว่า ถึงแม้มิ้นจะมีห้องนอนของตัวเองอยู่ชั้นสาม แต่เธอจะลงมานอนกับแม่ที่ชั้นสอง มาวันนี้ป้าแมวเลยถามว่าจะนอนด้วยหรือเปล่า? มิ้นบอกว่านอนชั้นสามดีกว่า จะได้เล่นกันได้ดึกๆ ตามสบาย ไม่ต้องห่วง

ป้าแมวยังกำชับว่า…ถ้ายังไงก็ลงมาเคาะห้องแม่ได้นะ!

เอ…ฟังอย่างนี้หนูชักนึกถึงคำพูดของพี่วจี แต่ช่างเถอะค่ะ ไม่เห็นมีอะไรน่ากลัวสักหน่อย ถึงตึกแถวนี้จะดูเก่าๆ ก็เถอะ

หนูอาบน้ำแล้วเล่นกับมิ้นจนถึงตีสอง สนุกมาก แต่เราก็เริ่มง่วงเพราะเมื่อเช้าเราตื่นไปโรงเรียนแต่มืดนี่คะ เลยปิดคอมพ์แล้วเข้านอน…เตียงของมิ้นอยู่ริมฝาตรงข้ามกับหน้าต่าง แต่ในห้องนี้มีแอร์ค่ะ เราปิดหน้าต่างเปิดแอร์เย็นสบาย ห่มผ้าหนานุ่มเชียว

อาจจะเป็นเพราะแปลกที่ก็ได้ หนูนอนไม่ค่อยหลับ มิ้นน่ะหลับปุ๋ยไปก่อนแล้ว หนูรำคาญตัวเองจัง แต่สักพักก็เริ่มเคลิ้มๆ

เอ๊! มีอะไรมาเกาขาเรานะ? ตรงหน้าแข้งสองข้างน่ะค่ะ เหมือนมีเล็บแหลมยาวมาครูดลากลงช้าๆ เล่นเอาสะดุ้งตื่นเต็มตาเลย นึกว่ามิ้นนอนดิ้นเอาเท้ามาโดนหนู แต่ไม่ใช่ค่ะ เพราะปรากฏว่าขาของหนูเกยอยู่บนขาของมิ้นอีกที

หนูหลับตา แล้วรู้สึกถึงเล็บที่ลากบนหน้าแข้งอีก ชักจะยังไง…หนูเจ็บนะ!

พอ ลืมตาหนูตกใจแทบช็อกแน่ะ เพราะปลายเตียงนั้นถึงจะมืดๆ แต่หนูก็เห็นเงาของผู้หญิงผมยาวมาก แต่งชุดสีขาวๆ นั่งอยู่ ใบหน้าเธอแหลมยาว กำลังเอามือเกาหน้าแข้งหนูเล่น เมื่อเห็นหนูมองเธอก็อ้าปาก ทำหน้าตกใจ กรีดร้องปากกว้างแต่ไม่มีเสียง

มันเหมือนหนังเงียบแต่สยองสุดขีด หนูซะอีกปิดตาแล้วร้องกรี๊ดๆ ไฟสว่างพึ่บ…มิ้นจับตัวหนูเขย่าๆ พลางเรียกชื่อซ้ำๆ หนูร้องไห้โฮเลยค่ะ
แม่มารับตอนเย็นก็เลยได้รู้เรื่องที่หนูโดนผีหลอก แต่หนูกลับโดนดุซะอีกแน่ะ หาว่าก่อนนอนไม่ไหว้เจ้าที่เจ้าทาง!

หนูแอบถามมิ้นว่าไม่กลัวเหรอ? มิ้นตอบว่าชินแล้ว แต่ก็หวาดๆ ถึงลงมานอนกับแม่ทุกคืนไงล่ะ

อ้อ! ที่ไม่กลัวก็เพราะเขาไม่ได้มาบ่อยๆ หรอกนะ เคยเห็นแวบๆ ไม่ชัดเจ๋งเป้งอย่างหนู! มิ้นสรุปง่ายๆ ว่าคงไม่มีอะไรหรอก นอกจากผีจะมาทักเล่นๆ เท่านั้นเอง
มิ้นบอกว่าไม่มีอะไร…ไม่มีอะไร! แต่เธอกลับฉุดหนูลุกจากเตียง พากันวิ่งลงมาชั้นสอง เคาะประตูห้องป้าแมวใหญ่เลย ป้าแมวก็ตกใจ หลุดปากว่า…เอาอีกแล้วเรอะ?

คืนนั้นหนูจับไข้เลยค่ะ สาบานว่าไม่ได้ฝัน หนูโดนผีหลอกสดๆ

รุ่งขึ้น พี่วจีทำท่าจะล้อ แต่พอเห็นหนูเป็นเอามากเธอก็สงสาร แล้วบอกให้ป้าแมวเอาสายสิญจน์มาผูกข้อมือเรียกขวัญ

ป้าแมวคงบังคับไม่ให้พี่วจีพูดอะไร แต่พี่วจีแอบบอกว่า ห้องแถวนี้น่ะเมื่อก่อนนู้นเป็นคลินิกหมอเถื่อน มีการทำแท้งด้วย และเคยมีผู้หญิงมาตายหลายราย…ผีที่หนูเจออาจเป็นวิญญาณหนึ่งในนั้นก็ ได้…เรื่องมันนานมาแล้ว ทำไมไม่ไปผุดไปเกิดก็ไม่รู้นะ?

การเห็นผี

หลับตานึกถึงใบไม้ที่อยู่ในมือ กับต้นเจ้าของใบไม้ แล้วให้คิดว่าใบไม้ในมือ คือพลังงานอย่างหนึ่งที่จะเรียกวิญญาณมาได้ และนึกเอาว่าใบไม้นี้ได้ตายไปแล้วจึงได้หลุดมาจากต้นไม้ เพราะฉะนั้นเราติดต่อกับวิญญาณได้ เหมือนที่ติดต่อกับใบไม้ที่ตายแล้วใบนี้

6. ค่อย ๆ ก้มหน้าลง (ระหว่างนี้ห้ามลืมตาเด็ดขาด) เมื่อคุณก้มและพร้อมแล้ว “ให้ตั้งสติดี ๆ” แล้วลืมตา

7. แล้วผีจะมาให้เห็น

***หากเห็นอะไรห้ามวิ่ง ไม่ว่าสิ่งที่เห็นจะอยู่ไกล หรือมาประจันหน้าก็ตาม ต้องทำตามนี้ก่อน***

1. เงยหน้าขึ้น ทิ้งใบไม้ลงพื้นทันที
2. หมุนตัวทวนเข็มนาฬิกา (หมุนย้อนกลับไปทางขวานั่นเอง) 3 รอบ โดยไม่ต้องท่องอะไรเลย
3. เมื่อกลับถึงบ้านต้องล้างหน้า 3 ครั้ง ก่อนล้างให้ท่อง “พุทโธ” แล้วเป่าลมลงน้ำจึงค่อยล้างหน้าทำแบบนี้ 3 ครั้ง

*วิธีที่2* “ตัดเล็บตอนกลางคืน” (เห็นผี 12 คน)

***ขอย้ำเลยวิธีนี้ ต้องทำระหว่าง 4 ทุ่ม ถึง เที่ยงคืน เพราะต้องไม่ให้โพล้เพล้ หรือ เป็นวันใหม่”***

1. ตัดเล็บมือเท่านั้น โดยเริ่มจากนิ้วก้อย ,นิ้วโป้ง ,นิ้วนาง ,นิ้วชี้ และนิ้วกลาง (ตัดจากนอกเข้าในนั่นเอง) โดยเริ่มตัดจากมือขวาก่อน และทำแบบเดียวกันกับมือซ้าย  *เล็บที่ตัดห้ามหักหรือขากเด็ดขาดต้องเป็นโค้งตามรูปเล็บ มิเช่นนั้นจะไมได้ผล*

2. น้ำเศษเล็กที่ตัดห่อใส่ผ้าอะไรก็ได้แต่ต้องเป็นสีดำ (ต้องใช้แล้ว ไม่ใช่ผ้าใหม่)

3. นำไปวางไว้ทางทิศตะตก (เช่นเคย) ของที่พัก

4. เมื่อคุณเข้านอนได้ไม่นาน จะมีคนมานั่งตัดเล็บอยู่ตรงปลายเท้าที่คุณนอน (เสียงดัง “แก๊กๆ” นั่นแหละ) เป็นการตัดเล็บของเค้ามาคืนคุณ

5. ถ้าอยากเห็นก็ลืมตาแต่ห้ามโวยวาย เพราะเขาจะไปแล้วคุณอาจจะซวยได้ (เพราะถือว่าเค้ามาดี โดยที่เขาคิดว่าเราเอาเล็บไปแลก หรือไปเล่นกับเขา แล้วเขาก็เลยเอาของเขามาคืน

6. เมื่อคุณตื่นในตอนเข้า ให้ไปยังจุดที่คุณเอาเล็บไปวางไว้ คลี่ห่อผ้าออก จะพบเล็บของคนอื่นไม่ใช่ของคุณ

7. ให้คุณพูดเบา ๆ ว่า “ขอบคุณ” แล้วเอาไปฝังไว้ที่ใดก็ได้ โดยไม่จำเป็นต้องอยู่ในที่พักอาศัยของคุณ (แต่ห้ามทิ้งหรือเผาโดยเด็ดขาด)

*วิธีที่3* “หันหลังให้กระจกแล้วกลืนน้ำลาย” (เห็นผี 16 คน)

วิธีนี้ต้องทำคนเดียวเท่านั้น วิธีนี้ต้องทำก่อนเที่ยงคืน 6 นาที

นาฬิกาที่คุณใช้เป็นเกณฑ์ในการวัด ให้ยึดเรือนใดเรือนหนึ่งในบ้านได้เลย

1. ยืนหันหลังให้กระจก (ครั้งนี้จะทิศใดก็ได้) ตอนเวลา 5 ทุ่ม 54 นาที

2. กลืนน้ำลาย 1 ครั้ง ทุก ๆ 1 นาที

3. พอครบ 6 นาที หมายความว่าคุณกลืนน้ำลายไปแล้ว 6 ครั้ง และถึงเวลาเที่ยงคืนพอดี

4. หลับตาแล้วหันไปทางกระจก (จะหันซ้ายหรือขวาก็ได้แต่ช้า ๆ) แล้วกลืนน้ำลายอีกครั้ง (เป็นครั้งที่7) แล้วลืมตา และผีจะมาให้เห็น

5. เมื่อคุณต้องการยุติพิธี ให้หลับตากลืนน้ำลายอีกครั้ง เป็นอันจบพิธี

*วิธีที่4* “ดีดลูกคิดตอนกลางคืน” (เห็นผี 32 คน)

ลูกคิดที่ใช้ดีด ให้ดีดอันที่มีรางยาวที่สุดเท่านั้น ต้องอยู่คนเดียว เพราะต้องใช้สมาธิอย่างมาก

1. ให้ลูกคิดทุกลูก ในทุกรางอยู่สุดรางที่หันมาหาตัวเรา

2. ดีดีลูกคิดขึ้นโดยให้ลูกคิดออกจากตัวทีละลูก(ต้องมีสมาธิมากๆ) ไล่ไปตั้งแต่รางแลก ไปจนรางสุดท้าย

3. ตั้งสมาธิให้ดีอย่างมาก แล้วจับรางลูกคิดตั้งขึ้น ให้ลูกคิดวิ่งกลับมาที่เดิมในตอนแรก

4. มองรอดช่องรางลูกคิด(รางใดก็ได้) แล้วผีก็จะมาให้เห็น

5. หลังจาการทำเรียบร้อยแล้ว ให้ทิ้งลูกคิดนั้นทันที *ห้าม* นำกลับมาใช้อีกเป็นเป็นอันขาด

*วิธีที่5* “เอามุ้งคลุมหัวตอนกลางคืน” (เห็นผี 6 คน)

1. เอามุ้งมาครอบหัวไว้ (หลับตาตั้งแต่ก่อนคลุมแล้ว)

2. ท่อง มะ-อะ-อุ 7 ครั้ง (อย่าลืมว่าต้องหลับตา)

3. ลืมตา แล้วผีจะมาให้เห็น

*วิธีที่6* “ใส่เสื้อกลับแล้วนอนห้อยหัว” (เห็นผี 31 คน) ต้องทำคนเดียว

1. ใส่เสื้อโดยการเอาข้างหลังมาอยู่ข้างหน้า (ถ้ามีกระดุม ก็เอากระดุมไว้ขางหลังนั่นเอง)

2. นอนลงบนที่นอนที่สูงกว่าพื้น แล้วห้อยหัวลงมอง (เหมือนแหงนหน้า)

3. แล้วผีจะมาให้เห็น

*วิธีที่7* “แหงนหน้ามองตรงบันได” (เห็นผี 42 คน) ต้องทำคนเดียว

1. นั่งบนบันไดชั้นบนสุด แล้วลงมาทีละขั้นทั้งที่ยังนั่งอยู่ (ใช้ก้อนลงบันได้นั่นเอง)

2.เมื่อถึงขั้นสุดท้าย ให้ยังคงนั่งอยู่ที่ขั้นสุดแล้ว แล้วจึงแหงนหน้ามองกลับขึ้นไปชั้นบนสุด

3. แล้วผีจะมาให้เห็น

*วิธีที่8* “สวมพระกลับหลัง” (เห็นผี 28 คน) ต้องทำคนเดียว

บ้านผีสิง

ผีไทย

            “ทองแดง” เล่าประสบการณ์ขนหัวลุกจากศาลาท่าน้ำ
            สมัยหนุ่มๆ ผมเคยอยู่หลังวัดกระโจมทอง ธนบุรี บรรยากาศสงบเงียบตามแบบของบ้านสวนทั่วๆ ไป ตกกลางคืนยิ่งเงียบเหงาเปล่าเปลี่ยว เสียงลมพัดลู่ไปตามยอดไม้ชวนให้วังเวงใจสิ้นดี!
            ข้อสำคัญก็คือ ทำให้นึกถึงเรื่องผีๆ สางๆ อย่างช่วยไม่ได้ คนกลัวผีอย่างผมปอดกระเส่าน่าดู…แหม! เรื่องผีนี่ไม่เข้าใครออกใครนะครับ ขอบอก
            ชาวบ้านที่จะออกไปทำงานก็ได้อาศัยรถสองแถว ที่มาสุดทางบริเวณลานหน้าวัดใกล้ๆ กับศาลาการเปรียญและเมรุเผาผี…ไปออกถนนจรัญสนิทวงศ์ 35 ระยะทางค่อนข้างไกลโข ขาไปไม่เท่าไหร่แต่ขากลับนี่ต้องแวะส่งผู้โดยสารตามรายทาง กว่าจะถึงหน้าวัดก็ปาเข้าไปตั้งครึ่งชั่วโมงกว่าแน่ะ
            คนที่ต้องไปทำงานไกลๆ ถึงถนนราชวิถีอย่างผม ไหนจะต้องโหนรถเมล์สองต่อกว่าจะมาถึงปากซอยก็ตกค่ำแล้ว…สมัยนั้นยังไม่มีถนนสายใหม่บรมราชชนนีตัดผ่าน ให้รถราแล่นกันคึ่กๆ เหมือนทุกวันนี้นะครับ
            ถึงแม้จะเจริญขึ้นก็จริง แต่มีพวกวัยรุ่นมาซิ่งรถกันสนั่น ชาวบ้านไม่เป็นอันหลับอันนอนกันล่ะ…ตำรวจมาดักจับได้ทีละ 20-30 คนเป็นประจำ
            ข้างวัดมีคลองแคบๆ ค่อนข้างคดเคี้ยว ต้นไม้ร่มครึ้มแทบจะบดบังแสงแดดจนหมดสิ้น แต่ยังอุตส่าห์มีเรือหางยาวแล่นผ่าน ทะลุไปออกคลองบางกอกใหญ่ แต่ไม่ได้จอดที่ศาลาท่าน้ำของวัดหรอกครับ ผมเองก็ไม่เคยได้นั่งเรือสักที นอกจากตอนเช้าๆ เดินออกจากบ้านผ่านสวนกล้วยไม้ขนาดใหญ่ ข้ามสะพานเข้าเขตวัด มักจะเห็นเรือหางยางแล่นตะบึงจนน้ำกระจายผ่านไปบ่อยหน
            บางวันกลับถึงบ้านเร็วหน่อย เจอะเจอกับการเผาศพที่เพิ่งจะเสร็จสิ้น แขกเหรื่อทยอยกันกลับ เอารถมาเองก็มี รอรถสองแถวก็มี ได้บรรยากาศน่ากลัวไปอีกแบบเหมือนกัน
            เจ้าภาพยังตั้งวงเหล้ากันที่ศาลาท่าน้ำ อ้อยอิ่งอยู่จนมืดค่ำก็มี…บางทีมีคนรู้จักกันอยู่ก็ร้องเรียกให้ผมเข้าไปร่วมวงด้วย ขัดศรัทธาไม่ได้ก็แวะเข้าไปดื่ม 2-3 แก้วพอเป็นพิธี ก่อนจะเดินเลียบคลองไปขึ้นสะพานกลับบ้าน…โชคดีอย่างที่ผมไม่ได้เป็นนักเที่ยว ทำให้ไม่ต้องกลับบ้านดึกๆ ดื่นๆ แถมรถราหายากอีกต่างหาก!
            ว่าแต่คนที่กลับดึกๆ น่ะไม่กลัวผีมั่งหรือไง?
            น่าแปลกตรงที่ลือว่าผีดุ แต่ไม่เคยมีใครถูกผีหลอกอย่างจังๆ สักที นอกจากเห็นเงาอะไรวูบๆ วาบๆ ซึ่งคิดว่าตัวเองตาฝาดหรือไม่ก็เกิดอุปาทานไปเอง เล่าให้ใครฟังเขาก็หาว่าเมาจนตาลายทั้งนั้นแหละครับ
            มีอยู่รายชื่อพี่เสริม แกเล่าว่าเห็นใครนั่งชันเข่าอยู่ที่ศาลา สูบยาแดงวาบๆ แกเดินไปหันมองไปพลาง ตอนนั้นราวสามทุ่มกว่า…เอ๊ะ! ใครมานั่งสูบยาคนเดียวในที่เปลี่ยวๆ แบบนี้นะ? พอหันไปอีกทีก็ไม่เห็นเสียแล้ว ทั้งๆ ที่ไม่มีทางหลบไปไหนโดยแกไม่เห็นได้แน่ๆ เลย
            ผีน่ะซี! พี่เสริมบอกตัวเอง แล้วก็โจนพรวดขึ้นสะพาน ไม่ตกน้ำตกท่าตายก็บุญแล้วนะ ผมว่า!
            ในที่สุด ผมเองก็เจอดีเข้ากับตัวเองจังๆ
            ตอนนั้นจำได้ว่าเปลี่ยนสัปเหร่อเป็นผู้หญิงพอดี…ไม่ใช่ใครอื่นหรอกครับ เขาว่าเป็นลูกสาวของสัปเหร่อคนเก่าน่ะแหละ สวยเสียด้วย พ่อแก่ตัวลงก็ให้ลูกสาวสืบอาชีพของตัวเองต่อไป พวกเราไม่เคยพบเห็นว่ามีสัปเหร่อผู้หญิงมาก่อน ก็เลยเห็นว่าเป็นเรื่องแปลกประหลาดไปเอง
            วันนั้นเงินเดือนออก ผมกับเพื่อนๆ ก็หาอะไรกินแถวซังฮี้ตั้งแต่เย็นจนราวสองทุ่มก็ขอตัว พวกเพื่อนๆ ก็เข้าใจว่าบ้านผมต้องเข้าสวนเปลี่ยวลึกล้ำ ดีไม่ดีจะไม่ทันรถสองแถวเที่ยวสุดท้ายซะด้วยซ้ำ
          ข่าว บทความ ผี ผีหลอก ประสบการณ์ขนหัวลุก เรื่อง ศาลาผีหลอก บรึ๋ย…แค่คิดเรื่อง ผี ก็ขนหัวลุกซะแล้ว แหมก็ ผี นี่ไม่เข้าใครออกใครนะ เอาเป็นว่าไปฟัง ข่าว บทความ ผี ผีหลอก ประสบการณ์ขนหัวลุก เรื่อง ศาลาผีหลอก กันดีกว่า ไปดูซิว่าจะหลอนขนาดไหน อิอิ

            มอเตอร์ไซค์รับจ้างน่ะ ถ้าไม่คุ้นกันจริงๆ ก็ไม่อยากเข้าไป ไม่ต้องพูดถึงแท็กซี่ก็ได้…พอเข้าซอยพ้นตึกแถวกับบ้านเรือนคึกคัก มีแต่เรือกสวนเปล่าเปลี่ยวก็มักจะถอดใจ …จอดรถดื้อๆ บอกว่าขอส่งแค่นี้ละกัน…คงกลัวทั้งคน กลัวทั้งผีน่ะสิครับ!
            ปรากฏว่าผมทันรถสองแถวเที่ยวสุดท้ายพอดี…มีคนลงเป็นระยะๆ จนสุดทางที่เหลือแต่ผมคนเดียว
            รถตีวงกลับไปแล้ว ทิ้งให้ผมเดินดุ่มๆ ผ่านเมรุเผาผีที่โดดเด่นอยู่ทางขวามือเพียงเดียวดาย…หมาเจ้ากรรมก็โก่งคอหอนโหยหวนเยือกเย็น เขาว่ามันหอบเพราะเห็นผีไม่ใช่หรือคุณ?
            แสงสว่างจากเสาไฟฟ้าดูแน่นิ่ง สรรพสิ่งเงียบเชียบ ลมไม่พัด ยอดไม้ไม่เกิดเสียงซู่ซ่า ยกเว้นแต่เสียงหมาหอนแล้วก็ไม่มีเสียงอะไรอีก…ผมรีบก้าวยาวๆ ไปตามทางเดินเลียบคลอง มุ่งหน้าไปที่สะพาน…แต่แล้วก็ต้องชะงักงัน
            เสียงเรือหางยาวดังมาจากด้านซ้ายมือ!
            เอ…กลางค่ำกลางคืนแบบนี้ไม่เคยมีเรือแล่นนี่นา? ผมสงสัยจนต้องหันไปดูก็เห็นศาลาท่าน้ำตั้งโดดเด่นอยู่ในม่านตา หลังคากระเบื้องเก่าแก่ผุกร่อน…แต่มีเสียงร้องขึ้นว่า…มากินเหล้ากันก่อนสิเพื่อน! เล่นเอาสะดุ้งเฮือก จ้องมองให้แน่ใจก็เห็นภาพนั้นเข้าเต็มตา
            คนกลุ่มหนึ่งกำลังล้อมวงกัน แต่หันมามองผมเป็นจุดเดียวพลางหัวเราะฮ่าๆๆ จนผมขนลุกซ่า…ใบหน้าดำเกรียม นัยน์ตาแดงจ้าเหมือนแสงไฟน่าสยดสยองสิ้นดี
            ความมืดสาดพรึ่บเข้ามาเต็มหน้า ผมร้องเฮ้ย! เผ่นพรวดขึ้นสะพานแทบจะเหาะได้ วิ่งอ้าวไม่เหลียวหลังรวดเดียวจนถึงบ้าน หอบแฮ่กๆ ปิ่มว่าจะขาดใจ…ไม่ช้าผมก็มาเช่าห้องอยู่ใกล้ๆ ที่ทำงานเพราะไม่อยากโดนผีหลอกจนช็อกตายน่ะสิครับคุณ!