พญายมบาล

12 entries have been tagged with พญายมบาล.

นรกส่งผีมาอาฆาต

คืนนั้น เสียงหมาในหมู่บ้านเห่าหอนโหยหวนแทบตลอดคืน จนดิฉันหลับๆ ตื่นๆ บางครั้งก็คล้ายจะแว่วเสียงพึมพำขอบอกขอบใจของวิไล แต่บางคราวก็ได้ยินเสียงเด็กร้องไห้เบาๆ มาจากชั้นล่าง เสียงแม่ปลอบลูกสลับกับเสียงกล่อมเห่ ท่ามกลางเสียงยอดไม้กำลังคร่ำครวญกับสายลม…

ฟังเผินๆ เหมือนกับเสียงใครร้องไห้คร่ำครวญ สลับกับเสียงสะอึกสะอื้นด้วยความทุกข์โศกอย่างเหลือประมาณ!

รุ่ง ขึ้น ดิฉันตื่นสายกว่าเดิม รีบลงไปเข้าครัวเพื่อ ตระเตรียมอาหารเช้า ก่อนจะไปเคาะประตูห้องชั้นล่าง แต่ไม่มีเสียงตอบเลยจึงลองผลักประตูเข้าไป ก่อนจะยืนตะลึงพรึงเพริดเหมือนถูกสาปในบัดดล

ไม่มีวิไลกับลูกน้อยอยู่ ในห้อง…ต่อมาจึงได้ทราบว่าจมน้ำตายทั้งแม่ทั้ง ลูกตั้งแต่วันนั้น แล้ววิญญาณเพื่อนก็ตรงดิ่งมาหาดิฉันด้วยความรักและผูกพันทันที…แม้จะน้ำตา ไหลด้วยความเวทนา แต่ก็อดขนหัวลุกไม่ได้หรอกค่ะ!

 

บ้านเมืองล่มจม พินาศวอดวาย ผู้คนเดือดร้อนแทบเลือดตากระเด็นไปตามๆ กันเป็นจำนวนมากมายนับล้านๆ คน

เรือกสวนไร่นาล้วนจมอยู่ใต้น้ำ บ้านเล็กเรือนน้อยปลิวหายไปกับสายน้ำบ้าคลั่ง เชี่ยวกรากเหมือนคนเจ้าโทสะ ทะลักทลายจากเหนือลงภาคกลางแล้วโหมกระหน่ำเข้ากรุงเทพฯ ทำให้ผู้คนสิ้นเนื้อประดาตัว อดอยากปากหมอง น้ำตาอาบหน้า ทุกข์ร้อนจนถึงกับไร้ที่นาคาที่อยู่ ต้องไปอาศัยอยู่ตามศูนย์อพยพนับพันๆ คน

บ้างหลับนอนตามข้างถนนรนแคม กระเซอะกระเซิงราวคนจรจัดก็ปานกัน!

เพื่อนร่วมชาติตาดำๆ ต้องสังเวยชีวิตไปกับสายน้ำเกือบพันคนแล้ว เด็กๆ กับคนชรา คนป่วยที่ต้องหอบหิ้วหนีน้ำกันทุลักทุเล เห็นภาพทางทีวีทำให้หดหู่ รู้สึกอเนจอนาถใจจนบอกไม่ถูก

หลายๆ คนสติแตก และบ้างก็ฆ่าตัวตายเพราะความทุกข์ ความเครียดบีบคั้นจนทนต่อไปไม่ไหว

เรื่องใหญ่โตขนาดนี้ไม่อยากโทษใครหรอกค่ะ ผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบก็อดหลับอดนอน ช่วยกันทำงานจนสุดกำลังแล้ว นอกจากทำใจว่ามนุษย์ทำร้ายธรรมชาติก่อน ในที่สุดก็ถึงเวลาที่ธรรมชาติเอาคืน!

ครอบครัวดิฉันกับเพื่อนบ้านอยู่ที่ ต.บางรักน้อย อ.เมือง จ.นนทบุรี นี่เองค่ะ

จะว่าโชคดีก็ได้ที่น้ำยังท่วมไม่ถึง แต่พวกเรา ก็ช่วยกันสละแรงกายและเงินทองเพื่อช่วยเหลือ เพื่อนร่วมชาติจนสุดกำลัง…ญาติมิตรจากทางเหนือที่ประสบอุทกภัยต้องอพยพลง มาพักพิงชั่วครั้งชั่วคราว พวกเราก็ต้อนรับอย่างเต็มอกเต็มใจ

ตอนแรกเพื่อนสามีพาลูกเมียจากนครสวรรค์ลงมาอยู่ด้วย เราก็จัดห้องชั้นล่างให้จนทางโน้นน้ำลดก็ร่ำลากันกลับไป

อีกไม่กี่วันต่อมา วิไลเพื่อนสนิทดิฉันตั้งแต่สมัยเรียนมัธยมด้วยกัน อยู่ปทุมธานีใกล้ๆ นี่เอง เธออุ้มลูกน้อยอายุขวบเศษที่หลับอยู่กับอก หิ้วกระเป๋าเสื้อผ้ามาขอพักพิง…สามีเธอไปทำงานที่อยุธยา ตั้งแต่น้ำท่วมได้ไม่นานก็ขาดการติดต่อไปเลย

ดิฉันกุลีกุจอจัดห้องชั้นล่างให้ หาข้าวปลาอาหารให้เพราะวิไลมาถึงตอนค่ำแล้ว บอกว่านั่งรถมาข้ามสะพานที่หน้าวัดก่อนเข้าหมู่บ้านที่ยังเป็นสวนผลไม้นานา ชนิด ส่วนมากเลี้ยงกล้วยไม้กันค่ะ จนมีชื่อไป ทั้งจังหวัด

วิไลบอกว่าน้ำมาเร็วมาก รีบคว้าเสื้อผ้ากับนมลูก หนีออกมาได้ก่อนจะโดนน้ำทะลักเข้าไปเกือบครึ่งบ้าน…กว่าจะมาถึงบ้านดิฉัน ได้ก็เหน็ดเหนื่อยแทบจะขาดใจตาย!

หน้าตาของเธอหม่นหมองซีดเซียว พูดคุยกันสักครู่ก็ขอตัวพักผ่อน บอกว่าชงนมใส่ขวดไว้ให้ลูกเรียบร้อยแล้ว ดิฉันขอให้เธอคิดว่าอยู่บ้านตัวเอง กับทำใจให้สบาย อย่าไปเครียดกับมันนัก…ไม่ช้าเรื่องร้ายๆ ก็จะผ่านไปเอง

ไม่ว่าชีวิตจะมีปัญหายุ่งยาก หรือเกิดเรื่องเดือดร้อนรุนแรงแค่ไหน แต่ชีวิตเราก็ต้องดำเนินต่อไป!

วิไลพยักหน้าช้าๆ ไม่ได้พูดอะไรนอกจากจะมองสบตาดิฉันด้วยแววซาบซึ้ง…แววตาที่ดิฉันจะไม่มีวันลืมได้เลยตลอดกาล

 

ผีฆาตกรเลือดเย็น

“แจ้วเอ๊ย! นี่แน่ะมีคนมาเยอะแยะเลย ทั้งเด็กทั้งคนแก่ นี่เด็กผู้ชาย ไอ้ตี๋ก็นอนข้างยาย เขาเป็นคนจีนหมดเลยนะ” แล้วคุณยายก็พูดภาษาอังกฤษ “แวร์ อาร์ ยู คัมฟรอม? อ๋อ! ไชน่า ไอแอมไทย เฮียร์อีสไทยแลนด์”

คุณยายบอก ว่า ดูซิ! ผู้หญิงจีนอ้วนๆ โผล่หัวมาจากปลายเตียง มีแต่หัวไม่มีตัว และมองไปรอบๆ ห้องอย่างงงงัน คุณยายปลอบเขาเป็นภาษาอังกฤษ

เด็กน้อยหรือไอ้ตี๋ของคุณยายกำลังตื่นขึ้นมาร้องไห้จ้าๆ คุณยายบอกว่าไอ้ตี๋หิวนมมากจะทำยังไงดี?

“เออดี…นี่แจ้ว มีพยาบาลเป็นสาวจีนเดินถือขวดนมออกมาจากกำแพง มาอุ้มไอ้ตี๋ขึ้นแล้วป้อนนมขวด มันดูดจ๊วบๆ เชียว”

หนู ไม่ได้ยินเสียงเด็กร้องไห้หรอกค่ะ แต่คุณยายหัวเราะอารมณ์ดี บอกหนูว่ามีแต่คนจีนทั้งหมด พยาบาลและคนไข้เดินอยู่รอบเตียงคุณยาย บางคนก็ยิ้มกับท่าน บางคนก็ไม่เห็น และมีหลายคนที่แสดงอาการเจ็บป่วย อ่อนระโหยโรยแรง

“นี่ยายฝันรึเปล่าแจ้ว?” คุณยายถามหนู

ใครจะไปตอบถูกล่ะคะ?

หนูเปิดไฟหัวเตียงไว้ไงคะ ห้องก็เลยสลัวพอจะมองเห็นกันได้

คุณยายเรียกหนูเสียงดังแล้วเล่าอย่างตื่นเต้น

หนูมึนไปหมดแล้ว กลัวจนขนลุกขนพองเลย ล่ะค่ะ

อาการประสาทหลอนของคุณยายตอนนี้มันมีอะไรแปลกๆ ทำไมคุณยายต้องเห็นคนจีน แถมบอกหนูด้วยว่า…รู้สึกเหมือนตัวเองอยู่เมืองจีนโน่น…

คุณยายไม่เคยรู้สักนิดว่าเตียงที่คุณยายนอนอยู่นั้น แม้ว่าจะเป็นเตียงใหม่เอี่ยม แต่ก็ทำมาจากประเทศจีนค่ะ!

หนู นอนแทบจะคลุมโปง ไม่รู้ว่าคุณยายเห็นอะไรกันแน่…เห็นเป็นเรื่องเป็นราว! ที่สำคัญคือเป็นคนจีนทั้งหมด ราวกับคุณยายหลุดเข้าไปอยู่ในเมืองจีนงั้นแหละ!

…เตียงนี้เป็นเตียงใหม่เอี่ยมทำมาจากต่างประเทศ!

ก่อนอื่นต้องเล่าบรรยากาศห้องหนูให้คุณฟังก่อนว่ามันน่ากลัวแค่ไหน

บ้านหนูตั้งอยู่บนที่ดินเกือบสองไร่แน่ะค่ะ เดิมน่ะหนูอยู่บนตึกใหญ่กับพ่อแม่พี่น้อง ส่วนคุณยายกับคุณย่าอยู่เรือนหลังเล็กที่ปลูกไกลออกไปทางท้ายสวน เป็นเรือนไม้ชั้นเดียว ตอนกลางวันไม่สู้กระไร แต่พอตกกลางคืนมันเงียบและมืด เห็นแล้ววังเวงใจน่าดู

สาเหตุเพราะคุณยายคุณย่านอนแต่หัวค่ำ ยิ่งพอคุณย่าตายแล้ว คุณยายอยู่คนเดียวก็ยิ่งน่ากลัวเข้าไปใหญ่ แต่คุณยายไม่กลัวนะคะ…

เป็นหนูเองน่ะแหละที่กลัวมากๆ เลย!

เมื่อเดือนก่อนคุณยายเบื่ออาหาร ไม่ยอมกินข้าวจนผอมซีด คุณแม่เลยรีบปรึกษาหมอ คุณหมอให้ไปโรงพยาบาลด่วน…ต้องฟื้นฟูคุณยายอยู่สิบกว่าวัน ด้วยการให้เลือดหนึ่งถุง และบำรุงด้วยอาหารเสริมที่แพงแสนแพง

พอคุณยายกลับบ้านได้ สิ่งที่หนูกลัวก็บังเกิดทันที นั่นคือหนูต้องเป็นคนไปนอนเฝ้าคุณยายตลอดคืนและตลอดไป ตอนกลางวันจะมีคนมาดูแลแบบเช้าไปเย็นกลับ

ขอยอมรับแบบไม่อายว่าหนูกลัวจริงๆ แหม! ไม่ว่าเด็กคนไหนก็ต้องกลัวผีกันทุกคนน่ะแหละค่ะ! หนูเองน่ะทั้งกลัวผีคุณย่ากับกลัวความมืดมิดวังเวง ห้องคุณยายค่อนข้างกว้างขวาง คุณยายนอนเตียงพยาบาล ส่วนหนูปูที่นอนกับพื้นห่างออกมา

คุณยายหนูละเมอเก่งมาก ชอบเห็นภาพหลอนต่างๆ ตามประสาคนชราสมองเสื่อม!

และแล้วคืนหนึ่งตอนตีสาม หนูก็ต้องตกใจสะดุ้งตื่นเพราะเสียงคุณยายเซย์ไฮเป็นภาษาอังกฤษดังลั่นเชียว ค่ะ มันเหมือนกับท่านทักทายคนที่ชอบพอกัน…แต่เปล่าหรอก หนูว่าท่านไม่ได้ละเมอแต่ลืมตาแป๋ว…

 

ชำแหละศพ

ความโลภที่เป็นความอ่อนแอของมนุษย์ทำให้คิดว่า ถ้าทิ้งไว้คนอื่นก็ต้องมาเอาไปแน่ๆ อย่ากระนั้นเลย นึกเสียว่าเป็นค่าป่วยการที่จะต้องไปแจ้งตำรวจ หรือผู้ใหญ่บ้านให้มาช่วยเก็บศพละกัน

คิดได้อย่างนั้น โตก็รูดแหวนจากนิ้วศพ…มันแค่สองสลึงละมั้ง? แต่เบาะๆ ก็ขายได้หมื่นบาท! แค่นี้ไม่บาปหรอก ไม่ได้ขโมยนี่…เจ้าของก็ตายแล้วนี่นา!

คืนนั้นหมาหอนค่ะ…โตอยู่กับแม่, ยายและพี่สาวชื่อแตง ทุกคนไม่รู้หรอกว่าโตได้อะไรมา ดังนั้นพวกเขาจึงไม่รู้สึกรู้สาอะไร

ทัน ใดนั้นยายก็เขม้นมองไปที่ประตูรั้วแล้วร้องว่าเดี๋ยวนะ! โตมองตามก็ไม่เห็นใคร หมายังหอนโหยหวน โตหนาวเยือก แหวนคนตายยังอยู่ในกระเป๋าเสื้อ…สักพักยายก็เรียกโตให้ไปหา

ดิฉันไม่ถือสาหรอกค่ะ ให้ความสำคัญที่ว่าเจ้าหล่อนนิสัยใช้ได้ ไม่มือไวและเคารพเชื่อฟังดิฉันอย่างดี ตุ่นเหมือนดิฉันที่ชอบคุยเรื่องผี ฟังไปกลัวไปทั้งที่วัยห่างกันเกือบยี่สิบปี!

เวลาที่ดิฉันกลับจากทำงานตอนค่ำ หรือยามว่างเสาร์อาทิตย์ ตุ่นจะคอยดูแลรับใช้อยู่ใกล้ชิด สามีและลูกๆ ต้องการอะไร เธอจะกุลีกุจอไปหยิบไปหา หรือไปตลาดให้อย่างรวดเร็วทันใจ

วันก่อนสามีพาลูกๆ ไปเรียนพิเศษ ตุ่นช่วยดิฉันรื้อ-จัดห้องหนังสือ พลางเล่าเรื่องน่าสยดสยองให้ฟัง…เป็นเรื่องน้องชายวัยรุ่นของเธอเอง!

เมื่อปลายเดือนที่แล้วนี่เอง โต-หนุ่มวัย 18 ปีขี่มอเตอร์ไซค์มาตามถนนที่แยกจากสายใหญ่ มันเป็นทางเปลี่ยวยาวไกลมุ่งมาบ้านตุ่น ระหว่งทางมีรถมอเตอร์ไซค์อีกคันหนึ่งคว่ำเค้เก้อยู่ริมทาง…ตอนนั้นถนนโล่ง ว่างตลอดสาย

นี่ต้องเป็นอุบัติเหตุแน่ๆ โตเห็นรอยเบรกไหม้ผิวถนนเป็นทางยาว…คู่กรณีหนีไปได้อย่างลอยนวล…โตจอดรถเพื่อลงไปดูเหตุการณ์ทันที

เธอเป็นผู้หญิงรูปร่างสูงโปร่ง นุ่งยีนส์สวมเสื้อสายเดี่ยวสไตล์เดียวกับตุ่น ผมยาวสยายเปื้อนเลือดที่ไหลทะลักพรั่งๆ ออกมาจากกกหู ปากและจมูก นัยน์ตาจ้องหน้าโตเขม็งคล้ายขอความช่วยเหลือ…นัยน์ตาก็บ่งบอกความเจ็บปวด ทนทุกข์ทรมานแสนสาหัส!

ขณะที่โตหันรีหันขวาง ตาคู่นั้นก็ลอยคว้างเหลือกกลับจนเห็นแต่ตาขาว ร่างกระตุกอยู่ไม่ถึงครึ่งนาทีก็เงียบไป! โตกลัวแทบขาดใจจริงๆ เกิดมายังไม่เคยเห็นคนตายสักครั้งเดียว แล้วนี่ก็มาตายใส่เขา…ตายอยู่กับเขาเพียงลำพัง บนถนนที่โล่งโจ้งไกลสุดลูกหูลูกตา

ตอนแรกหนุ่มโตคิดจะเผ่น เขาจะต้องรีบไปแจ้งให้ผู้ใหญ่บ้านมาดู…แต่เอ๊ะ! ทองคำสุกปลั่ง สะท้อนแสงแดดเห็นจ้า เป็นประกายที่นิ้วกำเกร็ง หงิกหงอ

“ใครน่ะยาย?” โตร้องถาม ใจสั่นคล้ายจะเป็นลม ยายเดินกลับมา…พลางพูดคุยกับอากาศว่างเปล่าข้างๆ กาย

แม่, ยาย, แตงและน้องโตต้องถ่อไปถึงงานศพของสาวนั้น เอาแหวนไปคืนและขอโทษขอโพยญาติๆ จนเรียบร้อย โล่งอกโล่งใจไปตามๆ กัน

ตุ่มสรุปท้ายว่าสมน้ำหน้าไอ้โตมันจริงๆ แต่โชคดีของมันที่ผีมาทวงของคืน มันจะได้เข็ด…ไม่งั้นต่อไปคงต้องสะสมสันดานขโมยขโจรแน่นอน

แล้ว ตุ่มก็แถมท้ายว่า…ผีดุขนาดหวงแหวนวงเดียว คงจะติดตามไปทวงชีวิตจากฆาตกรบนถนนผู้ฆ่าเธอแน่ๆ เพราะไม่มีอะไรที่คนเราจะหวงแหนมากกว่าชีวิตของตัวเอง จริงไหมคะ?

โตล้มตึง หน้ามืดวูบ…พอรู้ตัวอีกทีก็ค่อยๆ ลืมตา ภาพเบื้องหน้าพร่าพราย หมุนวน มองหน้ายาย หน้าแม่ หน้าพี่แตง…และหน้าซีดขาวของผู้หญิงผมยาวที่ไม่มีตาดำ…

โตแผดร้องสุดเสียง สิ้นสติไปอีกครั้ง!

เช้ามืด น้องชายตัวแสบของตุ่นฟื้น แต่จับไข้สูง แถมมองเห็นแต่ผู้หญิงผมยาวเปื้อนเลือดมาเดินวนเวียนอยู่รอบๆ เตียง…เดี๋ยวหายไป เดี๋ยวก็โผล่มา

โตแทบสติแตก ทนไม่ไหวอีกแล้ว…ร้องไห้สารภาพว่ารูดแหวนมาจากนิ้วศพ โถ! เด็กไม่มีนิสัยขี้ขโมย แต่ตอนนั้นมันคิดอะไรก็ไม่รู้ ถึงได้ลงมือทำอุบาทว์ขนาดนั้นไปได้ลงคอ

ยายกับแม่จุดธูปขอขมา บอกกล่าววิญญาณของสาวตายโหง สัญญาว่าจะนำแหวนไปคืนให้ถึงบ้านเลย!

คราวนี้ลำบากละซิ ต้องสืบถามว่าเธอเป็นคนโพนทองยังเป็นนักศึกษาเข้ามหาวิทยาลัยที่กรุงเทพฯ แล้วกลับมาเยี่ยมบ้าน ถึงคราวชะตาขาด โดนรถชนตายข้างถนนสายเปลี่ยว

 

ผีโลงผุ

ผมย้ายมานอนห้องชั้นล่างที่เดิมเป็นห้องของสาวใช้ เสียอย่างเดียวที่ไม่มีห้องน้ำในตัว ตอนดึกๆ ถ้าปวดท้องก็ต้องเดินออกมาเข้าห้องน้ำที่อยู่ใต้บันได เสียวไส้น่าดู แต่คิดว่าถ้าผีมีจริงเธอคงจะไม่มาหลอกพี่ชายอย่างผมแน่ๆ

บางทีผมไม่กล้ามองไปที่ช่องมืดๆ ของทางขึ้นบันไดเลยครับ!

ที่ ต้องทนอยู่ก็เพราะข้อแรก ในบ้านยังมีข้าวของต่างๆ อีกไม่น้อย โดยเฉพาะหนังสือ ถ้วยโถโอชามที่คุณอาขนไปไม่หมด ท่านเป็นห่วงบ้าน กลัวว่าขโมยขโจรเข้ามาหยิบของไปใช้ตามอำเภอใจ อีกอย่างก็คือกลัวไฟไหม้เพราะไม่มีคนอยู่

ข้อสำคัญคือผมยังไม่มีปัญญาย้ายไปไหน…เงินไม่พอ! อยู่อย่างนี้ไปก่อนแล้วกัน

คืนหนึ่งหลังจากแอนตายไปสามเดือน ผมกำลังเคลิ้มก็พอดีได้ยินเสียงตึงๆ ที่ชั้นบน

เอา แล้วไง…มาล่ะซิ! ผมขนลุกซ่า เอื้อมมือเปิดไฟหัวเตียงแล้วลุกขึ้นนั่ง แหงนมองฝ้าเพดาน…อีกตึงแล้ว! เอ๊ะ…อะไร? จะว่าจิ้งจกตุ๊กแกมันก็ไม่น่าทำได้ขนาดนั้นนี่นา!

ตึ๊กๆๆ…เสียงวิ่ง อยู่บนบ้าน! ชัดแล้ว…ขโมยแน่! ผมจะต้องไล่มันไป ไม่กลัวครับ เชื่อว่ามันมาคนเดียว ฝีเท้ามันแค่หนึ่งคน และคงจะตัวเล็กๆ เบาๆ ด้วย

เสียงนั้นวิ่งไปวิ่งมา ผมมองตาม…มันจะวิ่งไปทำไม?

สักพักก็มีเสียงประตูเปิดแอ๊ด…ประตูห้องนอน! แล้วก็ปึง…เดี๋ยวเถอะ!

แอนทำใจไม่ได้ ดื่มยาล้างห้องน้ำตายอย่างทุรน ทุรายอยู่ในห้องนอนชั้นบนของเธอ!

ความตายของแอนน่าสะเทือนใจนัก คุณอานัยนาร้องไห้จนน้ำตาแทบเป็นสายเลือดด้วยความรักและเสียดาย…แอนเพิ่ง จะอายุแค่ 22 ปีเท่านั้น เพิ่งเรียนจบปริญญาสาขาบัญชีมาหมาดๆ ได้เกียรตินิยมด้วยครับ

คุณอาเป็นคนไปพบศพในตอนพลบค่ำหลังกลับจากที่ทำงาน…ยาล้างห้องน้ำมีโซดาไฟ ผสมอยู่ มันกัดหลอดอาหารและอวัยวะภายในจนเลือดทะลักออกทางปาก มือกำเกร็ง ตาเหลือกค้าง

เด็กสาวน่ารักกลายเป็นศพเน่าสยดสยอง น่าเวทนา เป็นภาพที่ติดตาคุณอาชนิดไม่รู้ลืม!

คุณอาและสามีกับสาวใช้ขนของออกจากบ้านนี้ไปอยู่คอนโดฯ บอกตรงๆ ว่ากลัวผี…ถึงอยากจะขายบ้านนี้แต่ก็ยังขายไม่ออก ผมเองซึ่งไม่กลัวผีอาสาอยู่เฝ้าบ้านนี้ให้

สรุปแล้ว ผมอยู่ในบ้านสองชั้นที่โอ่โถงนี้เพียงลำพัง ตอนกลางวันก็ปิดไว้เฉยๆ พอเลิกงานก็กลับเข้าบ้านซึ่งมืดตึ๊ดตื๋อไปทั้งหลัง ชาวบ้านชาวช่องถามว่าผมอยู่ได้ยังไง? ไม่กลัวผีเหรอ? ผมตอบว่าผมรักและสงสารแอนจนกลบความกลัว

แต่ถ้าถามว่าหวาดไหม? ต้องยอมรับว่าหวาดครับเพราะบ้านมันเงียบเหลือเกิน…ส่วนใหญ่ในบ้าน โดยเฉพาะชั้นบนทั้งชั้นมืดสนิท

นั่นไง! มันสะดุดอะไรล้มโครมคราม แล้วก็กลิ้งครับ…กลิ้งไปทางโน้นทางนี้

ไม่ใช่คนแล้ว! ผมขนลุกซ่า รู้สึกผมทุกเส้นตั้งชัน ปากคอแห้งผาก ถอยกรูดๆ คนอะไรจะกลิ้งได้ดังลั่นบ้านขนาดนี้! มันกลิ้งแล้วก็ดิ้นตึงๆ จากนั้นก็มีเสียงประตูเปิด มันวิ่งออกมาข้างนอก

ผมเผ่นล่ะ ทั้งที่ยังสวมชุดนอนก็เถอะน่า!

ตะลีตะลานเปิดประตูล็อกกระจก ไม่ยอมหันไปมองบันได พอเปิดประตูได้ก็วิ่งแน่บออกไปที่ถนนในซอย เงินติดตัวก็ไม่มี กุญแจรถก็ไม่ได้เอามา…มันยังอยู่ในห้องนอนโน่น ผมไม่เอาแล้วล่ะครับ

โทรศัพท์มือถือก็อยู่กับกุญแจรถน่ะแหละ สรุปว่าผมวิ่งออกมาตัวเปล่า…เอ๊ย! ไม่ใช่…ใส่แต่ชุดนอน!

สุดท้ายผมก็ไปกดออดเรียกน้าแจ่มเพื่อนบ้าน ถึงจะดึกดื่นเกือบตีสองแล้วก็เถอะ

น้าแจ่มตกอกตกใจ พอเห็นว่าเป็นผมเธอก็เข้าใจโดยไม่ต้องถามสักคำ เปิดบ้านให้ผมไปนอนสั่นเป็นลูกนกโดนลมหนาวเพราะกลัวผีอยู่ในห้องรับแขก

นี่ล่ะครับประสบการณ์ของผม มันจะเป็นอะไรล่ะถ้าไม่ใช่ผี?

ขอสรุปอีกทีว่า คนเราต่อให้รักกันแค่ไหน ตายไปก็เป็นผี มันน่ากลัวสุดขีดเลยล่ะครับ!

เสียงเรียกจากขุมนรก

ผีดุวิญญาณจ้องจะหลอกหลอนผู้คน ไม่ยอมไปผุดไปเกิดเสียที!

ว่าแต่จะหลอก แบบไหน? ส่งกลิ่นเหม็นเน่า, ทำเสียงกุกกัก, สะอึกสะอื้นคร่ำครวญ น่าขนหัวลุก หรือปรากฏกายให้เห็นในสภาพคนปกติ หรือเละเทะน่าสยดสยองสุดขีด

ถ้า เรานอนอยู่ดีๆ แล้วมีผีเดินโย่งเย่งออกมาจากห้องน้ำ แต่เรามองดูนิ่งๆ ผีจะทำยังไงต่อไปนะ? ถ้าเราเปิดไฟเพื่อมองให้ชัดๆ ผีจะตกใจหรืออับอายไหม? จะหนีหรือว่ายังอยู่?

ใกล้เวลานัดดิฉันก็ลุกขึ้นแต่งตัว…ห้องนี้มี อะไรบางอย่างที่ทำให้รู้สึก หดหู่ หม่นหมอง จนกระทั่งนึกถึงความตายมากที่สุด…ยอมรับว่าถึงกับขนหัวลุกแน่ะค่ะ!

เมื่อถามว่าจะไปเที่ยวไหนดี? สายสมรผู้เคยร่างเล็กบางในอดีตอันไกลโพ้นก็แจ้วๆ มาทางมือถือว่า ไปเที่ยวใกล้ๆ แค่ 2-3 วันกลับก็ดีถมไป สาเหตุคือห่วงหลานสาววัยห้าขวบกำลังช่างพูดเป็นต่อยหอย เธอ “ติดหลาน” ค่ะ แต่ชอบบอกว่า “หลานติด” เฉยเลย

ระยองคือจุดหมาย ปลายทาง!

ดิฉันไม่ได้โผล่ไปตั้งสิบกว่าปีแล้ว ได้ฟังเธอจาระไนแล้วนึกเห็นภาพทันที

สวนสมุนไพรสมเด็จพระเทพฯ เป็นสวนสมุนไพรแห่งแรกของเมืองไทยที่สวยที่สุด สมบูรณ์ที่สุด ใช้เวลา สร้างกว่า 20 ปี ภายใต้แนวคิด

“สวนแห่งการเรียนรู้อย่างรื่นรมย์…พลาดไม่ได้เด็ดขาด”

นอกจากนั้นยังมีป่าประดู่ ไปดูของดี “พระนอนตะแคงซ้าย” องค์ใหญ่ที่สุด เคยเห็นไหมเล่า? ตกค่ำก็กินนอนโฮเต็ลชั้นหนึ่งชายทะเล แถมมีหาดส่วนตัวแสนสวยอีกต่างหาก บรรยากาศโรแมนติกที่สุด หนุ่มสาวชอบก็ไปฮันนีมูน…

ฟังแล้วน่าสนุกจนตกลงใจไปด้วยทันที!

เรื่องราวมากลับตาลปัตรตรงที่ไปถึงจุดนัดพบในเกษตรตอน 06.00 น. นอกจากจะไม่พบสายสมรแล้วยังได้รับโทรศัพท์จากเธอว่า หกล้มในห้องน้ำ ข้อเท้าแพลง ปวดมากขึ้นจนลูกชายต้องขับรถไปส่งโรงพยาบาล อาการไม่หนักหนาอะไร นอนพักไม่กี่วันก็เดินได้แล้ว

“ขอโทษจริงๆ จ้ะ วานเธอช่วยเที่ยวเผื่อด้วยนะ…คืนนี้นอนคนเดียวไม่ต้องกลัวฉันจะถอดจิตไปนอนเป็นเพื่อนด้วย ฮิๆๆ อูย…”

สายสมรไม่วายมีอารมณ์ขัน แม้จะร่องแร่งอยู่โรงพยาบาล ดิฉันตัดสินใจว่า…ตกกระไดพลอยกระโดดแล้วกัน นอนคนเดียวก็ไม่แปลกอะไร…จะโดนผีหลอกก็ให้มันรู้ไป!

…นั่งรถทัวร์สองชั้นปรับอากาศ ดูวิวสวยๆ แปลกตาจนถึงสวนสมุนไพรสมเด็จพระเทพฯ ในเนื้อที่ 60 ไร่ ตกแต่งได้สวยงามเหลือเชื่อ มีพันธุ์ไม้กว่า 260 ชนิด กว่า 20,000 ต้น อากาศบริสุทธิ์ปลอดโปร่ง หายใจได้เต็มปอด นั่งรถ NGV ชมสวนได้สบายๆ ด้วยละค่ะ

ราว 15.00 น.ถึงโรงแรม…บีชแอนด์สปา ได้พัก ผ่อนร่างกายคนแก่ที่ต้องตื่นมาแต่ก่อนไก่โห่ซะที!

พอก้าวเข้าห้องก็เย็นวูบ…ตอนแรกนึกว่าเย็นเพราะแอร์ แต่ไม่น่าใช่นะ เนื่องจากเราต้องเสียบกุญแจเข้าช่องเพื่อเปิดไฟเสียก่อน…แต่ช่างเถอะ อาจเป็นเพราะอากาศในฤดูฝนก็ได้ หมู่นี้ฝนตกหนักบ่อยๆ ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด

โห…ห้องนอนเขาสวยมากจริงๆ ค่ะ เตียงกว้างขวางน่าเกลือกกลิ้ง มีทั้งชุดโซฟา โต๊ะทำงาน โต๊ะอาหาร…ต่อให้มาอยู่กัน 5-6 คนก็มีที่นอน โดยไม่ต้องลงไปนอนบนพื้นด้วย

อาบน้ำเสร็จก็ตั้งใจจะงีบเอาแรง แต่กลับไม่หลับ จะเปิดทีวีดูก็อย่าเลย…เรามาพักผ่อนนี่นา ขอทิ้งความยุ่งเหยิงวุ่นวายของบ้านเมืองไว้ก่อน…เดินไปเปิดม่านหนาๆ ออกก็เห็นทะเลสวยๆ เต็มตา ต้องเลื่อนประตูกระจกออกไปเกาะลูกกรงมองให้เต็มอิ่ม

แหม! นัดกินข้าวชั้นล่างตั้ง 18.30 น. จะทำอะไร ดีล่ะ ถ้าไม่นอนพักผ่อนน่ะ?

“ฮะแอ้ม!” เสียงกระแอมข้างหลังเล่นเอาสะดุ้งโหยงหันขวับ แต่ไม่เห็นมีใครเลย ดีนะที่เราไม่ประสาทอ่อน ไม่งั้นคงเผ่นออกจากห้องแล้ว…

เสียงนั้นน่ะเป็นคนกระแอมชัดๆ!

ปิดม่าน กลับขึ้นไปนอนริมเตียงด้านโคมไฟและโทรศัพท์ ในห้องมืดสลัว มีเพียงแสงไฟที่ลอดออกมาจากห้องน้ำที่แง้มประตูไว้…หลับตา คิดอะไรไปร้อยแปด ฟุ้งซ่านน่าดู

คิดถึงเรื่องโรงแรมผีดุต่างๆ เช่นที่เชียงใหม่มีโรงแรมเก่าๆ ร่ำลือว่าผีดุนัก ดุขนาดออกมาวิ่งโครมๆ รอบห้องให้ดูซึ่งๆ หน้า ที่เพชรบูรณ์ก็เลื่องลือว่าลิฟต์มักหยุดที่ชั้น 5 ตรงกับประตูห้องพักที่เกิดฆาตกรรม จนเจ้าของต้องเอาไม้มาปิดตายไว้ แต่ลิฟต์ก็หยุดที่นั่นเป็นประจำ

ว่าแต่ผีพวกนั้นตายในโรงแรมใช่ไหม? ตายเพราะหมดอายุขัย หรือฆ่าตัวตายเพราะหมดกำลังจะยืนหยัดต่อไป แหละหรือว่าโดนฆาตกรรมอำพราง

 

ศพขึ้นอืด

ตอนนั้นผมยังเป็นวัยรุ่น ไม่ใช่วัยใกล้ชราเหมือนตอนนี้ ยอมรับว่าไม่ค่อยรู้สึกทุกข์ยากอย่างพวกผู้ใหญ่เท่าไหร่ ได้เล่นน้ำกับเพื่อนๆ โดดกันตูมๆ แล้วว่ายแข่งกันไปกลางน้ำเวิ้งว้างที่เอ่อท้นขึ้นมาถึงถนน เรือนแพต่ำเตี้ยอยู่ในดงผักบุ้ง ผักกระเฉด กับกอสวะที่ลอยมาเกยบ้าง โดนสายน้ำพัดไปกินบ้าง กุ้งปลาชุกชุม ไม่ว่าจะตกเบ็ด เหวี่ยงแหเป็นได้กุ้งปลาเกินหม้อแกงซะด้วยซ้ำ

ที่น่าสยองตอนแรกๆ แต่แล้วก็กลายเป็นชาชินในเวลาไม่ช้าก็คือศพลอยน้ำน่ะซีครับ เพราะมีลอยอึ้ดทึ่ดผ่านเอื่อยๆ ไปใกล้บ้าง ไกลบ้างแทบทุกวัน!

ได้ข่าว ว่าผ่านไปและอยู่แถวหน้าวัดแก้วฟ้าจุฬามณี ปากคลองบางซื่อฝั่งนี้ กับวัดฉัตรแก้วจงกลณีที่บางอ้อฝั่งโน่น ตกเป็นภาระให้พระเณรและสัปเหร่อต้องมาช่วยกันเอาศพขึ้นเผาในฐานะศพไม่มีญาติ ชาวบ้านก็มาช่วยกันทำบุญเล็กๆ น้อยๆ คนละไม้ละมือ อุทิศส่วนกุศลให้ตามประเพณี

ใครจะว่าปีไหนน้ำท่วมมากที่สุด โดยเฉพาะปี 2538 กับ 2539 ก็ตามสะดวกเถอะครับ แต่สำหรับผมน่ะน้ำท่วมปี 2526 แสนจะสาหัสสากรรจ์ที่สุดเท่าที่เคยเจอะเคยเจอ!

สาเหตุเพราะมันท่วมท้นตั้งแต่กลางปียันปลายปีเชียวแหละคุณเอ๋ย

น้ำเหนือบ่า น้ำทะเลหนุน เขื่อนพร่องน้ำลงมาไม่หยุดหย่อน ทางกรุงเทพฯ ก็ยังไม่มีมาตรการป้องกันจริงจังเหมือนในยุคหลังๆ ไม่ว่าจะมองไปทางไหนล้วนแต่เวิ้งว้างไปด้วยสายน้ำน่าขนลุกขนพองซะทั้งนั้น!

ยิ่งพวกที่อาศัยอยู่ตามชายน้ำอย่างพระรามหก เชิงสะพานกรุงธน ศาลเจ้าแม่ทับทิมแทบจะจมหายไปในสายน้ำ พวกท่าพระจันทร์ ท่าโรงโม่ไปยันท่าเตียน กับฝั่งตรงข้ามอย่างบางอ้อ บางพลัด บางกอกน้อย บางหลวง ฯลฯ โอย… พูดไปแล้วก็เหมือนตกนรกทั้งเป็นจริงๆ ครับ

ตกค่ำ บรรยากาศเยือกเย็นน่าดู ยอดไม้คร่ำครวญกับสายลมน่าวังเวงใจสิ้นดี…ฟังแล้วเหมือนใครกลุ่มใหญ่กำลัง ร้องไห้ สะอึกสะอื้นคร่ำครวญแทบทั้งคืนจนผู้คนในละแวกนั้นขนลุกขนพองไปตามๆ กัน

เขาว่าวิญญาณของคนจมน้ำตายจะไม่ไปผุดไปเกิด จนกว่าจะเรียกร้องวิญญาณดวงใหม่ไปสิงสู่อยู่แทน!

คืนนั้นก็เกิดเรื่องสยองขวัญทำให้ชาวเรือแพแทบจะจับไข้หัวโกร๋นไปตามๆ กัน

ผมกำลังเคลิ้มหลับในตอนกลางดึก เรือนแพโยกโยนเบาๆ เหมือนนอนเปลที่เคยชินมาแต่ไหนแต่ไร เสียงคลื่นกระซิบกระซาบคร่ำครวญเคล้ากับเสียงใบไม้เสียดส่ายฟังคล้ายเสียง บ่นพร่ำไม่หยุดหย่อน… จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงจ๋อมๆๆ ดังอยู่ใกล้ๆ แพลูกบวบด้านหน้าพอดี ทำให้แน่ใจว่าเสียงแปลกๆ นั่นคงจะทำให้ผมรู้สึกตัวตื่นขึ้นมา

ลมดึกจากแม่น้ำเจ้าพระยาพัดแรงจนเย็นยะเยือก ยิ่งทำให้ผมหนาวสะท้านไปถึงขั้วหัวใจเมื่อรู้แน่ว่าภาพที่เห็นนั้นไม่ใช่ มนุษย์…แต่มันคือผีหรือวิญญาณที่จมน้ำตาย

ผมเผ่นเข้ามุ้งคลุมโปง ใจเต้นโครมๆ จนหลับผล็อยไป…นึกถึงภาพสยองขวัญคืนนั้นแล้วยังขนหัวลุกมาจนถึงทุกวันนี้เลยครับ!

ตอนแรกก็ยังงุนงงว่าเป็นเสียงอะไรกัน? หรือว่าจะหูฝาดเฝื่อนไปเอง?

นึกเอะใจจนต้องลุกขึ้นไปดูให้รู้ว่าเป็นเสียงอะไรแน่…

ฟ้าขาวด้วยดวงดาวพร่างพราย ทำให้มีแสงสว่างใกล้เคียงกับกลางวัน มองเห็นระลอกคลื่นระยิบระยับบนสายน้ำเวิ้งว้างไปถึงฝั่งตรงข้ามที่ดูไกลลิบๆ แทบสุดลูกหูลูกตา…แต่ยังมองไม่เห็นว่าเจ้าเสียงจ๋อมๆๆ สะดุดหูมันดังมาจากไหน

“จ๋อมๆๆ” คราวนี้ดังชัดเจนอยู่ใกล้ๆ นี่เอง!

ผมเพ่งตามองเพราะบริเวณนั้นอยู่ใต้เงาไม้หนาทึบริมทาง ซึ่งแผ่กิ่งก้านมาคลุมเรือนแพของเราไว้…แล้วผมก็ได้เห็นภาพนั้น คุณพระคุณเจ้าโปรดช่วยลูกด้วยเถิด! มันเป็นภาพสุดสยองที่จะไม่มีวันลืมเลือนไปได้เลยจนกว่าชีวิตจะสิ้นสลาย…

ชายผอมดำแช่อยู่ในน้ำครึ่งค่อนตัว ผมยาวเปียกโชกปรกหน้าผากจนเห็นแค่นัยน์ตาขาวๆ เหลือกลานด้วยความหวาดกลัว สองมือตะกายลูกบวบไม่หยุดหย่อน แต่ความเปียกชุ่มทำให้ลื่นจนเกาะไม่อยู่ เสียงที่ฟังคล้ายจ๋อมๆๆ ก็คือมือทั้งสองข้างลื่นตกลงน้ำนั่นเอง

 

ซาตานสั่งล่า

ผมเป็นเพื่อนสนิทที่ไปมาหาสู่กันบ่อยๆ ต้องยืนยันว่าเจ้าโหน่งไม่ได้บ้าบอ หรือสติไม่สมประกอบแน่นอน พูดคุยกันรู้เรื่อง ถามอะไรก็จำได้ พ่อแม่มันก็ชอบให้ผมไปบ้านเขาบ่อยๆ ลูกชายจะได้พูดคุย ยิ้มแย้มแจ่มใส ไม่งั้นมักจะหมกตัวเงียบอยู่ในห้องคนเดียว

ไม่ช้าผมก็ต้องขนหัวลุกเพราะเจ้าโหน่งนี่เอง!

ตอน บ่ายวันนั้นเรานั่งคุยกันที่โต๊ะหินหน้าบ้าน มีต้นมะม่วงกับชมพู่ร่มครึ้ม เจ้าโหน่งมองไปที่รั้วไม้ระแนงแล้วถามว่าเห็นใครไหม? ผมบอกจะเห็นได้ยังไงเพราะรั้วบัง

“ไม่ใช่นอกบ้าน…ที่ใต้ต้นมะม่วงนั่นไง ผู้ชายตัวดำๆ ล่ำเตี้ยกำลังมองเราอยู่”

ผมยืนยันว่าไม่เห็นใครเลย นอกจากผู้คนที่เดินผ่านไปมานอกรั้วเท่านั้น

“มันชื่อสิงห์-ตามข้ามาจากโรงพยาบาลตั้งแต่วันแรก”

วันหนึ่งไปมีเรื่องที่บ้านใหม่ เขม่นกันในร้านเหล้า เจ้าโหน่งโดนเจ้าถิ่นรุมสกรัม ประเคนด้วยไม้หน้าสามจนสลบเหมือด ต้องไปนอนโรงพยาบาลสิบกว่าวันถึงกลับบ้านได้

ตั้งแต่นั้นมา เจ้าโหน่งก็เปลี่ยนนิสัยเหมือนเป็นคนละคน!

เคยชอบเที่ยวเตร่ สนุกสนานเฮฮาก็กลับนิ่งเงียบ ไม่ค่อยออกจากบ้าน ร่างกายซูบผอมลง นัยน์ตาเลื่อนลอยไม่จับคน บางทีก็พยักหน้าหงึกๆ กับใครไม่ทราบ บางทีก็พูดพึมพำคนเดียว จนชาวบ้านนินทาว่ามันกลายเป็นคนบ้าๆ บอๆ เพราะโดนตีหัวจบสลบคราวนั้นเอง

 

“คิดไปเองมั้ง? ไม่ก็ตาฝาด…”

“เปล่า…ไอ้สิงห์ตามข้ามาจริงๆ มันโดนสิบล้อทับตายคาที่ ก่อนข้าจะออกจากโรงพยาบาลได้ 2-3 วันเท่านั้น มันมาขออยู่ด้วยว่ะ! นั่นไง…มันกำลังยิ้มฟันขาวกับเอ็งแน่ะ”

ผมขนลุกซ่า ทั้งที่เป็นกลางวันแสกๆ ก็เถอะเอ้า! ตอนแรกผมคิดว่าเจ้าโหน่งเป็นบ้าไปแล้วจริงๆ อย่างเขานินทา แต่คำพูดต่อมาของมันยิ่งทำให้ผมเสียวสันหลังมากกว่าเดิม

“ข้ารู้ว่าเอ็งไม่เห็น ใครๆ ก็ไม่เห็น มีแต่ข้าคนเดียวที่เห็นถนัด…ได้ยินเสียงมันด้วย” เจ้าโหน่งถอนใจยาว นัยน์ตาที่จมลึกอยู่ในเบ้าราวกับจะขยายใหญ่ยิ่งกว่าเดิม “ไม่ใช่ไอ้สิงห์คนเดียวนะ…นั่น! ตาปลอดกับลุงฉ่ำ ยายเขียวกับป้าแสง ยืนมองเราอยู่ที่หน้าประตูนั่นไง”

“ไอ้โหน่ง…” ผมคราง ปากคอแห้งผากไปถนัด “เอ็งจะเห็นได้ยังไงวะ? ก็พวกนั้นน่ะตายหมดแล้วนี่หว่า”

“อ้าว? ไอ้เด่นเดินมาอีกคนแล้ว นี่มันตกน้ำตายตอนต้นปีน่ะ!”

ผมตัวแข็งลิ้นแข็งจนพูดอะไรไม่ออก จ้องมองแทบตาถลนไปยังประตูรั้วก็ไม่เห็นใครที่เจ้าโหน่งเอ่ยชื่อมา…เจ้า เด่นวัยสิบขวบกว่าๆ ที่ตกน้ำตายก็ไม่เห็น!

คุณพระคุณเจ้า! ผมเห็นเจ้าโหน่งยิ้มกว้างขวางขึ้น กวักมือเรียกอย่างอารมณ์ดี

“เข้ามาซีวะไอ้เด่น อยากคุยกันก็เข้ามา” มันพูดเสียงดังก่อนจะพยักหน้าช้าๆ “เออ! งั้นก็ตามใจเหอะวะ” มันหันมายิ้มกับผม “ไอ้เด่นบอกว่าวันหลัง…มันรู้ว่าเอ็งกลัวมัน”

เจ้าโหน่งทั้งเห็นผี ทั้งได้ยินเสียงผีด้วยเหรอเนี่ย? ตอนแรกผมคิดว่ามันหยอกล้อผมเล่นตามประสาเพื่อนฝูง แต่วันต่อๆ มามันก็ชี้ให้ดูมะม่วงหน้าบ้านต้นนั้น บอกว่าผู้หญิงที่ไหนไม่รู้นั่งอยู่บนกิ่งใหญ่…ผีผูกคอตาย!

“สงสัยจะตายมานานแล้ว พ่อแม่ก็ไม่ยอมเล่าให้ฟัง ตอนกลางคืนข้าเห็นแกห้อยโตงเตง กวักมือหย็อยๆ เรียกข้าไปอยู่ด้วย พอตอนกลางวันก็นั่งร้องไห้อยู่บนกิ่งใหญ่ที่ว่านั่นไง”

ถึงจะมองไม่เห็นอะไรเลย แต่ผมก็รู้สึกแผ่นหลังเย็นวาบ ขนลุกซ่าไปทั้งตัว!

เมื่อกลับบ้านไปถามพ่อเรื่องนี้ ก็ได้ความว่าญาติข้างแม่ของเจ้าโหน่งมาอาศัยอยู่ไม่นานก็ผูกคอตายมาสิบกว่า ปีแล้ว สาเหตุมาจากท้องไม่มีพ่อ

ผมแน่ใจว่าเพื่อนไม่ได้บ้าๆ บอๆ จนเกิดเพ้อเจ้อไปเอง แต่เกิดมีญาณวิเศษหรือพรสวรรค์หลังจากโดนตีจนสลบ…คิดว่าห่างๆ ไปสักพักก่อน ที่ไหนได้ล่ะครับ แค่อีกไม่กี่วันต่อมา เจ้าโหน่งก็ผูกคอตายที่ต้นมะม่วงริมรั้วนั่นเอง

เป็นอันว่าผีแขวนคอเรียกร้องให้เพื่อนผมไปอยู่ด้วยกันได้สำเร็จแล้ว…แบบนี้จะไม่ให้ผมเชื่อว่าผีมีจริงได้ยังไง? บรื๋อออ..

บ้านร้างผีสิง

ตอนเย็นราวๆ เกือบหกโมงเย็น พวกเด็กๆ ที่ตามผู้ใหญ่มางานศพคุณยายก็เล่นกันสนุกสนาน เล่นอะไรก็ไม่เล่น…ดูเถอะ ดันมาเล่นซ่อนแอบ! แต่จะว่าไปแล้วมันก็น่าเล่นนะคะเพราะต้นไม้เยอะ บางคนปีนขึ้นไปหลบบนต้นมะขาม บางคนซ่อนตัวอยู่ตามพุ่มดอกเข็ม เล่นแบบไม่กลัวผีลักซ่อนค่ะ!

พวกผู้ใหญ่บอกให้ไปตามกันกลับมาเถอะ มืดค่ำแล้ว เดี๋ยวจะตกน้ำตกท่ากันซะ พวกเรานักศึกษาจึงพากันไปตามเก็บเด็กๆ แสนซนเหล่านั้น

ปุ้ยเห็นเพื่อนๆ ต้อนมาได้หลายคน แต่ปุ้ยยังกังวลเลยเดินไปทางสระน้ำ

เสียงเทียบเวลาหกโมงเย็น และเพลงเคารพธงชาติแว่วมาแต่ไกล บรรยากาศสลัวลงอย่างรวดเร็วแต่ยังพอมองเห็นอะไรได้ชัดเจนอยู่ ปุ้ยเห็นเด็กคนหนึ่งนั่งเงียบๆ อยู่ใต้กอไผ่ แกอายุราว 6-7 ขวบ นุ่งกางเกงนักเรียนสีกากี ไม่ใส่เสื้อ ไม่ใส่รองเท้า ผมเกรียนเห็นหัวทุยน่ารัก…

สะดุดตาตรงที่ผิวแกดำมากนะคะ ดำจนดูมืดไปเลย!

ปุ้ยเดินเข้าไปนั่งข้างๆ แกแล้วถามว่า “มานั่งที่นี่ทำไมคะ ใกล้มืดค่ำแล้ว กลับไปที่งานกับพี่ดีกว่านะ”

ลมเย็นๆ พัดวูบ ยอดไม้สะบัดกิ่งใบเกรียวกราว ทำให้บรรยากาศยิ่งดูเยือกเย็น ชวนให้วังเวงบอกไม่ถูก รู้สึกหวาดระแวง ไม่ไว้ใจสรรพสิ่งที่อยู่รอบๆ ตัวเอาซะเลย

บ้านของบิ๊กมีบรรยากาศของชนบท เป็นบ้านเก่าครึ่งตึกครึ่งไม้หลังใหญ่โตอยู่ในพื้นที่หลายไร่ที่มีแต่ต้นไม้ เยอะแยะ อย่างมะม่วง ชมพู่ มะขาม ขนุนและพืชผักสวนครัวอีกมากมาย ที่ท้ายสวนที่สระน้ำกว้างขวางพอที่จะพายเรือเล่นได้สบาย

ในสระมีบัวสีชมพูด้วยค่ะ สวยมากๆ

ปุ้ยก็เล่าให้พวกเขาฟัง…

ในที่สุดปุ้ยก็รู้ว่า เด็กอู๋เป็นลูกคนงานของคุณยาย แกตกน้ำตายเมื่อปีก่อนนี่เอง!

ส่วนเสียงหญิงชราที่มาช่วยปุ้ย จะเป็นใครไปไม่ได้ ทุกคนเชื่อตรงกันทั้งนั้นว่าเป็นคุณยายของบิ๊กนั่นเองค่ะ

วันเกิดเหตุจำได้ว่าเป็นวันจันทร์ที่ 24 ธันวาคม อากาศที่อบอ้าวมานานเริ่มเย็นสบายทั้งวัน ปุ้ยชอบบรรยากาศแบบนี้จริงๆ เลย

ทันใดนั้นเอง!

เด็กน้อยหันมามองหน้าปุ้ยเชื่องช้า…บอกตรงๆ ว่าเล่นเอาปุ้ยขนลุกซ่าไปทั้งตัว เพราะอาการหันหัวของแกดูแปลกๆ เด็กน้อยหน้าคว่ำ ตาคว่ำ…แวบหนึ่ง ปุ้ยเห็นตาแกขาวโพลนไม่มีตาดำแต่พอปุ้ยกะพริบตา แกก็ดูเป็นปกติค่ะ

“อยากกลับบ้าน…? เสียงแกแหบโหยพิกล…คุณพระช่วย! ปุ้ยเพิ่งสังเกตว่าผิวแกน่ะไม่ได้ดำแบบผิวคนธรรมดาหรอกค่ะ แต่มันเป็นสีม่วงคล้ำ ช้ำเป็นจ้ำๆ ริมฝีปากของแกก็เข้มจนเกือบดำสนิท

ปุ้ยใจหายวาบ เด็กนี่ไม่ใช่คนแน่แล้ว!

ฉับพลันที่คิดอย่างนี้ แกก็ทำท่ากางมือจะโผเข้ามาหาปุ้ย…

ทันใดนั้น มีเสียงผู้หญิงแก่ๆ ดังมาจากไหนไม่รู้

“ไอ้อู๋! อย่ากวนพี่เขานะ กลับไปอยู่ในที่ของแกเดี๋ยวนี้!”

ไม่ต้องรอดูอะไรแล้วค่ะ ปุ้ยรีบลุกขึ้นวิ่งแน่บ หลับหูหลับตาวิ่งอย่างเดียว จนมีคนมาจับตัวกอดไว้และเขย่าแรงๆ ปุ้ยถึงได้สติ ใครต่อใครเข้ามากลุ้มรุมถามเสียงแซดว่าปุ้ยเป็นอะไร? เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือเปล่า?

ป้อมร้าง วิญญาณหลอน

ผีดุ
ไม่ใช่ป้อมร้างด้วยซ้ำ แถมตั้งอยู่ที่โค้งกรอกยายชา ต.เนินพระ อ.เมือง ริมถนนสุขุมวิทสายเก่าในจังหวัดระยองนี่เอง… ถ้าใครสงสัยว่าป้อมผีสิงจะน่าสยดสยองจนขนหัวลุกแค่ไหน ก็ลองคิดจากจำนวนชีวิตผู้คนที่ต้องมาโดนสังเวยเกือบ 100 ศพเข้าไปแล้ว มักจะมีคนบอกกล่าวถึงชุมทางผีดุใหญ่ๆ ที่หนีไม่พ้นจาก ถนนผีสิง, โค้งร้อยศพ, โรงแรมผีดุ, รถผีสิง, บ้านร้างสุดเฮี้ยน, หอพักสุดหลอน ไปจนถึงชายหาดกินคน, ซอยนี้ผีอยู่ ฯลฯ

แต่ที่เหลือเชื่อ ทั้งๆ ที่เป็นเรื่องจริงอันน่าขนพองสยองเกล้าก็คือ….ป้อมผีสิง!

พูดให้ชัดๆ ก็คือ ป้อมตำรวจ!!

ที่ตั้งของป้อมนี้อยู่แถวหัวโค้งพอดี สร้างด้วยปูนชั้นเดียวอย่างที่มักจะพบเห็นกันทั่วไป แต่น่าแปลกตรงที่รอบๆ ป้อมมีต้นไม้ใหญ่ขึ้นแน่นหนาจนดูรกครึ้ม บรรยากาศชวนให้น่าวังเวงใจไม่ว่ากลางวันหรือกลางคืน

ลมเจ้ากรรมที่มักกระโชกกับยอดไม้ให้เกิดเสียงซู่ซ่าเกรียวกราวราวกับมีใครกลุ่มใหญ่กำลังหัวเราะครืนด้วยความขบขันเต็มประดา

ที่น่าสะดุดตาก็คือ บริเวณหน้าป้อมมีร่องรอยถูกรถเฉี่ยวชนจนแผงเหล็กหักงอ แถมมีเศษกระจกกับเศษชิ้นส่วนรถตกอยู่เกลื่อนกลาดอีกต่างหาก…มองเผินๆ นึกว่าเป็นป้อมร้างยังไงยังงั้น!

ตำรวจทุกนายล้วนแต่ทราบเรื่องผีดุสุดขีดกันทั้งนั้น จนไม่มีใครอยากไปประจำอยู่ เพราะมีเสียงร่ำลือว่าป้อมนี้ผีดุที่สุด ไม่ว่าตำรวจคนไหนมาอยู่ต้องเจอะเจอกับเหตุการณ์แปลกประหลาด น่าขนหัวลุกทั้งนั้น

บางนายถึงกับยืนยันว่ามีผีโผล่มาให้เห็นซึ่งๆ หน้า ตกใจสุดขีดจนสติแตก วิ่งเตลิดหนีไม่คิดชีวิตก็มี บางคนแข้งขาอ่อนถึงกับลุกไม่ไหว มีอยู่รายหนึ่งช็อกคาป้อมไปเลย

จ.ส.ต.ติรกิจ บุญสม หน.ที่พักสายตรวจเนินพระ ได้เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวที่รู้ถึงกิตติศัพท์ผีดุของป้อมนี้ว่า เรื่องราวที่ ร่ำลือ กันแพร่หลายล้วนแต่เป็นเรื่องจริง!

ชั่วเวลา 7-8 ปีที่สร้างป้อมขึ้นมา มีรถวิ่งแหกโค้งจนพลิกคว่ำ ต้องสังเวยชีวิตไปเกือบ 60 ศพแล้ว แถมบางคันยังพุ่งเข้าชนป้อมตำรวจจนพังยับเยิน เคราะห์ดีที่ตำรวจเผ่นหนีความตายออกไปได้ฉิวเฉียดเต็มที

ในที่สุดก็ต้องสร้างป้อมใหม่…นั่นคือย้ายเข้ามาสร้างด้านในที่มีต้นไม้ ใหญ่ 3 ต้นเป็นเกราะป้องกันรถพุ่งเข้าชน แต่ก็ไม่วายเกิดอุบัติเหตุสยองอยู่ตลอดมา

เมื่อตอนกลางปี 2545 ก็มีรถแหกโค้งตายคาที่อีก 2 ศพ!!

เรื่อง ที่น่าขนหัวลุกสุดขีดก็คือ มีรถเฉี่ยวชนกัน แต่ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บสาหัส…เมื่อผู้คนที่รอดมาได้ทั้งหมด 8 คนล้วน แต่ออกมายืนนอกรถ ทันใดนั้นรถยนต์คันหนึ่งก็วิ่งแหกโค้งห้อตะบึงเข้าใส่กลุ่มคนเหมือนนรก บันดาล…โครมเดียวตายคาที่ทั้งหมด 8 คน!

ป้อมผีดุวิญญาณเฮี้ยนแห่งนี้สร้างขึ้นมาตั้งแต่พ.ศ.2538 โดยตั้งเด่นอยู่ริมถนนเช่นเดียวกับป้อมปกติทั้งหลาย เมื่อเกิดเรื่องสยองขนาดคุณโปลิศยังต้องเผ่นหนี ยอมละทิ้งเวรยาม ขึ้นสน.ขอย้ายกันกลางดึกก็มี…ทำให้มีการเล่าลือกันปากต่อปากว่าป้อมนี้ผี ดุที่สุดในบรรดาป้อมตำรวจทั้งเมืองไทย

อุบัติเหตุสยองสุดขีด แทบจะฉีกร่างผู้เคราะห์ร้ายออกเป็นชิ้นๆ เลือดแดงฉานสาดกระจายไปที่ผนังป้อมเหมือนใครเอาสีเลือดไปสาดใส่ไม่มีผิด

จ.ส.ต.ติรกิจเล่าว่า ขณะที่ตนเข้าเวรกลางดึกก็เหลือบไปเห็นหญิงสาวผู้หนึ่งมาเดินอยู่หน้าป้อมใน ชุดกางเกงขาว เสื้อดำ ตอนแรกก็คิดว่าคงจะมารอรถ แต่เมื่อจู่ๆ เธอก็หันขวับมาจ้องเขม็ง…ใบหน้าเปรอะไปด้วยคราบเลือดเห็นชัด เล่นเอาเข่าอ่อนอยู่ในป้อมนั่นเอง

ในที่สุด ปีศาจตนนั้นก็ค่อยๆ เลือนรางจางหายไป

ต่อจากคืนนั้นก็ยังประสบกับเรื่องสยองบ่อยหน มีเสียงร้องโหยหวน…ช่วยด้วย ช่วยด้วย ดังมาเข้าหูแทบทุกคืน ไม่ว่าตำรวจคนไหนมาเข้าเวรก็ต้องจุดธูปขอให้เจ้าที่เจ้าทางช่วยคุ้มครองด้วย กันทั้งนั้น

เงยหน้ามองก็แทบช็อกคาที่ เพราะภาพที่เห็นคือเงาดำทะมึน สูงตระหง่าน…รีบพนมมือสวดมนต์แผ่ส่วนกุศลจนร่างนั้นหายไป

ส.ต.อ.ศักดิ์สิทธิ์ อดกล้า ตำรวจประจำป้อมนี้อีกคนได้เล่าว่า ตนไม่ใช่คนกลัวผี แต่เมื่อมาคืนแรกก็เจอดีจากเสียงเคาะประตูจึงร้องถามว่าใคร? แต่คำตอบคือความเงียบ จนต้องลุกออกไปดูแต่ก็ไม่เห็นใคร จึงกลับมานอนต่อก่อนจะสะดุ้งตกใจตื่นเพราะมีใครมากระชากขารุนแรงจนตกเตียง

DEAD walking

She was the eldest child. I get this one. My other two are real men. But hurry … I do not like to be like her excellence in university government. But her father said that at this outstanding business. To send their children to study the subject.

But it is the love of friends and teachers. I love all the vendors. But then on the last midterm year. I was sick … not physical illness. However, a severe mental illness?

She started crying eye every hour on the course. At first, no one knows what it is to revive. She was sobbing now … I did not want to leave my university back home … she says at 5-6 pm, the sun is a very sad time for her.

We’re category. Everyone is worried. I talk way to help solve the problem, but it’s too late … we know that she attempted suicide. Her brother’s neck, but it can help. She soon cut a bullet wound wrist. She is now in hospital.

One morning I could see the shock announcement on board … I invite to my funeral.

The board said it was an accident. But the real story is. Window shutters banging her hospital wrist slitting his throat cut and the poor.

I really like that sensitive as I was already very smooth, but I have no other gossip bizarrely sad that I have to the poor. Father exhorted the soldiers scolded like children very much. Higher education. Children need to learn it. Points is excellent. Oh, that I had done from the beginning … she was the one to come. If it is the second one I got hit soften it.

But it was not until she came to the university 24 hours ago!

There are many people who like to be her. I enjoy that we mistakenly.

But that evening. The outcry janitor aged around 50 out of the library so demoralized appearance. Children play near the seven days that I panicked as well.

I was told that when you close the library. I went exploring. See young female student sitting alone. I think I’ll go back home I turned on the child lock features. I do not see it … but I grew up on a girl student gradually enlarged until I realized that it was haunted.

We went to the library I often I come across a lot. Both broad daylight. And went to the library to pack.

Some people will find her sitting on the floor. Reading is hindered by the various niches.

Sometimes shirk his back seat alone. Along with the other people.

That spirit lingers on in college. Yet, as she is still alive!

Tell me how I was intimidated when I walk around like I went forward. But I was shocked that we are in a row … it was her turn to smile as I ran in panic.

The worst occurred last completed.

That many of us will go to detention because I almost threw up. Evening school students. The lonely atmosphere. I do not even have one … I think I even forgot it.

We say then that I was lost in the darkness. I believe that ghosts are real. But I was happy. And would love to haunt her in college a long time!
But then I Sam. Assuming your friend over to look at the library on the 5th floor and there was a shock … and remain so. We can make jewelry according to my eyes … it looked like we were almost 10 people there, as there choreographed to.

I just stand in front of the library. Despite the dark we remember her. White teeth smile. Students dressed. No offense looked like alive. She was smiling and waving at us cheerfully bright.

Sam’s voice trembled as he asked … see it?