ภาพหลอน

10 entries have been tagged with ภาพหลอน.

การเดินทางสู่โลกหน้า

ราวห้าโมงเย็น สองพ่อลูกตัดสินใจหิ้วกระเป๋าเสื้อผ้าคนละใบ เดินออกจากซอยแยกเลี้ยวซ้ายตามถนนของซอย 5 วิภาวดี…ลุยน้ำเกือบสะเอวไปได้เชื่องช้า ไม่อยากห่วงหน้าพะวงหลังให้ยุ่งยากใจ…คนรับใช้เก่าแก่ซึ่งเปรียบเสมือนแม่ บ้านของเราก็เป็นคนไว้เนื้อเชื่อใจได้เพราะอยู่กันมาเกือบยี่สิบปีแล้ว

“คุณไปเถอะค่ะ หนูจะเฝ้าบ้านเอง ถึงอยู่คนเดียวก็ไม่กลัว”

แต่ ผมกลับกลัวว่าเราจะไปถึงขนส่งหมอชิตไม่ทัน ไหนจะเคลื่อนที่ได้ช้า ไหนจะกังวลว่ารถทหารที่มาช่วยเหลือประชาชนยามนี้จะทิ้งระยะห่างแค่ไหน? กับจะมีที่ว่างให้เราเบียดเสียดขึ้นไปปักหลักได้หรือเปล่า? ยามเย็นของฤดูหนาวมืดครึ้มลงอย่างรวดเร็ว

มองเห็นแสงไฟจากร้านค้าด้านซ้ายอยู่ลิบๆ พร้อมกับเสียงจ๋อมๆ ตามหลังมา

คง ไม่ได้มีแต่เราเท่านั้นหรอกที่ต้องลุยน้ำออกไปรอรถทหาร ผู้ชายผมขาวโพลนพอๆ กับผม หน้าตาดูคุ้นๆ ก็อาจจะไปสถานีขนส่งเพื่อหนีน้ำไปต่างจังหวัดไกลๆ เหมือนกัน

ผ่านหน้าช่อง 7 เลี้ยวซ้ายไปยังต้นทางรถไฟฟ้าใต้ดิน ชายผอมสูงผมขาวก็ยังเดินตามมาใกล้ๆ น้ำลดลงนิดหน่อย…ผมหยุดถอนใจยาวที่ริมถนนพหลโยธิน หันไปมอง ข้างหลังก็ไม่เห็นชายผมขาวผู้นั้นแล้ว

“พ่อตาฝาดละมั้ง?” ลูกชายหัวเราะเมื่อผมเล่าเรื่องนี้ให้ฟัง “ลุงเพิ่มผมขาวน่ะแกหัวใจวายเพราะเครียดเรื่องน้ำท่วมมาตั้งแต่เมื่อเย็นวาน นี้แล้วนี่นา!”

ผมอยู่ซอยยาสูบ 1 ถนนซูเปอร์ไฮเวย์ ใกล้ๆ กับไทยรัฐ จนเปลี่ยนมาเป็นซอย 5 ถนนวิภาวดีรังสิต เบ็ดเสร็จอยู่มาสี่สิบกว่าปี ตั้งแต่วัยรุ่นจนกลายวัยไม้ใกล้ฝังในปัจจุบัน

วันเสาร์ที่ 6 ตอนเย็น หลานสาววัยสิบขวบที่รอรับแม่ที่เพิ่งกลับจากที่ทำงานใกล้วัดสุทัศน์ วิ่งเข้ามาบอกว่ามีน้ำไหลเข้ามาในซอยแยกราวตาตุ่ม แต่ผมกับลูกจ้างเก่าแก่ช่วยกันขนหนังสือหนังหากับเอกสารต่างๆ ขึ้นโต๊ะบ้าง กองกับยกพื้นข้างโรงรถบ้าง เพื่อนบ้านแวะมาคุยกันเรื่องน้ำท่วมที่เข้าดอนเมืองแล้ว ทุกคนยังมองในแง่ดีว่าคงไม่เข้ามาถึงหมู่บ้านเรา

ราวสองทุ่มครึ่งลูกชายคนโตก็ขับรถปิกอัพกลับจากสำนักงานแถวสี่พระยา ส่วนลูกชายคนเล็กไม่ต้องไปทำงานที่บางบัวทองเพราะบริษัทปิด…หลานเล่นคอมพ์ พ่อ แม่ดูทีวี ส่วนผมขึ้นห้องนอนชั้นบน อ่านหนังสือให้สบายใจไม่ต้องคิดมาก

รุ่งขึ้นก่อนเช้ามืด มหาภัยก็จู่โจมเข้าเล่นงานฉับพลันทันใด!

สายน้ำหลั่งไหลเข้ามาเหมือนน้ำตก สนามเจิ่งนองจนถึงโรงรถ หนังสือกองใหญ่นับสิบๆ กองชุ่มโชก กระจัด กระจาย ก่อนที่น้ำจะทะลักเข้าตัวบ้านเหมือนเล่นกล

จากหน้าแข้งถึงเข่า แล้วสูงขึ้นเรื่อยๆ จนพวกเราต้องตัดสินใจเดี๋ยวนั้นเอง

รีบขนหนังสือที่เหลือกับยกทีวีกับคอมพิวเตอร์ขึ้นชั้นบน ลูกชายคนโตกับลูกเมียช่วยกันเก็บเสื้อผ้ากับข้าวของจำเป็น มุ่งหน้าไปอาศัยบ้านพ่อตาแม่ยายที่เมืองนนท์ ผมกับลูกชายคนเล็กจะไปเช่าโรงแรมต่างจังหวัดอยู่ชั่วคราว

เชื่อไหมครับว่าโรงแรมทุกจังหวัดในภาคกลางเต็มทั้งหมด ไม่ว่าชลบุรี ระยอง แม้แต่จันทบุรีก็เต็มทั้งนั้น…เราไปได้โรงแรมถึงเชียงรายโน่น ผมสั่งจองห้องหนึ่งสัปดาห์ทันที ถ้าน้ำลดก็กลับ แต่ถ้ายังก็จะเช่าต่อคราวละสัปดาห์เรื่อยไป!

เจ้าคนเล็กทำหน้าที่โทร.ไปจองที่นั่งรถทัวร์ ปรากฏว่าได้เที่ยว 20.30 น.

ปัญหาที่ทำให้งุนงงยิ่งกว่านั้นก็คือ…เราจะออกจากบ้านได้ยังไง?

หมู่บ้านถูกสายน้ำล้อมกรอบไว้ทั้งหมด ตั้งแต่ซอย 3 จนถึงซอย 5 รถแท็กซี่กับมอเตอร์ไซค์อย่าไปฝัน ตอนนั้นบ่ายสามโมงแล้ว ลูกชายคนโตอพยพลูกเมียออกไปแต่เช้า ระดับน้ำสูงขึ้นทุกที…จนมาหยุดอยู่เกือบถึงสะเอว

เราพยายามหาทางออกทางด้านหลัง เลี้ยวขวาไปทางสถานีทีวีช่อง 7 จากนั้นคงต้องโบกรถยีเอ็มซีของทหารไปขนส่งหมอชิตก่อนเวลาให้ได้ ปัญหาคือเราจะไปที่นั่นได้ ยังไง

“ลุยน้ำไปกันซีพ่อ!”

ลูกชายโพล่ง ผมเกือบจะดุว่าพูดบ้าๆ แต่เมื่อนึกถึงความจริงแสนสาหัสที่ต้องเจอะเจอก็ได้แต่กลืนน้ำลาย

 

เพื่อนฆ่าเพื่อน

กฤตไปทำธุระที่หัวหิน เขาทำงานให้กับโรงแรมเปิดใหม่แห่งหนึ่ง ต้องข้ามทางรถไฟบริเวณใกล้ๆ วัดลั่นทม ทางรถไฟแห่งนี้มีอุบัติเหตุบ่อย เพราะมีต้นไม้ข้างทางบังสายตา คนขับมักมองไม่เห็นว่ารถไฟจะมาเมื่อไหร่

วันที่เกิดเหตุสัญญาณไฟเสียค่ะ!

รถของกฤตอยู่บนรางรถไฟพอดีกับที่หัวรถจักรเสยเข้ามา!!

3 ปีผ่านไป ดิฉันเผอิญต้องไปสัมมนาที่นั่น และต้องขับรถผ่านทางรถไฟนี้

ตอน นั้นเป็นเวลากลางวัน แดดเปรี้ยง ดิฉันง่วงนอนและเปิดเพลงโปรดดังลั่น หวังจะปลุกอารมณ์ให้ตื่นตัว เปิดไม่เปิดเปล่ายังร้องตามไปด้วยชนิดแหกปากร้อง…มันส์ในอารมณ์เหลือเกิน

รถแล่นไปอยู่บนรางรถไฟโดยไม่รู้ตัว ไม่ได้ยินเสียงอะไรทั้งนั้นนอกจากเสียงเพลง!

ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงกฤตดังก้องอยู่ใกล้ๆ หู “ระวัง…รถไฟมา!!”

โดยสัญชาตญาณ ดิฉันหันซ้ายหันขวา…ไหน? ไม่เห็นมีรถไฟ!

และแล้ว ดิฉันก็ต้องตกตะลึงจนตัวชา…หัวรถจักรอยู่ห่างจากดิฉันไม่เท่าไหร่เลย มันต้องชนดิฉันแน่ๆ นี่ล่ะ…ฉากความตายของเราเอง

เวลาที่อยู่ในนาทีวิกฤต ทุกอย่างเชื่องช้าเหมือนหนังสโลว์โมชั่น มันอาจจะแค่เสี้ยววินาที แต่ดิฉันรู้สึกเหมือนนิรันดร์กาล!

กฤต-เป็นเพื่อนผู้ชายที่เรียนหนังสือด้วยกันตั้งแต่ ป.1 จนจบมัธยมปลายที่โรงเรียนสาธิตค่ะ ความรู้สึกจึงผูกพันแบบคนที่โตมาด้วยกัน เราสนิทสนมกันมากตอนเรียนมัธยม พอเรียนจบเราต่างคนก็ต้องแยกย้ายกันไป

ดิฉันสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้ แต่พ่อแม่ส่งไปเรียนต่อที่อเมริกา ขณะที่กฤตเรียนมหาวิทยาลัยในเมืองไทย รวมเวลาแล้วเราห่างเหินกันคนละซีกโลกตั้งเกือบ 5 ปีแน่ะ เราติดต่อกันแค่ไม่กี่ครั้ง เขียนจดหมายถึงกันแค่ 2-3 ฉบับ แต่ใจเรายังไม่ลืมกัน!

หลังเรียนจบ ดิฉันกลับมาทำงานที่เมืองไทย กฤตมีธุรกิจส่วนตัวของครอบครัวเกี่ยวกับการทำเฟอร์นิเจอร์ เครื่องตกแต่งบ้าน เราต่างคนต่างแต่งงานมีครอบครัว เมื่อมีภาระยิ่งทำให้ไม่ได้ติดต่อกัน ทั้งที่อยู่ห่างกันแค่เอื้อม คนเราก็เป็นแบบนี้ล่ะค่ะ…เพื่อนเก่าๆ จะจากกันไปมีชีวิตของตนแต่ละวันก็มัวยุ่งอยู่กับลูกกับเมียหรือสามี

วันคืนผ่านไปเป็นเดือนเป็นปี และก็หลายๆ ปี มันเหมือนเราลืมกันสนิท แต่ถ้าเกิดเจอกันเราจะกระดี๊กระด๊า ความรู้สึกรักและผูกพันยังเหมือนเดิมทุกอย่าง!

กฤตกับดิฉันพบกันนานๆ ครั้งในงานเลี้ยงรุ่น ดิฉันไม่ได้ไปทุกปีหรอกค่ะ กฤตเองก็เช่นกัน ฉะนั้นเราก็ ไม่ได้พบกันทุกปีหรอก แต่เมื่อเกือบ 3 ปีก่อนเราไป งานเลี้ยงรุ่นกันทั้งคู่…และนั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่เราได้พบกัน!

ดิฉันขับรถไปส่งกฤตที่บ้านของเขาในคืนนั้น…ระหว่างทางเราพูดคุยกัน กฤตห่วงว่าดิฉันทำงานหนัก กลับบ้านก็ดึก บ้านอยู่ไกลถึงพุทธมณฑลสาย 4 โน่น บ้านสามีของดิฉันน่ะค่ะ

ที่จริงบ้านดิฉันอยู่ลาดพร้าวตอนกลางๆ ถนนสาย เดียวกับบ้านของกฤต เขาห่วงว่าดิฉันจะง่วงและหลับใน อีกอย่างหนึ่ง ดิฉันชอบเปิดวิทยุในรถเสียงดังๆ กฤตบอกว่าไม่ดีเลย…เขาดุเพราะห่วงใยดิฉันมากนั่นเอง

แต่แล้ว…เขากลับต้องเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุร้ายแรงหลังจากคืนนั้นไม่กี่วัน!

 

ขณะกำลังตกตะลึง ทำอะไรไม่ถูก ดิฉันรู้สึกว่ามีใครกระทืบบนหลังเท้าข้างที่เหยียบคันเร่ง…รถพุ่งปราดออก ไปเต็มแรงเหมือนลูกธนู ดิฉันรอดตายอย่างหวุดหวิด…รถไฟพุ่งผ่านท้ายรถไปชนิดฉิวเฉียด…คุณพระ ช่วย! กฤตนั่งอยู่บนเบาะที่นั่งข้างคนขับนี่เอง

ใบหน้าของเขาดูกระจ่างใส เขายิ้มให้ดิฉันก่อนจะเลือนหายไป…

ดิฉันหยุดรถ หมดแรงที่จะขับต่อคาสิโน ต้องรวบรวมสติอีกพักใหญ่จึงจะค่อยๆ ประคองรถไปให้ถึงโรงแรมที่พักได้…ตลอดเวลาก็คิดทบทวนว่ามันเกิดอะไรขึ้น?

กฤตตายตรงนี้!! เขาถูกรถไฟชนตายตรงที่ดิฉันเพิ่งผ่านมาหยกๆ และดิฉันก็เกือบพบกับมรณะแบบเดียวกับเขานั่นเอง!

นี่เป็นเพราะความตกใจทำให้ดิฉันเห็นภาพ และได้ยินเสียงเขาหรือคะ?

ดิฉันได้คำตอบอีกไม่กี่อึดใจต่อมา…นั่นคือ ที่หลังเท้าของดิฉันเจ็บมากๆ จริงสินะ! เมื่อตะกี้เขากระทืบคันเร่ง โดยเหยียบลงบนหลังเท้าของดิฉันแรงๆ ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ! วันรุ่งขึ้น หลังเท้าของดิฉันเขียวช้ำเป็นรอยใหญ่…มันเกิดขึ้นได้ยังไงคะ? หรือนี่คือร่องรอยที่กฤตฝากไว้จริงๆ?!

วิญญาณร้องไห้

วิญญาณทุกข์ – “แต่ท่านคะ อาหารของคนอื่นหรือจะอร่อยเท่ากับอาหารของลูกหลานเรา, บุญของคนอื่นหรือจะให้ความสุขเท่ากับบุญที่ลูกหลานทำให้, ลูกหลานของโยมเขาไม่ได้มาทำบุญให้โยมประมาณ 1 ปีแล้ว ทั้งๆ ที่บ้านเขาอยู่ใกล้วัดนี่เอง”

ได้ฟังดังนั้นก็อึ้งไปเหมือนกัน ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงตอบไปว่า

“อาตมา คงไปบอกเขาตรงๆ ไม่ได้หรอก เพราะถ้าญาติของโยมไม่มีศรัทธา หรือไม่มีความเชื่อในเรื่องนี้ เขาจะหาว่าพระมาหลอกเพราะไม่มีหลักฐานใดๆ จะไปยืนยันได้, เอาอย่างนี้ อาตมาจะเขียนบทความนี้ลงหนังสือไตรรัตน์ (และข่าวสด) ถ้ามีคนอ่านแล้วปฏิบัติตาม โยมก็จะได้บุญด้วยในฐานะที่เป็นต้นเหตุ, ตกลงนะ”

วิญญาณตอบว่า “แล้วแต่ท่านจะเห็นสมควรค่ะ”

หลังจากคุยกับวิญญาณเสร็จสิ้น ผู้เขียนก็เดินมาในศาลาการเปรียญวัด ซึ่งเป็นเวลาที่พระส่วนใหญ่สวดมนต์จบพอดี จึงได้ถามรองเจ้าอาวาสว่า

“หลวงพี่ คนชื่อนี้ๆ บ้านเขาอยู่ที่ไหน?”

ท่านรองตอบว่า “อยู่ใกล้ๆ วัดนี่เอง”

 

ในเวลา 18.00-19.30 น. ของทุกๆ วัน พระส่วนใหญ่ของที่นี่จะสวดมนต์เย็นที่ศาลาการเปรียญ (ไม่ได้สวดในโบสถ์เหมือนวัดทั่วๆ ไป) ผู้เขียน ขี้เกียจลงไปทำวัตรกับเขา แต่เลี่ยงมาเดินจงกรมที่รอบโบสถ์แทน

โบสถ์นี้อยู่ติดกับป่าช้าและเมรุ ห่างจากศาลาการเปรียญพอสมควร บริเวณรอบๆ โบสถ์ ทางวัดได้จัดทำเป็นกำแพงเก็บกระดูกคนตาย ปัจจุบันมีกระดูกเต็มเกือบทุกช่องแล้ว

เดินจงกรมไปมาสักพักความมืดก็เริ่มคืบคลานเข้ามา แต่ผู้เขียนไม่กลัวอะไร เพราะเป็นวัดที่เคยอยู่มาตั้งแต่เด็ก คิดอยู่ว่าวิญญาณที่อยู่ ณ วัดแห่งนี้ส่วนใหญ่เป็นญาติกับเรา

ขณะที่ตะวันตกดินไปนานแล้ว เดินไปมาสักพัก ได้ยินเสียงกรีดร้องโหยหวน ผู้เขียนก็เลยหยุดเดิน ตั้งใจเงี่ยหูฟัง เพื่อต้องการแยกแยะว่าเป็นเสียงอะไร

ช่วงแรกก็ยังงงๆ ว่าเป็นเสียงอะไรแน่เพราะไม่เข้าใจ สักพักได้ยินอีกก็ตั้งใจฟัง พอครั้งที่ 3 ได้ยินอีก แต่คราวนี้รู้แล้วว่าไม่ใช่เสียงคน เพราะเสียงกรีดร้องแบบนี้คือเสียงผี… (วิญญาณ) ผู้หญิงสูงอายุที่อยู่ตรงกำแพงโบสถ์

สักพัก ผู้เขียนหายใจเข้ายาวๆ ตั้งสติให้มั่น เดินตรงไปที่กำแพงโบสถ์ ต้นเสียงที่เก็บกระดูกคนตาย แล้วก็ถามเขาว่า “โยมมีอะไรหรือจึงกรีดร้องเสียงดัง?”

วิญญาณตอบว่า “อยากให้ท่านช่วยไปบอกลูกหลานของโยมหน่อยค่ะ ว่าให้มาทำบุญที่วัดนี้บ้าง เพราะลูกหลานของโยมไม่ได้มาวัดนานแล้ว โยมคิดถึง…ไปบอกให้เขามาทำบุญแม่เขาบ้าง”

ผู้เขียน – “แล้วบ้านเขาอยู่ไหน?”

วิญญาณ – “อยู่ใกล้ๆ วัดนี่เองค่ะ”

ผู้เขียน – “แล้วโยมอยู่ที่นี่ไม่ได้อนุโมทนาบุญกับคนอื่นๆ หรือเพราะที่วัดนี้มีคนมาทำบุญเป็นประจำอยู่แล้ว ทำไมจะต้องรอให้ลูกหลานทำบุญให้อย่างเดียวเล่า? อนุโมทนาบุญกับคนอื่นก็ได้”

 

“ผู้เขียน – “แล้วพวกลูกหลานเขาไม่มาทำบุญที่วัดหรอกหรือ?”

ท่านรอง – “ไม่เลย นับตั้งแต่เอากระดูกแม่มาไว้ที่กำแพงโบสถ์ก็หายไปไม่ได้มาทำบุญที่วัดอีกเลย หายไปเป็นปีแล้ว แม้พระจะบิณฑบาตหน้าบ้านก็ไม่ยอมใส่บาตรด้วยซ้ำ”

ได้ฟังดังนั้นก็ยิ่งประหลาดใจ เพราะข้อมูลที่ได้รับกับวิญญาณให้มาตรงกัน คิดอยู่ว่าสักวันหนึ่งจะเขียนบทความลงในหนังสือสักครั้ง เพิ่งจะมีโอกาสในฉบับนี้

ว่าแต่ว่า คุณผู้อ่านทำบุญให้คุณพ่อ – คุณแม่ครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่???

ข้อคิด….

“อย่ารอให้ลูกหลานทำบุญให้ ให้ทำบุญด้วยตนเองยามมีชีวิตเถิด ตายไปแล้ว ยากนักที่จะมีใครทำบุญให้” “เดี๋ยวนี้ท่านเปรียบเหมือนใบไม้เหลือง ยมทูตเล่าก็ปรากฏแก่ท่านแล้ว ทั้งท่านก็ยืนอยู่ที่ปากทางของความเสื่อม ทั้งเสบียงกรังของท่านก็ยังไม่มี”

 

ผีมาหลอก

 

ในที่สุด มีลูกค้าคนหนึ่งแนะนำให้หนูไปเรียนที่สวนลุมพินี เป็นศูนย์ฝึกวิชาชีพของรัฐบาล ไม่ต้องเสียค่าเรียน นอกจากอุปกรณ์เท่านั้นที่เราต้องหา ไปเอง

ที่นั่นเปิดสอนตั้งแต่สามโมงเช้าถึงสามโมงเย็น มีวิชาชีพให้เลือกหลายอย่างค่ะ ทั้งเย็บปักถักร้อย ตัดเย็บเสื้อผ้า จัดดอกไม้ เพนต์สีและเสริมสวย สำหรับผู้ชายก็มีแก้ทีวี ซ่อมคอมพิวเตอร์ ซ่อมรถยนต์ ตัดผม ฯลฯ ใครเรียนจบก็ใช้วิชาไปทำมาหากินได้เลย

คนที่ยังไม่มีงานทำหรือมีเวลามากพอก็จะเรียนทุกวัน หลักสูตรเดือนเดียวจบ แต่ถ้าเวลาน้อยแบบหนูก็ไปเรียนอาทิตย์ละวัน แต่ต้องใช้เวลานานถึง 6 เดือนจึงจะจบหลักสูตรรุ่นแรก น้าอ๋อยก็ใจดีให้หนูไปเรียนทุกอาทิตย์

ตอนเช้าๆ เย็นๆ จะมีหนุ่มสาวเดินกันขวักไขว่หลายร้อยคน อากาศดีเพราะมีต้นไม้ใหญ่ๆ เยอะแยะ สถานที่กว้างขวาง มีหลังคากันแดดกันฝน ใจจริงหนูอยากเรียนทุกวันด้วยซ้ำ จะได้จบรุ่นแรกเร็วๆ

วันแรกก็ได้เพื่อน 2-3 คน ต่อมาสนิทสนมอยู่คนหนึ่งชื่อส้มโอ หน้าตาสะสวย ผมยาว รูปร่างขาวบาง ปากติดยิ้มนิดๆ นิสัยชอบฟังมากกว่าพูด ตาใสน่ารักมากค่ะ ส้มโอมีชีวิตคล้ายๆ หนู คือมาจากตจว.และอยู่ร้านเสริมสวยเหมือนกัน มาหาความรู้เพิ่มเติมอาทิตย์ละวัน ตอนสายๆ วันอาทิตย์ก็ได้พบกันแล้ว พอบ่ายสามออกจากสวนลุมฯ เดินคุยกันสองคน อยากไปเที่ยวต่อก็ไม่มีเวลา เพราะต้องรีบไปทำงานที่ร้าน

วันหนึ่งมีผู้ชายมายืนรอส้มโอที่หน้าประตูด้านนอก เธอหันมายิ้มอายๆ ก่อนบอกเสียงเบา…ไปก่อนนะ วันนี้แฟนมารับ! หนูอดหัวเราะไม่ได้ บอกว่าโชคดีนะ….แต่อาทิตย์ต่อมาก็ไม่เห็นผู้ชายคนนั้นอีกเลย

เมื่อเข้าเดือนที่สองก็เรียนตัดเล็บ ทำเล็บ ครูให้จับคู่กันทำ แน่ล่ะค่ะ! หนูกับส้มโอก็จับคู่กันโดยไม่ต้องคิดอะไรให้เสียเวลา

มีการแช่มือและเท้าในอ่างน้ำสักพักแล้วใช้แปรงถูสบู่ขัดเล็บ เช็ดแห้งแล้วลงวาสลีนให้หนังนุ่มก่อนจะเช็ดออกเพื่อตัดหนังด้านๆ ออกไป เสร็จแล้วถึงจะตัดเล็บ ลงตะไบ ครูมาเดินดูยิ้มๆ เพราะรู้ว่าเรามีประสบการณ์มาพอสมควร

หนูจำได้ว่าวันนั้นอาทิตย์ที่หกพอดี เราผลัดกันทำเล็บโดยหนูทำให้ส้มโอก่อน เสร็จแล้วครูก็มาตรวจดูบอกว่าใช้ได้ พอถึงตาส้มโอทำให้หนูถึงได้สังเกตว่าใจลอยชอบกล เดี๋ยวๆ ก็หันไปมองข้างนอกที่มีคนเดินผ่านไปมา แล้วก็ถอนใจ….

หนูเห็นชัดเพราะส้มโอนั่งบนม้าเตี้ยๆ ต่ำกว่าหนู!

ตอนตัดหนังเล็บมือก็เผลอจนหนูเจ็บจี๊ด ร้องอุทานเบาๆ จนครูเดินมาดู นิ้วก้อยข้างซ้ายมีเลือดซึมเลยค่ะ ส้มโอกดแผล หน้าซีด พร่ำขอ โทษไม่ขาดปาก หนูบอกไม่เป็นไร…แต่ครูดุส้มโอที่ไม่ระวัง กับสอนให้ตั้งใจมากๆ ตอนตัดหนังตรงจมูกเล็บเพราะตัดยาก ถ้าไม่ประณีตจะโดนลูกค้าตำหนิเอาได้

วันนั้นส้มโอหน้าตาไม่สบายเลย ดูเป็นกังวลอะไรชอบกล จนถึงตอนพักเที่ยงออกไปกินอาหารกลางวันเธอก็เหลียวซ้ายแลขวาไม่หยุด หนูถามว่ามีอะไรก็บอกว่าเปล่า แต่หลบตาวูบวาบ ก่อนเข้าเรียนตอนบ่ายขอตัวไปห้องน้ำ แต่พอเริ่มเรียนแล้วเธอก็ยังไม่กลับมา

วันนั้นฟ้ามืดครึ้มคล้ายฝนจะตก จู่ๆ ส้มโอก็เข้ามานั่งข้างหนู ครูกำลังสอนเพิ่มเติมเรื่องตัดแต่งเล็บ รวมทั้งความสะอาดเครื่องมือต่างๆ เพื่อป้องกันการติดเชื้อ

ตอนเลิกเรียนมีฝนตกพรำๆ หนูเตรียมร่มไว้แล้วและกางเผื่อส้มโอด้วย เธอเงียบผิดปกติ ขณะที่เดินไปตามทางออกซึ่งมีต้นไม้เรียงราย คนอื่นๆ ก็รีบเดินบ้าง ร้องทักทายกันบ้าง มีคนเรียกชื่อหนูจนหันไปมอง เห็นพี่คนหนึ่งเรียนตัดเย็บร้องถามว่า….วันนี้กลับคนเดียวเหรอ? เพื่อนซี้หายไปไหน?

หนูหัวเราะเพราะนึกว่าโดนอำ แต่เมื่อหันกลับก็เห็นส้มโอเดินลิ่วๆ ไปจนใกล้ประตูรั้วแล้ว….ดูสับสนปนเปไปกับคนอื่นในสายฝนบางๆ แต่ก็ดูคล้ายจะหายไปเฉยๆ จนหนูขนลุกซ่าอย่างบอกไม่ถูก

วันรุ่งขึ้น หนูเห็นหนังสือพิมพ์ลงข่าวว่าผู้หญิงถูกชายคนรักแทงตายคาที่เพราะความหึงหวง หน้าสวนลุมฯ เวลาประมาณบ่ายสามโมง แล้วฆาตกรก็หลบหนีไป

หนังสือพิมพ์ร่วงจากมือ….หนูเห็นรูปถ่ายของส้มโอมองสบตาเศร้าๆ เหมือนจะบอกว่าลาก่อน เมื่อวานวิญญาณเธอกลับมาเรียนหรือมาลาหนูกันแน่คะ?

ผีของเล่น

คุณยายสมรเป็นคนตัวดำ อ้วนใหญ่ ปากร้าย แต่บางทีก็ดีใจหายได้เหมือนกัน…ตอนเสียชีวิตน่ะอายุ 76 ค่ะ โรคร้ายรุมเร้าสารพัด…ก่อนตายก็เป็นโรคงูสวัดอีกด้วยค่ะ!

ดูๆ ก็น่าสงสารเพราะไข้ขึ้นสูง ปวดและอ่อนเพลียจนลุกไม่ได้เลย…ต้องหอบหิ้วกันไปส่งโรงพยาบาล ทั้งที่โรคงูสวัดนี่เป็นแล้วก็หายได้ นะคะ แต่อาการคุณยายหนักมาก ดิฉันเป็นคน เฝ้าไข้เพราะตรงกับปิดเทอมใหญ่…ไม่ได้คิดว่า จะตาย นอกจากวันสองวันก็กลับได้

คุณยายเลยไม่ต้องจ้างคนรับใช้ ดิฉันกับแม่นี่แหละทำงานกันแทบทั้งวัน และต้องอดทนเมื่อถูกดุด่า บอกตรงๆ ว่าดิฉันไม่รักคุณยายสมรใจร้ายหรอกค่ะ

เวลาท่านดุแม่น่ะดิฉันเจ็บใจจริงๆ คุณยายเป็นคนเจ้าระเบียบ เอาแต่ใจตัวเอง ชอบระบายอารมณ์เอากับเราสองแม่ลูก จริงๆ แล้วท่านฐานะร่ำรวย มีลูกชายหญิงรวมแล้วถึงห้าคน แต่ทุกคนแต่งงานแล้วแยกบ้านไปหมด ไม่มีใครทนอยู่ด้วยหรอกค่ะ อยากปากร้ายนักนี่

เมื่อไปอยู่โรงพยาบาลราว 3-4 วัน คุณยายสมรก็ดูค่อยยังชั่วขึ้น พูดจาได้ แม้จะอ่อนระโหยโรยแรง แต่ก็ดีกว่าอยู่ที่บ้านซึ่งได้แต่กลอกตา

ทีแรกก็ดูดี แต่ตอนหลังๆ ชักเพ้อพิกล บางที ก็พูดกับใครที่มองไม่เห็นตัว ดิฉันก็กลัวซิคะ …แหม! อยู่โรงพยาบาลนี่นา เล่นพูดคุยกับอะไรไม่รู้ที่มาอยู่รอบๆ เตียง!

สายตาคุณยายสมรมักมองตามสิ่งที่ดิฉันมอง ไม่เห็น บางครั้งก็ยิ้มหรือหัวเราะเบาๆ เหมือนดูเด็กเล็กๆ วิ่งซนอยู่

พลบค่ำวันหนึ่ง ดิฉันอ่านหนังสือธรรมะให้คุณยายฟัง ขณะอ่านก็เห็นเงาแว่บๆ เหมือนมีใครเดินผ่านไป รีบเงยหน้าทันทีแต่ไม่มีใครสักคน…เราคงตาฝาดมั้ง! แต่แล้วเงานั้นก็ปรากฏขึ้นเรื่อยๆ ดิฉันเห็นจากทางหางตาเท่านั้น ถ้าหันไปมองตรงๆ ก็ไม่มีอะไร

สิ่งที่น่ากลัวคือ อยู่ดีๆ คุณยายถามว่าเห็นตุ๊กตา 2 ตัวที่มานั่งปลายเตียงนั่นมั้ย? แหม! ดิฉันแทบจะกลับบ้านทันทีเลยค่ะ คงเข้าใจนะคะว่ามันหลอนน่าดู

ยิ่งคนกลัวผี และนี่ก็เป็นโรงพยาบาลด้วยนะ!!

ถึงจะกลัวแค่ไหนก็ต้องทนอยู่ให้ได้ ตอนดึกๆ คุณยายหลับสนิทไปแล้ว ส่วนดิฉันยังไม่กล้าหลับตา…เป็นแบบนี้มา 2-3 คืนแล้วค่ะ พอง่วงมากก็จะผล็อยหลับไปเอง…แต่ก่อนหลับจะคอยลืมตามองรอบห้องอยู่หลาย ครั้ง

คืนนั้น พอเคลิ้มๆ ก็เห็นเด็กผมจุก 2 คน ท่าทางเป็นเด็กผู้ชาย นุ่งโจงกระเบนสีแดง มีสังวาลพาดอยู่ช่วงบนของลำตัวที่เปลือยเปล่า เด็กทั้งสองวิ่งเล่นรอบเตียงที่คุณยายสมรหลับอยู่…ดิฉันผวาสะดุ้งตื่นยัง แว่วเสียงเด็กหัวเราะเต็มหู แล้วค่อยๆ จางหายไปในที่สุด

เอ…ท่าจะฝันไปเองละมั้ง?” ความกลัวคงออกฤทธิ์ ผสมกับคำว่า “ตุ๊กตา 2 ตัว” ที่คุณยายสมรพูดเลยเก็บไปฝัน

รุ่งขึ้น คุณยายมีไข้ต่ำๆ แต่ตาลอย หน้าเหลืองนวล ดูสวยเชียวละทั้งๆ ที่เป็นคนอ้วนดำ ไม่น่าเชื่อเลยค่ะ! ดิฉันยังชมว่าคุณยายสวย…พอแม่มาเยี่ยม แม่ก็แอบกระซิบว่าเฝ้าคุณยายให้ดีนะ แม่สังหรณ์ใจยังไงไม่รู้

พอตกกลางคืน แม่ต้องกลับไปดูแลบ้าน ดิฉันเฝ้าไข้คุณยายตามเดิม

อีกแล้วค่ะ! พอนั่งเพลินๆ ก็เห็นอะไรแว่บหนึ่งทางหางตา คราวนี้เห็นสีแดงๆ มันทำให้นึกถึงร่างเล็กๆ ที่นุ่งโจงกระเบนแดง…ทันใดนั้น คุณยายสมรก็พูดขึ้นว่า “มารับแล้วเหรอจ๊ะ…เอาล่ะ! จะไปเดี๋ยวนี่ละนะ” แล้วก็เงียบเสียงไป

ดิฉันเห็นคุณยายเหม่อมองเพดาน นึกว่าท่านเพ้ออีกก็เลยจับแขนเขย่าเบาๆ

ต้องโทรศัพท์ตามลูกๆ ของท่านมาดูใจ…

คุณยายสมรสิ้นลมหายใจในคืนนั้น…เมื่อดิฉันเล่าเรื่องตุ๊กตา 2 ตัว หรือเด็กหัวจุก 2 คนที่เราเห็นเหมือนๆ กัน ใครๆ ที่ได้ฟังเรื่องนี้จะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า…นั่นคือยมทูต! น่าขนหัวลุกจังเลยนะคะ!

“ตุ๊กตา 2 ตัวนั่นมารับยาย! เห็นมั้ย…” เสียงแหบแห้งสั่นเครือดังขึ้นเล่นเอาผวา

“อะไร นะคะ…” ดิฉันได้ยินเสียงตัวเองราวคนใกล้จะร้องไห้เต็มที มือเท้าเย็นไปหมด แต่คุณยายกลับยิ้มนิดๆ พูดเสียงเบาแต่สดใสเหลือเชื่อ มันสั่นประสาทดิฉันสุดขีดจริงๆ ค่ะ

“เด็กหัวจุกโจงกระเบนแดงน่ะ น่ารักมาก… มาซีจ๊ะ แล้วเราจะได้ไปด้วยกัน!”

ราว สองชั่วโมงต่อมา คุณยายก็อาการทรุด ไม่รู้สึกตัว หมอและพยาบาลวิ่งกันวุ่น แต่ก็หมดหวัง …ชีวิตดิ้นรนที่จะออกจากร่างกายทรุดโทรม ใกล้หมดสภาพเต็มทีแล้ว…จนสำเร็จในที่สุด

ผีฟ้า

Ghost
พี่ฟ้าช่างคิดช่างฝัน ชอบมองดูต้นลั่นทมใหญ่หน้าบ้าน มีกิ่งก้านมากมาย เวลาออกดอกสีแดงหอมฟุ้ง… เขาว่าไม่ควรปลูกในบ้าน เพราะชื่อลั่นทมคล้ายๆ กับ “ระทม” ควรปลูกในวัดมากกว่า แต่พ่อแม่พี่ฟ้าไม่ถือค่ะ ปลูกทั้งมะม่วง ขนุน มะตูม ปีบ ลิ้นฟ้า ตีนเป็ด ทับทิมและวาสนา…ปะปนกันไปหมด

พวกสาวๆ ในหมู่บ้านก็ชอบมาขอเก็บลั่นทมบ่อยๆ พี่ฟ้าไม่หวงเลย บอกให้เก็บตามสบาย เคยบอกหนูด้วยว่า…อยากขึ้นไปนั่งบนกิ่งลั่นทมสูงๆ มองดูดาว คิดว่านั่งอยู่ที่กิ่งจันทร์ตามใจฝันไงคะ!

ตอนโรงเรียนปิดเทอมตุลาคม พี่ฟ้าขออนุญาตพ่อแม่ไปเที่ยวหัวหินกับเพื่อนๆ น่าอิจฉาจังเลย… หนูอยากไปเที่ยวมั่งแต่พ่อแม่ไม่ว่าง และไม่ยอมให้ไปกับเพื่อนๆ ค่ะ

คืนแรกที่พี่ฟ้าไปหัวหิน หนูก็ฝันถึงเธอ…

ในฝันนั้น พี่ฟ้ากำลังเล่นน้ำทะเลกับเพื่อนๆ แถมโบกมือให้ด้วย เสียงคลื่นซัดหาดกับเสียงหัวเราะเริงร่าของพวกสาวๆ รุ่นพี่ ทำให้หนูอยากจะโผลงน้ำ แหวก ว่ายให้ชื่นฉ่ำใจจริงๆ ค่ะ

สงสัยว่าจิตใจของเราคงจะผูกพันกันมาก เหมือนเครื่องส่งกับเครื่องรับ เพียงแต่หนูไม่รู้ว่าใครเป็นคนส่งคนรับกันแน่…คงเป็นเพราะหนูคิดถึงเธอพอๆ กับพี่ฟ้าคิดถึงหนูก็ได้ค่ะ

คืนต่อมาหนูก็ฝันถึงพี่ฟ้าอีกนะคะ!

คราวนี้ไม่ใช่ที่หาดทรายชายทะเลแล้ว แต่เป็นที่หน้าบ้านเรานี่เอง…พี่ฟ้าขึ้นไปนั่งอยู่บนกิ่งใหญ่เกือบบนสุด ของต้นลั่นทมแดง ไม่รู้ว่าเธอขึ้นไปตอนไหน เพราะหนูเห็นเมื่อพี่ฟ้ากำลังนั่งเงยหน้ามองดาวอย่างผาสุกจนน่าอิจฉา ผมยาวสยายของเธอปลิวไสวตามแรงลมน่ามองจังเลย

“พี่ฟ้าๆ” หนูเรียกเบาๆ แต่เธอคงไม่ได้ยินเพราะอยู่สูงเหลือเกิน แต่สักครู่…ราวกับจะรู้ว่าหนูกำลังแหงนมอง เพราะเธอก้มลงมายิ้มหวาน โบกมือให้อย่างร่าเริง

พี่ฟ้าสวยมากๆ จนไม่รู้จะบอกยังไง เธอสวยเหมือนนางฟ้าสมชื่อ นิสัยใจคอก็ดีมากเลย สุภาพเรียบร้อย อ่อนโยน พูดเสียงหวาน คิ้วโก่งเหมือน วงพระจันทร์ นัยน์ตาโตและดำขลับ สุกใสไม่ต่างกับดวงดาว

เธอเคยถามหนูว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร? หนูตอบทันทีเลยว่า…อยากสวยเหมือนพี่ฟ้าค่ะ! เธอหัวเราะกิ๊ก กอดหนูแน่นเชียว

“แล้วพี่ฟ้าล่ะคะ อยากเป็นอะไร?”

“อยากเป็นนางฟ้าจริงๆ น่ะซีจ๊ะ นางฟ้าที่นั่งห้อยขาอยู่บนเสี้ยวจันทร์เหมือนนั่งชิงช้า จะได้มองดูดาวนับล้านๆ ดวงรอบตัวใกล้ๆ คงจะมีความสุขมากๆ เลยนะจ๊ะ”

แหม! ดูเผินๆ เหมือนพี่ฟ้ากำลังนั่งอยู่บนกิ่งจันทร์จริงๆ ค่ะ แต่ใจหนูรู้ว่าเป็นกิ่งลั่นทม กลัวเธอจะพลัดตกลงมาน่ะซีคะ…ก็เธอนั่งท่าทางสบายๆ ราวกับนั่งคุยกับหนูที่ม้าหินริมรั้วข้างบ้านอย่างนั้นแหละ

เอ…เขาว่ากิ่งลั่นทมมันเปราะ หักง่ายไม่ใช่เหรอคะ? แต่หนูว่าคงไม่จริงมั้ง ไม่งั้นพี่ฟ้าคนสวยจะนั่งห้อยขาตามสบายได้ไง? หรือไม่ก็เพราะเธอร่างเล็กบอบบางเหมือนนางฟ้าที่ล่องลอยในเทพนิยาย มือถือคทา มีดวงดาวจิ๋วๆ ส่องแสงด้วยล่ะค่ะ

พี่ฟ้าบอกว่าไปเที่ยวสองคืน จะซื้อเปลือกหอยสวยๆ ที่หัวหินกับขนมอร่อยๆ ที่เมืองเพชรมาฝากหนูด้วยล่ะ…

เย็นนี้เธอก็จะกลับบ้านแล้ว!

นั่นไงคะ…พอหนูวิ่งตื๋อออกจากบ้าน ก็เห็นพี่ฟ้ากำลังนั่งอยู่บนกิ่งลั่นทมแดงเหมือนกับในความฝันพอดี หนูตะโกนเรียกอย่างดีใจ…พี่ฟ้าๆ พี่ฟ้ามาแล้ว! เที่ยวหัวหินสนุกไหมคะ? ซื้อหอยสวยๆ กับขนมอร่อยๆ มาฝากหนูหรือเปล่า?

พี่ฟ้าก้มลงมอง โบกมือให้หนูหย็อยๆ แหม! มาถึงก็ซนเลยนะ! หนูนึกขณะวิ่งผ่านรั้วเข้าประตูเปิดกว้าง …หันไปมองทางต้นลั่นทมแดงก็ไม่เห็นพี่สาวคนสวยของหนูเสียแล้ว

หนูตกตะลึง ใจหายวูบ ขนลุกซ่าไปทั้งตัวด้วยสัญชาตญาณอะไรบางอย่าง…

จริงด้วยค่ะ! รถพี่ฟ้าเกิดอุบัติเหตุรถคว่ำที่เขาย้อย คนอื่นๆ แค่ฟกช้ำดำเขียว แต่พี่ฟ้าของหนูคอหักตายคาที่…ขอให้วิญญาณของเธอล่องลอยขึ้นไปนั่งบนกิ่ง จันทร์ ชมหมู่ดาวระยิบระยับอย่างผาสุกตลอดไปนะคะ!

Debt of ghosts

ตำนานผีI had trouble in the past when a teenager ten years ago remains. Or to narrow it is the rockers. Students – what about the gangster thing. I like the beat of a different color Chariots. Until the injury is regularly varying.

What it lacked was a new one. It has both a sword and gun Sparta actually had a pen gun.

Evening classes, be careful not to hit “All Night Long” are back together as a group. The bus was padlocked. If I screw up the crowd antagonists may be responsible for a simple salad.

I know that each partner. Perhaps the attack at a bus stop. Villagers flee scattering. I sometimes play two at a time on buses. What other innocent people will be involved in I crossfire varying the Nemesis is shot to death with it. I seriously wounded. News in the fall. ETO on TV frequently. Up to now.

I have a friend whose name I’m sure. Because we love each other like services. Beginning with the time it was 7-8 years ago.

‘m A skinny little bastard China will not embarrass the surface of the heart, not exceeding 5 per one stream dedicated to my life. I ended up having to go to the hospital for several days. But it is a serious opponent to 2-3 people.

What is the line we’ll hit it one day on the street nearby. The bus stop is disorienting.

A group of teenagers find their way to the surface, it’s nothing unusual. But I noticed one chance to reach around the back neck intuitively sensing shouted Oi! Oh look …

Long drawn out the sword quickly. I’m singing while moving to run the kind of death is dead!

The sword broke because I have to run. I saw him. I drew out two burning immediately. I pushed the pace a friend immediately thrown to the wayside.

Gunfire mingled with the sound. Followed by a smack. I’m up. Teens are turning to run from Soi. I quickly grabbed it and ran by friends. The controversy around the ears with cries of women.

It appears that a young man from drowning in his own blood. I writhe and groan in pain … extreme red light blue shirt. Soaked with fresh blood.

Good Samaritan speedily help. I pull your hands defies fled. I have not run into a cop that my party was the sniper … because I’m grateful for. This is inconceivable.

“If I can not push the interviewee to me! If a woman is to be arrested as well … I owe u my life “.

I do not think that any more cuts as “I like it I do not like”.

I’m really torn about two weeks later and was killed by enemy trap. Both a knife and a gun crowd salad to death on the streets of Soi home evening. Later learned to trap Wacoal carry out night for several days. But there will also be no night life to sacrifice as well.

I have a serious casualties media fanfare even as the police are here to keep my silence … I love my body. I cry when I see sad eyes. We looked in front of the coffin. It’s like background noise.

“Forgive them. I still owe me … “.

But I would ask forgiveness of one another. Let your spirits to get to like it. I’m reminded of the Lord … almost every day. That would be a dream to some, but I never dreamed even once.

Until that night … I was dozing just background noise coming from the front is called a semi-dream, half reality. I got to the window, they saw no one. The dense trees in the light. Go back to sleep … but soon heard the call again. This time around the ears.

I got to see it. I’m floating the eyes see thee. View as regular as it used to be. I heard a voice as clear as … I owe my life!

Face it, the vast majority. Become a dark iris. I think the answer to that myself too … so be it! I felt it was plunged into a deep sleep to fall into the bottomless pit of hell.

I wake up, I wake up. I wracked my entire body. Dry mouth, throat, a high fever due to the scorching heat. Mary had to take a drug. To rest until the fever is gone … I sleep about 2 days and I can see the face of the bit. Fever greater than before.

Enough relief that I was lucky I had a fever. The day before they strike again. At school, I was hit by severe if 2-3 people may be ill or sick at home.

I’m reminded of the debt he bumps … I really live for? Since then, I never dreamed that I’m seeing.

เจตนารมณ์แห่งภูตผี

ก่เขา ออกจากเผ่าของเขาที่จะทำงานกับ Lumbermen สีขาวเขาเปลี่ยนชื่อของเขากับวิลเลียมเมฆและ Lumberjacks เริ่มเรียกเขาว่า “เมฆ”. พวกเขาชอบที่จะได้ยินมีเมฆบอกเล่าเรื่องราวของภูตผีที่อาศัยอยู่ในลำห้ว ยที่ขับเคลื่อนท้องถิ่น เข้าสู่ระบบราง ภูตผีเป็นสิ่งมีชีวิตที่ชั่วร้ายที่ต้องการอะไรมากไปกว่าการห่อแขนยาวของรอบมนุษย์หรือสัตว์และดึงพวกเขาลงไปในน้ำที่จะจมน้ำ

ฝนตกฤดูใบไม้ผลิที่หนักและยาวและลำห้วยถูกน้ำท่วมเกือบถึงความจุ คืนหนึ่งมีพายุคำสั่งให้ลดประตูของรางและส่งบันทึกล่องไปโรงงาน ความคิดของการออกไปข้างนอกในพายุไม่ได้อุทธรณ์ไปยังทุกคนและเพื่อให้คนเข้ามาหลอด มีเมฆมาด้วยระยะหนึ่ง
เจตภูตในลำห้วย

เขากอดเสื้อของเขาไว้แน่นรอบ ๆ ตัวเขาในขณะที่เขาทำทางของเขาอย่างเงียบ ๆ ตลอดทั้งคืนดำมืดไปน้ำตกล็อก ในขณะที่เขาได้รับการปล่อยตัวขาแรกที่เขาได้ยินเสียงขู่ฟ่อเหม็นจากข้างแพลอยของล็อก มีเมฆหันหัวของเขาและเห็นรูปแบบพิสดารเพิ่มขึ้นจากกระแสหมุนวน ใบหน้าของมันถูกล้อมกรอบโดยป่าผมวัชพืชเกลื่อนและเครื่องชั่งน้ำหนักปลิ้นปล้อนมืดคลุมร่างของดัดได้

มีเมฆดึงเมามันที่ขาสุดท้ายกระตือรือร้นที่จะเสร็จสิ้นภารกิจของเขาและได้รับไป แต่ขาติดอยู่ครึ่งหนึ่งออก ทันใดนั้นสิ่งมีชีวิตพุ่งออกมาจากน้ำ มีเมฆกระโจนกลับหนีขึ้นเส้นทางไปยังห้องโดยสาร ด้านหลังของเขาภูตผี howled มีเมฆเพิ่มความเร็วของเขาทำงานอยู่ในความมืดสุ่มสี่สุ่มห้า

แล้วภูตผีหล่นลงมาจากกิ่งไม้ของต้นไม้ที่เหมาะสมในด้านหน้าของเขา, การปิดกั้นทางของเขา ดวงตาสีเหลืองของ glowed และแสงจันทร์ glinted กับผิวลื่นไหลของ ยาวของแขนบางยืดออกไปทางเขาผ่านพายุที่พัดกระหน่ำกรงเล็บขยาย เขาให้ตะโกนดังหนึ่งของความสิ้นหวัง แต่การเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วของกรงเล็บที่คมกริบตัดเสียงร้องของเขาและป่าจู่ ๆ ก็ยังคงอีกครั้ง

ย้อนกลับไปในห้องโดยสาร, Lumbermen รอที่จะกลับมีเมฆ แล้วอีธานเป็นเพื่อนที่ดีของเมฆอาสาลงไปทางลาดเข้าสู่ระบบและมองหาเขา ตัดไม้อื่น ๆ อีกหลายตัดสินใจที่จะเข้าร่วมการค้นหา

ภายในเวลาสิบนาทีผู้ชายกำลังยืนอยู่ติดกับประตู พวกเขาลดลงไปโคมไฟระดับน้ำวิ่งและมองเข้าไปในส่วนลึก อีธานให้ความคมชัดร้องไห้ทันทีเมื่อเขาเห็นใบหน้าแหลกเหลวจากท้องฟ้า ตัดไม้ยกประตูและดึงเมฆกับหอกเสา ร่างกายของเขาได้รับการหั่นเป็นริบบิ้นและหัวของเขาถูกตัดออกเกือบทั้งหมด ข่าวฆาตกรรมภูตผีในลำห้วยแพร่กระจายอย่างรวดเร็วผ่านค่ายไม้

สัปดาห์หลังจากการตายของเมฆของอีธานถูกปลุกให้ตื่นด้วยแสงสีฟ้าที่แปลกบนเตียงของเขา เขาเปิดตาของเขาและพบว่าตัวเองจ้องมองเข้าไปในใบหน้าของวิลเลียมมีเมฆ จิตวิญญาณเตือนอีธานที่ภูตผีได้ทำเครื่องหมายอีธานสำหรับเหยื่อต่อไปของมัน เช้าตรู่อีธานเก็บข้าวของเขาและออกจากค่าย ในทางของเขาออกมาเขาบอกเรื่องราวของเขาไปไม่กี่ของ Lumbermen และในไม่ช้าคำเตือนของเมฆแผ่กระจายไปทั่วค่าย โดยพระอาทิตย์ตกดินก็ถูกทิ้งร้างอย่างสิ้นเชิง

รางล็อกทรุดโทรมลงอย่างช้า ๆ และร่วงไปไม่เคยที่จะถูกแทนที่ ภูตผียังสิงสถิตอยู่ในกระแสการเฝ้าดูการเหยื่ออีกคนหนึ่ง แต่ก็รอเก้อสำหรับผีของเมฆจะปรากฏขึ้นเพื่อทุกคนโง่พอที่จะเดินใกล้กับลำธารเตือนพวกเขาออกไปด้วยเสียงกรีดร้องคร่ำครวญสาหัสและเจาะ

DEAD walking

She was the eldest child. I get this one. My other two are real men. But hurry … I do not like to be like her excellence in university government. But her father said that at this outstanding business. To send their children to study the subject.

But it is the love of friends and teachers. I love all the vendors. But then on the last midterm year. I was sick … not physical illness. However, a severe mental illness?

She started crying eye every hour on the course. At first, no one knows what it is to revive. She was sobbing now … I did not want to leave my university back home … she says at 5-6 pm, the sun is a very sad time for her.

We’re category. Everyone is worried. I talk way to help solve the problem, but it’s too late … we know that she attempted suicide. Her brother’s neck, but it can help. She soon cut a bullet wound wrist. She is now in hospital.

One morning I could see the shock announcement on board … I invite to my funeral.

The board said it was an accident. But the real story is. Window shutters banging her hospital wrist slitting his throat cut and the poor.

I really like that sensitive as I was already very smooth, but I have no other gossip bizarrely sad that I have to the poor. Father exhorted the soldiers scolded like children very much. Higher education. Children need to learn it. Points is excellent. Oh, that I had done from the beginning … she was the one to come. If it is the second one I got hit soften it.

But it was not until she came to the university 24 hours ago!

There are many people who like to be her. I enjoy that we mistakenly.

But that evening. The outcry janitor aged around 50 out of the library so demoralized appearance. Children play near the seven days that I panicked as well.

I was told that when you close the library. I went exploring. See young female student sitting alone. I think I’ll go back home I turned on the child lock features. I do not see it … but I grew up on a girl student gradually enlarged until I realized that it was haunted.

We went to the library I often I come across a lot. Both broad daylight. And went to the library to pack.

Some people will find her sitting on the floor. Reading is hindered by the various niches.

Sometimes shirk his back seat alone. Along with the other people.

That spirit lingers on in college. Yet, as she is still alive!

Tell me how I was intimidated when I walk around like I went forward. But I was shocked that we are in a row … it was her turn to smile as I ran in panic.

The worst occurred last completed.

That many of us will go to detention because I almost threw up. Evening school students. The lonely atmosphere. I do not even have one … I think I even forgot it.

We say then that I was lost in the darkness. I believe that ghosts are real. But I was happy. And would love to haunt her in college a long time!
But then I Sam. Assuming your friend over to look at the library on the 5th floor and there was a shock … and remain so. We can make jewelry according to my eyes … it looked like we were almost 10 people there, as there choreographed to.

I just stand in front of the library. Despite the dark we remember her. White teeth smile. Students dressed. No offense looked like alive. She was smiling and waving at us cheerfully bright.

Sam’s voice trembled as he asked … see it?

ผีหลอกนักกีฬาไทย

Ghost

“น้องเล็ก” ชนาธิป ซ้อนขำ ที่คว้าโควตาไปโอลิมปิกเกมส์ 2012 ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ในรุ่น 49 กก. หญิง จากการแข่งขันรอบคัดเลือกโซนเอเชีย ที่ไทย เป็นเจ้าภาพ เปิดเผยว่า ช่วงก่อนการแข่งขันโอลิมปิกรอบคัดเลือก ตนและเพื่อนทุกคนต้องเข้าพักและเก็บตัวฝึกซ้อมที่ศูนย์ฝึกแห่งใหม่ พบว่า ทุกคืนเวลาตีสองครึ่ง ตัวเองจะต้องสะดุ้งตื่น เหมือนมีคนมากระซิบข้างหูปลุก บางคืนก็ข่มตาหลับได้ แต่บางคืนก็นอนไม่หลับจนถึงเช้า แถมยังต้องตื่นมาซ้อมในตอนเช้าเวลา 08.00 น. ทุกวัน ทำให้สภาพร่างกายอิดโรย จนเกือบต้องเข้าโรงพยาบาลเลยทีเดียว

“เล็กมีเพื่อนรุ่นพี่คนหนึ่งที่เขามีสัมผัส (เซนส์) ในเรื่องนี้ เขาบอกว่าเป็นวิญญาณเร่ร่อนมาขอส่วนบุญ เล็กก็ไปทำบุญสังฆทานให้ แต่ก็ยังเจออยู่เรื่อยๆ บางทีก็มาเป็นเสียงกระซิบ เสียงผู้หญิง ฟังไม่รู้เรื่องว่า เขาพูดอะไร เหมือนเขาอยู่ที่ตรงนั้นมาก่อนที่เราจะสร้างสมาคม เขาก็ไม่ได้มาหลอกหรือทำอะไรเรา เพราะเล็กเป็นคนที่ก่อนนอนต้องสวดมนต์ ชอบทำบุญอะไรอย่างนี้ เขาเลยมาขอจากเรา” น้องเล็ก กล่าว

ด้าน “น้องจูน” รังสิยา นิสัยสม เจ้าของแชมป์โลกคนล่าสุด กล่าวว่า ตนก็เคยพบภาพหลอนเช่นนี้ และเคยเห็นเป็นตัวเป็นตนด้วย โดยเตียงที่พักของแคมป์ทีมชาติ จะเป็นเตียงนอนสองชั้น ตนเองจะนอนอยู่ชั้นสอง ใกล้ๆ กับที่นอนของ “เล็ก” ชนาธิป ที่นอนชั้นสองเช่นกัน มีอยู่คืนหนึ่ง ราวตีสองครึ่ง สะดุ้งตื่นขึ้นมา แล้วเห็นเงาเป็นรูปคนชัดเจน เป็นผู้หญิงผมยาวประมาณกลางหลัง ยืนเกาะราวบันไดเตียง แล้วก้มมองที่ขาของเพื่อนอยู่ ตอนแรกก็คิดว่า ตัวเองตาฝาด แต่พอตื่นขึ้นไปคุยกัน ก็ปรากฏว่า “เล็ก” เองก็รู้สึกเหมือนมีคนมายืนจับขาไว้ในคืนนั้นเช่นกัน ทำให้ทุกคนรู้สึกหวาดผวามาก

“อีกเรื่องก็คือ ตอนดึกแล้วประมาณตีสองครึ่งเหมือนกัน จูนตื่นขึ้นมา มองไปที่เตียงข้างๆ นักกีฬารุ่นน้องชื่อ ศิริพร บวบสด หรือน้องจิ๊บ เห็นน้องเขาหลับสนิท แล้วห่มผ้าถึงคอ แต่เรามองว่า ทำไมผ้าห่มมันโป่งๆ ก็เลยเดินไปเปิดผ้าห่มดู เห็นเป็นเด็กตัวเล็กๆ เต็มสองลูกตา แล้วเขาก็วิ่งผ่านตัวจูนหายไปเลย จูนรู้สึกขนลุกและตกใจมากๆ คิดว่า เราตาฝาดไปรึเปล่า” รังสิยา กล่าว

ด้าน “บิ๊กชา” นายปรีชา ต่อตระกูล อุปนายกสมาคม เผยว่า เพิ่งรับทราบเรื่องนี้จากสื่อมวลชน และไม่เคยคิดมาก่อนว่า จะมีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น โดยเฉพาะเรื่องลี้ลับแบบนี้ เพราะมันเป็นความเชื่อส่วนบุคคล ที่ผ่านมาก็ไม่เคยได้ยินนักกีฬาพูดให้ฟัง แต่เมื่อมีเรื่องราวแบบนี้เกิดขึ้น สมาคมคงจะหาวันที่เหมาะสมเพื่อทำบุญขึ้นบ้านหลังใหม่ ภายใน กกท. หัวหมาก คาดว่า น่าจะเป็นช่วงหลังปีใหม่ โดยในวันที่ 20 ธันวาคมนี้ นักกีฬาทุกคนจะเข้าแคมป์เก็บตัวฝึกซ้อมแล้ว  ส่วนตัวจะสอบถามเรื่องราวทั้งหมดที่ผ่านมา และหาทางช่วยเหลือเต็มที่ทั้งด้านจิตใจ และการทำบุญอุทิศส่วนกุศลต่างๆ ไปให้เพื่อความสบายใจของเด็ก ๆ ทุกคน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่นักเทควันโดทีมชาติไทย ได้ย้ายสถานที่เก็บตัว เข้าไปนอนในศูนย์ฝึกกีฬาเทควันโดแห่งชาติ ภายในการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) หัวหมาก ซึ่งสร้างขึ้นมาใหม่มูลค่ากว่า 30 ล้านบาท ที่เพิ่งเปิดใช้งานเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ปรากฏว่า นักกีฬาบางรายต้องพบกับเหตุการณ์แปลกๆ ในช่วงกลางดึก ที่สร้างความผวาดผวามาจนถึงทุกวันนี้