ยักษ์ร้อยตา

16 entries have been tagged with ยักษ์ร้อยตา.

คืนเรียกผี

ป้าแจ่มร่างเล็กบาง ผมดัดสั้นๆ ขาวโพลนเหมือนปุยสำลี…ยายเคยชมป้าแจ่มต่อหน้า ยังติดหูติดใจดิฉันมาจนถึงทุกวันนี้

“แม่แจ่มผมขาวสวย น่าอิจฉาจริงๆ เพราะฉันใจไม่ถึงเหมือนแม่แจ่ม ไม่กล้าปล่อยขาว เลยต้องย้อมผมเดือนละครั้ง”

สามี ป้าแจ่มเสียชีวิตไปเกือบสิบปี อยู่กับลูกๆ หลานๆ อีกหลายคน ตัวเองเป็นครูเก่า ออกมารับบำนาญกินทุกเดือนไม่เดือดร้อน ถึงสิ้นเดือนก็แต่งตัวออกไปรับบำนาญ ขากลับจะมีขนมและผลไม้มาฝากหลานๆ และเด็กข้างบ้านอย่างดิฉันกับพี่น้องเป็นประจำ

บ้านติดกันคือบ้านป้าแจ่ม อายุ 70 เศษ รุ่นเดียวกับยายดิฉัน แต่แม่เรียกว่าป้าแจ่ม ดิฉันกับพี่ๆ น้องๆ ก็พลอยเรียกป้าแจ่มไปด้วย สังเกตว่าถ้าได้ยินพวกเราเรียกแบบนี้ทีไร ป้าแจ่มจะยิ้มละไม นัยน์ตาเป็นประกายด้วยความขบขันระคนพออกพอใจมากๆ เลย

 

เมื่อดิฉันเรียน ม.ปลาย ป้าแจ่มก็ไม่ต้องไปรับบำนาญแล้ว แกบอกว่าตอนนี้เขาโอนเงินเข้าบัญชีให้เลย ดิฉันกับเพื่อนๆ ที่เคยไปวิ่งเล่นที่บ้านป้าแจ่ม ไปมาหาสู่กันเป็นประจำตั้งแต่เด็กจนรุ่นสาว ก็ยังไปหาป้าแจ่มตอนเย็น หรือไม่ก็วันเสาร์วันอาทิตย์อยู่เสมอ

ป้าแจ่มมีเก้าอี้นวมตัวโปรดอยู่ที่เฉลียงร่มรื่น มีทั้งกระดังงา, การะเวก, มหาหงส์ และสายน้ำผึ้งเลื้อยขึ้นตามค้าง ตอนหลังมีไม้เลื้อยพันธุ์ใหม่ ดอกสีขาวเป็นช่อหอมกรุ่น เราเรียกราชาวดี แต่ป้าแจ่มบอกเสียงหัวเราะว่า…ต้องเรียกไลแล็กซีจ๊ะ ถึงจะไม่เชย!

พวกเราขำกลิ้งไปตามๆ กัน ชอบฟังคำพูดแปลกๆ แต่น่าคิดน่าขำของป้าแจ่มทุกคนแหละค่ะ อย่างพูดถึงสวรรค์หรือเทวดา ป้าแจ่มก็จะบอกว่า

“ป้ารอว่าเมื่อไหร่จะได้พบคนที่ป้ารักเสียที! ไม่ว่าพ่อ แม่ ญาติมิตรสนิทสนม สามีกับลูกชายคนโตที่ตายจากไปตั้งแต่เด็กๆ ป้าไม่เชื่อเรื่องสวรรค์-นรก แต่เชื่อว่าโลกหน้ามีจริง ใครอยากไปที่ไหนก็ได้ไปที่นั่น! คืนก่อนลูกชายป้าก็มาหา…”

ขณะนั้นราวห้าโมงเย็นกว่าๆ อากาศครึ้มฟ้าครึ้มฝนจนดูเหมือนใกล้ค่ำ ลมพัดวูบ ยอดไม้ไหวซ่า เล่น เอาพวกเราเหลียวซ้ายแลขวาลอกแลก เสียงเยือกเย็นของป้าแจ่มก็ดังวู่หวิวคล้ายจะคละเคล้ามากับสายลม

“เขาบอกว่ามาหาแม่ มารอรับแม่…เวลาของแม่เหลือน้อยลงทุกทีแล้ว! พ่อกับตายายก็จะมารับแม่ด้วย…พวกเราจะได้อยู่ด้วยกันอีกครั้ง! พวกเพื่อนๆ ของแม่อีกหลายคนก็จะมารับเหมือนกัน…ไปด้วยกันเถอะแม่! เราจะได้มีความสุขเหมือนวันคืนเก่าๆ ไงล่ะ…”

“ต๊ายตาย!” ยุพดียกมือทาบอก ทำตาโต “น่ากลัวจังค่ะ”

ดิฉันกลืนน้ำลาย ขนลุกซ่าไปทั้งตัว มองดูนัยน์ตาอมสุขของป้าแจ่มแล้วใจหาย…เป็นนัยน์ตาของคนที่พร้อมจะอำลาโลก นี้ไปสู่โลกหน้า ด้วยความสุขและความหวังเต็มเปี่ยม

วันต่อๆ มาป้าแจ่มดูสดชื่นแจ่มใส มองพวกเราด้วยแววตายั่วเย้าและเอ็นดู

“จวนจะได้เวลาของป้าแล้ว อย่าคิดอะไรมากเลยหนู เมื่อคืนสามีป้าก็มาหา พ่อแม่พี่น้องเพื่อนฝูงอีกหลายคน…เกิดมาแล้วก็ต้องตาย ไม่มีใครอยู่ค้ำฟ้าได้หรอก! ความตายก็เหมือนการนอนหลับหรือฉากผ่านของชีวิต เป็นความฝันที่ไม่มีวันสิ้นสุดของคนเราเท่านั้นเอง”

จนกระทั่งคืนนั้น…เสียงหัวเราะเริงร่าดังมากระทบหูจนดิฉันสะดุ้งตื่น อากาศยามดึกเย็นยะเยือก เหมือนมีอะไรดลใจให้ลุกไปดูที่หน้าต่าง ตรงกับหน้าบ้านป้าแจ่มพอดี

“โอ๊ย! อย่าไปสนใจเลยว่าข้างบนโน้นจะมีจริงหรือเปล่า หรือถ้าเกิดมีจริงๆ ป้าก็คิดว่าเขาคงไม่อยากยุ่งกับพวกเราหรอก”

แต่ พวกเราก็มักจะมีปัญหาเรื่องการเรียน ทั้งการสอบไล่บ้าง สอบเอ็นท์ บ้าง…บางคนก็ผิดหวัง ทำ หน้าเศร้ามาหาป้าแจ่ม บางคนเงียบๆ เฉยๆ แต่บางคนหน้าตาซึมเซาเศร้าหมอง เอ่ยปากว่าจะทำยังไงดี ในเมื่อชีวิตมันไม่เป็นไปอย่างที่เราคิดเลย!

ป้าแจ่มถอนใจยาว บอกกล่าวด้วยใบหน้ายิ้มละไม

“เรา ก็ต้องฟันฝ่ามันไปน่ะซีจ๊ะ ถึงชีวิตจะผิดหวัง หม่นหมองแค่ไหน เราก็ต้องต่อสู้ต่อไป…ถ้าตอนนี้ยังยิ้มไม่ได้ ก่อนตายเราจะหัวเราะได้ยังไง? แต่ถ้าตายเมื่อไหร่ก็เป็นอันว่าได้หยุดพักไปตลอดกาลเมื่อนั้น”

ยุพดี เพื่อนรุ่นพี่ถามว่าตอนนี้ป้าแจ่มมีความหวังอะไรในชีวิตบ้างล่ะคะ?

คน อื่นๆ เงียบไปหมด แต่ก็อยากรู้คำตอบตรงกัน ป้าแจ่มถอนใจอีกครั้ง นัยน์ตาสีน้ำข้าวเหม่อลอย เหมือนกับกำลังมองหาบางสิ่งบางอย่างที่ไม่มีตัวตน ก่อนจะฝืนยิ้ม

หญิงชายกลุ่มใหญ่ยืนพูดคุยปนหัวเราะกันอยู่ที่ระเบียง ป้าแจ่มแต่งตัวเรียบร้อยเดินยิ้มแย้มออกมา ผมสีเงินยวงดูเป็นประกายอยู่ในแสงจันทร์…แล้วภาพเหล่านั้นก็ค่อยๆ เลือนรางจางหายไปจากม่านน้ำตาของดิฉันเอง!

ผีหลืบ

สมัยเด็กผมอยู่บ้านหมี่ ลพบุรี ชาวบ้านส่วนมากยังเชื่อถือผีสางนางไม้ การทรงเจ้าเข้าผี รวมทั้งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ที่สืบทอดกันมาหลายชั่วคนแล้ว ถ้าพูดถึงกรมอุตุฯ คงไม่มีใครรู้จักแน่ ต้องเรียกว่าเป็นปัญญาท้องถิ่นตั้งแต่สมัยโบราณแล้ว

ถ้าปีไหนสภาพอากาศแปรปรวน ฝนฟ้าไม่ตกต้องตามฤดูกาล เกิดความแห้งแล้ง พืชพันธุ์ธัญญาหารเสียหาย ผู้คนพลอยเดือดร้อนเพราะขาดน้ำกินน้ำใช้ ชาวบ้านก็จะจัดการแห่นางแมวเพื่อขอฝน คล้ายกับจังหวัดอื่นทั่วไป

พิธีกรรมแห่นางแมวจะต้องมีการร้องเพลงขอฝนด้วย เท่าที่ผมจำได้มีดังนี้ครับ

“นางแมวเอย ขอฟ้าขอฝน

ขอน้ำมนต์รดหัวแมวเม้า ได้ค่าจ้างค่ามาหามแมว

ถ้าไม่ให้ข้าวข้าวจะตายฝอย ไม่ให้กลอยกลอยจะตายนิ้ว

แม่พึงเอยอย่าเฝ้าขายลูก ข้าวจะถูกลูกน้อยจะแพง

ตาแดงๆ ฝนเทลงมา ฝนเทลงมา”

ต้องยอมรับนะครับว่ามีทั้งได้ผลและไม่ได้ผล บางทีแมวโดนแห่ โดนน้ำสาดแทบตายแต่ฝนไม่ยักตก แต่บางทีกำลังแห่อยู่ดีๆ ฟ้าสว่างจ้ากลับมืดครึ้ม แล้วสายฝนก็ซัดจักๆ แทบลืมหูลืมตาไม่ขึ้น ขบวนแห่นางแมวแตกกระเจิงก็มี

ประเพณีหรือความเชื่อถือบางอย่างก็ทำให้น่าขนหัวลุกเช่นกัน!

เช่น ในพิธีงานศพ เมื่อมีการตายผิดปกติ คือ โดนฆ่า โดนงูกัด รวมทั้งฆ่าตัวตายเรียกว่าตายโหง ทางบ้านผมจะต้องฝังศพไว้ก่อน 3 ปี จากนั้นจึงขุดขึ้นมาเผา เพราะเชื่อกันว่าภายใน 3 ปีนั้นผู้ตายย่อมไปเกิดใหม่แล้ว
นั่นคือการสังเกตแสงฟ้าแลบเป็นสิ่งสำคัญ แล้วทำนายทายทักปรากฏการณ์ทางธรรมชาติในช่วงเทศ กาล “กำฟ้า” ว่าจะเป็นสัญญาณบอกเหตุดี-ร้ายอะไรบ้าง เช่น..

ถ้าฟ้าแลบทางทิศตะวันออก บ้านเมืองจะมีความสงบสุข พื้นดินอุดมสมบูรณ์ แต่ถ้าฟ้าแลบทางทิศตะวันตก บ้านเมืองจะขัดสน ผู้คนอดอยาก

ส่วนการทำนายว่าฝนจะตกหรือไม่ก็ให้ดูแสงตะวัน ถ้าเป็นสีเหลืองแล้ว วันนั้นอากาศจะร้อนมาก แต่ถ้าแสงตะวันเป็นสีแสด ก็จะมีฝนตกลงมามากมายจนชุ่มฉ่ำ

ถ้าขุดศพขึ้นมาเผาก่อน วิญญาณอาจจะยังไม�ไปผุดไปเกิด อาจมาคร่าวิญญาณของญาติมิตรไปสู่ปรโลกด้วยก็เป็นได้

การตายถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ ถ้าเจ็บไข้ได้ป่วยตาย เพื่อนบ้านจะมาช่วยกันคนละไม้ละมือ ตั้งแต่การเหลาไม้ทำโลง ช่วยกันแบกหามโลงศพไปวัด…มีเคล็ดว่าเมื่อศพพ้นบ้านแล้วเจ้าบ้านต้องยก บันไดขึ้นทันที เพื่อไม่ให้ผีกลับขึ้นบ้านได้เด็ดขาด!

บันไดพาดไว้ที่นอกชานนะครับ เคลื่อนย้ายได้สะดวก ตกค่ำก็ยกบันไดขึ้นบ้านแทบทั้งนั้น ป้องกันขโมยขโจรกับสัตว์ร้ายขึ้นบ้านได้ง่ายๆ

เคล็ดขัดยอกเรื่องหามศพลงจากบ้านนี่แหละครับ สำคัญที่สุด!

ท่านว่า ห้ามวางโลงกับพื้นก่อนถึงจุดหมายเด็ดขาด แม้จะเปลี่ยนคนหามก็ห้ามวางโลงกับพื้นก่อน เพราะเชื่อว่าถ้าหยุดลงเช่นนั้นจะทำให้ผีมีกำลัง แล้วไม่ไปไหน อาจจะสิงสู่คอยหลอกหลอนให้เดือดร้อนกันทั้งหมู่บ้านก็เป็นได้

สั่งสอนกันนักหนาว่า “อย่าพาผีเซา” หรือ “อย่าพา ผีหยุด” นั่นเอง

ผู้เฒ่าผู้แก่เล่าให้ฟังว่า สมัยก่อนเคยมีเพื่อนบ้านไปช่วยหามศพ “ตาม้วน” ลงจากบ้านแล้วพลัดตกบันได เดชะบุญที่โลงไม่แตก แต่ทำให้โลงผีกระทบพื้นไปแล้ว…ไม่ว่าใครๆ ที่มองเห็นล้วนแต่หน้าตาซีดเซียว หวาดกลัวไปทั้งหมู่บ้าน

ผู้คนในหมู่บ้านจะมาช่วยงานศพกันอย่างพร้อมเพรียง แถมไม่ได้มาตัวเปล่า แต่จะนำอาหารและผลไม้ต่างๆ ติดมือมาด้วย หลายๆ คนก็มานอนเฝ้าศพกันเต็มศาลา เรียกว่า “เป็นเพื่อนผี” หรือ “เฝ้าผี”

จนกระทั่งวันเผา ชาวบ้านก็จะถือไม้กันคนละท่อนมาช่วยก่อกองไฟ เรียกกันว่า “ไปเผาผี….” (เอ่ยชื่อผู้ตาย) ต่อมาผมเคยเห็นคล้ายๆ กันที่ อ.บางคนที จ.สมุทรสงคราม เชื่อว่าคงมีประเพณีเช่นนี้อีกหลายๆ จังหวัด

ผีสัตว์ร้าย

ป้าและน้าผมเห็นหนอนยั้วเยี้ยในลังก็ร้องลั่นแล้ว ไม่ต้องพูดถึงงูหรอกครับ

เมื่อ 3 ปีก่อนผมก็เลี้ยงอีกัวน่ากับเต่าดาวอินเดีย!

อีกิวน่าเห็นบ่อยเลยไม่น่าตื่นเต้นอย่างมังกรโคโม แต่ผมไม่ชอบสัตว์ใหญ่ บ้านที่ถนนระนองก็ไม่ใช่กว้างขวางนัก ผมเลยซื้อเต่าดาวอินเดียมาเลี้ยง Star of India แปลตรงตัวเลย ซื้อมาตัวละ 1,500 บาทแน่ะ อย่านึกว่าตัวใหญ่โตนะครับ ยาวแค่ 4-5 ซ.ม.เอง คนใจเดียวกันน่ะรู้แน่ แต่หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมแพงจัง?

เต่าตัวน้อยๆ นี่มาจากอินเดีย แม้เป็นสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก แต่พวกดาวอินเดียชอบอยู่ในป่าดง ไม่ชอบน้ำ กระดองนูนหนากว่าเต่าทั่วไปราว 2 เท่า มีสีเหลืองโดดเด่นถึงได้ชื่อดาวอินเดีย ตัวไหนกระดองเหลืองมากยิ่งแพงมาก ถ้าตัวโตราว 5-6 นิ้วจะเป็นหมื่นขึ้นไป

น่าแปลกอย่างตรงที่…ถ้ากระดองขาวผ่องราคายิ่งสูงอีกเท่าตัว!

ดาวอินเดียเป็นเต่ารักสงบ ไม่ชอบน้ำ แถมเป็นมังสวิรัติกินแต่พืชผัก เช่น แครอต แตงกวา ผักกาด… เลี้ยงง่ายและน่ารักด้วย ใส่ลังไว้หลังตู้เย็น ดูแล้วเพลินใจจริงๆ

เรื่องน้ำกินไม่ต้องห่วง เพราะมันได้น้ำจากพืชผักที่กินอยู่แล้ว

พ่อบอกว่าเต่าเป็นสัตว์มงคล สมัยก่อนมียันต์เต่าเรือน เอาไว้คุ้มครองบ้านจากอัคคีภัยและภัยโจร!

เคยเห็นในทีวีว่าเต่าทะเลคลานขึ้นมาวางไข่ น้ำตาไหลพรากน่าสงสาร…มันทั้งเหน็ดเหนื่อยและเจ็บปวดเหมือนคนคลอดลูกนั่น แหละ! เขาว่ามันหลั่งสารเกลือจากนัยน์ตา เพราะกระดองทั้งแข็งและหนาเป็นอุปสรรค บ้างก็ว่ามีน้ำเค็มติดมาจนต้องหลั่งน้ำตาไล่น้ำเค็มที่จะกลายเป็นเกลือปิด นัยน์ตา

“ดาวอินเดีย” ตัวน้อยๆ แสนน่ารักของผม ซื้อมาเลี้ยงให้ชื่นอกชื่นใจได้แค่ 5-6 เดือน ก็มีเด็กซนข้างบ้านดอดมาเล่นตอนผมเผลอ เอาน้ำให้มันกินมั่ง จับหยอดน้ำใส่ปากมั่งด้วยความหวังดี เจ้าเต่าแสนสวยของผมเซื่องซึมอยู่ไม่กี่วันก็ตาย

ไม่ใช่นักสะสมเปลือกหอยหรือกระดองเต่า รวมทั้งซากสัตว์ทั้งหลาย…ผมเลยเอาเจ้าดาวอินเดียที่ไม่มีลมหายใจไปวางไว้ โคนต้นโมกออกดอกขาวสะพรั่ง

นัยน์ตาแสบร้อนตอนที่บอกว่า…เฝ้าบ้านอยู่ที่นี่นะเจ้าเต่าน้อย!

พวกหมากับแมวถือว่าเป็นสัตว์ประจำบ้าน ผมเริ่มเลี้ยงผีเสื้อตั้งแต่ยังเป็นไข่ จับมาจากต้นยี่โถหน้าบ้าน เปลี่ยนเป็นเส้นเล็กๆ เท่าเส้นด้าย เติบโตเป็นตัวหนอน มันกินใบยี่โถจุมากๆ ก่อนเป็นดักแด้ ชักใยออกมาเป็นผีเสื้อ

พอมันกลายเป็นผีเสื้อสวยๆ มักจะเกาะตามบ่าและแขนผมเป็นประจำ ราว 2-3 วันถึงจะโบยบินออกไปหากินตามธรรมชาติ แม่บอกว่ามันรู้ตัวว่าผมเป็นคนดูแลมันตั้งแต่ยังเป็นไข่แน่ะ!

จะจริงหรือเปล่าไม่รู้ซีครับ แต่ตอนไปเที่ยวน้ำตกละอูที่หัวหินกับพ่อแม่น่ะ มีผีเสื้อฝูงใหญ่นับร้อยตัวพันตัวบินว่อนลานตา…มันชอบมาบินเกาะผมเพียบเลย

พ่อแซวว่าชาติก่อนผมคงเคยเป็นผีเสื้อละมั้ง?

แต่ไม่ใช่หรอก เพราะต่อมาผมก็เลี้ยงงู เลี้ยงหนู เลี้ยงด้วงตัวกว่าง ตั้งแต่มันยังเป็นหนอนยึกยืดอยู่แน่ะ ส่วนมากไปซื้อร้านอาหนูที่สวนจตุจักร หรือไม่ก็ตลาดนัดซันเดย์วันเสาร์อาทิตย์ ทั้งซื้อสัตว์และอาหารสัตว์จนกลายเป็นขาประจำ

งูเขียวปากจิ้งจก งูสายม่าน พวกนี้น่ารักครับ ลำบากตรงที่ต้องหาจิ้งจกให้มันกิน ต้องเป็นๆ ด้วยนะ! หนูแฮมสเตอร์ซื้อมาเลี้ยงคู่เดียว เดือนกว่าๆ มันก็ออกลูกมา 3-4 ตัว เผลอหน่อยมันออกมาอีกโขยงแล้ว ต้องแจกเพื่อนฝูงไป…เลี้ยงไม่ไหวน่ะซีครับ

เพื่อนนักเรียนเอาปลากัดสวยๆ มาให้หลายตัว บอกว่าตอบแทนที่ผมแบ่งลูกหนูแฮมสเตอร์ไปให้เดือนก่อน ผมก็เอาใส่ขวดเรียงรายไว้ที่ระเบียงใกล้ๆ ต้นโมกนั่นเอง

เรื่องน่าขนหัวลุกเกิดขึ้นเมื่อมีเพื่อนมาซ้อมกีตาร์ มาเล่นวิดีโอเกมที่บ้านแล้วถามว่า…ไหนลื้อบอกเต่าตาย? เมื่อกี้ยังเห็นมันคลานต้วมเตี้ยมอยู่ที่ต้นโมกเลย

ผมหัวเราะไม่สนใจ แต่อาทิตย์ต่อมาป้าฉวี-ครูเก่าในซอยแวะมาฝากมังคุดให้แม่ แกเรียกลูกมังคุดเพราะลูกเล็กๆ แต่หอมหวานแทบไม่มีเม็ด แกบอกว่าเมื่อเดินเข้ามาก็เห็นเต่าตัวใหญ่หลังนูนยาวเท่าแขน…ถามว่า

“วศินเลี้ยงไว้หรือลูก? โอย…ป้าเห็นแล้วกลัวแทบตาย”

ผมออกไปดูก็ไม่เห็นอะไร นอกจากซากเจ้าดาวอินเดียอยู่ที่เดิม!

แม่ถึงกับขนลุกซ่า หันมามองผม…สัตว์ที่ตายแล้ว จะเป็นผีเหมือนคนหรือเปล่าก็ไม่รู้? แต่ถ้ามีขโมยเข้าบ้านอาจจะเผ่นหนีเพราะเห็นเต่ายักษ์ยืนจังก้า ยืดหัวขึ้นอ้าปากคมกริบ น่ากลัวก็เป็นได้…ผมก็ได้แต่นึกหวังไป….

ผีดูดเวลา

ข้าพเจ้าได้มีโอกาสรู้จักและพบท่านครั้งแรก ตอนที่ท่านได้มาประชุมสัมมนาในจังหวัดเชียงใหม่ โดยคุณน้าของข้าพเจ้าสมมุติชื่อ คุณน้าศรี ที่ทำงานอยู่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ข้าพเจ้าได้สัมผัสท่านในฐานะเจ้านายของคุณน้าศรี และได้เตือนให้ระวังสุขภาพ เพราะมี “เงาดำ” ทาบทับร่างของท่านอยู่ อันแสดงว่าจะเกิดปัญหาเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของร่างกาย ซึ่งท่านรับฟังแต่ไม่พูดอะไร ดูออกว่าท่านไม่เชื่อ ท่านถามว่าระยะเวลาประมาณเท่าไรจึงจะเกิด ข้าพเจ้าตอบไปว่า “ภายใน 6 เดือนนี้ค่อนข้างชัดเจนมาก” รายละเอียดของเรื่องที่ท่านเล่ามีดังนี้คือ วันหนึ่งท่านได้เตรียมตัวจะไปเป็นเจ้าภาพงานสวดศพของคุณแม่ลูกน้อง ท่านอยู่บริเวณแถวอินทรารักษ์ ภายหลังเมื่อเสร็จพิธีแล้วประมาณ 3 ทุ่ม ท่านได้ขับรถและหลงทางวนเวียนอยู่บริเวณนั้น แต่เมื่อท่านถามทางผู้ชายคนหนึ่ง ซึ่งได้บอกทางให้ท่านเลี้ยวไปบริเวณซอยแยกข้างหน้า โดยระหว่างทางท่านเห็นภาพบริเวณที่ผ่านเป็นชุมชนกว้างใหญ่ มืดสลัวไม่มีผู้คนอาศัยอยู่เลย ทั้งที่เป็นบริเวณชานเมือง ควรต้องมีคนอยู่บ้าง ท่านขับรถวนเวียนอยู่อย่างนั้นเกือบ 3-4 ชม. จนพบแสงสว่างและบ้านคน จึงรู้สึกโล่งใจเพราะเป็นเวลาดึกมากแล้ว เมื่อดูนาฬิกากลับพบว่าเป็นเวลาเกือบ “ตีหนึ่ง” แล้ว แต่เมื่อพ้นซอยขึ้นมาบนถนนได้เหลือบดูเวลาอีกครั้งหนึ่งกลับเป็นเวลาประมาณ 4 ทุ่ม ท่านอธิบายต่อไปว่าความรู้สึกของท่านขณะนั้นตกใจมาก แต่คิดว่าคงดูเวลาผิด แต่ เวลาที่หายไปในการขับรถหลงทางอยู่ 3-4 ชม. นั้น มันเป็นอะไรและ ภาพบริเวณที่ไม่มีผู้คนอาศัยอยู่เลย เป็นที่รกร้าง โล่งกว้าง จนรู้สึก “วังเวง” อย่างบอกไม่ถูก หลังจากนั้นท่านได้มาพบข้าพเจ้าได้แจ้งว่า ที่ข้าพเจ้าเกิด “ภาพนิมิต” นั้น “ตรงมาก” เพราะท่านมีอาการ “อัมพฤกษ์” เกิดขึ้นจริง และเมื่อเกิดอัมพฤกษ์ทำให้ท่านระมัดระวังตัวเองมากขึ้น พร้อมกับเล่าเรื่องแปลกประหลาดเกี่ยวกับ “เวลาที่หายไป” ของท่านให้ข้าพเจ้าฟังว่า สิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวท่านเป็น “สัญญาณบอกเหตุ” เกี่ยวกับอะไร ท่านสงสัยว่า ผู้ชายคนที่บอกทางนั้น เป็นคนที่มีตัวตนจริง หรือว่าวิญญาณ ที่มาช่วยบอกทางท่าน และ “เวลาที่หายไป” ในการขับรถวนเวียนใน “บริเวณที่ร้างว่างเปล่า” นั้นมันสื่อถึงอะไร เป็นสัญญาณเตือนอะไร เพราะหลังจากกลับบ้านนอนคืนนั้นตามปกติ เวลาประมาณตี 5 ท่านก็มีอาการไม่สบาย ขยับตัวไม่ได้จนต้องนำส่งสถาบันประสาทวิทยาและได้รักษาตัวจนสามารถเดินได้กลับมาปฏิบัติราชการตามปกติ ข้าพเจ้าสัมผัสท่านแล้วตอบไปว่า “ผู้ชายคนนั้น ไม่ใช่คน” แต่เป็น “ผู้ช่วยเหลือ” และ “เวลาที่หายไป” กับ ภาพที่เห็นในการหลงทางซึ่งเป็นภาพบริเวณที่ว่างรกร้างนั้น เสมือนเป็น “ลางบอกเหตุ” หรือ สัญญาณแห่งการสังหรณ์ เพื่อ เตือนภัย ท่านโชคดีมากที่ท่านสามารถผ่านภาวะความเป็นความตายมาได้ คงเป็นเพราะ ที่ท่านได้ สะสมบุญบารมีในการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ ทั้งทางตรงจาก วิชาชีพแพทย์ และทางอ้อมจาก ความเมตตาในนิสัยส่วนตัวของท่าน นับจากวันนั้นผ่านมาหลายปี ข้าพเจ้าจึงได้รับข่าวเศร้าของท่านจาก “คุณน้าศรี” ว่า ท่านได้เสียชีวิตแล้ว เหตุเกิดจากการประชุมที่สถาบันการแพทย์ที่ไหนสักแห่งหนึ่ง แต่ข้าพเจ้าจำไม่ได้แล้ว เหตุการณ์กะทันหันมากไม่สามารถช่วยเหลือกอบกู้ชีวิตท่านกลับมาได้ซึ่งตรงตามคำทาย จาก “ภาพนิมิต” ของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าแสนเสียดายบุคลากรทางการแพทย์ผู้นี้ยิ่งนัก นับได้ว่าท่านเป็นบุคคลสำคัญ ที่ผลักดันให้วงการแพทย์เปิดกว้างในมิติวิชาการแพทย์ทางเลือก โดยเฉพาะการแพทย์แผนจีน ท่านเป็นผู้มีบทบาทในการรักษาผู้ป่วยด้วยการผสมผสานทางการแพทย์แผนปัจจุบัน กับการแพทย์แผนจีน มีการเปิดกว้างให้มีทางเลือกในการรักษาตามความพึงพอใจของผู้ป่วย ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจีนกับไทยในการแลกเปลี่ยนความรู้ด้านการแพทย์แผนจีนได้รับการพัฒนามากขึ้น ที่เห็นเด่นชัดก็คือ การฝังเข็ม อย่างไรก็ตามข้าพเจ้าเชื่อว่าบุญบารมีในการสะสมบุญของคุณหมอ ช. นั้นคงมีมากมายเหลือล้นจนช่วยให้ท่านมีความสุขสงบในภพภูมิที่ดีต่อท่าน และความดีของท่านคงได้ถ่ายทอดไปสู่ครอบครัวบุตรหลานของท่านให้ได้ประสบแต่สิ่งที่ดีในชีวิตตลอดไป ดังนั้นท่านต้องไม่ประมาท ท่านเป็นคนดี สะสมบุญไว้มากจึงได้รอดพ้นมาได้ หากผู้ชายคนนั้นไม่บอกทางก็ไม่แน่ว่า อะไรจะเกิดขึ้นกับชีวิตของท่าน ท่านถามว่าให้มองไปในอนาคตว่า ท่านจะต้องระวังภัยเกี่ยวกับอะไร ข้าพเจ้าจึงเรียนท่านไปว่าในอนาคตภาพที่เห็นเป็นเสมือนท่านอยู่ท่ามกลางการประชุมอะไรสักอย่าง มีผู้คนรายล้อมแล้วท่านจะฟุบลงหมดสติ จึงขอให้ท่านอย่าประมาทให้ดูแลสุขภาพให้ดี เพราะภาพที่เห็นครั้งนี้เป็น “นิมิตซ้อนนิมิต” ที่ผูกพันกับ “เวลาที่หายไป” ของท่าน ท่านให้กำลังใจข้าพเจ้าด้วยการรับปากและแจ้งว่าจะดูแลตัวเอง อย่าลืมว่าตัวท่านเป็นแพทย์ และจะไม่ประมาท อย่างไรก็ตามข้าพเจ้ารู้สึกเป็นห่วงท่าน และได้ฝากความระลึกถึงท่านผ่าน “คุณน้าศรี” ตลอดเวลา แต่เพราะด้วยระยะหลังข้าพเจ้ามีกิจธุระส่วนตัวมากมายจนไม่มีเวลาในการ “เข้าสมาธิ” และต้องใช้เวลาในการดูแลผู้มีพระคุณท่านหนึ่ง จนไม่มีเวลาทำนายแก่ผู้คนโดยทั่วไป จนกลายเป็นต้อง “ยุติการทำนายต่อบุคคลภายนอก” ไปโดยปริยาย บทส่งท้าย ข้าพเจ้าเชื่อในการทำ “กรรมดี” ย่อมส่งผลดีต่อผู้กระทำ “ในทุกมิติ ทุกรูปแบบ” เรื่องราวที่ข้าพเจ้าได้เล่ามาหลายเรื่องนั้นคงช่วยให้ท่านผู้อ่านได้ตระหนักรู้ “ในสิ่งบางสิ่ง” ที่เกิดขึ้น และ “เป็นจริง” ขออย่าได้ประมาทกับการใช้ชีวิต ให้ทำ ความดีอย่างต่อเนื่อง สะสมบุญเอาไว้ เพราะบุญเก่าย่อมมีวันหมดหรือลดน้อยลงไปได้ เราจึงต้องเพียรพยายาม “สร้างบุญใหม่” เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะ ความกตัญญูต่อบิดามารดาที่เปรียบเสมือน “พระในบ้าน” และความกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ รวมทั้งความกตัญญูต่อแผ่นดินและสถาบันพระมหากษัตริย์นั้นจะทำให้ชีวิตของทุกคนและครอบครัวได้มีสุขภาพแข็งแรง ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บทุกชนิด ให้มีความเจริญสุข ปลอดภัยในทุกด้าน ผ่านพ้นภัยทุกอย่างตลอดไป.

มือที่มองไม่เห็น

เขาพยายามที่จะพูด แต่ปากของเขาคือแห้งเพื่อด้วยความกลัวว่าเขาจะทำเสียงหอบอ่อน ผีแวมย้ายใกล้ชิดกับเขาใบหน้าที่ครั้งหนึ่งเคยน่ารักของเธอบิดเป็นหน้ากากสี เขียวน่าเกลียด “คุณขโมยชีวิตของฉันและคุณขโมยมือของฉัน. ให้ฉันกลับมือทองของฉัน!” ภรรยาตาย howled เสียงขึ้นสูงขึ้นและสูงขึ้นและผีชีพจรด้วยแสงสีเขียวแหลมแทงที่ดวงตาของเขา ทำให้พวกเขาน้ำ

เขาเดินออกจากทางของเขาไปพบกับเธอและพวกเขาก็มักจะ “ชน” ในแต่ละอื่น ๆ ในถนนและยืนพูดคุย อยู่มาวันหนึ่งขณะที่เธอปัดผมกลับมาจากหน้าผากของเธอเขาจับเหลือบทองภายใต้ถุงมือบนแขนข้างขวาของเธอ เมื่อเขาถามเธอเกี่ยวกับเรื่องนี้เธอยิ้มแต้และบอกเขาว่าเธอต้องสูญเสียมือข้างหนึ่งไม่กี่ปีหลังและตอนนี้สวมมือทองในสถานที่ ในขณะนั้นสาหัสปรารถนาตื่นในหัวใจของเขา – ไม่ให้มีผู้หญิงตัวเอง แต่จะมีมือทองที่เป็นของแข็งที่เธอสวมถุงมือยาวสีดำของเธอ

มันเป็นคืนที่มืด มีเมฆปกคลุมดวงจันทร์และลมก็ผิวปากลงปล่องไฟและบานประตูหน้าต่างมีชีวิตชีวาของบ้านเมือง เขา เป็นลึกหลับเมื่อประตูห้องของเขากระแทกเปิดกับระเบิดดังขึ้นและลมป่า whipped ไปรอบ ๆ ห้องกระจายเอกสารและหนังสือและ coverings เสื้อผ้าและตารางทุกวิถีทางที่ เขานั่งขึ้นด้วยเสียงตกใจอย่างกะทันหันและชีพจรของเขาเริ่มทุบเมื่อเขาเห็นไฟสีเขียวผลุบ ๆ โผล่ ๆ สีขาวเข้ามาในห้องอย่างช้าๆ ก่อนที่ดวงตาของเขาอย่างช้า ๆ แสงใหญ่ขึ้นการกับรูปร่างของภรรยาของเขาตาย เธอเป็นคนที่หายไปแขนข้างหนึ่ง “ที่มือทองของฉันอยู่ที่ไหน” เธอครางดวงตาสีเข้มของเธอเห็นได้ชัดด้วยไฟสีแดง “Give me มือทองของฉัน!”
เขาติดพันแม่ม่ายกับอุบายรู้จักกับเขาทุกดอกเดินทางไปที่โรงละคร, ของขวัญ, ชมเชย และเขาได้รับรางวัลหัวใจของเธอ ภายในหนึ่งเดือนที่พวกเขากำลังยืนอยู่ด้านหน้าของรัฐมนตรีว่าการกระทรวง สัญญาว่าจะรักคนอื่นจนตายแยกพวกเขา ภายในเดือนอื่นเขาเป็นพ่อหม้ายและได้ฝังภรรยาเขาป่วยในสุสาน – ไม่มือทองของเธอ มันก็เคยมีง่ายดังนั้น พิษช้ายาทุกวันเพื่อมีลักษณะคล้ายกับโรคการสูญเสีย ไม่มีใคร – ไม่ใช่ภรรยาไม่แพทย์ประจำครอบครัวของเขาไม่เพื่อนบ้านของพวกเขา – ฆาตกรรมสงสัย และคืนนั้นหลังจากที่งานศพของเขานอนหลับได้ด้วยมือทองใต้หมอนของเขา

เขา cowered กลับกับหมอนของเขาและรูปร่างอย่างหนักของมือทองกดกับแผ่นหลังของเขา และ แล้วเขาก็รู้สึกว่าชักมือทองใต้เขาเป็นผีสีเขียวแหลกเหลวที่ได้รับภรรยา ของเขาบินโฉบลงมาให้เขากดใบหน้าของเขากับหมอนในเมฆสีเขียวหอบ เขาพยายามที่จะกรีดร้อง แต่มันก็ตัดออกไปทันทีโดยความดันกลัวกับลำคอของเขาตัดลมหายใจของเขา โลกสีดำไป

เช้าวันรุ่งขึ้นเมื่อสาวเข้ามาในห้องพร้อมกับถ้วยตอนเช้าต้นแบบของเธอชาเธอก็พบว่าเขานอนตายอยู่บนพื้นด้วยมือทองกำรอบลำคอของเขา

ผีต่างประเทศ น่ากลัว

วันนี้เรามี ภูติผีจากต่างประเทศมาแนะนำกันค้า

ไดดาระโทบ๊ทจิ หรือ เดดาระโบ๊ทจิ เชื่อกันว่าเป็นยักษ์ผู้สร้างโลก ยักษ์ไดดาระมีรูปร่างสูงใหญ่เหมือนยักษ์ทั่วไปทุกประการ แต่อาศัยอยุ่โลกมนุษย์โดยไม่ทำลายสิ่งปลูกสร้างของมนุษย์และตัวมนุษย์เลย ยักษ์ตนนี้ได้รับคำสั่งจากเทพให้มาช่วยสร้างโลก หน้าที่หลักๆ ก็คือ ช่วยสร้างหรือเคลื่อนย้ายแม่น้ำและภูเขาให้ถูกที่ถูกทาง แต่ว่าทุกวันนี้พลังทำลายล้างของมนุษย์ช่างมหาศาล ถ้าไดดาระมีจริงๆ ก็คงเอาไม่อยู่เหมือนกัน

    ปิศาจถุง (จาบุคุโร) เพราะว่ามีรูปร่างเป็นถุงผ้าเล็กๆ จึงได้ชื่อนี้ จาบุคุโรจะปรากฏตัวโดยการโรยตัวลงมาจากท้องฟ้า เชื่อกันว่าถ้าเป็นคนที่มีจิตใจดีงามเมื่อจับตัวมัน มันจะพาย้อนเวลากลับไปในอดีตเพื่อให้เราแก้ไขเรื่องที่เราคิดว่าทำผิดพลาด ได้ 1 ครั้ง แต่ถ้าเป็นคนที่มีจิตใตตำช้าแล้วละก็ มันจะดูดเอาวิญญาณของคนคนนั้นไปเสีย

    ปิศาจทารก (โคะนะกิจิจี้) ชื่อภาษาญี่ปุ่นของปิศาจตนนี้แปลเป็นไทยว่า \” ตาแก่ร้องไห้เหมือนเด็ก \”เพราะเป็นปิศาจที่มีรูปร่างเหมือนเด็ก แต่หน้าตาเหมือนชายแก่ มันจะหลอกคนโดยการแสร้งนอนหลับร้องไห้เป็นทารกที่ถูกทิ้งเพื่อให้คนมาพบเห็น อุ้มขึ้นมา  แล้วมันจะหันหน้าที่แสนน่าเกลียดมาให้ดู เมื่อคนอุ้มตกใจและทำท่าจะปล่อยมันลง มันจะรัดตัวคนคนนั้นไว้แล้วเพิ่มน้ำหนักตัวทับจนขาดใจตายไป

     ปิศาจหิมะ ( ยูกิอนนะ ) มีเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกะปิศาจตนนี้ แต่ที่ได้ยินมาบ่อยที่สุดก็เห็นจะเป็นเรื่องที่ว่าในคืนที่หิมะตกหนักจะมี หญิงสาวสวยมากๆ คนหนึ่งปรากฏตัวออกมาพร้อมกับเด็กที่อุ้มอยู่ในอ้อมแขน ถ้าเจอคน เธอจะขอร้องอย่างน่าสงสารว่า \” ช่วยอุ้มเด็กคนนี้ให้หน่อยเถอะค่ะ \” แต่เมื่อเราสวมวิญญาณคนดีช่วยอุ้มเด็กให้ เด็กคนนั้นก็จะค่อยๆตัวเย็นขึ้น จนทำให้คนที่อุ้มแข็งตายไป [ไม่ว่าจะเล่าลือกันอย่างไร สิ่งที่เหมือนกันเสมอนั่นก็คือ ปิศาจหิมะเป็นผู้หญิงที่สวยมากๆ]

ปิศาจขวางโลก ( อามาโนะจากุ ) คนนิสัยดีอ่อนหวานแล้วจู่ๆ ก็เปลี่ยนไปแบบหน้ามือเป็นหลังมือ โดยไม่มีสาเหตุ ชาวญี่ปุ่นเชื่อว่า..คนคนนั้นถูกอามาโนะจากุเข้าสิง ปิศาจตัวเล็กๆ ตัวนี้มีนิสัยขวางโลกอย่างรุนแรง ใครว่าซ้าย ข้าจะไปขวา ใครว่าขวา ข้าจะไปซ้าย ใครว่าสีขาวข้าจะว่าสีดำ  ปิศาจตนนี้มีแต่จะเปลี่ยนคนดีให้เป็นคนเลว แต่ที่เปลี่ยนคนเลวให้เป็นคนดีขึ้นมานั้นยังไม่ปรากฏ

เรื่องเล่าเกี่ยวกับผีมีอยู่ในทุกๆ วัฒนธรรมทั่วโลก แต่ในญี่ปุ่นนั้นเป็นที่สิงสถิตของผี มากมาย ทั้งยังเป็นผีที่ร้ายกาจ น่ากลัวกว่าที่ไหนๆ วิญญาณเหล่านี้เวียนว่าย อยู่ด้วยแรงอาฆาตพยาบาท หมายจะแก้แค้นคนที่เคยมาทำร้าย ให้ได้รับความทุกข์ ทรมานจนกว่าชีวิตจะหาไม่ ความเชื่อเรื่องผีในญี่ปุ่น มีรากฐานมาจากลัทธิชินโต ซึ่งบอกว่าวิญญาณของมนุษย์ จะต้องไปอยู่ในโลกหนึ่งชั่วนิรันดร์ แต่ระหว่างโลกนี้กับโลกหน้านั้น ยังมีอีกโลกหนึ่งกั้นกลาง ซึ่งวิญญาณสามารถ ย้อนกลับมาหาคนเป็นได้

   หัวที่ลอยละล่อง ( ไมคุบิ ) เป็นตำนานเก่าแก่ที่ปรากฏในนิทานของชาวโมโมยามะเมื่อราวปี คศ.1200 เล่ากันว่าคืนหนึ่งมีซามูไร 3 ตนที่นิสัยไม่ดีนักได้แก่ โคซันตะ มาตะชิเงะ และอากุโกโร ทะเลาะกันอย่างดุเดือดอยุ่ริมทะเล และลงท้ายด้วยการบั่นคอของแต่ละคนจนตายกันถ้วนหน้า(บ้าดีเดือดแท้ๆ เลย)ตั้งแต่นั้นมาในคืนเดือนเพ็ญจะปรากฎศีรษะลุ่นๆ สามหัวหรือเห็นเป็นแค่ดวงไฟ 3 ดวง ลอยหมุนติ้วเป็นวงกลม ร้องตะโกนว่า “ เป็นความผิดของเจ้านั่นแหละ “{เชื่อกันว่าถ้าเกิดไปล้อเลียนมันเข้า มันจะตรงดื่งเข้ามาเล่นงานทันที }
    ปิศาจกลับหมอน ( มากุระ งาเอชิ ) ถ้าเช้าวันหนึ่งตื่นขึ้นมาแล้วรุ้สึกมึนงงว่าที่นี่มันที่ไหน หรือว่าทำไมบ้านเราถึงมีบรรยากาศเปลี่ยนไป (อันนี้ไม่เกี่ยวกกับการเมาแล้วเข้าผิดบ้านน่ะค่ะ ) หรือสงสัยว่าทำไมชีวิตประจำวันมันถึงช่างแปลกออกไป นั่นเป็นฝีมือของปิศาจกลับหมอน ปิศาจตนนี้จะแอบมากลับหมอนของผู้คนยามนอนหลับ เมื่อคนคนนั้นตื่นขึ้นมาจะพบว่าตนเองอยุ่ในโลกที่ตรงข้ามกะความเป็นจริง ในอีกมิติหนึ่ง ซึ่งเต้มไปด้วยความโหดร้าย ผิดหวัง ขมขื่น(เกลียดจิง ชอบแกล้งคนตอนนอน กำลังเคลิ้มเลย)-*- เพราะปีศาจตัวนี้ชอบเห็นผู้อื่นเดือดร้อน คนที่โชคดีหน่อยอาจจะฝ่าฝันร้ายๆ นั้นออกมาได้และตื่นขึ้นมาในมิติเดิม แต่มีหลายคนที่ถูกชักนำไปสู่มิติแห่งความตาย +0+!!!!

    ผีว้าก ( อุว้ง ) เป็นปิศาจที่มีรูปร่างใหญ่โตราวกับยักษ์ หูแหลม ศีรษะล้าน และมีกรงเล็บแหลมคม มักจะปรากฏตัวตามกำแพงวัดร้างหรือป่าช้า เมื่อปรากฏตัวมันจะร้องว่า \” อุว้ง อุว้ง!!!! \” หรือ \”ว้ากกกก ว้ากกกก\”นั่นเป็นที่มาของชื่อ มันจะร้องเช่นนี้ก็ต่อเมื่อมีคนผ่านมา คนที่ได้ยินเสียงนี้จะต้องร้องตอบไปว่า \”อุว้ง\”เช่นเดียวกันและต้องตอบให้ทัน แต่แน่นอนว่ามันจะเพิ่มสปีดในการร้องเร็วขึ้นเรื่อยๆจนคนร้องตามไม่ทัน และเมื่อถึงคราวนั้นมันจะใช้กรงเล็บตะปปคนคนนั้นจนตายT^T

    ยักษ์ร้อยตา ( โทะโดะเมกิ ) เป็นยักษ์เพศ ญ ที่มีตาอยู่บนใบหน้าและร่างกายเต็มไปหมด เชื่อกันว่าตาเหล่านี้จะมองเห็นทะลุปรุโปร่งไปหมด ดังนั้นเมื่อถูกยักษ์ตนนี้ไล่ตามไม่ว่าแอบซ่อนอยู่ที่ไหน หล่อนก็หาเจอ(อย่างนี้ไม่ควรชวนมาเล่นซ่อนหาด้วย-*-)แต่ไม่เคยมีปรากฏว่า ยักษ์ตนนี้ทำร้ายใคร มีเรื่องเล่า (อาจจะเป็นเพียงคำขู่สอนเด็ก) ว่าถ้าใครทำผิดและแอบซ่อนความผิดนั้นไว้ จะมีตาขึ้นบนร่างกายทีละตา และจะมีมาเรื่อยๆ ถ้าคนคนนั้นยังไม่ยอมหยุดทำและสารภาพออกมา

 

    ปิศาจผ้า (ตันโมะเม็ง) เป็นผ้าฝ้ายสีขาวผืนยาว มี พท.ประมาณ 2.5 ตร.ม มีตาและปากอยู่บนนั้น อาศัยอยู่บนภูเขาพอตกกลางคืนก็จะกระพือปีกลงมาคอยรัดคนที่เดินผ่านไปมา ปิศาจผ้านี้ถึงจะมีรูปร่างเป็นผ้า แต่เชื่อกันว่าไม่มีของมีคมชนิดใดที่สามารถตัดให้ขาดได้ นอกจากฟันที่ย้อมเป็นสีดำของเจ้าสาวในพิธีแต่งงาน