ลบหลู่

9 entries have been tagged with ลบหลู่.

นรกในใจ

วันสยองของผมเกิดขึ้นเมื่อไอ้เก้งขับรถไปชนรถกระบะที่แล่นตัดหน้า ตูมเดียวกระเด็นลงมาคอหักตายคาที่ พ่อแม่มันร้องไห้แทบเป็นบ้า แม่ผมก็หน้าซีดหน้าเซียว พูดแต่ว่าเห็นมั้ย…เป็นไงมั่ง? ทีนี้จักรยานก็ไม่ต้องขี่แล้ว ในซอยเรามีรถวิ่งหนาตา ไปไหนใกล้ๆ ก็เดินเอาแล้วกัน

ผมล่ะเซ็งซะไม่มี!

หลังจากไอ้เก้งตายได้ไม่กี่วันเอง ก็มีคนเห็นวิญญาณ ของมันกลับมาที่บ้านน่ะซีครับ

ตอน นั้นผมเองยังไม่เห็นหรอก แต่เขาเห็นมันขี่มอเตอร์ไซค์เข้าซอยมาตอนดึกๆ ร่างแข็งทื่อ หัวหักห้อย บางคนได้ยินเสียงรถก็จำได้แล้วว่าเป็นรถใคร…บางคนก็ยืนยันว่าเดินเข้าซอย มาดีๆ ก็สวนกับไอ้เก้งที่ขับรถพุ่งปรื๋อหายวับไป เล่นเอาสติแตก ร้องจ้าไปทั้งซอย

คืนหนึ่งผมก็เจอเข้ากับตัวเองจังๆ

วันเสาร์ นั้นผมขอแม่ไปสวนจตุจักร นัดเพื่อนไว้ แม่สั่งให้รีบกลับก่อนค่ำ แต่เราไปเที่ยวสวนรถไฟกันต่อ มีทั้งเด็กและผู้ใหญ่…ราวทุ่มเศษแม่ก็โทร.มาตามแล้ว พอบอกว่าอยู่ที่ไหน แม่ก็สั่งเสียงเข้มให้รีบกลับบ้านทันที ไม่งั้นจะออกไปตาม

แถมบอกว่าที่นั่นตอนกลางคืนทั้งเปลี่ยวทั้งอันตราย ทั้งโจรทั้งขี้ยาสารพัดมามั่วสุมกัน!

ผม ไม่อยากให้แม่เป็นห่วงมากก็ชวนเพื่อนกลับ ใจน่ะไม่กลัวหรอกครับ ผมพกคัตเตอร์ติดตัวตลอด แถมไม่ต้องเสี่ยงโดนจับเหมือนเพื่อนที่พกมีดสปริงหรือปืนปากกาอีกด้วย

พอ เดินเข้าซอยรู้สึกวังเวงใจชอบกล ทั้งที่เพิ่งจะสามทุ่มได้ ฟ้าครึ้มฝน ไม่รู้คนหายไปไหนหมด แสงไฟฟ้าริมทางก็ดูเยือกเย็นพิลึก ทันใดนั้นเสียงมอเตอร์ไซค์ก็ดังขึ้นเบื้องหลัง ผมหันไปดูเห็นแสงไฟพุ่งจ้า ก่อนจะหายไปดื้อๆ

“ไอ้เก้ง…” ผมนึกขึ้นได้ ปากคอแห้งผากไปหมด รีบเดินขาสั่น…เห็นบ้านอื่นๆ ที่เรียงรายก็ปิดประตูรั้วกันหมด มีแต่ต้นไม้ข้างรั้วยืนทะมึน ไม่มีลมพัดแต่ทำไมมันไหวซู่ๆ ก็ไม่รู้เหมือนกัน

“อย่าหรอกกูนะมึง!” ผมพึมพำ อยากก้าวขาเร็วๆ แต่มันหนักอึ้งเหลือเชื่อ

เสียง มอเตอร์ไซค์หายไปแล้ว…ถ้าไอ้เก้งขับรถตามหลังมาจะทำยังไงดี? ผมคงเผ่นอ้าวเป็นลมพัดแน่ๆ เดินเหลียวหน้าเหลียวหลัง รู้สึกว่ามีใครเดินตามมาใกล้ๆ แต่มองไม่เห็น…

บางคนขยันเรียน ดูตำราลูกเดียว บางคนก็ชอบสะสมหนังสือการ์ตูนตั้งแต่เรียนชั้นประถมแล้ว บางคนชอบวาดรูป เล่นเกม สะสมบัตรเติมเงิน ฯลฯ

ผมคนหนึ่งละที่ชอบเลี้ยงปลากัด แมงมุมสีทอง หนูแฮมสเตอร์ สมัยก่อนเลี้ยงงูเขียวทั้งปากจิ้งจกและสายม่าน ไม่ใช่ชอบซิ่งนรกแบบไอ้เก้งหรอกครับ…เสียวโคตร!

เราอยู่ซอยเดียวกัน ไอ้เก้งชอบแวะมาหาบ่อยๆ ชวนซ้อนท้ายไปเที่ยว แต่ผมส่ายหน้าบอกเดี๋ยวโดนแม่ด่า ขนาดขี่จักรยานออกไปส่งเพื่อนที่ปากซอยนานหน่อยแม่ก็โทร.เข้ามือถือแล้ว

พอผมบอกว่าเลยไปซื้อของตลาด แม่แทบเป็นลม…สั่งให้รีบกลับบ้านด่วนจี๋ พอมาถึงก็เห็นแม่ยืนตาเขียวแทบขุ่นขวางอยู่หน้าประตูรั้ว สั่งว่าห้ามออกไปถนนใหญ่เด็ดขาด รถมันเยอะกับมีอันตรายมาก ถ้าทำอีกแม่จะทุบจักรยานทิ้งจริงๆ เอ้า!

สาเหตุที่ไอ้เก้งสนิทกับผมมากเพราะมันซึ้งผมครับ

เมื่อปีก่อนมันมาเล่นกีตาร์บ้านผม ขากลับผมได้ยินมันร้องจ๊ากที่ประตูรั้ว…พอวิ่งไปดูก็เห็นงูเขียวหางไหม้ กำลังเลื้อยอยู่ตรงหน้า ผมคว้าคอมันโยนข้ามรั้วไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไอ้เก้งทั้งนับถือและซาบซึ้งบุญคุณผมตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา

คิดดูก็แปลกนะ ไอ้เก้งบ้าบิ่น ชอบเสี่ยงตาย แต่ดันกลัวงูตัวเล็กๆ สารภาพว่ามันแพ้งู เจอใกล้ๆ ก็กลัวแทบขาดใจ กลัวจนเกือบฉี่ราด…ถ้าไม่ได้ผมช่วยวันนั้นมันอาจสติแตกก็ได้!

คนที่เราคิดว่าเก่งกาจ ใจถึงสุดๆ น่ะมักจะมีจุดอ่อนทุกคน!

 

ผมกลืนน้ำลายเอื๊อก…ถ้ามึงรักเพื่อนอย่าโผล่มานะ กูจิตหลุดแน่!

คิดอีกทีผมไม่น่าไปช่วยมันเรื่องงูเขียววันนั้นเลย ไอ้เก้งอาจจะจดจำบุญคุณผมไปจนถึงปรโลกก็เป็นได้…ไม่เป็นไร ลืมเรื่องจิ๊บจ๊อยซะ…ไปผุดไปเกิดเสียเถอะ! อย่ามานะขอร้อง! กูกลัวจริงๆ

มีเสียงใครถอนหายใจยืดยาวอยู่ข้างหู ถึงจะมองไม่เห็นแต่ผมก็รู้ว่าเป็นมัน…ไอ้เก้งแน่ๆ ที่มาส่ง…ไม่คิดมั่งนะว่าเพื่อนจะจิตหลุด หัวใจหวิดล่มสลายอยู่แล้ว! ไปสู่ที่ชอบๆ เถอะเพื่อนเอ๋ย…

ถึงบ้านเหมือนขึ้นสวรรค์! ต่อไปนี้ผมคงไม่ยอมกลับบ้านค่ำๆ มืดๆ อีกแล้ว ถึงจะไม่เห็นก็รู้ว่าผีเดินตามมาส่งตลอดทาง! บรื๋อออ…

ผีไร้บ้าน

ตอนพระสวดจบที่สองผมก็หันไปเจอตองสา ลูกสาวตาไปล่ที่เป็นเพื่อนรุ่นน้องกันมาตั้งแต่เด็กๆ ผมลุกเข้าไปขอบอกขอบใจ ถามถึงพ่อเธอ ตองสาก็เอียงคอมองอย่างสงสัย

“ไม่รู้จริงๆ เหรอ…พ่อถูกรถชนตายหน้าโรงพยาบาลมาเกือบสองปีแล้วจ้ะพี่ธง! คนมันชอบลือบ้าๆ ว่าเห็นพ่อนั่งหลังโกงอยู่ตรงที่แกตายเป็นประจำ”

แหม! ไม่ลืมเรื่องน่าขนหัวลุกหรอกครับ แต่ว่าต้องมีการบอกกล่าวเกริ่นเรื่องราวกันซะหน่อย แม้แต่ลิเกก่อนจะแสดงยังต้องมีการโหมโรง ออกแขกกันพอหอมปากหอมคอนี่นา

ผมมาเผชิญโชคที่เมืองหลวงตั้งแต่พ้นวัยเกณฑ์ทหารแล้วครับ หนักเอาเบาสู้ไม่ยอมแพ้เพื่อส่งเงินไปให้พ่อแม่กับน้องๆ อีกหลายคน จนกระทั่งสิบกว่าปีผ่านไปพอจะตั้งหลักตั้งฐานได้มั่ง…อ้าว? พ่อก็มาตายจากเพราะมะเร็งเฮงๆ ซวยๆ เหลือแต่แม่ที่แก่เฒ่าลงไป ทุกวัน

มีโอกาสเมื่อไหร่ผมเป็นต้องเผ่นขึ้นรถทัวร์ไปเยี่ยมแม่กับน้องๆ ทุกที!

นึกแล้วชักงงๆ เหมือนกัน ผมว่าเพิ่งออกจากบ้านมาหยกๆ นี่เอง ที่ไหนได้ล่ะตอนนี้อายุปาเข้าไปตั้ง 40 กว่าปีแล้วครับ…พวกน้องๆ ก็ออกเรือน มีครอบครัวกันไปหมดแล้ว เหลือแต่น้องชายคนเล็กที่ยังไม่มีเมีย คอยอยู่ดูแลแม่ให้หายห่วงได้ตามสมควร

จนกระทั่งเกิดเรื่องขนหัวลุกขึ้นมาดื้อๆ

 

ใจจริงผมน่ะไม่อยากเสี่ยงหรอกครับ เพราะแม่อายุมากแล้ว ใครๆ ก็รู้ว่าอัตราเสี่ยงสูงอาจจะเกิดอันตรายถึงแก่ชีวิตได้…

อ้าว? ตาไปล่นั่งกอดเข่าอยู่ริมทางนั่นเอง!

แม้จะเห็นข้างๆ ก็จำได้เพราะแกเป็นเพื่อนเกลอของพ่อผม เมื่อราว 3-4 ปีก่อนแกก็มาช่วยงานศพพ่อ ตอนเจอน้องๆ ก็ลืมถามไปว่าแกมาเยี่ยมแม่มั่งหรือเปล่า? ช่างเถอะ! มาเจอะเจอตาไปล่ที่นี่ก็ดีถมไปแล้ว

นั่นคือน้องชายส่งข่าวมาว่าแม่เจ็บหนักด้วยโรคหัวใจ ตอนนี้อยู่โรงพยาบาล เล่นเอาผมใจหายวูบ ทิ้งการทิ้งงานทุกอย่างรีบบึ่งไปลำปางทันที…โธ่! แม่ทั้งคนน่ะเหมือนพระประจำบ้านประจำชีวิตของลูกๆ ทั้งนั้นแหละครับ

เท่าที่ดูอาการแม่ยังพูดจารู้เรื่อง ถึงแม้จะต้องนอนแซ่วอยู่บนเตียงก็ตามที

แม่ ลูบหัว บีบมือผมเบาๆ น้ำตาซึม ผมเองก็แสบร้อนเบ้าตาไปหมด นึกอยู่ว่าจะเสียเท่าไหร่ก็ให้มันเสียไป แต่ต้องเอาชีวิตแม่ไว้เป็นมิ่งขวัญของพวกเราให้ได้!

คืนนั้นน้องสาวมา เฝ้าแม่ ผมก็ออกจากโรงพยาบาลเดินมาเรื่อยๆ ด้วยความกังวลใจระคนกับสับสนวุ่นวายยังไงบอกไม่ถูก ตั้งใจว่าพรุ่งนี้จะถามไถ่หมอให้รู้แน่ว่าอาการแม่มากน้อยแค่ไหน? จะต้องผ่าตัดหรือเปล่า?

ตะแกมีสารรูปผอมกงโก้มาแต่ไหนแต่ไรแล้วครับ นิสัยชอบนุ่งกางเกงขาก๊วยตัวเดียว เสื้อแสงไม่ใส่ ผมมาเห็นแกนั่งกอดเข่าหลังโกงคล้ายจะรอคอยอยู่ที่นี่พอดี!

“ตาไปล่…” ผมร้องทัก แกหันมามองจนใบหน้าข้างหนึ่งกระทบแสงไฟ เห็นแก้มยุบเป็นเงาลึกเพราะความผ่ายผอม ยิ้มเห็นฟันกะดำกะด่าง ผมรีบปราดเข้าไปกอดไหล่แก ไต่ถามสารทุกข์สุกดิบตามประสาคนชอบพอกัน

อากาศในฤดูหนาวเย็นยะเยือกน่าดู ลมพัดโชยเสียงหวีดหวิวชวนให้วังเวงใจยังไงชอบกล…กลิ่นเหม็นอับสาบสางอวล กรุ่น จนผมสงสัยว่าลมหอบอะไรเน่าเหม็นมาทางเราแน่ๆ

เสียงพวกวัยรุ่นพูดคุยสลับกับเสียงหัวเราะเอิ๊กอ๊ากใกล้เข้ามา ผมหันไปมอง วัยรุ่นกลุ่มนั้นกลับเงียบกริบ ก้มหน้าก้มตาจ้ำอ้าวราวกับจะออกวิ่งกันชนิดไม่เหลียวหลัง ผมย่นคิ้วหันกลับมาหาตาไปล่ ถามแกว่าเด็กพวกนั้นมันทำท่าเหมือนกลัวอะไรก็ไม่รู้?

“ฮือ…” แกพยักหน้าหงึกๆ กลิ่นเหม็นยิ่งฉุนเฉียวกว่าเดิม ผมเลยตัดสินใจล่ำลาแกเดินมุ่งหน้ากลับบ้าน…ครั้นหันไปมองก็เห็นแกยังนั่ง นิ่งอยู่ตามเดิม

นึกสงสัยตงิดๆ อยู่ว่าตาไปล่แกไม่หนาวมั่งหรือไง? เสื้อแสงก็ไม่ใส่แบบนั้นน่ะ!

อีกสองวันต่อมา แม่ก็สิ้นใจอย่างสงบ แม้ผมจะทำใจได้ว่าคนเราเกิดมาก็ต้องตายกันทั้งนั้นแหละ อยู่ที่ว่าจะช้าหรือเร็ว ผมยังกลั้นน้ำตาไม่อยู่ขณะที่นั่งพนมมือฟังพระสวดศพ ตามองรูปถ่ายของแม่…ต่อไปนี้ผมจะไม่ได้เห็นหน้าแม่อีกแล้วตลอดกาลนาน

 

ปีศาจสุรา

แดดร่มลมตก ไอ้ฉิ่งกับไอ้เลี่ยมหิ้วเหล้ามาจากบ้านน้าแล่มคนละแกลลอนเพราะมีเพื่อนจาก จังหวัดกับ กงไกรลาศมาร่วมวงด้วย ผมหว่านแหได้ปลามาโข ไอ้ตาลจัดการเชือดไก่ต้มป่าส่งกลิ่นหอมฉุยยั่วน้ำลาย พรรคพวกช่วยกันปิ้งปลาทำน้ำจิ้มรสแซบ…วงเหล้าครึกครื้น มีเรื่องตลกสัปดนมาเล่าสู่กันฟังจนขำกลิ้งประสาขี้มา

อ้าว? เลยค่ำไปหน่อยเดียวดันเหล้าหมดซะดื้อๆ ไอ้ตาลรับอาสาไปซื้อเพิ่ม…แต่ลุกจากวงแป๊บเดียวก็หิ้วเหล้ามาแล้ว แถมพาเพื่อนมาอีกคน

วงเหล้าครึกครื้นต่อไป อาศัยแสงไฟที่ต่อจากบ้านพอได้เห็นหน้าเห็นตากัน!

จู่ๆ ไอ้ฉิ่งนึกยังไงไม่รู้ ดันพยักหน้าไปทางเพื่อนที่มันบอกว่ามาจากจังหวัด เล่าว่า…เมื่อวันก่อนเพื่อนไอ้ล้อมมันขี่รถเครื่องไปหาสาว อารามเมาเลยหักรถเป๋ไปชนต้นไม้ริมทางโครมเดียวกะโหลกยุบ คอหัก ไปหายมบาลโดยไม่ได้ล่ำลาเพื่อนฝูงซักคำเดียว

“เดี๋ยวนะ กูนึก ออกแล้ว เพื่อนมึงชื่อไอ้เตยใช่มั้ยวะ?” ไอ้ฉิ่งหันไปทางเพื่อน ซึ่งไอ้ล้อมก็พยักหน้าหงึกๆ ยอมรับ “ไอ้ฉิ่งตบเข่าฉาดฉาน “นั่นไง…เดือนที่แล้วมันก็เคยมากินเหล้ากับพวกเรา”

“ฮ้า! ไอ้เตยตายรึ?” ไอ้ตาลย่นคิ้ว “กูไม่อยากเชื่อเล้ย พวกมึงโกหกใช่มั้ยวะ?”

“กูเปล่านะ” ไอ้ฉิ่งร้อง ทำตาวาว “ไอ้ล้อมมันบอก”

“ตอแหลละมึง” ไอ้ตาลคำราม “ก็ไอ้เตยหิ้วเหล้ามาหยกๆ กูก็เพิ่งพามันมานั่งหัวโด่อยู่นี่ไง!”

พวกเราไม่มีใครกลัวผีเลยตามประสาหนุ่มวัยคะนอง อย่างมากก็รู้สึกขนลุกตอนฟัง แต่แล้วก็ลืมไปหมด เผลอๆ เมาดีเข้ายังบอกว่า…ผีมีจริงก็ขอให้มาเจอกันหน่อยเถอะน่า!

อ้อ! ที่ว่าเมาดีเข้าไปก็เพราะฤทธิ์เหล้าป่าดีกรีแรงขนาดจุดไฟติดน่ะซี…ส.ร.ถ. ว่าซะยังงั้น! เขาต้มเหล้ากันหลายบ้าน ใช้แป้งข้าวเหนียวกับแป้งเชื้อ กลั่นออกมาทางกระบอกไม้ไผ่เล็กๆ ขนาดบ้องกัญชา แหม…ใสแจ๋วเป็นตาตั๊กแตนเชียว

ตอนนั้นแกลลอนละ 160 บาท ก่อนจะขึ้นราคามาเรื่อยจนปาเข้าไปเกือบ 300 บาทแล้ว

หน้าเทศกาลก็ขออนุญาตสรรพสามิตเขาซะหน่อย แต่นอกเทศกาลก็ต้องซ่อนเร้นกันพอสมควร เหล้าแดงราคาสูงๆ น่ะไม่ได้แอ้มเงินพวกเราหรอกคุณ เพราะไอ้หนุ่มลูกทุ่งเงินน้อย อีกอย่างมันก็ไม่ถึงอกถึงใจเหมือนเหล้าป่าที่เคยซดกันมาตั้งแต่หนุ่มแตกพาน

1 แกลลอนต่อ 4-5 คนก็เมาหัวทิ่มบ่อแล้วครับ!

พูดถึงบ่อ เรามักตั้งวงกันใต้ร่มไม้ใกล้บ่อปลา อยากกินปลาก็หว่านแหโครมลงไป ได้ทั้งไอ้ดุกไอ้ช่อนและปลานิล ไม่ว่าจะปิ้ง เผา ผัด แกง มันก็กลายเป็นกับแกล้มรสแซบถึงใจทั้งนั้น

พวกเราเลี้ยงไก่กันทุกบ้าน ตั้งวงเมื่อไหร่ก็จับมาเชือดอ๊อก เดี๋ยวก็ได้ไก่ต้มแช่น้ำปลา ไก่อบฟาง หรือจะหั่นลงหม้อทำเป็นต้มป่าไก่รสแซบ ติดปากติดกลิ่นมาจนป่านนี้แน่ะ

ไอ้ตาลมันทำต้มป่าไก่เก่งครับ สูตรง่ายๆ คือฉีกพริกแห้ง บุบหัวหอม ฝานข่า หั่นตะไคร้ บีบมะนาว ใส่น้ำปลาเข้าไป เดี๋ยวก็หอมฉุยไปสามบ้านแปดบ้าน บอกไม่เชื่อ!

ใครอยากมาร่วมวงก็ไม่ว่ากัน แต่ทางที่ดีควรจะหิ้วเหล้ามาเพิ่มเติมซักแกลลอน ทีนี้ก็สุมหัวกันโจ้เหล้าซดต้มป่าโฮกๆ คุยฟุ้ง หัวเราะเฮฮาดังลั่นไปสามท้องคุ้งทีเดียวเชียว

บางวันเพื่อนฝูงพาเพื่อนมาจากกงไกรลาศมั่ง ตำบลใกล้ๆ บ้าง มาสมทบกันตั้งสิบกว่าคน คุยโม้คุยโตตามนิสัย ไอ้ที่พูดไม่เข้าหูก็ต้องให้เพื่อนพากลับ.. เดี๋ยวโดนยันตกบ่อปลาได้ง่ายๆ

หมุนเวียนกันไปๆ มาๆ จนนับไม่ถ้วนจริงๆ ครับ เดี๋ยวมาร่วมวงบ่อยๆ เดี๋ยวก็หายไปหลายนาน แต่บางคนมาก่อนหรือเกิดเปรี้ยวปากทนไม่ไหวก็ไม่รู้ พอผ่านวงไหนก็แวะวงนั้นจนเมาเพียบ ลืมเหล้าลืมแกล้มฝากวงเราซะดื้อๆ ยังงั้นเอง…ไม่ว่าอะไรกันอยู่แล้ว งานนี้

วันไหนขี้เกียจทำกับข้าวเราก็หาของแกล้มง่ายๆ อย่างมะขามสด มะม่วง มะดัน มะขามป้อม…จิ้มเกลือจิ้มกะปิเคี้ยวกร้วมๆ จนเสียวรากฟัน แต่ก็ชุ่มปากชุ่มคอดีพิลึกละครับ

จนกระทั่งถึงวันเกิดเหตุขนหัวลุก!

พวกเราหันขวับ ยังงุนงงกันทุกคน ยกเว้นไอ้ล้อมที่จ้องมองเพื่อนผู้มากับไอ้ตาลก่อนจะผงะหน้า ตาเบิกโพลง ร้องลั่นว่า…ผีหลอก! ผีหลอกโว้ย…

ผมอ้าปากค้าง มองเห็นหน้าไอ้คนที่มากับไอ้ตาลเลือดท่วมหน้า นัยน์ตาพลัดออกมาห้อยร่องแร่งข้างหนึ่ง อ้าปากฉีกขาดปะหงับๆ พลางส่งเสียงแหบโหย…กูหิวเหล้า!

เท่านั้นกลียุคก็อุบัติขึ้นทันใด…ผมรู้สึกตาลายพร่า เห็นใครๆ ลุกพรวดพราด บางคนโจนลงบ่อดังตูม บางคนร้องโหวยๆ เหมือนคนบ้า ผมเองทะลึ่งพรวดขึ้นได้ก็วิ่งเตลิดไม่คิดชีวิต…วงเหล้าของเราเลิกราไปหลาย วัน กลัวผีจะโผล่เข้ามาอีกน่ะซีครับ…บรื๋อส์!!

ผีคนแก่

ผีคนแก่

ผมเดินก้มๆ เงยๆ เก็บกระป๋องใส่ถุงไปเรื่อยๆ ท่ามกลางบรรยากาศเย็นเยือกและมืดสลัว เงียบเชียวน่าวังเวงใจ มีแต่เสียงแมลงกรีดปีกเซ็งแซ่ แต่พอใกล้เข้าไปมันก็เงียบเสียง ก่อนจะบรรเลงบท เพลงของมันอีกครั้งเมื่อผมเดินผ่านไป

เดินมาไกลโข เกือบสองกิโลเมตรเห็นจะได้ กระป๋องใกล้จะเต็มถุงแล้ว…เดี๋ยวเก็บอีก 2-3 ใบก็จะกลับบ้านเพื่อล้างกระป๋อง ขัดสนิมบางใบให้เรียบร้อยก่อนจะหิ้วไปขายแล้วเลยไปโรงเรียน…

ฉับพลันนั้นเอง แสงไฟฉายก็สาดจ้าเข้าไปกระทบกับอะไรบางอย่างเข้าจังๆ

พ่อทำงานที่สถานี แม่ทำงานบ้าน ทั้งตักน้ำ ผ่าฟืน เลี้ยงลูกเต้าเป็นโขยง จำได้ว่าพ่อแม่ต้องเหน็ดเหนื่อยสายตัวแทบขาดอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ผมเองแม้จะยังเด็ก แต่ก็เป็นลูกคนโตต้องช่วยพ่อแม่ทำมาหากินแล้ว ไม่มีโอกาสได้นอนอุตุให้สบายจนตะวันโด่งเหมือนพวกลูกคนรวยเขาหรอกครับ

ตอนนั้นผมอายุเพิ่ง 11-12 ขวบ แต่ต้องตื่นพร้อมพ่อตั้งแต่ตี 4 เพื่อออกไปทำงานด้วยกันทั้งสองคน ส่วนแม่ก็เข้าครัวไปหุงข้าว ต้มแกงเอาไว้รอพวกเราเหมือนกัน ปล่อยให้พวกตัวเล็กๆ หลับสบายไปก่อน

งานหลักของพ่อคือรับจ้างขนกระ เป๋าใบโตๆ ของผู้โดยสารจากรถไฟไปขึ้นรถหลังสถานี ได้ค่าแรงใบละ 50 สตางค์ งานสำหรับเด็กๆ อย่างผมคือหากระป๋องนมไปขาย

หลายท่านอาจจะสงสัยว่าจะเอากระป๋องนมจากที่ไหนทุกวัน? หาได้แล้วจะเอาไปขายให้ใคร?

เรื่องเป็นยังงี้ครับ

สมัยนั้นกระป๋องนมตามต่างจังหวัด โดยเฉพาะตามสถานีรถไฟมีความสำคัญมาก เนื่องจากนำไปใส่กาแฟก็ได้ ใส่ข้าวต้มก็ได้ เอาเชือกกล้วยร้อยรูที่ฝากระป๋อง มีขายกันตามร้านกาแฟและร้านข้าวต้ม…แต่ที่ใช้มากที่สุดก็คือใส่ของที่ว่า สำหรับเร่ขายเวลารถไฟเทียบสถานี!

ส่วนที่จะไปเก็บกระป๋องเปล่าที่ไหนนั้น ถ้าท่านนึกภาพออกก็คงรู้ว่าเมื่อผู้ซื้อดื่มกาแฟหรือกินข้าวต้มหมดแล้ว ก็ต้องเหวี่ยงกระป๋องเปล่าจากหน้าต่างรถทิ้งไปตามสองข้างทาง

รัศมีการเดินหากระป๋องเปล่าของผมอยู่ในราว 2-3 กิโลเมตรจากสถานี

แล้วจะเก็บใส่อะไร? ฝากระป๋องคมๆ ไม่บาดเนื้อหนังแย่หรือ?

เรื่องนี้หายห่วงได้เลย แม่ผมจัดการหาผ้าหนาๆ มาเย็บเป็นถุงสำหรับสะพายบ่า แล้วมีเชือกร้อยสำหรับรูดปากถุงให้แน่นหนา ฝากระป๋องจะได้ไม่บาดลูก กับสิ่งของในถุงจะได้ไม่ร่วงหล่นลงไปง่ายๆ

แล้วจะเอากระป๋องสกปรกนั่นไปขายใคร?

อ๋อ…ผมจะต้องเอากระป๋องที่เก็บได้มาล้างทำความสะอาดเสียก่อน โดนคมที่ฝาบาดบ่อยๆ จนเคยชินแล้วครับ ก่อนจะนำไปขายที่หลังสถานีราคา 12 ใบ 1 บาท! เฮ้อ…คิดแล้วยังเหนื่อยไม่หายจริงๆ ครับ พับผ่าเถอะเอ้า!

จนกระทั่งเจอะเหตุการณ์น่าขนหัวลุกเข้าเต็มเปา!!

ใกล้ย่ำรุ่งวันนั้นอากาศค่อนข้างเยือกเย็นเพราะฝนตกหนักเมื่อคืน ผมแยกกับพ่อที่สถานีแล้วเดินย่ำต๊อก ฉายไฟวูบวาบหากระป๋องเปล่าไปเรื่อยๆ ด้วยความเคยชินโดยไม่ได้หวั่นหวาดอะไร

นรกเป็นพยาน! มันคือใบหน้าที่คล้ายมนุษย์ แต่แสนจะน่าเกลียดน่ากลัวจนไฟฉายแทบจะหลุดจากมือ!

“เฮ้ย! อะไรโว้ย…”

ผมหลุดปากร้องลั่น ผงะหน้าจนแทบจะหงายผลึ่งก้นจ้ำเบ้า เมื่อเห็นใบหน้าอันเหี่ยวย่น ผมขาวโพลน แก้มยุบเป็นหลุม นัยน์ตาลึกกลวง กำลังเบิกกว้างจ้องมองผมอย่างมุ่งร้ายหมายขวัญ สองขาผมสั่นเทา เกือบจะหันกลับเพื่อโกยอ้าวอยู่รอมร่อ…พอดีเสียงแหบๆ ดังขึ้น

“กูเอง! ไอ้นุ้ย…กูเอง! มึงจำยายชิตไม่ได้หรือวะ? ไอ้…” เสียงด่าตามประสาบ้านเราดังเป็นชุด “โอย…มึงทำเอากูแทบจะเป็นลมตาย!”

โธ่! ยายชิตก็มาเก็บกระป๋องไปขายแบบผมเหมือนกัน ผัวแกเป็นพนักงานขับรถไฟ เข้าๆ ออกๆ ประจำอยู่ที่สถานีนั่นเอง! ยายชิตนะยายชิต…เล่นเอาผมเกือบช็อกตายคาที่เช่นกัน…ขนหัวลุกครับ!

ทางผีผ่าน

เสียงผู้คนร้องกรี๊ดกร๊าดวี้ดว้ายดังระงมไปหมด รถไฟหยุดไม่ทันแน่ๆ ล้อเหล็กหั่นแขนขาเนื้อตัวขาดกระเด็นน่าสยดสยองสิ้นดี ขนาดการรถไฟใช้ที่กั้นทางข้ามแล้วนะคะเพื่อป้องกันอุบัติเหตุ แต่ห้ามคนฆ่าตัวตายไม่สำเร็จ

ผีทางรถไฟแถวสะพานดำที่เคยซาไปก็กลับดังขึ้นมาใหม่ ตอนกลางคืนมีคนเห็นห้อยโหนโยนตัว หัวขาดแขนขาขาดเป็นประจำ!

ซอย บ้านดิฉันอยู่ใกล้ๆ สี่แยก ตรงข้ามซอยเข้าวัดจอมสุดาราม หรือวัดไพรงามพอดี เป็นซอยเล็กมากจนทางกทม.ไม่ยอมเสียเวลาตั้งชื่อให้ แต่เราเรียกกันเองว่า “ซอยวัดใจ”

ความเล็กของซอยเข้าได้แต่รถมอเตอร์ไซค์ ถ้ารถตุ๊กตุ๊กจะเข้าซอยนี้ต้องมีคนขับเก่งจริงๆ ถึงจะเข้าได้ เพราะทั้งซ้ายทั้งขวาห่างรั้วสูงลิบไม่ถึงศอก ถ้ามีคนเดินอยู่ก็ต้องหยุดเดิน แนบตัวกับกำแพง รั้ว เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกเฉี่ยวชน

ต้องวัดใจกันว่ารถกับคน ใครจะหยุดก่อนกัน? ถึงเรียกว่าซอยวัดใจไงคะ!

นั่นคือสี่แยกทางรถไฟ ถนนนครไชยศรี ตัดกับสวรรคโลก ซ้ายไปสถานีสามเสน ขวาไปสวนจิตรลดา ไหนจะรถชนกันที่สี่แยก ไหนจะเกิดเรื่องรถไฟชนรถยนต์อีกด้วย

ที่น่ากลัวมากๆ คือรถไฟทับคนตายคาที่นี่ซิคะ สมัยก่อนเกิดเรื่องบ่อยมาก แถวสะพานดำข้ามคลองสามเสน ที่มีต้นทางจากแม่น้ำเจ้าพระยา ไหลเลียบวังศุโขทัยมาถึงวัดอัมพวัน, วัดสุคันธาราม…ไหล คดเคี้ยวไปจนถึงถนนพระรามเก้าโน่นแน่ะ

แม้ห่างจากย่านสาม เสนมาไกลแล้ว ที่นี่ก็ยังมีชื่อสถานีรถไฟสามเสนเหมือนกัน!

เมื่อราว 5-6 ปีก่อน มีผู้ชายนุ่งกางเกงลายพราง สวมเสื้อคอกลมสีขี้ม้าอยู่ดีๆ รถไฟขาขึ้นเปิดหวูดจะเข้าเทียบชานชาลา ชายผู้นั้นก็วิ่งไปนอนหงายขวางทางรถไฟดื้อๆ

ไม่จำเป็นจริงๆ รถตุ๊กตุ๊กก็ไม่อยากเข้าหรอกค่ะ แม้ว่าทางแคบที่ว่าจะไม่เกินร้อยเมตร ต่อจากนั้นก็เป็นทางกว้าง มีซอยเล็กๆ เป็นทางเดินอยู่ทางซ้าย บ้านช่องแน่นหนา ผู้คนคึกคักพอสมควร

ซอยนี้มีคนเข้าออกแทบไม่ขาดระยะ ส่วนมากใช้มอเตอร์ไซค์ คนที่เดินก็เดินจนชินแล้ว ล้วนแต่คุ้นหน้าคุ้นตากันทั้งนั้น พูดไปอีกทีก็ไม่มีอะไรน่ากลัวหรอกค่ะ….

อ้อ! ยกเว้นต้นโพธิ์ที่อยู่สุดซอย หรือจะพูดได้ตรงเผงก็ต้องบอกว่าอยู่กลางซอย!

ถ้ามองไปตรงๆ ก็จะเห็นต้นโพธิ์ใหญ่ ขนาดไม่สูงนักอยู่สุดทางพอดี…แต่ไปถึงจะมีทางเลี้ยวแคบๆ สั้นๆ อยู่ทางซ้าย แล้วเลี้ยวขวาออกไปอีกที เป็นต้นโพธิ์เก่าแก่หลายสิบปีแล้ว มีฐานปูนล้อมรอบ ชาวบ้านทั่วไปถือว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ มีผู้มาบนบานศาลกล่าวอยู่เนืองๆ

คงจะเกิดจากความเหนื่อยและเพลียมากกว่า ทำให้หูฟั่นเฟือน! ประสาทหลอน! ไม่อยากคิดอะไรมาก รีบเดินเร็วขึ้นเพราะรำคาญเนื้อตัว อยากอาบน้ำเปลี่ยน เสื้อผ้าเต็มทีแล้ว

ไม่ช้าก็เห็นโพธิ์ใหญ่ต้นนั้นยืนทะมึนอยู่ในแสงไฟ เยือกเย็น น่าแปลกที่เห็นใครนั่งกอดเข่าอยู่บนขอบปูนรอบโคนต้น ฟุบหน้านิ่งคล้ายนั่งหลับ อากาศก็ชักเย็นยะเยือกขึ้นทุกที

ขณะที่จะ เลี้ยวเข้าบ้านก็มองดูอีกครั้ง ร่างนั้นหายไปในชั่วพริบตาเดียว…หายไปต่อหน้าต่อตาดื้อๆ เล่นเอาดิฉันขนลุกซ่าไปทั้งตัว…คราวนี้เชื่อสนิทแล้วค่ะว่าเจ้าพ่อโพธิ์ ศักดิ์สิทธิ์เหลือเชื่อ อย่างน้อยผีก็มีจริงๆ ไม่อยากหลอกตัวเองว่าตาฝาดแล้วค่ะ!

ผ้าแพรสีต่างๆ สดใสเต็มโคนโพธิ์ มีทั้งพวงมาลัย ดอกไม้ ธูปเทียน ที่คนมาบนและแก้บน ร่ำลือกันมานานว่าเจ้าพ่อโพธิ์ให้หวยแม่น มีคนถูกหวยกันบ่อยๆ มาหลายปีดีดักแล้ว

ตอนกลางวันก็ดูสวยงามดีนะคะ หรือจะเป็นเพราะเห็นจนชินตาก็ไม่ทราบ แต่พอตกกลางคืนดูร่มครึ้ม ชวนให้เยือกเย็นวังเวงใจอย่างไรพิกล

นอกจากให้หวยแม่น ยังมีเสียงลือว่าผีดุอีกต่างหาก!

บ้านดิฉันอยู่ก่อนถึงต้นโพธิ์ พอเดินเข้าซอยพ้นทางแคบได้ไม่ไกลก็เห็นต้นโพธิ์โดดเด่น ไม่มองก็ต้องมองนะคะ… ก่อนจะเลี้ยวเข้าบ้าน แต่ไม่เคยเห็นอะไรน่ากลัวแม้ครั้งเดียว

ตัวเองไม่กลัวผี ไม่เคยถูกผีหลอกสักครั้ง! แต่ต้องขอบอกก่อนว่า “ไม่เชื่อก็อย่าลบหลู่” นะคะ ในที่สุดก็เจอดีเข้าจนได้!

เมื่อปลายปีนี้เอง ดิฉันเลิกงานตอนค่ำเพราะต้องเคลียร์ให้เรียบร้อยก่อนวันหยุดสิ้นปี นั่งรถสาย 14 จากประตูน้ำกลับบ้าน…พอเดินเข้าซอยก็รู้สึกเยือกเย็นชอบกล นึกได้ว่าเป็นฤดูหนาว แต่ผู้คนไม่รู้ว่าหายไปไหนหมด คล้ายกับมีเราเดินเข้าอยู่คนเดียว

มีมอเตอร์ไซค์ดังกระหึ่มมาจากข้างหลัง ตอนนั้นใกล้จะถึงทางแคบที่มีรั้วสูงๆ ทั้งสองข้างแล้ว ดิฉันแอบเข้าชิดซ้าย รถคันนั้นแล่นหวือผ่านไป…แต่ดิฉันยืนตัวแข็งทื่ออยู่กับที่

คุณพระช่วย! ไม่เห็นรถราสักคันเดียว มันมีแต่เสียงเท่านั้นเอง!

 

คืนเรียกผี

ป้าแจ่มร่างเล็กบาง ผมดัดสั้นๆ ขาวโพลนเหมือนปุยสำลี…ยายเคยชมป้าแจ่มต่อหน้า ยังติดหูติดใจดิฉันมาจนถึงทุกวันนี้

“แม่แจ่มผมขาวสวย น่าอิจฉาจริงๆ เพราะฉันใจไม่ถึงเหมือนแม่แจ่ม ไม่กล้าปล่อยขาว เลยต้องย้อมผมเดือนละครั้ง”

สามี ป้าแจ่มเสียชีวิตไปเกือบสิบปี อยู่กับลูกๆ หลานๆ อีกหลายคน ตัวเองเป็นครูเก่า ออกมารับบำนาญกินทุกเดือนไม่เดือดร้อน ถึงสิ้นเดือนก็แต่งตัวออกไปรับบำนาญ ขากลับจะมีขนมและผลไม้มาฝากหลานๆ และเด็กข้างบ้านอย่างดิฉันกับพี่น้องเป็นประจำ

บ้านติดกันคือบ้านป้าแจ่ม อายุ 70 เศษ รุ่นเดียวกับยายดิฉัน แต่แม่เรียกว่าป้าแจ่ม ดิฉันกับพี่ๆ น้องๆ ก็พลอยเรียกป้าแจ่มไปด้วย สังเกตว่าถ้าได้ยินพวกเราเรียกแบบนี้ทีไร ป้าแจ่มจะยิ้มละไม นัยน์ตาเป็นประกายด้วยความขบขันระคนพออกพอใจมากๆ เลย

 

เมื่อดิฉันเรียน ม.ปลาย ป้าแจ่มก็ไม่ต้องไปรับบำนาญแล้ว แกบอกว่าตอนนี้เขาโอนเงินเข้าบัญชีให้เลย ดิฉันกับเพื่อนๆ ที่เคยไปวิ่งเล่นที่บ้านป้าแจ่ม ไปมาหาสู่กันเป็นประจำตั้งแต่เด็กจนรุ่นสาว ก็ยังไปหาป้าแจ่มตอนเย็น หรือไม่ก็วันเสาร์วันอาทิตย์อยู่เสมอ

ป้าแจ่มมีเก้าอี้นวมตัวโปรดอยู่ที่เฉลียงร่มรื่น มีทั้งกระดังงา, การะเวก, มหาหงส์ และสายน้ำผึ้งเลื้อยขึ้นตามค้าง ตอนหลังมีไม้เลื้อยพันธุ์ใหม่ ดอกสีขาวเป็นช่อหอมกรุ่น เราเรียกราชาวดี แต่ป้าแจ่มบอกเสียงหัวเราะว่า…ต้องเรียกไลแล็กซีจ๊ะ ถึงจะไม่เชย!

พวกเราขำกลิ้งไปตามๆ กัน ชอบฟังคำพูดแปลกๆ แต่น่าคิดน่าขำของป้าแจ่มทุกคนแหละค่ะ อย่างพูดถึงสวรรค์หรือเทวดา ป้าแจ่มก็จะบอกว่า

“ป้ารอว่าเมื่อไหร่จะได้พบคนที่ป้ารักเสียที! ไม่ว่าพ่อ แม่ ญาติมิตรสนิทสนม สามีกับลูกชายคนโตที่ตายจากไปตั้งแต่เด็กๆ ป้าไม่เชื่อเรื่องสวรรค์-นรก แต่เชื่อว่าโลกหน้ามีจริง ใครอยากไปที่ไหนก็ได้ไปที่นั่น! คืนก่อนลูกชายป้าก็มาหา…”

ขณะนั้นราวห้าโมงเย็นกว่าๆ อากาศครึ้มฟ้าครึ้มฝนจนดูเหมือนใกล้ค่ำ ลมพัดวูบ ยอดไม้ไหวซ่า เล่น เอาพวกเราเหลียวซ้ายแลขวาลอกแลก เสียงเยือกเย็นของป้าแจ่มก็ดังวู่หวิวคล้ายจะคละเคล้ามากับสายลม

“เขาบอกว่ามาหาแม่ มารอรับแม่…เวลาของแม่เหลือน้อยลงทุกทีแล้ว! พ่อกับตายายก็จะมารับแม่ด้วย…พวกเราจะได้อยู่ด้วยกันอีกครั้ง! พวกเพื่อนๆ ของแม่อีกหลายคนก็จะมารับเหมือนกัน…ไปด้วยกันเถอะแม่! เราจะได้มีความสุขเหมือนวันคืนเก่าๆ ไงล่ะ…”

“ต๊ายตาย!” ยุพดียกมือทาบอก ทำตาโต “น่ากลัวจังค่ะ”

ดิฉันกลืนน้ำลาย ขนลุกซ่าไปทั้งตัว มองดูนัยน์ตาอมสุขของป้าแจ่มแล้วใจหาย…เป็นนัยน์ตาของคนที่พร้อมจะอำลาโลก นี้ไปสู่โลกหน้า ด้วยความสุขและความหวังเต็มเปี่ยม

วันต่อๆ มาป้าแจ่มดูสดชื่นแจ่มใส มองพวกเราด้วยแววตายั่วเย้าและเอ็นดู

“จวนจะได้เวลาของป้าแล้ว อย่าคิดอะไรมากเลยหนู เมื่อคืนสามีป้าก็มาหา พ่อแม่พี่น้องเพื่อนฝูงอีกหลายคน…เกิดมาแล้วก็ต้องตาย ไม่มีใครอยู่ค้ำฟ้าได้หรอก! ความตายก็เหมือนการนอนหลับหรือฉากผ่านของชีวิต เป็นความฝันที่ไม่มีวันสิ้นสุดของคนเราเท่านั้นเอง”

จนกระทั่งคืนนั้น…เสียงหัวเราะเริงร่าดังมากระทบหูจนดิฉันสะดุ้งตื่น อากาศยามดึกเย็นยะเยือก เหมือนมีอะไรดลใจให้ลุกไปดูที่หน้าต่าง ตรงกับหน้าบ้านป้าแจ่มพอดี

“โอ๊ย! อย่าไปสนใจเลยว่าข้างบนโน้นจะมีจริงหรือเปล่า หรือถ้าเกิดมีจริงๆ ป้าก็คิดว่าเขาคงไม่อยากยุ่งกับพวกเราหรอก”

แต่ พวกเราก็มักจะมีปัญหาเรื่องการเรียน ทั้งการสอบไล่บ้าง สอบเอ็นท์ บ้าง…บางคนก็ผิดหวัง ทำ หน้าเศร้ามาหาป้าแจ่ม บางคนเงียบๆ เฉยๆ แต่บางคนหน้าตาซึมเซาเศร้าหมอง เอ่ยปากว่าจะทำยังไงดี ในเมื่อชีวิตมันไม่เป็นไปอย่างที่เราคิดเลย!

ป้าแจ่มถอนใจยาว บอกกล่าวด้วยใบหน้ายิ้มละไม

“เรา ก็ต้องฟันฝ่ามันไปน่ะซีจ๊ะ ถึงชีวิตจะผิดหวัง หม่นหมองแค่ไหน เราก็ต้องต่อสู้ต่อไป…ถ้าตอนนี้ยังยิ้มไม่ได้ ก่อนตายเราจะหัวเราะได้ยังไง? แต่ถ้าตายเมื่อไหร่ก็เป็นอันว่าได้หยุดพักไปตลอดกาลเมื่อนั้น”

ยุพดี เพื่อนรุ่นพี่ถามว่าตอนนี้ป้าแจ่มมีความหวังอะไรในชีวิตบ้างล่ะคะ?

คน อื่นๆ เงียบไปหมด แต่ก็อยากรู้คำตอบตรงกัน ป้าแจ่มถอนใจอีกครั้ง นัยน์ตาสีน้ำข้าวเหม่อลอย เหมือนกับกำลังมองหาบางสิ่งบางอย่างที่ไม่มีตัวตน ก่อนจะฝืนยิ้ม

หญิงชายกลุ่มใหญ่ยืนพูดคุยปนหัวเราะกันอยู่ที่ระเบียง ป้าแจ่มแต่งตัวเรียบร้อยเดินยิ้มแย้มออกมา ผมสีเงินยวงดูเป็นประกายอยู่ในแสงจันทร์…แล้วภาพเหล่านั้นก็ค่อยๆ เลือนรางจางหายไปจากม่านน้ำตาของดิฉันเอง!

รถจากนรก

มอเตอร์ไซค์กับรถตู้ราวกับจะกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิต ของคนกรุงเทพฯ ไปเสียแล้ว เพราะชีวิตที่รีบเร่ง ต้องการทั้งความสะดวกและรวดเร็ว… แม้ว่าจะไม่ต้องพึ่งรถตู้ แต่ดิฉันก็ต้องอาศัยมอเตอร์ไซค์รับจ้างที่ซอยบ้านในซอยลาดพร้าวต้นๆ ที่มักจะแล่นผ่านทางแยกหน้าบ้านดิฉันเพื่อไปส่งที่ป้ายรถเมล์ อาศัยซ้อนท้ายกลับบ้านในตอนใกล้ค่ำอีกด้วย

ดิฉันพบกับเรื่องสยองในตอนเช้า ถือว่ากลางวันแสกๆ เลยนะคะ!

เช้า นั้นอากาศเยือกเย็นยังแผ่ซ่านไปทั้งกรุงเทพฯ แต่คนทำงานก็ต้องลุกขึ้นมาอาบน้ำแต่งตัว หาอะไรรองท้องง่ายๆ แล้วรีบแจ้นออกจากบ้าน เพื่อไปซ้อนแมงกะไซค์ไปส่งปากซอยเหมือนเช่นทุกวัน
“หนูกำลังจะกลับบ้านพอดี เลยไม่ได้สวมเสื้อวิน…”

ได้ ยินเสียงเธอแว่วๆ ทำให้นึกอยู่ว่า แปลก…จะกลับบ้านแต่เช้า สงสัยคงออกมาตั้งแต่ตี 4 ตี 5 แน่ๆ เอ๊ะ! แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเสื้อวินด้วยล่ะ?

ชั่วระยะเวลาสั้นๆ ทำไมดิฉันคิดฟุ้งซ่านไปได้ตั้งหลายเรื่องก็ไม่ทราบ

ที่ แน่ๆ คือในซอยนั้นมีผู้หญิงขับมอเตอร์ไซค์รับจ้าง 2-3 คน แต่คนนี้ไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน…ถ้าเป็นตอนขากลับค่ำๆ คงจะน่าหวาดระแวงแน่ แต่นี่มันกลางวันแสกๆ

อ้าว? ถึงแล้ว! ดิฉันก้าวลงจากรถ มือหนึ่งล้วงกระเป๋ากระโปรงเพื่อหยิบเงิน ส่วนนัยน์ตาก็หันไปมองถนนว่ารถเมล์ที่เราจะขึ้นใกล้มาหรือยัง…ก่อนจะหันไป ส่งแบงก์ยี่สิบให้เธอ เพราะไม่มีเหรียญสิบบาทติดตัวมาด้วย…

วันรุ่งขึ้น ดิฉันก็ไปขึ้นรถหน้าบ้านที่จอดอยู่เหมือนวันก่อนๆ

ขณะ ที่ก้าวขึ้นนั่งก็ได้ยินเสียงมอเตอร์ไซค์ดังมาจากก้นซอย หันขวับไปมองก็แทบจะล้มแผละลงทันที เมื่อเห็นเธอผู้นั้นยิ้มระรื่นกับดิฉันคล้ายจะทักทาย… ก่อนจะห้อรถตะบึงไปทางปากซอยคล้ายจะหายวับไปกับตา

วันนั้นดิฉันไป จับไข้ในที่ทำงาน รุ่งขึ้นรีบตักบาตรอุทิศส่วนกุศลให้เธอ…วันต่อๆ มาก็ไม่ได้พบเห็นเธออีกต่อไป นึกแล้วขนลุกทุกทีเลยค่ะ!

คุณพระช่วย! ไม่มีรถคันนั้นอยู่แล้วค่ะ!!

เป็นไปไม่ได้…ดิฉันมองตามเข้าไปในซอยก็ไม่เห็นมอเตอร์ไซค์แม้แต่คันเดียว ไม่ว่าเพิ่งแล่นเข้าไปหรือจะวิ่งออกมา

ชั่วพริบตาเดียวแท้ๆ ทั้งรถทั้งคนหายวับไปดื้อๆ ได้ยังไง?

ที่ กำแพงติดกับปากซอยมีที่ว่างกำลังสร้างตึกแถวอยู่ ดิฉันเดินไปดูให้แน่ใจก็ไม่เห็นวี่แววของรถคันนั้นเลย…ขนลุกเกรียวขึ้นมา ดื้อๆ ปากคอแห้งผากจนต้องกระเดือกน้ำลายอึกใหญ่ ขาสั่นจนแทบจะเดินไปที่ป้ายรถเมล์ไม่ไหว

นี่มันเกิดนรกจกเปรตอะไรขึ้นมา?

อย่า ไปพูดถึงเรื่องเสี่ยงหรือไม่เสี่ยงเลยค่ะ ขนาดหมวกนิรภัยยังไม่มีสวมนี่คะ…ได้ยินว่าจะมีการบังคับให้สวมคนนั่งซ้อน ท้ายทุกคน ไม่งั้นจะโดนจับ โดนปรับ อยากหัวเราะให้ฟันหักจริงๆ โธ่! ถนนใหญ่อย่างลาดพร้าวน่ะลองไปดูซีคะว่าสวมหมวกกันหรือเปล่า?

เข้าเรื่องของเราดีกว่าค่ะ!

เช้านั้นแปลกมากที่ไม่มีมอเตอร์ไซค์จอดอยู่แถวหน้าบ้านซักคันเดียว

อ้อ! ลืมบอกไปว่าวินเขาอยู่ที่ปากซอยก็จริง แต่ตอนเช้าๆ จะมีมาจอด 2-3 คันเป็นประจำ เพื่อรอรับผู้โดยสารที่ต้องการใช้บริการหลายคน บางทีก็เป็นขาประจำ มีทั้งผู้ใหญ่และเด็กนักเรียน แต่เช้านั้นพวกเขาคงไปส่งคนที่ปากซอยกันหมด

เดี๋ยวก็คงมาละ น่า…นั่นไง! มาจริงๆ แต่เป็นผู้หญิงที่ชะลอรถมาจอด เพิ่งสังเกตว่าเธอสวมหมวกที่เปิดหน้า แถมไม่ได้ใส่เสื้อวินสีแดงด้วย…อารามรีบร้อนดิฉันก็บอกว่าไปปากซอย ทั้งๆ ที่ไม่จำเป็น…แล้วรีบซ้อนท้ายกอดสะเอวเธอเพราะเห็นเป็นผู้หญิงด้วยกัน

มอง ในแง่ดี…หรือว่าเธอจะรีบกลับบ้านตามที่บอกไว้ตอนแรก จนไม่สนใจเงินสิบบาท? หรือเธอแน่ใจว่าเราคงจะพบกันอีก แล้วดิฉันจะจ่ายเงินให้เธอเอง?

ช่าง เถอะ! ลืมเสียดีกว่า…ดิฉันตัดใจได้สำเร็จ จนถึงขากลับบ้านก็หวนนึกขึ้นมาอีก ทำให้มองหน้าคนขี่มอเตอร์ไซค์ 3-4 คนจนพบขาประจำ นึกจะถามเขาก็คิดได้ว่าเสียเวลาเปล่าๆ แถมไม่มีประโยชน์อะไรด้วยซ้ำ

Debt of ghosts

ตำนานผีI had trouble in the past when a teenager ten years ago remains. Or to narrow it is the rockers. Students – what about the gangster thing. I like the beat of a different color Chariots. Until the injury is regularly varying.

What it lacked was a new one. It has both a sword and gun Sparta actually had a pen gun.

Evening classes, be careful not to hit “All Night Long” are back together as a group. The bus was padlocked. If I screw up the crowd antagonists may be responsible for a simple salad.

I know that each partner. Perhaps the attack at a bus stop. Villagers flee scattering. I sometimes play two at a time on buses. What other innocent people will be involved in I crossfire varying the Nemesis is shot to death with it. I seriously wounded. News in the fall. ETO on TV frequently. Up to now.

I have a friend whose name I’m sure. Because we love each other like services. Beginning with the time it was 7-8 years ago.

‘m A skinny little bastard China will not embarrass the surface of the heart, not exceeding 5 per one stream dedicated to my life. I ended up having to go to the hospital for several days. But it is a serious opponent to 2-3 people.

What is the line we’ll hit it one day on the street nearby. The bus stop is disorienting.

A group of teenagers find their way to the surface, it’s nothing unusual. But I noticed one chance to reach around the back neck intuitively sensing shouted Oi! Oh look …

Long drawn out the sword quickly. I’m singing while moving to run the kind of death is dead!

The sword broke because I have to run. I saw him. I drew out two burning immediately. I pushed the pace a friend immediately thrown to the wayside.

Gunfire mingled with the sound. Followed by a smack. I’m up. Teens are turning to run from Soi. I quickly grabbed it and ran by friends. The controversy around the ears with cries of women.

It appears that a young man from drowning in his own blood. I writhe and groan in pain … extreme red light blue shirt. Soaked with fresh blood.

Good Samaritan speedily help. I pull your hands defies fled. I have not run into a cop that my party was the sniper … because I’m grateful for. This is inconceivable.

“If I can not push the interviewee to me! If a woman is to be arrested as well … I owe u my life “.

I do not think that any more cuts as “I like it I do not like”.

I’m really torn about two weeks later and was killed by enemy trap. Both a knife and a gun crowd salad to death on the streets of Soi home evening. Later learned to trap Wacoal carry out night for several days. But there will also be no night life to sacrifice as well.

I have a serious casualties media fanfare even as the police are here to keep my silence … I love my body. I cry when I see sad eyes. We looked in front of the coffin. It’s like background noise.

“Forgive them. I still owe me … “.

But I would ask forgiveness of one another. Let your spirits to get to like it. I’m reminded of the Lord … almost every day. That would be a dream to some, but I never dreamed even once.

Until that night … I was dozing just background noise coming from the front is called a semi-dream, half reality. I got to the window, they saw no one. The dense trees in the light. Go back to sleep … but soon heard the call again. This time around the ears.

I got to see it. I’m floating the eyes see thee. View as regular as it used to be. I heard a voice as clear as … I owe my life!

Face it, the vast majority. Become a dark iris. I think the answer to that myself too … so be it! I felt it was plunged into a deep sleep to fall into the bottomless pit of hell.

I wake up, I wake up. I wracked my entire body. Dry mouth, throat, a high fever due to the scorching heat. Mary had to take a drug. To rest until the fever is gone … I sleep about 2 days and I can see the face of the bit. Fever greater than before.

Enough relief that I was lucky I had a fever. The day before they strike again. At school, I was hit by severe if 2-3 people may be ill or sick at home.

I’m reminded of the debt he bumps … I really live for? Since then, I never dreamed that I’m seeing.

วิญญาณหลอนทั้งซอย

ผีดุ

สวัสดีเพื่อนผู้รักเรื่องลี้ลับเรื่องผีสางครับ วันนี้ผมนำความดุของผีมาฉแให้ฟังกันครับ แดดตอนเที่ยงๆ สว่างจ้า แต่ในต้นมะม่วงดูมืดครึ้ม ท่าทางจะไม่ร้อนนัก เด็กคนนั้นนั่งอยู่อย่างน่าเสียวไส้ กิ่งมะม่วงนั่นสูงเอาการ…คือสูงกว่าหน้าต่างชั้นสองที่ผมยืนมองอยู่ซะอีก เด็กคนนี้อายุราวสิบขวบ ผมเกรียน ใส่เสื้อกล้ามสีขาวมอๆ นุ่งกางเกงนักเรียนสีกากี เขานั่งห้อยขาอย่างสบาย มือสองข้างถือมะม่วงกัดกินอย่างอร่อย

“เปิ้ล” เป็นเพื่อนข้างห้องเช่าที่ดินแดงนี่เอง นิสัยเราตรงกันตรงที่ชอบอยู่คนเดียว ไม่อยากชวนใครมาเป็นเพื่อนเพื่อแชร์ค่าห้อง ถือว่ารักอิสรเสรีเหนืออื่นใด…แต่สิ่งที่แตกต่างกันสุดขั้วก็คือเปิ้ลเป็น โรคขี้หลงขี้ลืมขนาดหนัก ตอนที่รู้จักกันใหม่ๆ ยังคิดว่าเธอแกล้งทำด้วยซ้ำ

เดี๋ยวลืมกุญแจห้อง เดี๋ยวลืมกุญแจรถ เดี๋ยวลืมกระเป๋าสตางค์…ทั้งในห้องและที่ทำงาน เดี๋ยวลืมรหัส เอทีเอ็ม เดี๋ยวลืมว่ารุ่งขึ้นเป็นวันหยุด เดี๋ยวลืมว่านัดกับเพื่อนที่ศูนย์การค้าจนเพื่อนโทร.มาต่อว่าขณะที่เปิ้ล เข้ามานั่งคุยจ๋อยๆ อยู่ในห้องดิฉัน แต่ไม่มีใครถือโกรธมากมายอะไรเพราะรู้นิสัยขี้ลืมของเธอดี

“ขวัญ” เพื่อนสนิทคนหนึ่งถึงกับแซวว่า…นี่เปิ้ล! ฉันว่าเธอเขียนชื่อแขวนคอไว้ดีกว่าว่ะ เผื่อเกิดลืมว่าตัวเองชื่ออะไรจะได้ดูป้ายไงล่ะ!

เปิ้ลได้แต่ยิ้มแหยๆ ดูแล้วก็น่าสงสาร เพราะวันนั้นขวัญมาค้างที่ห้องเปิ้ล หาซื้ออะไรมากินกันสามคน พูดคุยปากกว้างเรื่อยเปื่อยไปเรื่อยๆ แต่ขวัญแซวซะจนดิฉันอดสงสารเปิ้ลไม่ได้…เราแนะนำให้เธอไปหาหมอเพื่อปรึกษา โรคลืมฉกาจฉกรรจ์ แต่เปิ้ลกลับค้อนควักให้

“จะบ้าเรอะ? จู่ๆ จะให้ฉันไปหาจิตแพทย์ เดี๋ยวใครก็นึกว่าฉันเป็นบ้าน่ะซี!”

ป้านิดมีญาติชื่อป้าแขกกับลุงสิทธิ์ เป็นเจ้าของสวนตาล และมีรถกระบะขนลูกตาลสดๆ มานั่งปอกนั่งเฉาะกันริมทาง เวลารถนักท่องเที่ยวผ่านไปมาก็จะแวะซื้อ บางรายสนิทสนมเป็นขาประจำกันเลยเชียว สินค้าที่ขายเป็นผลไม้ตามฤดูกาลและน้ำตาลสดที่ผมกับน้องแก้มชอบมากที่สุด

จริงๆ แล้วผมไม่เคยไปบ้านสวนของป้านิดหรอกครับ แต่ปีนี้ป้านิดมาเยี่ยมคุณปู่ที่โรงพยาบาลในกรุงเทพฯ พี่จอยพี่โจมาค้างบ้านผมตั้งหลายวัน แล้วก็เลยชวนผมไปเที่ยวทางโน้นบ้าง ผมกับน้องแก้มนึกสนุก น้องแก้ม น่ะติดพี่จอยคนสวยมากๆ เลยด้วย

ผลก็คือเราได้นั่งรถไฟไปบ้านสวนของป้านิดกัน ขา กลับพ่อแม่จะไปรับ…เราจะเที่ยวหัวหินต่ออีกสองคืนแล้วค่อยกลับบ้าน นับเป็นปิดเทอมที่สนุกมากจริงๆ

บ้านป้านิดน่าอยู่ครับ อบอุ่นดี ชั้นล่างเปิดโล่งตลอด มีจักรเย็บผ้า ทีวีและโต๊ะกินข้าว มีครัวอยู่ด้านหลัง ป้านิดทำอาหารอร่อยมาก นอกจากป้านิดกับลูกๆ แล้วยังมีครอบครัวของน้ากุ้งอาศัยอยู่ด้วยที่ห้องชั้นล่างนี้ อยู่ด้วยกันสามคนพ่อแม่ลูก น้ากุ้งมีลูกสาวสามขวบน่ารักดี ชื่อน้องเมย์

ผมได้นอนห้องพี่โจซึ่งเป็นห้องนอนเล็ก ส่วนน้องแก้มนอนกับพี่จอยและป้านิดที่ห้องนอนใหญ่ติดกัน บ้านนี้มีแอร์ด้วยครับ แต่ถ้าไม่ร้อนนักจะเปิดพัดลมกัน เปิดแอร์เฉพาะนอนตอนกลางคืน

ต้องยอมรับว่าคนไทยเรายังแยกไม่ออกหรอกค่ะ ทำให้คนที่มีปัญหาทางอารมณ์หรือจิตใจที่อาจรักษาได้ แต่ไม่กล้าไปพบจิตแพทย์เป็นส่วนใหญ่

จนกระทั่งวันหนึ่งก็เกิดเหตุร้าย เมื่อขวัญโดนรถเก๋งชนตายคาที่หน้าบริษัทที่สีลมนั่นเอง ขณะรีบร้อนจะออกไปหาอาหารกลางวันกินกับเพื่อนๆ แต่เธอเคราะห์ร้ายเพียงคนเดียว!

เปิ้ลร้องห่มร้องไห้จนนัยน์ตาบวม เล่าว่าวันนั้นเธอไปกับเพื่อนอีกกลุ่มหนึ่ง ทั้งที่ส่วนมากจะไปกับขวัญ…พวกเราไม่มีโอกาสได้ไปงานศพเธอ เพราะญาติๆ จากภาคเหนือมารับศพไปบำเพ็ญกุศลที่บ้านเกิด

ความตายอาจจะเป็นการเปลี่ยนภพเปลี่ยนชาติ หรือไม่ก็เป็นการสาบสูญไปเลยตามความเชื่อของคนบางกลุ่มก็ได้ค่ะ เพราะไม่มีวี่แววว่าใครจะพบเห็น หรือฝันถึงเธอเลยแม้แต่คนเดียว