วิญญาณอาฆาต

15 entries have been tagged with วิญญาณอาฆาต.

นรกส่งผีมาอาฆาต

คืนนั้น เสียงหมาในหมู่บ้านเห่าหอนโหยหวนแทบตลอดคืน จนดิฉันหลับๆ ตื่นๆ บางครั้งก็คล้ายจะแว่วเสียงพึมพำขอบอกขอบใจของวิไล แต่บางคราวก็ได้ยินเสียงเด็กร้องไห้เบาๆ มาจากชั้นล่าง เสียงแม่ปลอบลูกสลับกับเสียงกล่อมเห่ ท่ามกลางเสียงยอดไม้กำลังคร่ำครวญกับสายลม…

ฟังเผินๆ เหมือนกับเสียงใครร้องไห้คร่ำครวญ สลับกับเสียงสะอึกสะอื้นด้วยความทุกข์โศกอย่างเหลือประมาณ!

รุ่ง ขึ้น ดิฉันตื่นสายกว่าเดิม รีบลงไปเข้าครัวเพื่อ ตระเตรียมอาหารเช้า ก่อนจะไปเคาะประตูห้องชั้นล่าง แต่ไม่มีเสียงตอบเลยจึงลองผลักประตูเข้าไป ก่อนจะยืนตะลึงพรึงเพริดเหมือนถูกสาปในบัดดล

ไม่มีวิไลกับลูกน้อยอยู่ ในห้อง…ต่อมาจึงได้ทราบว่าจมน้ำตายทั้งแม่ทั้ง ลูกตั้งแต่วันนั้น แล้ววิญญาณเพื่อนก็ตรงดิ่งมาหาดิฉันด้วยความรักและผูกพันทันที…แม้จะน้ำตา ไหลด้วยความเวทนา แต่ก็อดขนหัวลุกไม่ได้หรอกค่ะ!

 

บ้านเมืองล่มจม พินาศวอดวาย ผู้คนเดือดร้อนแทบเลือดตากระเด็นไปตามๆ กันเป็นจำนวนมากมายนับล้านๆ คน

เรือกสวนไร่นาล้วนจมอยู่ใต้น้ำ บ้านเล็กเรือนน้อยปลิวหายไปกับสายน้ำบ้าคลั่ง เชี่ยวกรากเหมือนคนเจ้าโทสะ ทะลักทลายจากเหนือลงภาคกลางแล้วโหมกระหน่ำเข้ากรุงเทพฯ ทำให้ผู้คนสิ้นเนื้อประดาตัว อดอยากปากหมอง น้ำตาอาบหน้า ทุกข์ร้อนจนถึงกับไร้ที่นาคาที่อยู่ ต้องไปอาศัยอยู่ตามศูนย์อพยพนับพันๆ คน

บ้างหลับนอนตามข้างถนนรนแคม กระเซอะกระเซิงราวคนจรจัดก็ปานกัน!

เพื่อนร่วมชาติตาดำๆ ต้องสังเวยชีวิตไปกับสายน้ำเกือบพันคนแล้ว เด็กๆ กับคนชรา คนป่วยที่ต้องหอบหิ้วหนีน้ำกันทุลักทุเล เห็นภาพทางทีวีทำให้หดหู่ รู้สึกอเนจอนาถใจจนบอกไม่ถูก

หลายๆ คนสติแตก และบ้างก็ฆ่าตัวตายเพราะความทุกข์ ความเครียดบีบคั้นจนทนต่อไปไม่ไหว

เรื่องใหญ่โตขนาดนี้ไม่อยากโทษใครหรอกค่ะ ผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบก็อดหลับอดนอน ช่วยกันทำงานจนสุดกำลังแล้ว นอกจากทำใจว่ามนุษย์ทำร้ายธรรมชาติก่อน ในที่สุดก็ถึงเวลาที่ธรรมชาติเอาคืน!

ครอบครัวดิฉันกับเพื่อนบ้านอยู่ที่ ต.บางรักน้อย อ.เมือง จ.นนทบุรี นี่เองค่ะ

จะว่าโชคดีก็ได้ที่น้ำยังท่วมไม่ถึง แต่พวกเรา ก็ช่วยกันสละแรงกายและเงินทองเพื่อช่วยเหลือ เพื่อนร่วมชาติจนสุดกำลัง…ญาติมิตรจากทางเหนือที่ประสบอุทกภัยต้องอพยพลง มาพักพิงชั่วครั้งชั่วคราว พวกเราก็ต้อนรับอย่างเต็มอกเต็มใจ

ตอนแรกเพื่อนสามีพาลูกเมียจากนครสวรรค์ลงมาอยู่ด้วย เราก็จัดห้องชั้นล่างให้จนทางโน้นน้ำลดก็ร่ำลากันกลับไป

อีกไม่กี่วันต่อมา วิไลเพื่อนสนิทดิฉันตั้งแต่สมัยเรียนมัธยมด้วยกัน อยู่ปทุมธานีใกล้ๆ นี่เอง เธออุ้มลูกน้อยอายุขวบเศษที่หลับอยู่กับอก หิ้วกระเป๋าเสื้อผ้ามาขอพักพิง…สามีเธอไปทำงานที่อยุธยา ตั้งแต่น้ำท่วมได้ไม่นานก็ขาดการติดต่อไปเลย

ดิฉันกุลีกุจอจัดห้องชั้นล่างให้ หาข้าวปลาอาหารให้เพราะวิไลมาถึงตอนค่ำแล้ว บอกว่านั่งรถมาข้ามสะพานที่หน้าวัดก่อนเข้าหมู่บ้านที่ยังเป็นสวนผลไม้นานา ชนิด ส่วนมากเลี้ยงกล้วยไม้กันค่ะ จนมีชื่อไป ทั้งจังหวัด

วิไลบอกว่าน้ำมาเร็วมาก รีบคว้าเสื้อผ้ากับนมลูก หนีออกมาได้ก่อนจะโดนน้ำทะลักเข้าไปเกือบครึ่งบ้าน…กว่าจะมาถึงบ้านดิฉัน ได้ก็เหน็ดเหนื่อยแทบจะขาดใจตาย!

หน้าตาของเธอหม่นหมองซีดเซียว พูดคุยกันสักครู่ก็ขอตัวพักผ่อน บอกว่าชงนมใส่ขวดไว้ให้ลูกเรียบร้อยแล้ว ดิฉันขอให้เธอคิดว่าอยู่บ้านตัวเอง กับทำใจให้สบาย อย่าไปเครียดกับมันนัก…ไม่ช้าเรื่องร้ายๆ ก็จะผ่านไปเอง

ไม่ว่าชีวิตจะมีปัญหายุ่งยาก หรือเกิดเรื่องเดือดร้อนรุนแรงแค่ไหน แต่ชีวิตเราก็ต้องดำเนินต่อไป!

วิไลพยักหน้าช้าๆ ไม่ได้พูดอะไรนอกจากจะมองสบตาดิฉันด้วยแววซาบซึ้ง…แววตาที่ดิฉันจะไม่มีวันลืมได้เลยตลอดกาล

 

สืบจากศพ

เมื่อถามอ้อมว่าได้กลิ่นนั่นมั้ย? เธอพยายามทำจมูกฟุดฟิดแล้วบอกว่าไม่ได้กลิ่นอะไรเลย นอกจากกลิ่นเนื้อย่าง… สงสัยดิฉันจะคิดไปเอง

จังหวะ นั้นเอง ฝ้ายก็เดินมาหาเราสองคน แล้วหยุดชะงักเหมือนชนเข้ากับอะไรบางอย่างที่มองไม่เห็น…ฝ้ายหันมามอง ดิฉันด้วยสายตาประหลาดใจล้นเหลือ

“ทำไมตรงที่เธอยืนอยู่นี่มันหนาว จัง?” ขนแขนเธอลุกเกรียวอย่างน่าตกใจ ฝ้ายมองซ้ายมองขวาแล้วเงยดูเพดาน เธอสงสัยว่าช่องแอร์จะอยู่แถวนี้ ก่อนจะลองถอยไป 2-3 ก้าวแล้วยิ้มได้ “ดูซิ…มายืนตรงนี้ไม่เย็นเลย”

ใช่ค่ะ…ไอเย็นมันลอยเป็นกลุ่มก้อน ข้างๆ ตัวดิฉันอย่างอธิบายไม่ได้…ครู่ต่อมากลุ่มก้อนไอเย็นก็หายไป คล้ายกับมันเคลื่อนตัวไปทางอื่นรอบๆ ห้อง เพราะเห็นเพื่อนบางคนทำห่อไหล่ ลูบแขนตัวเอง…เดี๋ยวก็ทางโน้น เดี๋ยวก็ทางนี้

อึดใจต่อมา ท่ามกลางเสียงพูดคุยทั่วๆ ห้อง ดิฉันได้ยินเสียงหัวเราะ…คุณพระช่วย! เสียงของเรแน่ๆ ดิฉันรีบมองหา บอกอ้อมว่า…เรมาอยู่กับเราในห้องนี้แล้วละ!

ไม่ ใช่ดิฉันคิดคนเดียว เพื่อนผู้ชายคนหนึ่งเดินเข้ามาบอกว่าเขารู้สึกแปลกๆ และมองเห็นเรแวบๆ ในกลุ่มพวกเรา! เพื่อนๆ เริ่มหันมามอง ชักจะพูดเรื่องเดียวกันไปทั้งห้อง

“เราอาจจะเป็นอุปาทานหมู่ก็ได้นะ” อ้อมออกความเห็น ซึ่งก็ไม่มีใครขัด…มันอาจจะเป็นไปได้อย่างที่เธอพูด เพราะเราทุกคนกำลังคิดถึงเรกันทั้งนั้น

เงาบางอย่างผ่านแวบเข้ามา ดิฉันจ้องดูแล้วก็ต้องตกตะลึงจนตัวชา!

เร-เป็นคนสวยที่สุดในห้อง แถมเรียนเก่งด้วยละ แล้วยังมีเรื่องขำๆ มาเล่าให้พวกเราหัวเราะกันอยู่เสมอ งานไหนไม่มีเร งานนั้นจะกร่อยไปเลย งานเลี้ยงรุ่นครั้งที่ 13 นี้จึงมีแววเศร้าๆ ฉาบฉายอยู่ทั่วถ้วนทุกใบหน้า ใครๆ ก็พูดถึงเร! อยากให้เรมา…

ตอนหกโมงเย็น ดิฉันกับอ้อมไปถึงงานก่อนเพื่อน เราจองห้องจัดเลี้ยงไว้ที่โรงแรมหรูย่านสีลม ให้ห้องนี้เราจะได้เอะอะกันได้เต็มที่ ไม่ต้องออมเสียง ทำตัวให้เหมือนตอนอยู่โรงเรียน เฮฮามากค่ะ แย่งกันคุย ไม่มีใครฟังใคร

เราผูกพันกันเหมือนพี่เหมือนน้อง เพราะเรียนด้วยกันมาตั้งแต่อนุบาลแน่ะค่ะ เมื่อเรไปรถคว่ำเสียชีวิต เราจึงรู้สึกเหมือนสูญเสียน้องสาวที่เรารักไปเลย

ราวหนึ่งทุ่มก็มากันเกือบ 30 คน เสียงจ้อกแจ้กจอแจและพูดถึงเรกันทั่วงาน!

“เราว่าป่านนี้เรต้องมาอยู่ในห้องด้วยแน่ๆ” อ้อมพูดกับเพื่อนๆ

ทันใดนั้น ไม่รู้ว่าอุปาทานหรือเปล่านะคะ ดิฉันได้กลิ่นดอกพุดซ้อน…ดอกไม้ที่เรชอบมาก เธอเคยไปที่บ้านดิฉันและชื่นชมกับต้นพุดซ้อนที่เราปลูกไว้…พอได้กลิ่นนี้ ดิฉันถึงกับตื้นตันในลำคอเหมือนมีอะไรมาจุกไว้ น้ำตาก็ปริ่มขึ้นมาทันที!

 

ในกระจกเงาที่ผนัง…เรยืนอยู่ที่นั่น! ร่างเล็กๆ บอบบางของเธออยู่ในชุดผ้าไทยสีแดง-ชุดที่เธอใส่มางานเลี้ยงรุ่นปีที่แล้ว ผมยาวประบ่า คาดด้วยที่คาดผมที่ถักเป็นเปีย แว่นตาของเธอสะท้อนแสงวาววาบ ขณะที่เราก้มหน้านิดหนึ่งเป็นเชิงทักทาย ใบหน้ามีรอยยิ้มละไม

ดิฉันหันมองอ้อมกับเพื่อนๆ พอหันไปที…เธอหายไปแล้ว!

“นี่ประวิตร” ดิฉันสะกิดเพื่อน “ตะกี้ที่เธอบอกว่าเห็นเรน่ะ เห็นยังไง?”

“อ๋อ! ก็แต่งชุดสีแดงๆ คาดผมเปีย แต่เห็นแวบเดียวนะ กะพริบตาทีเดียวก็หายไป ตกใจเหมือนกัน…ถามทำไมเหรอ รึว่าเธอก็เห็นด้วย?”

ดิฉันพยักหน้า “ดูเรเขามีความสุขดีนะ ทั้งๆ ที่เขาตายแบบนั้น”

เรรถพลิกคว่ำ พลิกหลายตลบแล้วตกลงไปในคูที่ต่างจังหวัด ร่างเธอแหลกเหลว กระดูกแตกหักไปทั้งตัว…ทีแรกดิฉันคิดว่าคนเราตายอย่างไรก็คงจะทุกข์ ทรมานอยู่อย่างนั้น แต่การที่ได้เห็นเรในวันเลี้ยงรุ่นครั้งที่ 13 นี่ ทำให้ดิฉันเปลี่ยนแนวความคิดใหม่

ความตายไม่น่ากลัว มันเหมือนเราหกล้มหัวเข่าแตกแล้วมันก็ผ่านไป…เรารักษาแผลหายแล้วใช้ชีวิต สนุกสนานไปตามปกติ ลืมแล้วว่าเราหกล้มมา…ความตายก็คงเป็นเช่นนั้น

เรรถคว่ำ ร่างสูญสลายแต่วิญญาณเธอยังอยู่และยังมีชีวิต ถึงจะเป็นในอีกรูปแบบหนึ่งก็ตาม…รูปแบบที่ไม่มีร่าง กายอย่างเราไงคะ!

ดิฉันนึกขอบคุณเร-เพื่อนรัก การมาของเธอทำให้ดิฉันหายกลัวตายไปเยอะเลย วิญญาณยังอยู่จริงๆ นะคะ เราหมั่นทำความดีกันดีกว่า เชื่อว่าต้องมีผลกับเราในวันหนึ่งแน่นอน!

นรกในใจ

วันสยองของผมเกิดขึ้นเมื่อไอ้เก้งขับรถไปชนรถกระบะที่แล่นตัดหน้า ตูมเดียวกระเด็นลงมาคอหักตายคาที่ พ่อแม่มันร้องไห้แทบเป็นบ้า แม่ผมก็หน้าซีดหน้าเซียว พูดแต่ว่าเห็นมั้ย…เป็นไงมั่ง? ทีนี้จักรยานก็ไม่ต้องขี่แล้ว ในซอยเรามีรถวิ่งหนาตา ไปไหนใกล้ๆ ก็เดินเอาแล้วกัน

ผมล่ะเซ็งซะไม่มี!

หลังจากไอ้เก้งตายได้ไม่กี่วันเอง ก็มีคนเห็นวิญญาณ ของมันกลับมาที่บ้านน่ะซีครับ

ตอน นั้นผมเองยังไม่เห็นหรอก แต่เขาเห็นมันขี่มอเตอร์ไซค์เข้าซอยมาตอนดึกๆ ร่างแข็งทื่อ หัวหักห้อย บางคนได้ยินเสียงรถก็จำได้แล้วว่าเป็นรถใคร…บางคนก็ยืนยันว่าเดินเข้าซอย มาดีๆ ก็สวนกับไอ้เก้งที่ขับรถพุ่งปรื๋อหายวับไป เล่นเอาสติแตก ร้องจ้าไปทั้งซอย

คืนหนึ่งผมก็เจอเข้ากับตัวเองจังๆ

วันเสาร์ นั้นผมขอแม่ไปสวนจตุจักร นัดเพื่อนไว้ แม่สั่งให้รีบกลับก่อนค่ำ แต่เราไปเที่ยวสวนรถไฟกันต่อ มีทั้งเด็กและผู้ใหญ่…ราวทุ่มเศษแม่ก็โทร.มาตามแล้ว พอบอกว่าอยู่ที่ไหน แม่ก็สั่งเสียงเข้มให้รีบกลับบ้านทันที ไม่งั้นจะออกไปตาม

แถมบอกว่าที่นั่นตอนกลางคืนทั้งเปลี่ยวทั้งอันตราย ทั้งโจรทั้งขี้ยาสารพัดมามั่วสุมกัน!

ผม ไม่อยากให้แม่เป็นห่วงมากก็ชวนเพื่อนกลับ ใจน่ะไม่กลัวหรอกครับ ผมพกคัตเตอร์ติดตัวตลอด แถมไม่ต้องเสี่ยงโดนจับเหมือนเพื่อนที่พกมีดสปริงหรือปืนปากกาอีกด้วย

พอ เดินเข้าซอยรู้สึกวังเวงใจชอบกล ทั้งที่เพิ่งจะสามทุ่มได้ ฟ้าครึ้มฝน ไม่รู้คนหายไปไหนหมด แสงไฟฟ้าริมทางก็ดูเยือกเย็นพิลึก ทันใดนั้นเสียงมอเตอร์ไซค์ก็ดังขึ้นเบื้องหลัง ผมหันไปดูเห็นแสงไฟพุ่งจ้า ก่อนจะหายไปดื้อๆ

“ไอ้เก้ง…” ผมนึกขึ้นได้ ปากคอแห้งผากไปหมด รีบเดินขาสั่น…เห็นบ้านอื่นๆ ที่เรียงรายก็ปิดประตูรั้วกันหมด มีแต่ต้นไม้ข้างรั้วยืนทะมึน ไม่มีลมพัดแต่ทำไมมันไหวซู่ๆ ก็ไม่รู้เหมือนกัน

“อย่าหรอกกูนะมึง!” ผมพึมพำ อยากก้าวขาเร็วๆ แต่มันหนักอึ้งเหลือเชื่อ

เสียง มอเตอร์ไซค์หายไปแล้ว…ถ้าไอ้เก้งขับรถตามหลังมาจะทำยังไงดี? ผมคงเผ่นอ้าวเป็นลมพัดแน่ๆ เดินเหลียวหน้าเหลียวหลัง รู้สึกว่ามีใครเดินตามมาใกล้ๆ แต่มองไม่เห็น…

บางคนขยันเรียน ดูตำราลูกเดียว บางคนก็ชอบสะสมหนังสือการ์ตูนตั้งแต่เรียนชั้นประถมแล้ว บางคนชอบวาดรูป เล่นเกม สะสมบัตรเติมเงิน ฯลฯ

ผมคนหนึ่งละที่ชอบเลี้ยงปลากัด แมงมุมสีทอง หนูแฮมสเตอร์ สมัยก่อนเลี้ยงงูเขียวทั้งปากจิ้งจกและสายม่าน ไม่ใช่ชอบซิ่งนรกแบบไอ้เก้งหรอกครับ…เสียวโคตร!

เราอยู่ซอยเดียวกัน ไอ้เก้งชอบแวะมาหาบ่อยๆ ชวนซ้อนท้ายไปเที่ยว แต่ผมส่ายหน้าบอกเดี๋ยวโดนแม่ด่า ขนาดขี่จักรยานออกไปส่งเพื่อนที่ปากซอยนานหน่อยแม่ก็โทร.เข้ามือถือแล้ว

พอผมบอกว่าเลยไปซื้อของตลาด แม่แทบเป็นลม…สั่งให้รีบกลับบ้านด่วนจี๋ พอมาถึงก็เห็นแม่ยืนตาเขียวแทบขุ่นขวางอยู่หน้าประตูรั้ว สั่งว่าห้ามออกไปถนนใหญ่เด็ดขาด รถมันเยอะกับมีอันตรายมาก ถ้าทำอีกแม่จะทุบจักรยานทิ้งจริงๆ เอ้า!

สาเหตุที่ไอ้เก้งสนิทกับผมมากเพราะมันซึ้งผมครับ

เมื่อปีก่อนมันมาเล่นกีตาร์บ้านผม ขากลับผมได้ยินมันร้องจ๊ากที่ประตูรั้ว…พอวิ่งไปดูก็เห็นงูเขียวหางไหม้ กำลังเลื้อยอยู่ตรงหน้า ผมคว้าคอมันโยนข้ามรั้วไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไอ้เก้งทั้งนับถือและซาบซึ้งบุญคุณผมตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา

คิดดูก็แปลกนะ ไอ้เก้งบ้าบิ่น ชอบเสี่ยงตาย แต่ดันกลัวงูตัวเล็กๆ สารภาพว่ามันแพ้งู เจอใกล้ๆ ก็กลัวแทบขาดใจ กลัวจนเกือบฉี่ราด…ถ้าไม่ได้ผมช่วยวันนั้นมันอาจสติแตกก็ได้!

คนที่เราคิดว่าเก่งกาจ ใจถึงสุดๆ น่ะมักจะมีจุดอ่อนทุกคน!

 

ผมกลืนน้ำลายเอื๊อก…ถ้ามึงรักเพื่อนอย่าโผล่มานะ กูจิตหลุดแน่!

คิดอีกทีผมไม่น่าไปช่วยมันเรื่องงูเขียววันนั้นเลย ไอ้เก้งอาจจะจดจำบุญคุณผมไปจนถึงปรโลกก็เป็นได้…ไม่เป็นไร ลืมเรื่องจิ๊บจ๊อยซะ…ไปผุดไปเกิดเสียเถอะ! อย่ามานะขอร้อง! กูกลัวจริงๆ

มีเสียงใครถอนหายใจยืดยาวอยู่ข้างหู ถึงจะมองไม่เห็นแต่ผมก็รู้ว่าเป็นมัน…ไอ้เก้งแน่ๆ ที่มาส่ง…ไม่คิดมั่งนะว่าเพื่อนจะจิตหลุด หัวใจหวิดล่มสลายอยู่แล้ว! ไปสู่ที่ชอบๆ เถอะเพื่อนเอ๋ย…

ถึงบ้านเหมือนขึ้นสวรรค์! ต่อไปนี้ผมคงไม่ยอมกลับบ้านค่ำๆ มืดๆ อีกแล้ว ถึงจะไม่เห็นก็รู้ว่าผีเดินตามมาส่งตลอดทาง! บรื๋อออ…

การฆ่าตัวตาย

 

เหตุผลของเธอฟังเข้าท่า ดิฉันเลยไม่ติดใจสงสัยอะไร มีอยู่นิดเดียว…คือคุณยายเจ้าของบ้านเดิมจะเป็นห่วงบ้านของท่านหรือเปล่า เอ่ย? คงไม่หรอกน่า…คิดมากไปได้! ป่านนี้ท่านคงไปเกิดใหม่แล้วละมั้ง?

บ้านนี้น่ารัก ขนาดกำลังเหมาะกับดิฉันและสามี ที่มีลูกชายเล็กๆ เพียงคนเดียว…ดิฉันลาออกจากงานตั้งแต่คลอดลูกแล้วละค่ะ สามีทำงานคนเดียว ส่วนดิฉันเป็นแม่บ้านเต็มตัว ไม่ต้องมีคนรับใช้หรือพี่เลี้ยงเด็ก ดิฉันวาดฝันว่าจะอยู่บ้านเลี้ยงลูกอย่างมีความสุขในบ้านหลังนี้

นกน้อยทำรังแต่พอตัวไงคะ?

ดิฉันอมยิ้มเสมอเมื่อขับรถพาลูกชายวัยสามขวบไปส่งโรงเรียนอนุบาลใกล้บ้าน แล้วแวะซื้อกับข้าวกับปลากลับมาอยู่บ้านตามลำพัง

ขนหัวลุกจากบ้านผีสิง

มัน เป็นบ้านหลังเล็กๆ น่ารักในย่านสุทธิสาร เราซื้อจากเจ้าของที่แสดงอาการว่า เสียดายมันอย่างยิ่ง…เธอเป็นหญิงสาวที่เพิ่งแต่งงาน บอกว่าลงทุนปลูกบ้านหลังนี้ โดยรื้อบ้านไม้หลังเก่าของคุณยายออกไป…คุณยายเธอเสียชีวิตไปสิบกว่าปีแล้ว ละ

“ทีแรกจะให้เป็นเรือนหอค่ะ แต่มีเหตุจำเป็นเพราะคุณแม่ทำกิจการร้านอาหารอยู่ที่เมืองนอก เราก็เลยตัดสินใจขายที่นี่เพื่อไปช่วยทางโน้น”

เมื่ออยู่คนเดียวดิฉันก็เริ่มทำงานบ้าน กวาดถู เก็บเสื้อผ้าไปซักและตาก แหม…อยู่กันแค่สามคนพ่อแม่ลูก งานบ้านไม่ได้หนักหนาอะไรเลย สบายมาก! ราวสิบโมงเช้าก็เสร็จเรียบร้อย ดิฉันจะเปิดทีวีดู หรือไม่ก็คว้าหนังสือเล่มโปรดมานั่งอ่านบนโซฟา…

หลายสัปดาห์ผ่านไป ดิฉันชักจะรู้สึกแปลกๆ แล้วซิคะ!

นั่นคือ เวลาอยู่คนเดียวจะรู้สึกอึดอัด ไม่เป็นส่วนตัวเลย แปลกไหมล่ะคะ? ฟังดูขัดกันพิลึกนะ อยู่คนเดียวแท้ๆ แต่ดูเหมือนมีใครจ้องมองอยู่ตลอด…เวลาไปเข้าห้องน้ำจะได้ยินคล้ายๆ มีคนเดินอยู่ในบ้าน ทีแรกนึกเสียววูบว่าเป็นขโมย แต่พอออกมาก็ไม่เห็นใครเลยค่ะ

ดิฉันกลัวอยู่ไม่น้อย เพราะถ้าเกิดอะไรขึ้นใครจะมาช่วยล่ะคะ?

เรื่องเสียงฝีเท้าประหลาด ที่เดินไปเดินมาทั่วบ้านนั้น ดิฉันเคยบ่นให้สามีฟัง เขาบอกว่าดิฉันคงหูแว่วไปเอง ทีหลังให้เปิดวิทยุหรือทีวีเป็นเพื่อน เพราะคนเราเวลาอยู่ในที่เงียบมากๆ หูอาจจะแว่วเสียงอะไรขึ้นมาเป็นตุเป็นตะก็ได้

ดิฉันก็อยากจะเชื่อเช่นนั้น แต่คืนหนึ่งก็มีเรื่องที่ทำให้ต้องขนหัวลุก!

คืนนั้นดิฉันนอนบนเตียง มีลูกตูนอยู่ในอ้อมกอด สามีก็หลับอยู่ข้างๆ บนเตียงเดียวกันนี่เอง จู่ๆ ดิฉันก็รู้สึกตัวตื่น พบว่าลูกตูนลืมตาแป๋วอยู่ก่อนแล้ว แกไม่ได้มองหน้าดิฉันหรือร้องกวนโยเยอะไร แต่แกจ้องไปที่ประตูนิ่งๆ

ตอนนั้นดิฉันหันหลังให้ประตูห้อง ลูกตูนผงกศีรษะขึ้นมามองข้ามไหล่ดิฉัน…ห้องเรามีแสงไฟดวงเล็กๆ แบบที่เสียบปลั๊กไว้น่ะค่ะ เป็นสีแดงเรื่อๆ ทำให้ทั้งห้องดูสลัวๆ ไม่มืดสนิท

“ใครมาโหนประตูเราอยู่น่ะแม่?” ลูกตูนถามเบาๆ เล่นเอาดิฉันผวา

“ฝันไปหรือเปล่าลูก…นอนเสียเถอะ ไม่มีอะไรหรอก” ดิฉันกดศีรษะเล็กๆ ให้แนบอก…อีกพักใหญ่แกก็หลับไป…

วันรุ่งขึ้น ลูกตูนวาดรูปเล่นง่วนอยู่คนเดียว พอเสร็จแล้วก็เอามาให้ดู…

ดิฉันใจหายวาบ นั่นเป็นรูปประตูที่มีผู้ชายตัวดำเอามือโหนขอบบน เท้าลอยสูงจากพื้น ลูกตูนใช้ดินสอแรเงาผู้ชายทั้งตัวเลยค่ะ…แกวาดแบบเด็กๆ น่ะ แต่ดิฉันเห็นแล้วกลัวมาก

ภาพนั้นถูกเก็บไว้ในหนังสือที่ดิฉันอ่าน จนในที่สุดก็อดรนทนไม่ไหว ต้องเอาไปคุยกับเจ้าของร้านทำผมหน้าซอย เราสนิทสนมกันพอสมควร

คุณติ๋ว-เจ้าของร้าน พอเห็นภาพที่น้องตูนวาดก็ตะลึงไปเลยค่ะ!

“ถ้าเล่าแล้วคุณอย่ากลัวนะคะ” เธอเริ่มเรื่อง และเล่าว่าบ้านที่ดิฉันซื้อนี้ ตอนที่กำลังก่อสร้างเกิดเรื่องสยอง มีช่างทาสีผูกคอตายเพราะเสียใจที่เมียหนีไปกับชู้

ดิฉันจะทำยังไงดีล่ะคะ? ทำอะไรไม่ถูกเลยเพราะเป็นคนกลัวผีมากๆ เย็นนั้นก็เลยร้องไห้เล่าให้สามีฟัง เขาบอกว่าถ้าอยู่ไม่ได้ก็คงต้องขายละ…ไปอยู่คอนโดมิเนียมแทน

เออแน่ะ! ทำไมทีอย่างนี้ พูดง่ายจัง?

คำตอบน่ะหรือคะ? สามีดิฉันตัดสินใจย้ายบ้านทันทีที่ดิฉันเล่า เพราะเขาสารภาพว่าเขาก็เห็นเหมือนกัน เห็นเงาของผู้ชายคนหนึ่งแขวนคอตัวเองห้อยอยู่ที่ประตู เท้าลอยจากพื้นนิดเดียว

เราขายบ้านนี้แล้ว และรู้สึกเสียใจที่ต้องปิดบังไม่ให้ผู้ที่มาซื้อได้รู้เรื่องนี้ ได้แต่หวังว่าเขาคงไม่ถูกวิญญาณผีผูกคอตายมารบกวนอย่างที่เราเคยโดนมาแล้ว ค่ะ!

สุสานร้าง

คนงานก่อสร้างเล่าให้แม่ค้าส้มตำฟังว่า ตอนดึกๆ เขาเคยได้ยินเสียงคล้ายแมวร้อง แต่ฟังอีกทีก็เหมือนเด็กทารกกำลังร้องไห้อย่างทุกข์ทรมาน เขากับเมียที่นอนอยู่ด้วยกันในเพิงก่อสร้างก็เลยเป็นห่วง ชวนกันลุกออกมาดูให้รู้แน่

ตอนแรกสงสัยว่าจะมีคนเอาลูกมาโยนทิ้งแบบ ที่เป็นข่าวอยู่บ่อยๆ แต่เสียงนั้นกลับหายเงียบไป แต่ทั้งสองยังไม่ละความพยายามเพราะกลัวว่าเป็นเด็กจริงๆ คงจะแย่แน่เลย

ผลก็คือแว่วเสียงหัวเราะเบาๆ แต่เซ็งแซ่เหมือนหริ่งหรีดดังไปทั่วบริเวณ แล้วมีเสียงกระซิบว่า ขอบคุณนะ! ขอบคุณนะ…

สอง ผัวเมียสะดุ้งโหยง ร้องอุทานด้วยความตกใจ เผ่นกลับไปนอนคลุมโปงตัวสั่นงันงก แต่จากนั้นก็ไม่มีเหตุการณ์ใดๆ เกิดขึ้น มิหนำซ้ำยังถูกลอตเตอรี่เลขท้ายสามตัวตั้งสองใบแน่ะครับ!

ผมเองก็เคยเจอเหมือนกัน…

ตอนพลบ ค่ำวันหนึ่ง ฝนตกพรำๆ ผมดูหนังสือสอบจนล้า เลยปิดแอร์แล้วเปิดหน้าต่างเพื่อรับลมเย็นฉ่ำ หอมกลิ่นไอฝนแล้วยังได้พักสายตาด้วยการมองออกไปไกลๆ ในช่วงก่อสร้างนี้ ตอนเย็นๆ พวกช่างจะมาก่อกองไฟ ปิ้งปลา ทำกับข้าวกินกัน เห็นแสงไฟสีส้มวับๆ แวมๆ

แต่คืนนั้น…ท่ามกลางแสงไฟวูบวาบ ผมเห็นเด็กๆ วิ่งเล่นกันอยู่ชั้นบนของบ้านที่กำลังสร้าง…เอาละซี ผมเจอของจริงแน่ๆ เลย! มีทั้งเด็กหญิงและเด็กชายตัวโตไม่เกินเด็กอนุบาล มี 4-5 คน กำลังเล่นซ่อนแอบกัน!

ใครว่าบ้านปลูกใหม่ไม่มีผีสิง?

ผมคนหนึ่งละครับที่ขอเถียงหัวชนฝา เพราะถ้ามองออกจากหน้าต่างห้องนอนของผมเอง ก็จะมองเห็นบ้านที่สร้างยังไม่ทันเสร็จหลังหนึ่งตั้งตระหง่านอยู่ในความมืด สลัว เห็นแล้วเยือกเย็นหัวใจยังไงบอกไม่ถูก

บ้านหลังนี้อยู่เยื้องๆ กับบ้านผม คนละฝั่งถนนของซอยแคบๆ เมื่อก่อนที่ดินตรงนี้เป็นที่รกร้าง ทั้งๆ ที่ตลอดซอยก็มีบ้านช่องเต็มไปหมดแล้ว ผมอยู่ตั้งแต่เกิดมาเกือบ 20 ปี ชินตากับแผ่นฟ้าที่เปิดโล่งเพราะไม่มีอะไรมาบัง แล้วจู่ๆ เขาก็มาลงหลักปักเสาสร้างตึก 3 ชั้น

แม่เล่าสมัยก่อนบริเวณใกล้ๆ กันนี้มีคลินิกเถื่อนทำแท้ง เมื่อเอาทารกออกจากครรภ์แม่แล้ว เขาก็เอาซากใส่ถุงขยะสีดำมาโยนทิ้งที่พงหญ้ารกนั่นบ่อยๆ คิดแล้วคงไม่ต่ำกว่าพันศพแน่ๆ

ไม่ไกลจากบ้านผมก็เป็นศูนย์ของคุณมีชัย ทำไมไม่ไปที่นั่นก็ไม่รู้ สะดวก ปลอดภัยดีที่สุด ไม่แพงด้วย! ที่ผมรู้เพราะมีสาวใช้บ้านผมต้องไปเรียนวิชา “ตัวเบา”ที่นั่น…ไม่มีสามีแต่อยากมีลูกเฉยเลย

ทุกวันนี้คลินิกเถื่อนนั่นโดนตำรวจซิวไปเรียบร้อยแล้ว!

ได้ข่าวว่าคนที่รับทำแท้งกับเจ้าของคลินิกประสบอุบัติเหตุสยองตายหมู่ไปแล้ว ด้วย ทุกอย่างดูเหมือนจะจบสิ้นเสียที แต่ความสยดสยองยังอยู่ คนเก่าๆ ในซอยรู้ดีกันทั้งนั้นแหละครับ

เมื่อเจ้าของที่ที่เคยร้างมาปลูกบ้าน พวกเราเลยมองๆ กันแบบว่า…น่าเป็นห่วง!

 

ผมขนลุกซ่าไปทั้งตัว…ไม่ใช่คนแน่นอน! ใครจะให้ลูกไปวิ่งบนบ้านที่ยังไม่มีไฟฟ้า ยังไม่ได้สร้างลูกกรงกั้นราวระเบียงเลย มันอันตรายออกจะตายไป

ทันใดนั้น เหมือนจะรู้ว่าผมมอง หรืออาจจะเป็นเพราะเราสื่อกันได้แค่นั้น เพียงไม่กี่วินาทีทุกอย่างก็เงียบสงบ…ผมเล่าให้แม่ฟังคืนนั้นเอง แม่บอกว่าถ้าเห็นแบบนี้ต้องอุทิศส่วนกุศลให้เขาพ้นทุกข์นะ…ก่อนนอนผมก็สวด มนต์แผ่ส่วนกุศลให้ครับ

เรื่องผีที่บ้านใหม่นี้ยังมีอีก คือคนงานคนหนึ่งตื่นขึ้นมากลางดึก มองขึ้นไปบนระเบียงบ้านที่ยังไม่ได้ติดลูกกรง เห็นผู้หญิงผมยาวมาก แต่งชุดขาวตลอดตัว ยืนอุ้มห่อผ้าคล้ายเด็กทารกร้องครวญครางเบาๆ ดังแว่วมา

ผมสงสัยจังเลยว่าบ้านนี้ผียุ่บยั่บไปหมด เจ้าของบ้านเขาจะอยู่กันยังไง?

เรื่องนี้น่ากลัวสุดๆ คือที่ช่างโบกปูนเจอเต็มตา จนต้องลาออกก่อนจะสติแตกไปจริงๆ

กลางวันแสกๆ เธอผู้นี้กำลังโบกปูนเพลินเชียว ทันใดนั้นเธอรู้สึกว่ามีใครมาจ้องก็เลยหันขวับไปมอง…

คุณพระคุณเจ้า! ผู้หญิงชุดขาว ผมยาวกำลังทำตาโตเต็มที่เหมือนแกล้งหลอก ยืนตัวแข็งทื่อ อ้าปากพะงาบๆ ในปากมีแต่เลือดสดๆ แดงฉานเต็มปาก

ช่างโบกปูนเคราะห์ร้ายกรีดร้องสุดเสียง จนคนอื่นๆ ตกอกตกใจไปหมด

ไม่ต้องสงสัยเลยว่าโดนผีหลอกอย่างจังๆ เพราะห้องที่เธอฉาบปูนนั้นมันอยู่ชั้นสอง แล้วผู้หญิงนั่นมายืนอยู่นอกหน้าต่าง…เธอยืนอยู่ได้ยังไงในเมื่อมันเป็น ผนังเรียบๆ

คืนต่อๆ มาผมไม่กล้าเปิดม่านหน้าต่างห้องนอนอีกเลย กลัวว่าจะเห็นอะไรจังๆ ที่ทำให้ช็อกตายน่ะซีครับ! บรื๋อออ…

เจ้าที่แรง

พ่อจัดการปลูกกระท่อมทำด้วยไม้ไผ่ทั้งหลัง ฝาก็ใช้ไม้ไผ่ขัดแตะ พื้นหรือฟากก็ใช้ไม้ไผ่ แต่หลังคาใช้หญ้าคา พ่อบอกว่าทนแดดทนฝนอย่างน้อยก็ 2-3 ปี

ข้างบ้านมีลำธารเล็กๆ น้ำเย็นมาก บรรยากาศเงียบสงบ อากาศสดชื่น เย็นสบายดีเราอยู่กันอย่างมีความสุข เพราะพี่ชายทั้งสองก็โรงเรียนปิดเทอมพอดี กลางคืนเราจุดตะเกียงรั้วนอนคุยกัน แล้ววางแผนที่จะทำไร่ต่อไป

ที่สองคนจะนอนข้างซ้ายของแม่ น้องชายกับดิฉันนอนขวา แต่ดิฉันได้เปรียบที่ได้นอนใกล้พ่อด้วย

กว่า พ่อจะกลับจากป่าที่ทำไร่มาก็มืดทุกวัน บางครั้งเจอเพื่อนบ้านถูกคอกัน ก็จะมีการตั้งวงก๊งเหล้าตามประสาผู้ชาย และมักจะติดลมจนดึกดื่นราว 3-4 ทุ่มขึ้นไป

วันหนึ่งพ่อบอกว่าวันนี้อย่าเพิ่งรีบนอนกันนะ จะเอาขนุนมาฝาก ดิฉันก็ไม่นอนจนดึก พ่อกลับมาพร้อมกับขนุนสุกลูกโต หอมฉุยเลย พ่อบอกว่าพรุ่งนี้ค่อยกินนะลูก จะได้กินพร้อมๆ กัน ดิฉันก็จำต้องรอด้วยความอยากกินจนนอนไม่ค่อยหลับ

เมื่อถึงเวลานอน พ่อจะนอนนอกมุ้งโดยบ่นว่าร้อน เดี๋ยวจะเข้ามุ้งตอนอากาศเย็นกว่านี้หน่อย แล้วพ่อก็หลับ ส่วนดิฉันยังนอนลืมตาอยู่…

พ่อแม่ดิฉันมีลูก 4 คน อาชีพทำนา ยามว่างจากหน้านาพ่อก็หาลำไพ่พิเศษด้วยการตระเวนเล่นดนตรีไทย แล้วแต่จะมีใครจ้าง ดนตรีก็มีประเภท แตรวง ปี่พาทย์ พ่อเองถนัดเล่นซอมากที่สุด เมื่อลูกชาย 2 คนเติบโต เล่นดนตรีเก่งแล้ว พ่อก็วางมือ

ยามว่างพ่อชอบออกตระเวนป่า จับจองที่บ้าง ปลูกมัน ปลูกถั่วแล้วแต่พื้นดินจะอำนวย ชอบไปคนเดียว 7 วัน 10 วันตามความพอใจ ครั้งหลังนี่ชวนแม่ไปด้วย ปล่อยให้ลูกอยู่ด้วยกันตามลำพังพี่ๆ น้องๆ

ดิฉันเป็นคนที่ 3 มีน้องชายอีกคน อายุไล่เลี่ยกัน

ครั้งสุดท้ายพ่อพาเข้าป่าทั้งหมด บอกว่าได้ที่ทำไร่กับถางหญ้าไว้แล้ว ตั้งใจจะลงข้าวโพด ถั่วลิสงกับมันเทศ…ตกลงพวกเราเดินทางด้วยรถไฟบรรทุกซุงของบริษัทหนึ่ง ตอนบ่ายรถมุ่งเข้าป่า รุ่งเช้าก็บรรทุกซุงท่อนใหญ่ๆ ออกมาส่งโรงเลื่อยในตัวจังหวัด

ครอบครัวเราโดยสารรถไฟเข้าป่าวันต่อมา โดยไปสิ้นสุดลงที่ “ลาดกระทิง”

 

ทันใดนั้นดิฉันก็ใจหายวาบเมื่อเห็นร่างหนึ่ง ดำทะมึนสูงใหญ่มาก เดินขึ้นบันไดมาช้าๆ ดูน่ากลัวที่สุด ดิฉันร้องเรียกพ่อสุดเสียง บอกว่ามีใครขึ้นบ้าน เพราะบ้านเราไม่มีประตู ขึ้นบันไดมาก็ถึงที่ที่พวกเรานอน พ่อตกใจเสียงดิฉัน แต่บอกว่าพ่อไม่เห็นมีใครเลยสักคน

ดิฉันบอกว่านั่นไง! เดินเข้ามาทางหัวนอนแล้วเพิ่งเดินลงบันไดไปหยกๆ นี่เอง!

พ่อบอกไม่มีอะไรหรอกลูก นอนซะเถอะ…

ตื่นเช้ายังไม่หายตื่นเต้นจากความกลัวเมื่อคืนนี้เลย!

ตอนสายๆ รู้ว่าแม่ไม่สบาย มีอาการปวดหัวเหมือนมีคนมาบีบคอเมื่อคืนนี้…เจ็บมาก แต่ร้องไม่ออก

แม่ล้มป่วย แต่ก็ไม่ถึงกับอาการหนัก เป็นๆ หายๆ ชวนพ่อกลับเข้าเมือง แต่พ่อบอกอีก 2-3 วันนะ…พวกเราก็อยู่กันมาอีก 5-6 วัน หลังจากเหตุการณ์น่ากลัวในคืนนั้น

คราวนี้พ่อเป็นคนเห็นร่างนั้นเองเดินขึ้นบันไดมา…เมื่อพ่อเอะอะโวยวายขึ้น ร่างน่ากลัวนั้นก็หันกลับเดินลงบันไดไป!

คืนต่อมาไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ทุกคนนอนประจำที่หลับกันหมด จนกระทั่งตื่นขึ้นตอนเช้าจึงได้ตกใจแทบช็อกไปตามๆ กัน เมื่อเห็นพ่อนอนลืมตาโพลง รอบคอเขียวช้ำและหมุนได้รอบ

ดิฉันเองยังเด็กไม่ค่อยรู้รายละเอียด รู้แต่ว่าพ่อไปนอนวัด แม่เจ็บหนัก

ดิฉันถูกส่งตัวกลับไปหาลุงกับป้าในเมือง ถูกกันไม่ให้เจอกับแม่ที่รักษาตัวอยู่โรงพยาบาล และมารู้แน่อีกครั้งเมื่อลุงกับป้าบอกว่าพ่อตายแล้ว!

มีคนเล่ากันว่า ก่อนตายพ่อไปยืนฉี่รดต้นไม้ใหญ่ในป่า ด้วยความเมาจึงได้พูดจาท้าทายขึ้นลอยๆ ว่า ถ้าแน่จริงก็ให้ไปหาที่บ้าน…เท่ากับพ่อได้ท้าทายสิ่งที่ไม่ควรลบหลู่ชนิด ที่ไม่น่าจะกระทำเลย

ทุกคนมาทราบเมื่อพ่อตายไปแล้ว

ที่ทราบแน่ชัดยิ่งขึ้นก็เพราะมีพระอาจารย์ที่วัดท่านนั่งทางในดูจึงรู้สาเหตุ

ดิฉันเป็นคนหนึ่งที่เชื่อในเรื่องนี้ ตอนยังเด็กอาจจะไม่ค่อยประสีประสานัก แต่เมื่อเติบโตขึ้นได้ประสบเหตุการณ์น่าขนหัวลุกทำนองนี้หลายครั้ง ทำให้เชื่อสนิทเลยค่ะว่า…วิญญาณมีจริง!

โรงแรมผี

เรื่องยังไม่จบแค่นี้ ในวันรุ่งขึ้นทุกคนก็เจอเรื่องเดิมอีกจนเขาบอกว่าเริ่มชินแล้ว คือ จากกลัวจนเลิกกลัวแล้วเพราะเหนื่อยจากการทำงานกันมาก วันนี้ฉันและพี่ที่อยู่ห้องเดียวกันอีกคนยังไม่ไปที่ทำงานเพราะต้องเคลียร์ งานกันในห้อง เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยก็จะไปยังสถานที่ทำงานจึงเดินออกมาปิดล็อกห้องอย่าง ดี แต่ห้องของพี่ผู้ชายกลับเปิดอ้าไว้ทั้งที่พวกเขาออกไปทำงานกันหมด ฉันกำลังจะไปปิดประตูให้แต่พี่ผู้ชายเดินออกมาจากลิฟท์พอดี ฉันจึงตำหนิเขาว่าเปิดประตูทิ้งไว้ทำไม เพราะมีของมีค่าอยู่เยอะมาก พวกเขาก็ยืนยันว่าปิดล็อกเรียบร้อยแล้ว พี่ผู้ชายคนหนึ่งพูดขึ้นว่าน้องมาเปิดนะสิ เมื่อวานเขาก็เห็นว่าน้องเปิดประตูรอพวกเขากลับมา เท่านั้นแหละทุกคนก็รีบชวนกันลงมาข้างล่างทันที สี่วันผ่านไปอย่างร้อนๆ หนาวๆ ในที่สุดก็ได้กรับกรุงเทพสักที รู้สึกดีใจมากๆ เพราะรู้สึกกลัว ไม่อยากเจอ แม้จะรู้สึกบ้างแต่ยังดีที่ไม่เคยเห็นแบบจะๆ ก่อนกลับก็ถามแม่บ้านที่โรงแรมจึงได้ความว่า เคยมีนักท่องเที่ยวที่เป็นเด็กเสียชีวิตที่นี่ และเขาก็ไม่ไปไหน ยังคงวนเวียนชวนให้แขกที่มาพักไปเล่นกับเขาอยู่แบบนี้มานานแล้ว อยู่มานานแล้ว…….

ฉันจึงเข้าใจว่าพวกเขาคงแอบไปเที่ยวกลางคืนกันเป็นแน่ จึงไม่ได้ถามไถ่อะไร และพวกเขาก็ไม่พูดอะไรด้วย จากนั้นพวกเราก็ไปทำงานกัน จนกระทั่งใกล้จะเลิกงาน พวกผู้ชายเริ่มมีอาการไม่อยากกลับที่พัก ทั้งที่ดูง่วงหง่าวหาวนอนกันเป็นทิวแถวแท้ๆ ถามกันไปมาจนได้ความว่า พวกเขาเจอ “ผีเด็กมาเล่นด้วยทั้งคืน!!!” เมื่อเอาผ้าห่มคลุมโปง ผีเด็กก็ดึงผ้าห่มออกอยู่แบบนั้น และวิ่งไปมาภายในห้องอย่างสนุกสนาน (สนุกอยู่คนเดียว) ทำให้พวกเขาต้องอยู่ในอาการหวาดผวา แต่ก็มีคนกล้ากว่าเพื่อน พูดออกมาว่าไม่เล่น จะนอนแล้ว เท่านั้นแหละผีเด็กก็เริ่มลามือ และยอมให้พวกเขานอนแต่โดยดี พี่ๆ บอกว่าไม่อยากเล่าให้ฟังเพราะไม่อยากให้พวกเรากลัวกัน เพราะห้องก็อยู่ติดกันแค่นี้เอง

น่าแปลกที่ห้องของฉันกลับไม่มีใครเจอเลย แต่หัวหน้าที่นอนอยู่ห้องถัดไปกลับเจอเช่นเดียวกัน อาจเป็นเพราะก่อนนอนฉันสวดมนต์ แผ่เมตตา และขออนุญาตสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของสถานที่นั้นแล้วก็เป็นได้ เมื่อคิดได้ดังนั้นก็ได้แต่โล่งใจ แต่แล้วในวันถัดมา ฉันต้องเอาข้อมูลของงานลงเครื่องคอมพิวเตอร์ซึ่งอยู่ในห้องของผู้ชาย ฉันและพี่ๆ ที่ทำงานก็นั่งกันในห้องนั้น ทุกคนนั่งทางด้านซ้ายมือของฉันกันหมด ระหว่างที่ฉันนั่งเก็บข้อมูลอยู่นั้นก็รู้สึกเหมือนมีใครเอาหน้ามาเกยไว้บน ไหล่ทางด้านขวาจนรู้สึกเหมือนแก้มแทบจะชนกันจึงหันขวับไปดูเพราะคิดว่าพี่ๆ แกล้ง แต่ปรากฎว่าทุกคนนั่งคุยกันอยู่ที่เดิม เมื่อฉันถามเขาก็ทำหน้างงกันหมด และยืนยันว่าไม่ได้เดินมาทางนี้กันเลย เท่านั้นแหละฉันรีบเรียกพี่อีกคนมานั่งเป็นเพื่อนทันที

เรื่องยังไม่จบแค่นี้ ในวันรุ่งขึ้นทุกคนก็เจอเรื่องเดิมอีกจนเขาบอกว่าเริ่มชินแล้ว คือ จากกลัวจนเลิกกลัวแล้วเพราะเหนื่อยจากการทำงานกันมาก วันนี้ฉันและพี่ที่อยู่ห้องเดียวกันอีกคนยังไม่ไปที่ทำงานเพราะต้องเคลียร์ งานกันในห้อง เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยก็จะไปยังสถานที่ทำงานจึงเดินออกมาปิดล็อกห้องอย่าง ดี แต่ห้องของพี่ผู้ชายกลับเปิดอ้าไว้ทั้งที่พวกเขาออกไปทำงานกันหมด ฉันกำลังจะไปปิดประตูให้แต่พี่ผู้ชายเดินออกมาจากลิฟท์พอดี ฉันจึงตำหนิเขาว่าเปิดประตูทิ้งไว้ทำไม เพราะมีของมีค่าอยู่เยอะมาก พวกเขาก็ยืนยันว่าปิดล็อกเรียบร้อยแล้ว พี่ผู้ชายคนหนึ่งพูดขึ้นว่าน้องมาเปิดนะสิ เมื่อวานเขาก็เห็นว่าน้องเปิดประตูรอพวกเขากลับมา เท่านั้นแหละทุกคนก็รีบชวนกันลงมาข้างล่างทันที สี่วันผ่านไปอย่างร้อนๆ หนาวๆ ในที่สุดก็ได้กรับกรุงเทพสักที รู้สึกดีใจมากๆ เพราะรู้สึกกลัว ไม่อยากเจอ แม้จะรู้สึกบ้างแต่ยังดีที่ไม่เคยเห็นแบบจะๆ ก่อนกลับก็ถามแม่บ้านที่โรงแรมจึงได้ความว่า เคยมีนักท่องเที่ยวที่เป็นเด็กเสียชีวิตที่นี่ และเขาก็ไม่ไปไหน ยังคงวนเวียนชวนให้แขกที่มาพักไปเล่นกับเขาอยู่แบบนี้มานานแล้ว อยู่มานานแล้ว…….

 

ผีที่สวนสวรรค์

ดิฉันอ้าปากค้าง เย็นวาบตั้งแต่ต้นคอไปถึงไขสันหลัง รู้สึกเหมือนถูกนาบด้วยก้อนน้ำแข็ง หันไปมองเพื่อนอีก 2-3 คนก็หน้าขาวซีดไปตามๆ กัน บางคนถึงกับครางเบาๆ อยู่ในลำคอ เมื่อเห็นตาอั้นกำลังพูดคุยกับความว่างเปล่า บางทีก็พยักหน้ามาทางพวกเรา ท่าทางคล้ายกับกำลังพูดคุยกับใครที่เรามองไม่เห็น

เสียงของแกยิ่งทำให้ดิฉันใจเต้นกระหน่ำด้วยความหวาดกลัวสุดขีด!

“พวก พี่ๆ ของฉันเอง…อ้าว? เธอไปไหนไม่ได้จริงๆ เหรอ? ต้องอยู่ในน้ำแบบนี้ไปตลอดเลย…โถ! น่าสงสารจังเลย…งั้นไปก่อนนะ เอาไว้วันหลังค่อยเจอกัน”

ตาอั้นโบกมือหย็อยๆ ก่อนจะหันกลับมาพบพวกเรานั่งแหมะบนพื้นหญ้าอย่างสิ้นเรี่ยวแรงไปตามๆ กัน ขนลุกซู่ซ่าไปหมด… เคยได้ยินพวกผู้ใหญ่บอกว่าเด็กเล็กๆ จะเห็นผีได้จริงๆ ก่อนนั้นเคยสงสัย แต่เดี๋ยวนี้เชื่อสนิทแล้วค่ะ!

 

พวกเราไปเที่ยวในวันหยุดกันราวสิบกว่าคน ทั้งญาติๆ และเพื่อนบ้าน โดยเหมารถสองแถวทั้งไปและกลับ

เมื่อถึงจุดหมาย พวกเราก็กรูเกรียวกันเข้าไปเลยค่ะ รู้สึกมีความสุขอย่างบอกไม่ถูก ต้นไม้ใหญ่น้อยขึ้นสะพรั่ง ดูร่มครึ้มน่าเย็นตาเย็นใจ ดอกไม้สวยๆ บานสะพรั่ง มีลำธารไหลริน ลมพัดเย็นสบาย เสียงนกน้อยร้องเพลงน่าเพลิดเพลิน ผีเสื้อสีสวยๆ จับกลุ่มบินว่อนผ่านไปมาไม่ขาดสาย

ใบไม้แก่สีน้ำตาลก็ล่องลอยตามลมเชื่องช้าจนกระทั่งลงมาถึงพื้นดิน

เสียงน้ำไหลริน เคล้ากับเสียงยอดไม้กระซิบกระซาบกับสายลม…สมแล้วค่ะที่เขาเรียกว่า “สวนสวรรค์”

มีม้ายาวริมลำธารกับใต้ร่มไม้สูงใหญ่ สนามหญ้ากว้างขวางเขียวขจี เห็นแล้วน่านอนเกลือกกลิ้งดูกลุ่มเมฆล่องลอย เพ้อฝันว่าเป็นรูปนั้นรูปนี้ตามประสาเด็กๆ นกบินผ่านช้าๆ ยอดไม้ไหวเอนตามสายลมเฉื่อยฉิว ราวกับจะขับขานบทเพลงของป่าที่น่ารื่นรมย์ให้พวกเราฟัง

ส่วนที่พวกเราเด็กๆ ชอบมากที่สุด คืนต้นไม้ทุกต้นมีชื่อเขียนบอกไว้ด้วย ทำให้เรารู้จัก ยูง, ยาง, ประดู่, อินทนิล, มะค่า, เสลา, ชิงชัน, พะยูง, กฤษณา…โอ๊ย! มากมายจนนับไม่ถ้วนเลยละค่ะ

“เร้ว! พวกเรา…มาดูอะไรนี่เร้ว…แปลกที่สุดเลย!”

เสียงตะโกนของตาอั้น-น้องชายวัย 7 ขวบของดิฉันทำให้พวกเราหันไปมองเห็นแกกำลังกระโดดโลดเต้นอยู่ใกล้ๆ พุ่มไม้ ท่าทางตื่นเต้นและชอบอกชอบใจเต็มที่

“ใครเคยเห็นต้นไม้แบบนี้มั้ย? ทายซิว่าต้นอะไร? อย่ามองป้ายชื่อก่อนนะ”

แต่ไม่ได้ผลหรอกค่ะ พวกเราไปถึงก็เห็นชื่อ เลยร้องขึ้นพร้อมๆ กันว่า

“พญาไร้ใบ!!”

ทั้งมุงดูและวิพากษ์วิจารณ์กันสนุกปาก ทำนองว่าต้นไม้อะไรไม่มีใบหรอก มีแต่กิ่งก้านหงิกงอหยิกไปมา แต่ก็เป็นพุ่มสวยแปลกตา เกิดมาพวกเราก็เพิ่งเคยพบเห็นนี่เอง บางคนพูดเล่นๆ ว่าอยากเด็ดกิ่งไปปลูกที่บ้านจังเลย

ขณะนั้น พวกผู้ใหญ่ข้ามลำธารไปปูเสื่อนั่งคุยกันอยู่ใต้ร่มไม้แล้ว บางคนก็นอนหงายสบายใจ เราชักชวนกันไปสมทบ เพราะเริ่มมีการเปิดเสบียงอาหารมาแบ่งปันกันกินแล้ว

ทันใดนั้น ตาอั้นก็ร้องเสียงดังขึ้นมาอีก!

“เราลงไปเล่นน้ำกันมั่งดีกว่า นั่นไง! เด็กๆ เขาเล่นน้ำกันน่าสนุกตั้งหลายคนแน่ะ…เห็นมั้ย?”

ดิฉันกับเพื่อนๆ หันไปมอง แต่ไม่เห็นมีใครในลำธารแม้แต่คนเดียว!

“อย่าพูดมาก รีบข้ามไปหาพ่อแม่เร็วๆ ฝั่งโน้นมีสนามให้วิ่งเล่นกว้างกว่าฝั่งนี้อีก” ดิฉันบอกน้องแล้วเดินนำหน้า มองดูคนอื่นๆ ที่มาเที่ยวสวนสวรรค์กันบางตา หรือว่าจะหลบไปนั่งๆ นอนๆ ตามหลังต้นไม้ด้านในค่อนข้างหนาทึบก็เป็นได้

สังหรณ์บางอย่างทำให้หันไปมองน้องชาย …ตาอั้นกำลังโบกไม้โบกมือไปทางลำธารพอดี

“โบกมือให้ใครน่ะ อั้น? ไม่เห็นมีใครซักคน”

“เด็กผู้หญิงผมยาว ใส่เสื้อแดงไงล่ะ…นั่นไง! เขาเดินขึ้นจากน้ำมาแล้ว! ตัวเปียกโชกเชียว …ไม่หนาวเหรอ?”

 

ทะเลกลืนศพ

วันเกิดเหตุ เรากำลังเล่นน้ำตอนเย็นอยู่ดีๆ ท่ามกลางผู้คนหนาตาในวันอาทิตย์ จู่ๆ ก็มีเสียงผู้หญิงหวีดร้องแสบแก้วหู ผมหันขวับไปดูก็เห็นสาววัยรุ่นคนหนึ่งหน้าตาตื่น ลุยน้ำพรวดๆ ขึ้นฝั่งได้ก็ร้องไห้โฮ

“มีคนมาฉุดขาฉันจริงๆ” เธอร้องกระหืดกระหอบปนสะอื้น หันไปชี้มือบริเวณที่เธอเพิ่งหนีมาหยกๆ “นั่นไง! ผู้หญิงผมยาวใส่เสื้อแดงนั่นแหละ ที่ฉุดขาฉันจนแทบจะจมน้ำตายเมื่อตะกี้นี้เอง”

คนอื่นๆ ทำหน้าตางุนงงไปตามๆ กัน เพราะไม่มีใครเห็นผู้หญิงผมยาวเสื้อแดงในน้ำ…ผมเองก็ไม่เห็นหรอกครับ แต่รีบเผ่นขึ้นจากน้ำพร้อมกับเพื่อนๆ เพราะยังจำภาพผู้หญิงผมยาวใส่เสื้อแดงที่จมน้ำตายวันก่อนได้ติดหูติดตา

ปัจจุบันนี้กลายเป็นสวนสาธารณะที่เปิด-ปิดเป็นเวลา และห้ามคนลงไปเล่นน้ำเด็ดขาด แต่เรื่องเก่าๆ น่าขนหัวลุกก็ยังคงเล่าสู่กันฟังมาจนถึงทุกวันนี้!

ชาวบ้านเรียกว่า หนองปรือ มาแต่สมัยปู่ย่าตายาย ลือกันว่าผีดุชะมัดยาด!

สาเหตุเพราะมีเด็กๆ กับพวกหนุ่มสาวชอบลงไปเล่นน้ำกันสนุกครึกครื้น จนเกิดอุบัติเหตุเกือบจมน้ำตาย คนชะตาขาดก็ตายไปเลยปีละหลายคน แต่ไม่ค่อยมีใครหวาดกลัวนัก

เขาว่าผีจมน้ำตายเป็นผีตายโหงที่เฮี้ยนสุดๆ

ลองคิดดูก็เห็นจริงนะครับ เพราะผีอยู่ใต้น้ำน่ะเรามองเห็นเสียเมื่อไหร่ล่ะ? ขณะเล่นน้ำเพลินๆ อาจจะมีสายตาเขียวปัดหรือแดงก่ำ จ้องมองอย่างมุ่งร้ายหมายขวัญอยู่ใต้น้ำ ใกล้เข้ามา…ใกล้เข้ามาทุกที! พอได้จังหวะก็คว้าหมับเข้าที่ท่อนขา ฉุดวูบจมดิ่งลงไปในน้ำลึก

แค่คิดว่ามีอะไรเย็นๆ ลื่นๆ มาพันแข้งพันขา มองก็ไม่เห็น ผมว่าใครโดนเข้าก็ขนหัวลุกแล้วละครับ! อึ๋ยยย….

บางวันมีพวกนักเรียนแถวดอนเมือง แห่กันมาเล่นน้ำทั้งผู้หญิงผู้ชาย ที่เรารู้ก็เพราะเห็นเขาใส่ช็อปของสถาบัน พวกเรารุ่นเด็กกว่าเล่นน้ำจนเหนื่อยก็ขึ้นมาหาซื้อขนม น้ำส้มน้ำหวานจากแม่ค้ารถเข็นริมทะเลสาบนั่นเอง

สิ่งที่สะดุดตาพวกเราก็คือศาลเล็กๆ หลายศาลตั้งอยู่รอบตลิ่ง เป็นสิ่งยืนยันว่ามีคนจมน้ำตายไปมากน้อยขนาดไหน!

คือมีคนตายเมื่อไหร่พวกญาติๆ ก็จะตั้งศาลให้เมื่อนั้น เชื่อว่าวิญญาณจะได้มีที่อยู่อาศัย ไม่ต้องกลายเป็นผีไม่มีศาล หรือไม่ต้องดักดานอยู่ใต้น้ำเย็นยะเยือกไปตลอดกาล

พวกผู้ใหญ่เขาว่าผีมาเอาวิญญาณไป อยู่เป็นเพื่อนบ้าง หรือทำให้คนอื่นจมน้ำตายตัวเองจะได้ไปผุดไปเกิดบ้าง…แต่เราคิดว่าผู้ใหญ่ แค่ขู่ ไม่อยากให้เราไปเล่นน้ำกันเท่านั้นเอง

เด็กๆ หัวอ่อนยังพอจะหลอกได้ แต่พวกทโมนไพรอย่างพวกผมไม่กลัวเลย เพราะเรายกโขยงกันไปเล่นน้ำคราวละ 5-6 คนเป็นอย่างต่ำ

อ้อ! เลือกลงน้ำแถวหน้าวัดนะครับ เพราะมันตื้นดี!

เอ…วิญญาณมาอยู่ที่ศาลแล้วยังมีผีที่ไหนมาคอยฉุดขาคนอยู่ใต้น้ำล่ะ? เป็นงงแฮะ

วันหนึ่งก็เห็นเหตุการณ์ตื่นเต้น น่าขนหัวลุกเข้าพอดี!

พวกเรายกโขยงไปเล่นน้ำตรงจุดเดิม พวกนักเรียนวัยรุ่นก็เล่นน้ำถัดออกไป เขาคงไม่รู้มั้งว่าตรงนั้นน้ำลึก หรือไม่ก็ว่ายน้ำกันแข็งทุกคนแล้ว

ทันใดนั้นก็มีเสียงผู้หญิงร้องตะโกนขึ้นว่า…ช่วยด้วยๆ เราหันไปดูก็เห็นพวกวัยรุ่นหัวเราะเฮฮากัน ตอนแรกนึกว่าล้อกันเล่น แต่อีกครู่เดียวก็ร้องเอะอะโวยวายกันยกใหญ่…ผู้หญิงจมน้ำ!!

เอาละซี! รีบดำผุดดำว่ายกันหูตาเหลือก มีผู้หญิงสองคนรีบขึ้นจากน้ำ ทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ พร่ำแต่ว่า…นึกว่าล้อเล่น! โธ่…จมน้ำจริงๆ ด้วย

ตอนแรกยังงมศพไม่พบ แม่ค้าแนะนำให้จุดธูปบอกเจ้าที่ พวกวัยรุ่นก็ทำตามก่อนจะดำน้ำงมหาเพื่อนอีกครั้ง

คราวนี้พบครับ! คนหนึ่งโผล่โพล่งขึ้นมาตะโกนว่าเจอแล้วๆ ปรากฏว่าคนตายเกาะเสาไม้ไผ่ใต้น้ำเอาไว้แน่น พวกผู้ชายช่วยกันลงไปดึงร่างที่กลายเป็นศพขึ้นมาทุลักทุเล พวกเพื่อนผู้หญิงร้องไห้โฮไปตามๆ กัน…สายลมคร่ำครวญเยือกเย็นกับระลอกคลื่นน่าขนหัวลุก

สาวเคราะห์ร้ายนุ่งกางเกงยีนส์ สวมเสื้อสีแดง ผมยาวชุ่มโชก…ผมกับเพื่อนๆ รีบวิ่งกลับบ้านใกล้ๆ ทันที พวกเราเลิกไปเล่นน้ำหลายวัน แต่ไม่ช้าก็เข้ารอยเดิมจนได้!

ผีฟ้า

Ghost
พี่ฟ้าช่างคิดช่างฝัน ชอบมองดูต้นลั่นทมใหญ่หน้าบ้าน มีกิ่งก้านมากมาย เวลาออกดอกสีแดงหอมฟุ้ง… เขาว่าไม่ควรปลูกในบ้าน เพราะชื่อลั่นทมคล้ายๆ กับ “ระทม” ควรปลูกในวัดมากกว่า แต่พ่อแม่พี่ฟ้าไม่ถือค่ะ ปลูกทั้งมะม่วง ขนุน มะตูม ปีบ ลิ้นฟ้า ตีนเป็ด ทับทิมและวาสนา…ปะปนกันไปหมด

พวกสาวๆ ในหมู่บ้านก็ชอบมาขอเก็บลั่นทมบ่อยๆ พี่ฟ้าไม่หวงเลย บอกให้เก็บตามสบาย เคยบอกหนูด้วยว่า…อยากขึ้นไปนั่งบนกิ่งลั่นทมสูงๆ มองดูดาว คิดว่านั่งอยู่ที่กิ่งจันทร์ตามใจฝันไงคะ!

ตอนโรงเรียนปิดเทอมตุลาคม พี่ฟ้าขออนุญาตพ่อแม่ไปเที่ยวหัวหินกับเพื่อนๆ น่าอิจฉาจังเลย… หนูอยากไปเที่ยวมั่งแต่พ่อแม่ไม่ว่าง และไม่ยอมให้ไปกับเพื่อนๆ ค่ะ

คืนแรกที่พี่ฟ้าไปหัวหิน หนูก็ฝันถึงเธอ…

ในฝันนั้น พี่ฟ้ากำลังเล่นน้ำทะเลกับเพื่อนๆ แถมโบกมือให้ด้วย เสียงคลื่นซัดหาดกับเสียงหัวเราะเริงร่าของพวกสาวๆ รุ่นพี่ ทำให้หนูอยากจะโผลงน้ำ แหวก ว่ายให้ชื่นฉ่ำใจจริงๆ ค่ะ

สงสัยว่าจิตใจของเราคงจะผูกพันกันมาก เหมือนเครื่องส่งกับเครื่องรับ เพียงแต่หนูไม่รู้ว่าใครเป็นคนส่งคนรับกันแน่…คงเป็นเพราะหนูคิดถึงเธอพอๆ กับพี่ฟ้าคิดถึงหนูก็ได้ค่ะ

คืนต่อมาหนูก็ฝันถึงพี่ฟ้าอีกนะคะ!

คราวนี้ไม่ใช่ที่หาดทรายชายทะเลแล้ว แต่เป็นที่หน้าบ้านเรานี่เอง…พี่ฟ้าขึ้นไปนั่งอยู่บนกิ่งใหญ่เกือบบนสุด ของต้นลั่นทมแดง ไม่รู้ว่าเธอขึ้นไปตอนไหน เพราะหนูเห็นเมื่อพี่ฟ้ากำลังนั่งเงยหน้ามองดาวอย่างผาสุกจนน่าอิจฉา ผมยาวสยายของเธอปลิวไสวตามแรงลมน่ามองจังเลย

“พี่ฟ้าๆ” หนูเรียกเบาๆ แต่เธอคงไม่ได้ยินเพราะอยู่สูงเหลือเกิน แต่สักครู่…ราวกับจะรู้ว่าหนูกำลังแหงนมอง เพราะเธอก้มลงมายิ้มหวาน โบกมือให้อย่างร่าเริง

พี่ฟ้าสวยมากๆ จนไม่รู้จะบอกยังไง เธอสวยเหมือนนางฟ้าสมชื่อ นิสัยใจคอก็ดีมากเลย สุภาพเรียบร้อย อ่อนโยน พูดเสียงหวาน คิ้วโก่งเหมือน วงพระจันทร์ นัยน์ตาโตและดำขลับ สุกใสไม่ต่างกับดวงดาว

เธอเคยถามหนูว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร? หนูตอบทันทีเลยว่า…อยากสวยเหมือนพี่ฟ้าค่ะ! เธอหัวเราะกิ๊ก กอดหนูแน่นเชียว

“แล้วพี่ฟ้าล่ะคะ อยากเป็นอะไร?”

“อยากเป็นนางฟ้าจริงๆ น่ะซีจ๊ะ นางฟ้าที่นั่งห้อยขาอยู่บนเสี้ยวจันทร์เหมือนนั่งชิงช้า จะได้มองดูดาวนับล้านๆ ดวงรอบตัวใกล้ๆ คงจะมีความสุขมากๆ เลยนะจ๊ะ”

แหม! ดูเผินๆ เหมือนพี่ฟ้ากำลังนั่งอยู่บนกิ่งจันทร์จริงๆ ค่ะ แต่ใจหนูรู้ว่าเป็นกิ่งลั่นทม กลัวเธอจะพลัดตกลงมาน่ะซีคะ…ก็เธอนั่งท่าทางสบายๆ ราวกับนั่งคุยกับหนูที่ม้าหินริมรั้วข้างบ้านอย่างนั้นแหละ

เอ…เขาว่ากิ่งลั่นทมมันเปราะ หักง่ายไม่ใช่เหรอคะ? แต่หนูว่าคงไม่จริงมั้ง ไม่งั้นพี่ฟ้าคนสวยจะนั่งห้อยขาตามสบายได้ไง? หรือไม่ก็เพราะเธอร่างเล็กบอบบางเหมือนนางฟ้าที่ล่องลอยในเทพนิยาย มือถือคทา มีดวงดาวจิ๋วๆ ส่องแสงด้วยล่ะค่ะ

พี่ฟ้าบอกว่าไปเที่ยวสองคืน จะซื้อเปลือกหอยสวยๆ ที่หัวหินกับขนมอร่อยๆ ที่เมืองเพชรมาฝากหนูด้วยล่ะ…

เย็นนี้เธอก็จะกลับบ้านแล้ว!

นั่นไงคะ…พอหนูวิ่งตื๋อออกจากบ้าน ก็เห็นพี่ฟ้ากำลังนั่งอยู่บนกิ่งลั่นทมแดงเหมือนกับในความฝันพอดี หนูตะโกนเรียกอย่างดีใจ…พี่ฟ้าๆ พี่ฟ้ามาแล้ว! เที่ยวหัวหินสนุกไหมคะ? ซื้อหอยสวยๆ กับขนมอร่อยๆ มาฝากหนูหรือเปล่า?

พี่ฟ้าก้มลงมอง โบกมือให้หนูหย็อยๆ แหม! มาถึงก็ซนเลยนะ! หนูนึกขณะวิ่งผ่านรั้วเข้าประตูเปิดกว้าง …หันไปมองทางต้นลั่นทมแดงก็ไม่เห็นพี่สาวคนสวยของหนูเสียแล้ว

หนูตกตะลึง ใจหายวูบ ขนลุกซ่าไปทั้งตัวด้วยสัญชาตญาณอะไรบางอย่าง…

จริงด้วยค่ะ! รถพี่ฟ้าเกิดอุบัติเหตุรถคว่ำที่เขาย้อย คนอื่นๆ แค่ฟกช้ำดำเขียว แต่พี่ฟ้าของหนูคอหักตายคาที่…ขอให้วิญญาณของเธอล่องลอยขึ้นไปนั่งบนกิ่ง จันทร์ ชมหมู่ดาวระยิบระยับอย่างผาสุกตลอดไปนะคะ!