วิญญาณอาฆาต

15 entries have been tagged with วิญญาณอาฆาต.

นาฬิกาตาย

อย่านึกว่าไม่กล้านะครับ พวกผมทโมนไพรทั้งนั้น ขอบอก!

บ้าน เราอยู่ไม่ไกลกัน แถวกิ่งเพชร ซอยพญานาค เจริญผลตัดใหม่ ใกล้ๆ ที่เรียนดีด้วย เราสั่งผัดไทยมั่ง ต้มเนื้อวัวมั่ง…วันเกิดเหตุเราออกมานั่งที่ร้านกาแฟซอยหน้าบ้าน มาทั้งไอ้เคี้ยงผอมสูง ไอ้ปั่นตัวเตี้ยล่ำ ขาดไอ้ฮิมคนเดียว หายหัวไปไหนก็ไม่รู้มัน

ราวทุ่มเศษมันก็กระหืดกระหอบเข้ามาได้ ไอ้นี่สูงคล้ำล่ำสันตามแบบของหนุ่มมุสลิมส่วนใหญ่ หน้าหล่อตาคมจนสาวๆ สบตาเป็นต้องสะเทิ้นไปตามๆ กัน

เราด่ามันนิดหน่อย ชงเหล้าให้ พอดวดเข้าไปสองแก้วไอ้ฮิมก็ยื่นมือซ้ายให้ดูราวเพิ่งนึกขึ้นได้ ไอ้เคี้ยงกับไอ้ปั่นแซวว่าไอ้ฮิมผูกนาฬิกาแล้วโว้ย! มึงไปจิ๊กใครมา? ไอ้ฮิมส่ายหน้า แววตางุนงงพิกล บอกว่ากูเพิ่งเก็บได้หยกๆ ตอนลงจากสะพานหัวช้างนี่เอง

นึกเอะใจยังไงไม่รู้ ผมจ้องหน้ามันอย่างลืมตัว!

ผมเป็นเด็กช่างกล ปทุมวัน เพื่อนฝูงเยอะแยะ ที่ซี้กันก็มีไอ้ฮิม ไอ้ปั่น และไอ้เคี้ยง อุปนิสัยห่ามห้าวพอๆ กัน เลิกเรียนก็ออกเที่ยวซ่อกๆ จนติดเป็นนิสัยแล้ว พ่อแม่ห้ามจนเลิกห้ามเพราะอ่อนอกอ่อนใจไปเอง

มารู้ว่าทำบาปหนักต้องชดใช้เอาตอนมีลูกนี่แหละครับ!

อัน ที่จริงก็ไม่เสียหายอะไรนัก นานๆ ก๊งกันที หลีสาวมั่งพอหอมปากหอมคอ พ่อผมใจดี หรือจะห้ามไม่ไหวเลยยุส่งก็ไม่รู้ บอกว่าชวนเพื่อนมากินเหล้ากับพ่อได้เลยนะ

คุณพระช่วย! ใบหน้าคล้ำๆ ของไอ้ฮิมบิดเบี้ยวเหยเกเหมือนกำลังเจ็บปวดสาหัส หรือไม่ก็เป็นใบหน้าคนอื่นที่ผมไม่เคยรู้จักมักจี่มาก่อนเลย

“ไอ้ ฮิม!” ผมอุทาน อ้าปากค้าง มันหันขวับมามอง… หน้าตาก็คือไอ้ฮิมคนเดิม จะว่าเหล้าทำพิษก็คงไม่ใช่แน่ๆ เพราะเพิ่งซดกันได้ไม่นาน แต่ไอ้ฮิมกลับลูบคลำนาฬิกาเรือนเหล็กที่ข้อมือมันอย่างใจลอย

“ข้าใส่ ได้พอดีเป๊ะ ยังกะเจ้าของมันหุ่นเดียวกับข้าเลย แต่มันคันข้อมือแปลกๆ เดี๋ยวบีบเดี๋ยวคลายพิลึก” ไอ้ฮิมบ่นก่อนจะตาเหลือก ร้องลั่น “เฮ้ย! มันบีบข้อมือข้าอีกแล้ว”

ไอ้เคี้ยงหน้าแดงก่ำ ยื่นมือออกไปทันที “ไหนให้กูลองหน่อย ถอดมาเลย”

เชื่อ ไหมครับ ไอ้ฮิมถอดไม่ออก ตอนแรกนึกว่าแกล้งทำ แต่หน้าตามันซีดเซียวจริงๆ ไอ้เคี้ยงช่วยแกะตะขอก็แกะไม่หลุด ไอ้ปั่นช่วยอีกคนก็ไม่สำเร็จ ตายล่ะซี…เราชักงงว่าเกิดอะไรขึ้นแน่? คว้าเหล้ามาซดก่อนลงมือ อีกครั้ง คราวนี้ผมบอกจะช่วยอีกคน

พ่อ อธิบายสาเหตุให้ฟังง่ายๆ ผมนิ่งอึ้ง…อาจจะเป็นไปได้ แต่ทำไมผมถอดไม่ออกล่ะ พอบอกเรื่องนี้พ่อก็ส่ายหน้า…ลองถอดให้ดูซิ! ให้ดิ้นตายเถอะ…มันหลุดออกมาอย่างง่ายดาย!

รุ่งขึ้น นาฬิกานรกนั่นเกาะข้อมือผมแน่นเชียว…คราวนี้ไม่ยอมปริปาก รีบแต่งตัวไปเรียน ออกจากซอยเลี้ยวซ้ายเข้าถนนพญานาค เลี้ยวขวาผ่านโรงแรมเอเชีย เดินใจลอยไปถึงเชิงสะพานหัวช้าง…ไอ้ฮิมมันบอกว่าเก็บนาฬิกาได้แถวนี้แหละ

ยัง ไม่ทันจะขยับมือ นาฬิกาเรือนเหล็กก็คลายแกร๊ก… ร่วงผล็อยลงสู่พื้นดิน พลิกหงายขึ้นวูบวาบราวจะจ้องมองยิ้มๆ ผมขนหัวลุกซ่า กระโดดโหยงขึ้นสะพานทันใด…ขอให้สวรรค์จงคุ้มครองคนที่จะเก็บมันได้ก็แล้ว กันครับ!

เราไม่ทันขยับ สายนาฬิกาก็หลุดออกมาห้อยที่ข้อมือไอ้ฮิม สะดุ้งเฮือกไปตามๆ กัน มันรีบส่งให้ไอ้เคี้ยงมือไม้สั่น ไอ้นั่นเม้มปากแล้วคว้ามาสวมฉับ…กดปุ่มทันที!

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อครับ ไอ้เคี้ยงใส่นาฬิกาประหลาดเรือนนั้นได้เหมาะเจาะ พอดิบพอดี ทั้งๆ ที่ข้อมือมันเล็กกว่าไอ้ฮิมตั้งพะเรอ

“สวยดีโว้ย” มันยังไม่เอะใจ “ขอกูเถอะ”

“เอาไปเลย” ไอ้ฮิมซดเหล้าฮวบ “เมื่อตะกี๊กูขนลุกหมด นึกว่าผีหลอก

ไอ้ เคี้ยงหัวเราะร่า แต่ฉับพลันก็หน้าเหยเก ร้องโอยๆ ช่วยแกะนาฬิกาผีสิงนี่ออกที…มันทั้งตะปบทั้งควักยุ่งไปหมด ดูๆ แล้วก็เหมือนลิงกินกะปิ ผมอดหัวเราะไม่ได้ เอื้อมไปแกะมันก็หลุดออกอย่างง่ายดาย พอหันไปหาไอ้ปั่นมันก็ผงะหน้า…กูไม่เอานะ! “งั้นกูเอาเอง!” ผมโพล่งเพราะอยากลองดี ผีสางอะไร…อุปาทานทั้งนั้นเลย คืน นั้นผมถอดนาฬิกาวางไว้หัวเตียง หลับสนิทเพราะพิษเหล้า…ฝันอะไรแปลกๆ เห็นโน่นเห็นนี่วูบๆ วาบๆ พิลึก จากเรื่องนี้ไปเรื่องนั้น…แต่ที่แน่ๆ คือเห็นคนตัวดำๆ หน้าตาน่ากลัว ชูมือให้เห็นนาฬิกาเรือนเหล็กขาววับ…ขาวจนแสบตา เจ็บแปล๊บไปถึงหัวใจจนสะดุ้งตื่น

ลุกพรวดมาเปิดไฟหัวเตียง ไม่มีนาฬิกาบนโต๊ะ…มันอยู่ที่ข้อมือผมน่ะเอง!

ผม ร้องเอะอะโวยวายจนพ่อมาเคาะประตู บอกตรงๆ ว่าผมกลัวจนพูดไม่ออก หัวใจเต็นโครมๆ หมาหอนโจ๋วไปทั้งซอย กว่าจะเล่าให้พ่อฟังได้ก็เสียเวลาตั้งนาน

“แกใส่มันนอนน่ะซี แล้วดันลืม นึกว่าถอดออกแล้ว”

ป้อมร้าง วิญญาณหลอน

ผีดุ
ไม่ใช่ป้อมร้างด้วยซ้ำ แถมตั้งอยู่ที่โค้งกรอกยายชา ต.เนินพระ อ.เมือง ริมถนนสุขุมวิทสายเก่าในจังหวัดระยองนี่เอง… ถ้าใครสงสัยว่าป้อมผีสิงจะน่าสยดสยองจนขนหัวลุกแค่ไหน ก็ลองคิดจากจำนวนชีวิตผู้คนที่ต้องมาโดนสังเวยเกือบ 100 ศพเข้าไปแล้ว มักจะมีคนบอกกล่าวถึงชุมทางผีดุใหญ่ๆ ที่หนีไม่พ้นจาก ถนนผีสิง, โค้งร้อยศพ, โรงแรมผีดุ, รถผีสิง, บ้านร้างสุดเฮี้ยน, หอพักสุดหลอน ไปจนถึงชายหาดกินคน, ซอยนี้ผีอยู่ ฯลฯ

แต่ที่เหลือเชื่อ ทั้งๆ ที่เป็นเรื่องจริงอันน่าขนพองสยองเกล้าก็คือ….ป้อมผีสิง!

พูดให้ชัดๆ ก็คือ ป้อมตำรวจ!!

ที่ตั้งของป้อมนี้อยู่แถวหัวโค้งพอดี สร้างด้วยปูนชั้นเดียวอย่างที่มักจะพบเห็นกันทั่วไป แต่น่าแปลกตรงที่รอบๆ ป้อมมีต้นไม้ใหญ่ขึ้นแน่นหนาจนดูรกครึ้ม บรรยากาศชวนให้น่าวังเวงใจไม่ว่ากลางวันหรือกลางคืน

ลมเจ้ากรรมที่มักกระโชกกับยอดไม้ให้เกิดเสียงซู่ซ่าเกรียวกราวราวกับมีใครกลุ่มใหญ่กำลังหัวเราะครืนด้วยความขบขันเต็มประดา

ที่น่าสะดุดตาก็คือ บริเวณหน้าป้อมมีร่องรอยถูกรถเฉี่ยวชนจนแผงเหล็กหักงอ แถมมีเศษกระจกกับเศษชิ้นส่วนรถตกอยู่เกลื่อนกลาดอีกต่างหาก…มองเผินๆ นึกว่าเป็นป้อมร้างยังไงยังงั้น!

ตำรวจทุกนายล้วนแต่ทราบเรื่องผีดุสุดขีดกันทั้งนั้น จนไม่มีใครอยากไปประจำอยู่ เพราะมีเสียงร่ำลือว่าป้อมนี้ผีดุที่สุด ไม่ว่าตำรวจคนไหนมาอยู่ต้องเจอะเจอกับเหตุการณ์แปลกประหลาด น่าขนหัวลุกทั้งนั้น

บางนายถึงกับยืนยันว่ามีผีโผล่มาให้เห็นซึ่งๆ หน้า ตกใจสุดขีดจนสติแตก วิ่งเตลิดหนีไม่คิดชีวิตก็มี บางคนแข้งขาอ่อนถึงกับลุกไม่ไหว มีอยู่รายหนึ่งช็อกคาป้อมไปเลย

จ.ส.ต.ติรกิจ บุญสม หน.ที่พักสายตรวจเนินพระ ได้เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวที่รู้ถึงกิตติศัพท์ผีดุของป้อมนี้ว่า เรื่องราวที่ ร่ำลือ กันแพร่หลายล้วนแต่เป็นเรื่องจริง!

ชั่วเวลา 7-8 ปีที่สร้างป้อมขึ้นมา มีรถวิ่งแหกโค้งจนพลิกคว่ำ ต้องสังเวยชีวิตไปเกือบ 60 ศพแล้ว แถมบางคันยังพุ่งเข้าชนป้อมตำรวจจนพังยับเยิน เคราะห์ดีที่ตำรวจเผ่นหนีความตายออกไปได้ฉิวเฉียดเต็มที

ในที่สุดก็ต้องสร้างป้อมใหม่…นั่นคือย้ายเข้ามาสร้างด้านในที่มีต้นไม้ ใหญ่ 3 ต้นเป็นเกราะป้องกันรถพุ่งเข้าชน แต่ก็ไม่วายเกิดอุบัติเหตุสยองอยู่ตลอดมา

เมื่อตอนกลางปี 2545 ก็มีรถแหกโค้งตายคาที่อีก 2 ศพ!!

เรื่อง ที่น่าขนหัวลุกสุดขีดก็คือ มีรถเฉี่ยวชนกัน แต่ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บสาหัส…เมื่อผู้คนที่รอดมาได้ทั้งหมด 8 คนล้วน แต่ออกมายืนนอกรถ ทันใดนั้นรถยนต์คันหนึ่งก็วิ่งแหกโค้งห้อตะบึงเข้าใส่กลุ่มคนเหมือนนรก บันดาล…โครมเดียวตายคาที่ทั้งหมด 8 คน!

ป้อมผีดุวิญญาณเฮี้ยนแห่งนี้สร้างขึ้นมาตั้งแต่พ.ศ.2538 โดยตั้งเด่นอยู่ริมถนนเช่นเดียวกับป้อมปกติทั้งหลาย เมื่อเกิดเรื่องสยองขนาดคุณโปลิศยังต้องเผ่นหนี ยอมละทิ้งเวรยาม ขึ้นสน.ขอย้ายกันกลางดึกก็มี…ทำให้มีการเล่าลือกันปากต่อปากว่าป้อมนี้ผี ดุที่สุดในบรรดาป้อมตำรวจทั้งเมืองไทย

อุบัติเหตุสยองสุดขีด แทบจะฉีกร่างผู้เคราะห์ร้ายออกเป็นชิ้นๆ เลือดแดงฉานสาดกระจายไปที่ผนังป้อมเหมือนใครเอาสีเลือดไปสาดใส่ไม่มีผิด

จ.ส.ต.ติรกิจเล่าว่า ขณะที่ตนเข้าเวรกลางดึกก็เหลือบไปเห็นหญิงสาวผู้หนึ่งมาเดินอยู่หน้าป้อมใน ชุดกางเกงขาว เสื้อดำ ตอนแรกก็คิดว่าคงจะมารอรถ แต่เมื่อจู่ๆ เธอก็หันขวับมาจ้องเขม็ง…ใบหน้าเปรอะไปด้วยคราบเลือดเห็นชัด เล่นเอาเข่าอ่อนอยู่ในป้อมนั่นเอง

ในที่สุด ปีศาจตนนั้นก็ค่อยๆ เลือนรางจางหายไป

ต่อจากคืนนั้นก็ยังประสบกับเรื่องสยองบ่อยหน มีเสียงร้องโหยหวน…ช่วยด้วย ช่วยด้วย ดังมาเข้าหูแทบทุกคืน ไม่ว่าตำรวจคนไหนมาเข้าเวรก็ต้องจุดธูปขอให้เจ้าที่เจ้าทางช่วยคุ้มครองด้วย กันทั้งนั้น

เงยหน้ามองก็แทบช็อกคาที่ เพราะภาพที่เห็นคือเงาดำทะมึน สูงตระหง่าน…รีบพนมมือสวดมนต์แผ่ส่วนกุศลจนร่างนั้นหายไป

ส.ต.อ.ศักดิ์สิทธิ์ อดกล้า ตำรวจประจำป้อมนี้อีกคนได้เล่าว่า ตนไม่ใช่คนกลัวผี แต่เมื่อมาคืนแรกก็เจอดีจากเสียงเคาะประตูจึงร้องถามว่าใคร? แต่คำตอบคือความเงียบ จนต้องลุกออกไปดูแต่ก็ไม่เห็นใคร จึงกลับมานอนต่อก่อนจะสะดุ้งตกใจตื่นเพราะมีใครมากระชากขารุนแรงจนตกเตียง

ผีลืมถิ่น

ผีดุ
เมื่อราว 5-6 ปีก่อนยังไม่มีการเข้มงวดเรื่องหมวกนิรภัย…เห็นเด็กผู้หญิงซ้อนท้ายกอดเอว คนขับแน่น…คงกลัวจนหายกลัว กลายเป็นความเคยชินไปแล้วกระมังคะ

มีเหตุผลอีกอย่างที่น่ารับฟังค่ะ คือบอกว่าวิญญาณที่ เพิ่งออกจากร่างก็เหมือนคนที่กระโดดจากเรือนที่ถูกไฟไหม้ หรือไม่ก็เหมือนเด็กๆ หลงทาง มองหาพ่อแม่ด้วยความตระหนกอกสั่นสุดขีด ไม่รู้ว่าตัวเองตายไปแล้ว…
มี พ่อแม่มารอรับ ทั้งจูงไปก็มี แม่นั่งตุ๊กตุ๊กมารับก็มี ซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์พ่อก็มี รอรถขาประจำมารับก็มีหลายคน รถที่ว่ามีทั้งตุ๊กตุ๊กและมอเตอร์ไซค์ ลองนึกภาพดูเถอะค่ะว่า ยกเว้นรถตุ๊กตุ๊กแล้ว การนั่งซ้อนมอเตอร์ไซค์สำหรับเด็กๆ จะน่าเสียวไส้แค่ไหน

ดิฉันเคยเห็นในตอนกลางวันแสกๆ เลยค่ะ!

วัด อัมพวันในเขตดุสิตอยู่ใกล้ๆ กับสถานีตำรวจ ทางเข้าออกคือถนนพระราม 5 แต่โรงเรียนวัดอัมพวันที่มีเด็กตัวเล็กๆ มากมาย มีทางเข้าออกด้านข้าง เชิงสะพานราชวัตร ทางถนนนครไชยศรี

ทางเข้าออกด้านนี้ค่อนข้างคับแคบ มีร้านขายอะไหล่รถยนต์และซ่อมรถ ซึ่งเป็นเจ้าประจำของดิฉันขนาบกับรั้วบ้าน…ตอนเย็นๆ จะมีเด็กนักเรียนตัวน้อยๆ หลั่งไหลกันออกมาเป็นสายน่ารักน่าเอ็นดูไม่น้อย…แต่หลายๆ ครั้งก็ดูน่าหวาดเสียวเอาการ

นั่นคือ ตอนเด็กๆ อายุราว 6-7 ขวบกลับบ้าน!

ถึงยังไงก็ต้องเกิดอุบัติเหตุขึ้นจนได้ล่ะค่ะ!

เวลา รถเสียเล็กๆ น้อยๆ เช่น เครื่องร้อน แอร์เสีย หรือขลุกขลักโดยไม่ทราบสาเหตุ ดิฉันก็คงจะเหมือนๆ กับผู้หญิงส่วนมากที่ขับรถเป็น แต่ไม่มีความรู้เรื่องเครื่องยนต์เลย… ประคองรถไปจอดหน้าร้าน บอกเถ้าแก่ที่คุ้นๆ กันให้ช่วยจัดการ แล้วก็ออกมาเดินยืดเส้นยืดสายที่ปากทางเข้าออกโรงเรียนวัดอัมพวัน…ว่าง เข้าเราก็คุยกัน ทำให้ดิฉันรู้ว่าอุบัติเหตุกับเด็กๆ เกิดขึ้นบ่อยครั้ง เพราะความประมาท น่าสลดใจจริงๆ ค่ะ

เมื่อตอนต้นปีพ่อมารับลูกสาวซ้อนท้าย พอหักรถออกก็โดนรถเมล์สาย 14 เฉี่ยวจนล้มคว่ำ เลือดโชกทั้งพ่อทั้งลูก

ต่อ มามอเตอร์ไซค์ที่พ่อแม่จ้างมารับส่ง ก็เกิดพุ่งออกไปโดยที่เด็กยังนั่งไม่เต็มก้น…ผลคือเด็กหญิงตัวเล็กๆ หงายท้องลงมาหัวแตก เลือดไหลโกรก คนขับรีบอุ้มส่งโรงพยาบาล …ไม่รู้ว่าอาการหนักเบายังไง เพราะมีรถพวกนี้มารับเด็กมากเหลือเกิน

นานๆ หรอกค่ะ ถึงจะมีรถเก๋งมารับเด็กซักครั้งหนึ่ง!

ไม่อยากโทษพ่อแม่หรอก เพราะเขาคงต้องทำมาหากินจนไม่มีเวลามารับลูกเอง จะให้ตุ๊กตุ๊กมารับ-ส่งก็คงจะแพงกว่ามอ เตอร์ไซค์แน่ๆ

วัน นั้น ฟ้าหนักอึ้งด้วยเมฆฝนมาแต่บ่ายๆ ลมพัดอู้ๆ จนเศษกระดาษปลิวว่อน…ดิฉันเสร็จธุระที่ราชเทวีราวบ่ายสามโมงเศษ พอขับรถมาถึงอุรุพงษ์จะกลับบ้านที่สามแยกพิชัยก็เกิดแอร์ไม่เย็น ความร้อนขึ้นสูงจนต้องปิดแอร์…พอเลี้ยวซ้ายที่โรงกรองน้ำสามเสน ผ่านราชวัตรก็ลงสะพานมาชะลอรถชิดซ้ายที่ร้านซ่อมรถขาประจำ

บอก เถ้าแก่เสร็จก็ลงมาเดินยืดเส้นยืดสายตามเคย…เด็กๆ ทยอยออกจากปากทางไปจนบางตาแล้ว เห็นพ่อแม่นั่งมอ เตอร์ไซค์อุ้มลูกสาวนั่งตัก มองไม่เห็นว่ามีใครสวมหมวกนิรภัยสักคนก็อดใจหายไม่ได้

คนหาเช้ากินค่ำ คุณภาพชีวิตก็ตกต่ำแบบนี้แหละค่ะ เราห่วงความปลอดภัย แต่เขาอาจจะกำลังห่วงค่าใช้จ่ายสารพัดที่ถาโถมเข้าใส่ก็เป็นได้

คุณพระช่วย! เด็กหญิงตัวน้อยๆ หงายผลึ่งลงมากลิ้งบนพื้น ลับหายไปข้างรถดิฉัน รีบวิ่งปราดไปดูก็ต้องยืนตะลึงงันอยู่กับที่…ไม่เห็นมีร่างของเด็กหญิงผู้ นั้นแม้แต่เงา

รถเมล์เล็กแล่นผ่านไปจอดป้ายหน้า มอเตอร์ไซค์สีแดงหายไปไหนก็ไม่ทราบ…ดิฉันใจเต็นโครมๆ เข่าอ่อนจนต้องเกาะรถตัวเองอ้อมมาด้านใน ม่านตาลายพร่าจนมองเห็นช่างที่กำลังง่วนอยู่กับสายไฟหน้ารถดูเลือนรางเต็ม ที…

รถ คันนั้นพุ่งไปทางสามแยกพิชัย เกือบพร้อมๆ กับมอเตอร์ไซค์สีแดงคันหนึ่งบึ่งลงสะพานมาเฉียดรถยนต์ดิฉัน คนขับผอมเกร็งวัยยี่สิบต้นๆ คงจะเป็นรถรับจ้างน่ะ…เด็กหญิงอายุราว 7-8 ขวบ ไว้ผมม้า แก้มยุ้ยน่ารัก หิ้วกระเป๋าจนไหล่ลู่ รีบก้าวยาวๆ ไปขึ้นรถ…เสียงเร่งเครื่องหักกลับไปทางสะพานราชวัตร ขณะที่รถเมล์เล็กห้อตะบึงลงสะพานมาพอดี!

เถ้าแก่มองเห็นก็ปราดออกมา เชิญดิฉันไปนั่งดื่มน้ำเย็นๆ ในร้านก่อน…บอกว่าคนขับมอเตอร์ไซค์กับเด็กหญิงซ้อนท้ายตายมาเดือนกว่าแล้ว แต่มักมีคนเห็นภาพสยองบ่อยๆ เขาว่าเป็นวิญญาณที่หลงทางไงคะ! บรื๋อส์

พลังของขลัง

 

ลุงดั่นบอกว่าคนเล่นของจะไม่ยอมไปกินอาหารในงานศพ ถ้าไปงานศพกลับมาต้องรีบล้างหน้าด้วยน้ำมนต์ หรือน้ำแช่ใบทับทิม

ไม่กินผลไม้ เช่น มะเฟืองและละมุดเด็ดขาด เพราะถือว่าคล้ายคลึงกับอวัยวะเพศของสตรี แม้แต่น้ำเต้าก็ไม่กิน เพราะทั้งชื่อและลักษณะเหมือนทรวงอกผู้หญิง

ไม่ลอดราวตากผ้า ไม่ลอดใต้บันได เพราะเชื่อว่าจะทำให้ของเสื่อม

ถ้าเข้าส้วม (หรือเว็จ) ข้างๆ บ้าน แล้วมีใครมาตะโกนเรียกก็จะไม่ยอมขานรับเลย จนกว่าจะโผล่ออกมาแล้ว

ลุงดั่นมีห้องพระเล็กๆ อยู่ข้างห้องนอน แกเคยพาผมเข้าไปดูครั้งหนึ่งก็เห็นบรรยากาศดูทึบทึมน่ากลัว มีพระ บูชากับเทวรูป ตุ๊กตาเด็กสูงราวหนึ่งศอก ปิดทองแทบทั้งตัว…แกบอกว่าเลี้ยงกุมารทองไว้เฝ้าบ้านด้วย

“ถ้ามีใครคิดร้ายบุกเข้ามา กุมารทองของข้าก็จะจัดการมันเอง” แกบอกผมพร้อมเสียงหัวเราะ แต่แววตาดูเหี้ยมเกรียมน่าขนลุก

สมัยเด็กผมอยู่ อ.บ้านนา จ.นครนายก ได้พบเห็นเรื่องแปลกๆ เกี่ยวกับไสยศาสตร์ ส่วนมากเกี่ยวกับอยู่ยงคงกระพัน บ้างก็มีพระห้อยคอ บ้างก็มีตะกรุดหรือผ้ายันต์ติดตัว ที่แน่ๆ คือผู้ชายจะสักยันต์ต่างๆ กันทุกคนไป

ชาย ชราอายุห้าสิบเศษชื่อลุงดั่น มีอาชีพทำสวนผักอยู่ใกล้ๆ บ้านผม ลูกๆ แกเติบโตแยกย้ายกันไปหมดแล้ว อยู่กับเมียชื่อป้าแววเพียงสองคนตายาย เป็นคนเล่าเรื่องของขลังต่างๆ ให้ผมฟังหลายครั้ง โดยเฉพาะความเชื่อถือในกฎเกณฑ์เก่าๆ อย่างเคร่งครัดแทบไม่น่าเชื่อ

พ่อผมเล่าว่า เมื่อหนุ่มๆ ลุงดั่นเป็นนักเลงใหญ่ ก่อศัตรูไว้มากมาย แม้ว่าต่อมาแกจะวางมือ หรือ “ถอดเขี้ยวถอดเล็บ” แล้ว แต่ก็ไม่แน่ว่าพวกศัตรูเก่าๆ ยังจะอาฆาตจองเวรอยู่หรือเปล่า? ด้วยเหตุนี้เอง ลุงดั่นจึงต้องระวังตัวอยู่ตลอดเวลา

คืนหนึ่งก็เกิดเหตุร้ายขึ้น เมื่อชาวบ้านได้ยินเสียงคล้ายสัตว์ขู่คำราม ระคนกับเสียงเด็กแผดร้องโหยหวน ตามด้วยเสียงแช่งด่าของลุงดั่น…จนกระทั่งเสียงน่ากลัวต่างๆ เงียบหายไป พวกเราจึงจุดไฟออกไปดู

ภาพที่เห็นทำให้ตกตะลึงไปตามๆ กัน!

สิ่งที่ทำให้เพื่อนบ้านขนหัวลุกก็คือ ตอนดึกๆ เมื่อลุงดั่นขึ้นไปนอนแล้ว มักมีเสียงหมาหอนโหยหวน ดังเยือกเย็นเข้าไปถึงหัวใจ…หลายๆ คนโผล่หน้าต่างดูก็เห็นป้าแววเดินเลาะอยู่ริมรั้วไม้ไผ่ที่มีสายสิญจน์ล้อม รอบ พลางร่ำไห้สะอึกสะอื้นก่อนจะเดินหายลับไปทางป่าช้า

อีกราวเดือน เศษ ลุงดั่นก็นอนหลับไปตลอดกาล ไม่ปรากฏว่ามีบาดแผลใดๆ เลย คนลือกันว่าป้าแววหาโอกาสเข้าไปในบ้านจนได้ บางคนก็เชื่อว่าเป็นฝีมือของศัตรูเก่า เข้าทำนอง “เหนือฟ้ายังมีฟ้า” คนเล่นของอย่างลุงดั่นจึงปิดตำนานลงเพียงนี้เอง!

ลุงดั่นนุ่งกางเกงขาก๊วยตัวเดียว หน้าอกกับแผ่นหลังพราวด้วยลายสักยันต์ มือถือดาบยืนจังก้าอยู่ที่หัวบันได สายลมพัดยอดไม้ดังซู่ซ่าเกรียวกราว ฟังเหมือนเสียงใครกลุ่มหนึ่งกำลังหัวเราะครืนอย่างเย้ยหยัน

“มาฆ่ากูซีวะ ไอ้เดนนรก! เมียกูไปทำอะไรให้มึง ไอ้หน้าตัวเมีย…รังแกผู้หญิงไม่มีทางสู้”

เพื่อนบ้านช่วยกันปลอบโยน ลุงดั่นโยนดาบทิ้ง นั่งซบหน้ากับฝ่ามือสะอื้นฮัก…เมื่อเข้าไปในห้องก็ผงะหน้าไปตามๆ กัน

ป้าแววนอนหงายลืมตาโพลง เลือดท่วมตัว ใบหน้าและทรวงอกมีริ้วรอยเหมือนถูกกรงเล็บสัตว์ฉีกเหวอะหวะอย่างน่า สยอง…ใกล้ๆ กันนั้นมีร่างของตุ๊กตาที่เรียกกันว่ากุมารทอง คอขาด แขนขาหักรุ่งริ่งแทบกลายเป็นเศษดินด้วยซ้ำไป!

ไม่ต้องบอกก็รู้กันดีว่า ศัตรูเก่าของลุงดั่นตามมาอาฆาตจองเวรอย่างไม่ลดละ…แม้ว่าจะทำร้ายลุงดั่น ไม่ได้ เมีย ของแกก็ต้องรับเคราะห์แทน

เมื่อเผาศพป้าแววแล้ว ลุงดั่นก็หาสายสิญจน์มาล้อมบ้านไว้ ตอนกลางคืนก็ถือดาบลงไปเดินวนเวียนรอบบ้าน ด้วยความหวาดระแวงว่าจะถูกศัตรูปองร้ายอีกครั้ง

 

ปีศาจขั้นบันได

ผีดุ

ผีพรายตามที่บอกไว้แต่แรกว่าเป็นผีประเภทนางไม้สาวสวย และชอบอาศัยอยู่ในน้ำแต่ตัวที่เจ้าพลายแก้วขี่ไปบ้านนางพิมนี่เป็นผีพรายที่ อยู่บนบกและไม่แน่ใจว่าเป็นเพศใดกันแน่ หากเป็นผีพรายเพศหญิงมักจะไว้ผมยาว มีรูปร่างหน้าตาสวยงาม หุ่นสเลนเดอร์อีกต่างหาก

ผู้สันทัดกรณีบอกว่า ผีพรายผู้หญิงนั้นชอบอาศัยอยู่ในน้ำเวลาใครลงไปเล่นน้ำคนเดียวโดยเฉพาะในที่ ลึกๆ อาจจะโดนผีพรายเอาผมพันขาลากจมหายไปก็ได้ ทั้งนี้เพราะต้องการจะเอาตัวไปเป็นบริวารหรือไม่ก็ให้มารับตำแหน่งหน้าที่ผี พรายน้ำแทนแล้วตัวเองจะได้ไปผุดไปเกิด เวลาที่มีข่าวคนจมน้ำตายมักจะเชื่อกันว่าเ พราะถูกผี พันขาเอาไว้มากกว่าจึงทำให้จมน้ำตาย ซึ่งเป็นเพียงข้อสันนิษฐานเพราะไม่มีใครยอมเป็นอาสาสมัครไปทดสอบเลยสักราย เดียว วิธีป้องกันก็คืออย่าไปเล่นน้ำคนเดียว โดยเฉพาะที่ลึกๆ และในเวลากลางคืนส่วนวิธีจัดการกับผีพรายนั้นคงต้องพึ่งหมอผีผู้เรื่องวิทยา การทางด้านคาถาอาคม

เวลาที่ใครตื่นนอนขึ้นมาแล้วพบว่า ตามเนื้อตามตัวและแขนขามีรอยช้ำเป็นจ้ำๆ โดยไม่ทราบสาเหตุเพราะเมื่อคืนก็ไม่ได้เมาหรือเดินสะดุดนักเลงที่ไหน ท่านผู้รู้ บอกว่าอาการช้ำนั้นอาจเกิดจากการถูกพรายย้ำก็เป็นได้ แต่ถ้าขนาดถึงขั้นขอบตาเขียวหรือฟันโยกไปทั้งปากสงสัยต้องลองให้นึกทบทวนดู ดีๆ ว่าเมื่อคืนนี้ไปฝ่า ด่านอะไรมาบ้างหรือเปล่านอกจากผีพรายน้ำจืดที่เรารู้จักกันดีอยู่แล้ว ยังมีผีพรายอีกชนิดหนึ่งเรียกว่าพรายทะเล ซึ่งเวลาอาละวาดจะก่อให้เกิดคลื่นหรือลมพายุทำให้ท้องทะเลปั่นป่วน ชาวเรือมีวิธีแก้ โดยการสร้างรูปแม่ย่านางไว้ที่หัวเรือ เพื่อป้องกันไม่ให้ผีพรายทะเลมารบกวน ขอปิดท้ายเรื่องราวเกี่ยวกับผีพรายด้วยบทกวีที่สมเด็จพระนารายณ์มหาราช แห่งกรุงศรีอยุธยาทรงนิพนธ์ค้างไว้ 2 บท ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับพรายย้ำและศรีปราชญ์ยอดกวีเอกคนหนึ่งของไทยได้แต่ง ต่อจนจบ ดังนี้