วิญญาณ

9 entries have been tagged with วิญญาณ.

วิญญาณไม่ลืม

ข้าคิดถึงสมบัติพัสถานที่เคยมี เคยสะสมไว้ด้วยความรักใคร่ แต่ทั้งปวงนั้นข้าก็ได้แต่มองตาปริบๆ ไม่อาจสัมผัสแตะต้องได้เลย แม้แต่เพียงผิวเผินก็ตามที

พวกข้ายังอยู่ในโลกอันว้าเหว่ หงอยเหงาเปล่าเปลี่ยวสิ้นดี! โลกที่ไม่มีทั้งแสงอาทิตย์อบอุ่นยามเช้า แสงจันทร์สีเงินยวงยามค่ำคืน ไม่มีกลิ่นดอกไม้หอมระรื่นชื่นใจ ไม่มีเสียงเพลงขับขานให้เริงรื่นหรือร่ายรำไปตลอดกาลนาน..

เรายืนมองหน้ากันในสถานที่ค่อนข้างมืดทึบ..นึกกลัวนะคะ แต่ก็กล้ายืนสู้หน้าเขาเพราะรู้ว่าเป็นความฝัน ผิดกับบางคืนที่ไม่รู้ว่าสิ่งที่พบเห็นเป็นเพียงความฝันเท่านั้น..พอดีชาย ชรายิ้มให้อย่างอ่อนโยน แว่วเสียงวู่หวิวมากระทบโสตประสาท

ดิฉันขอถ่ายทอดคำพูดมาสู่กันฟัง ดังนี้ค่ะ

ข้า เคยเป็นคนเหมือนพวกเจ้า เคยมีเลือดเนื้อ มีชีวิต มีหัวใจที่เต้นไม่หยุดหย่อน มีสุขมีทุกข์ มีเสียงหัวเราะเริงร่าและเสียงร่ำไห้ สะอึกสะอื้นคร่ำครวญเมื่อผิดหวังสาหัส ระทมขมขื่นสุดขีด มีเสียงโอดโอยเมื่อเจ็บปวดรวดร้าวถึงหัวใจ

กาลเวลา อ่านไป เกิดขึ้นแล้วก็ต้องตาย ไม่มีใครหลบหนีได้เลย..บ้างถูกเผา บ้างก็ถูกฝัง เพื่อให้คนรุ่นหลังได้มีพื้นที่สำหรับดำรงอยู่ ไม่ว่ามนุษย์ พืชและสัตว์ก็ไม่ได้แตกต่างกันเลย..สรรพสิ่งอุบัติขึ้น แล้วก็ต้องเสื่อมสลาย แตกดับไป!

น่าขันที่คนเป็นๆ ส่วนใหญ่ลืมพวกข้าหมดสิ้น ไม่เคยฉุกคิดว่าใครเคยอยู่ เคยใช้ชีวิตบนแผ่นดินนี้มาก่อน..ข้าไม่คิดว่าพวกข้าเคยมีตัวตนซะด้วยซ้ำ

หนัก กว่านั้นคือ หลายๆ คนเรียกพวกข้าว่าผี! ปีศาจ! อสุรกาย! ต่างๆ นานาตามใจชอบ มิหนำซ้ำยังทำท่าหวาดกลัวพวกข้า ขยะแขยงชิงชังข้า พยายามหาวิธีป้องกันตัวเองจากข้า จนถึงขับไล่ไสส่งข้าด้วยกลวิธีสารพัดอย่าง..อนิจจัง!

 

เขาว่าคนเราจะมีความสุขที่สุดก็คือเวลานอนหลับ เพราะจะได้ล่องลอยเข้าสู่โลกของตัวเอง มีอิสรเสรีต่อทุกสิ่งทุกอย่าง หมดปัญหายุ่งเหยิงและสับสนจิปาถะในชีวิตประจำวัน..ก้าวเข้าสู่โลกของความฝัน ที่ทุกคนได้รับสิทธิเสรีทัดเทียมกันทุกประการไม่ว่าคนยิ่งใหญ่หรือคนเล็ก น้อย มั่งมีศรีสุขหรือยากจนข้นแค้นปานใด!

บางครั้งในยามลืมตาขึ้น เคยอาลัยอาวรณ์ความฝันที่ประทับใจ จนสงสัยว่าถ้าเราตายไปแล้วจะได้ความฝันเหมือนตอนมีชีวิตหรือเปล่าหนอ?

สมัยรุ่นๆ ดิฉันเรียนไม่เก่ง มีปัญหาในห้องเรียนเสมอ..ขนาดอายุห้าสิบกว่าแล้วก็ยังฝันบ่อยๆ ว่านั่งเรียนหนังสือ ตื่นขึ้นมายังตกใจเป็นนาน นึกว่าต้องไปเรียนจริงๆ

เมื่อเดือนที่แล้วนี่เอง ดิฉันฝันเห็นผีผู้ชายตนหนึ่ง เป็นชายชราร่างสันทัด ผมขาวโพลน นัยน์ตาดำวาว เดี๋ยวดุร้าย เดี๋ยวเศร้าโศก..ในฝันรู้ดีว่าเขาไม่ใช่คน!ฉุกคิดมั่งไหมว่าข้าต้องทนทุกข์ทรมานปานใด เมื่อต้องคืนลมหายใจให้แก่โลก ร่างกายหยุดเคลื่อน ไหวโดยสิ้นเชิง! ข้ากลายเป็นศพ เป็นผี..

ซากที่ไม่มีใครต้องการถูกยัดใส่โลงแคบๆ ก่อนจะเผาหรือฝังทันใด

คิดหรือเปล่าว่าวิญญาณข้ายังอยู่ เดือดร้อน เจ็บปวดแสนสาหัสแค่ไหนเมื่อเปลวไฟเผาผลาญ โหมไหม้คึ่กๆ รอบตัวข้า? กลืนกินข้าจนเหลือแต่กระดูก เสียงแผดร้องโหยหวนล่ะ พวกเจ้ามีใครเคยได้ยินบ้างหรือเปล่า?

ข้าหวาดกลัวสุดขีดแค่ไหน ที่ถูกทิ้งให้นอนโดดเดี่ยวอยู่ในหลุมเปียกชื้น? สัตว์ใต้ดินและหมู่หนอนพากันคลานกระดิบๆ เข้ามากลุ้มรุม แทะกินเลือดเนื้อข้าด้วยความหิวโหยสุดขีดของพวกมัน!

ได้ยินไหม..เสียงร้องโอดโอยครวญครางของข้าน่ะ?

เฮอะ! พวกเจ้ายังพึมพำถึงพวกข้า กระซิบกระซาบ เหลียวซ้ายขวาด้วยความหวาดระแวง..ไอ้บ้างก็ขนลุกขนชันขณะที่ข้ายังทุรนทุรายอยู่ในกองไฟ!

ข้าไม่ใช่ฝุ่นละอองที่โปรยปรายอยู่ในแสงแดด ไม่ใช่สายลมที่พัดผ่านยอดไม้ ไม่ใช่สายฝนที่ตกพรำอยู่ในป่าหรือภูเขา แต่ข้ายังมีความรู้สึก มีจิตวิญญาณ โหยหาอาวรณ์ถึงชีวิตที่มีเลือดเนื้อ มองเห็นและจับต้องได้ ไม่ใช่กลายเป็นอากาศธาตุหรือความว่างเปล่าอย่างที่พวกเจ้าหลายๆ คนเข้าใจ

ข้านึกถึงคนที่เคยสนิทสนม คนที่รักและชิงชังอยู่เสมอมา..

 

มีแต่เสียงสะอื้นและหยาดน้ำตาไหลรินเงียบเชียบ ตกต้องสู่ความว่างเปล่าอันเป็นนิรันดร์! โปรดเถิดมนุษย์ทั้งหลาย อย่าได้เกลียดกลัวข้าอีกเลย วันหนึ่ง..ไม่ช้าก็เร็วพวกเจ้าทุกผู้ทุกคน ทุกรูปทุกนาม ก็ต้องมาอยู่ในโลกเดียวกับข้าอย่างแน่นอน!

วิญญาณร้องไห้

วิญญาณทุกข์ – “แต่ท่านคะ อาหารของคนอื่นหรือจะอร่อยเท่ากับอาหารของลูกหลานเรา, บุญของคนอื่นหรือจะให้ความสุขเท่ากับบุญที่ลูกหลานทำให้, ลูกหลานของโยมเขาไม่ได้มาทำบุญให้โยมประมาณ 1 ปีแล้ว ทั้งๆ ที่บ้านเขาอยู่ใกล้วัดนี่เอง”

ได้ฟังดังนั้นก็อึ้งไปเหมือนกัน ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงตอบไปว่า

“อาตมา คงไปบอกเขาตรงๆ ไม่ได้หรอก เพราะถ้าญาติของโยมไม่มีศรัทธา หรือไม่มีความเชื่อในเรื่องนี้ เขาจะหาว่าพระมาหลอกเพราะไม่มีหลักฐานใดๆ จะไปยืนยันได้, เอาอย่างนี้ อาตมาจะเขียนบทความนี้ลงหนังสือไตรรัตน์ (และข่าวสด) ถ้ามีคนอ่านแล้วปฏิบัติตาม โยมก็จะได้บุญด้วยในฐานะที่เป็นต้นเหตุ, ตกลงนะ”

วิญญาณตอบว่า “แล้วแต่ท่านจะเห็นสมควรค่ะ”

หลังจากคุยกับวิญญาณเสร็จสิ้น ผู้เขียนก็เดินมาในศาลาการเปรียญวัด ซึ่งเป็นเวลาที่พระส่วนใหญ่สวดมนต์จบพอดี จึงได้ถามรองเจ้าอาวาสว่า

“หลวงพี่ คนชื่อนี้ๆ บ้านเขาอยู่ที่ไหน?”

ท่านรองตอบว่า “อยู่ใกล้ๆ วัดนี่เอง”

 

ในเวลา 18.00-19.30 น. ของทุกๆ วัน พระส่วนใหญ่ของที่นี่จะสวดมนต์เย็นที่ศาลาการเปรียญ (ไม่ได้สวดในโบสถ์เหมือนวัดทั่วๆ ไป) ผู้เขียน ขี้เกียจลงไปทำวัตรกับเขา แต่เลี่ยงมาเดินจงกรมที่รอบโบสถ์แทน

โบสถ์นี้อยู่ติดกับป่าช้าและเมรุ ห่างจากศาลาการเปรียญพอสมควร บริเวณรอบๆ โบสถ์ ทางวัดได้จัดทำเป็นกำแพงเก็บกระดูกคนตาย ปัจจุบันมีกระดูกเต็มเกือบทุกช่องแล้ว

เดินจงกรมไปมาสักพักความมืดก็เริ่มคืบคลานเข้ามา แต่ผู้เขียนไม่กลัวอะไร เพราะเป็นวัดที่เคยอยู่มาตั้งแต่เด็ก คิดอยู่ว่าวิญญาณที่อยู่ ณ วัดแห่งนี้ส่วนใหญ่เป็นญาติกับเรา

ขณะที่ตะวันตกดินไปนานแล้ว เดินไปมาสักพัก ได้ยินเสียงกรีดร้องโหยหวน ผู้เขียนก็เลยหยุดเดิน ตั้งใจเงี่ยหูฟัง เพื่อต้องการแยกแยะว่าเป็นเสียงอะไร

ช่วงแรกก็ยังงงๆ ว่าเป็นเสียงอะไรแน่เพราะไม่เข้าใจ สักพักได้ยินอีกก็ตั้งใจฟัง พอครั้งที่ 3 ได้ยินอีก แต่คราวนี้รู้แล้วว่าไม่ใช่เสียงคน เพราะเสียงกรีดร้องแบบนี้คือเสียงผี… (วิญญาณ) ผู้หญิงสูงอายุที่อยู่ตรงกำแพงโบสถ์

สักพัก ผู้เขียนหายใจเข้ายาวๆ ตั้งสติให้มั่น เดินตรงไปที่กำแพงโบสถ์ ต้นเสียงที่เก็บกระดูกคนตาย แล้วก็ถามเขาว่า “โยมมีอะไรหรือจึงกรีดร้องเสียงดัง?”

วิญญาณตอบว่า “อยากให้ท่านช่วยไปบอกลูกหลานของโยมหน่อยค่ะ ว่าให้มาทำบุญที่วัดนี้บ้าง เพราะลูกหลานของโยมไม่ได้มาวัดนานแล้ว โยมคิดถึง…ไปบอกให้เขามาทำบุญแม่เขาบ้าง”

ผู้เขียน – “แล้วบ้านเขาอยู่ไหน?”

วิญญาณ – “อยู่ใกล้ๆ วัดนี่เองค่ะ”

ผู้เขียน – “แล้วโยมอยู่ที่นี่ไม่ได้อนุโมทนาบุญกับคนอื่นๆ หรือเพราะที่วัดนี้มีคนมาทำบุญเป็นประจำอยู่แล้ว ทำไมจะต้องรอให้ลูกหลานทำบุญให้อย่างเดียวเล่า? อนุโมทนาบุญกับคนอื่นก็ได้”

 

“ผู้เขียน – “แล้วพวกลูกหลานเขาไม่มาทำบุญที่วัดหรอกหรือ?”

ท่านรอง – “ไม่เลย นับตั้งแต่เอากระดูกแม่มาไว้ที่กำแพงโบสถ์ก็หายไปไม่ได้มาทำบุญที่วัดอีกเลย หายไปเป็นปีแล้ว แม้พระจะบิณฑบาตหน้าบ้านก็ไม่ยอมใส่บาตรด้วยซ้ำ”

ได้ฟังดังนั้นก็ยิ่งประหลาดใจ เพราะข้อมูลที่ได้รับกับวิญญาณให้มาตรงกัน คิดอยู่ว่าสักวันหนึ่งจะเขียนบทความลงในหนังสือสักครั้ง เพิ่งจะมีโอกาสในฉบับนี้

ว่าแต่ว่า คุณผู้อ่านทำบุญให้คุณพ่อ – คุณแม่ครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่???

ข้อคิด….

“อย่ารอให้ลูกหลานทำบุญให้ ให้ทำบุญด้วยตนเองยามมีชีวิตเถิด ตายไปแล้ว ยากนักที่จะมีใครทำบุญให้” “เดี๋ยวนี้ท่านเปรียบเหมือนใบไม้เหลือง ยมทูตเล่าก็ปรากฏแก่ท่านแล้ว ทั้งท่านก็ยืนอยู่ที่ปากทางของความเสื่อม ทั้งเสบียงกรังของท่านก็ยังไม่มี”

 

ผลไม้ต้องคำสาป

กิตติศัพท์โด่งดังไปถึงจังหวัด นายฤทธิ์ลูกชายเจ้าของโรงสีเห็นเอื้อยเข้าก็หลงรักจนให้ผู้ใหญ่มาสู่ขอ ผู้ใหญ่อ่ำเรียกสินสอดทองหมั้นได้จุใจก็ตก ลงยกลูกสาวให้ แต่เอื้อยผูกใจรักแต่ทิดโพนคนเดียวเท่านั้น

วันแต่งงาน เอื้อยก็หลบไปผูกคอตายที่ต้นมะเดื่อหลังหมู่บ้านนั่นเอง!

กว่าผู้ใหญ่อ่ำกับนายฤทธิ์จะติดตามมาพบ เอื้อยก็กลายเป็นศพห้อยโตงเตงอยู่ในชุดวิวาห์ หน้าเขียวคล้ำลิ้นจุกปาก นัยน์ตาเหลือกลาน มีมดดำนับร้อยๆ กำลังไต่ตอมอยู่เต็มหน้า

ศพเอื้อยไปนอนที่วัดแล้ว แต่วิญญาณของเธอยังอยู่…

ต่อมาไม่นาน ก็มีคนเห็นผู้หญิงชุดขาวย่องไปที่กระท่อมทิดโพนบ่อยๆ แต่เมื่อมีใครไปซักถามพี่ทิดก็ไม่ยอมปริปาก เอาแต่ถอนใจเศร้าๆ ส่ายหน้าลูกเดียว…จนกระทั่งชาวบ้านดงหลวงถูกผีหลอกกลางวันแสกๆ หลายคน

ยายอุ่นไปเก็บใบมะเดื่ออ่อนๆ มาจิ้มน้ำพริก แถวนั้นมีทั้งป่ามะม่วงกับป่าไผ่ค่อนข้างเปล่าเปลี่ยวเพราะอยู่ห่างจากหมู่ บ้าน…ทันใดนั้น เมฆหนาทึบก็บดบังแสงแดดจนร่มครึ้ม สรรพสิ่งเงียบกริบลงกะทันหัน

ลมไม่พัดใบไม้ไม่กระดิก กอไผ่ที่เคยโอนเอนออดแอดกลับสงบนิ่งไปดื้อๆ เหมือนตกอยู่ในโลกร้าง บรรยากาศเยือกเย็นน่าขนหัวลุก!

ผมเป็นคนดงหลวง จังหวัดมุกดาหาร ตั้งแต่สมัยยังเป็นแค่ตำบล ขึ้นกับอำเภอนาแก นครพนม ต้นไม้ใหญ่น้อยแน่นหนา ป่าดงอุดมสมบูรณ์จึงได้ชื่อว่า “ดงหลวง” ดินแดนแห่งเทือกเขาภูเขาที่โด่งดังมาเมื่อสามสิบกว่าปีก่อนนั่นไงครับ

วันนี้ผมมีเรื่องผีดุสุดขีดมาเล่าสู่กันฟัง!

สาเหตุเกิดจากความรักใคร่ของหนุ่มสาวคู่หนึ่ง คือทิดโพนกับแม่เอื้อย ฝ่ายชายเป็นแค่ลูกจ้างทำนา ส่วนฝ่ายหญิงเป็นลูกผู้ใหญ่อ่ำ ฐานะมั่งคั่ง มีนาให้เช่านับร้อยไร่ เอื้อยเป็นสาวสวยประจำตำบล จึงมีหนุ่มๆ หมายปองอยู่มากหน้า

“เฮ้ย! อะไรกันโว้ย…ไป๊! ชู้ว์ๆ”

“แกนั่นแหละ ไป๊! ไสหัวไปให้พ้นบ้านข้าเดี๋ยวนี้”

แมวอุบาทว์แผดเสียงเป็นภาษาคนทันใด เล่นเอายายอุ่นร้องโหวกโหวย เผ่นอ้าวไม่คิดชีวิต ใบมะเดื่อหลุดจากมือ ผ้าผ่อนก็หลุดลุ่ย แมวผีสิง นั่นก็วิ่งตามมาติดๆ ยายอุ่นตะโพงหนีจนมาสลบอยู่บ้านของแกนั่นเอง!

เจ้าก้อนเพื่อนนายฤทธิ์ กำลังชักเกวียนจากนากลับบ้านตอนเย็น ครั้นถึงมะเดื่อต้นนั้น สรรพสิ่งก็เงียบกริบ นอกจากเสียงล้อเกวียนออด แอดกับกระดึงผูกคอวัวเท่านั้นที่ดังอยู่

จู่ๆ ยอดมะเดื่อก็เขย่าเกรียวกราวขึ้นมา! เจ้าก้อนเงยหน้ามองก็แทบหัวใจหยุดเต้น เมื่อเห็นร่างขาวโพลนของหญิงหนึ่งยืนอยู่บนกิ่ง มะเดื่อที่แม่เอื้อยผูกคอตาย!

“เฮ้ย!” ร้องได้คำเดียวร่างนั้นก็ทิ้งตัวลงมาห้อยโตงเตง เล่นเอาเจ้าก้อนห้อเกวียนป่าราบ กระเด้งกระดอนเกือบพลิกคว่ำ ถึงจับไข้จับหนาวอยู่เกือบเดือน… ชาวบ้าน

ยายอุ่นนึกถึงภาพเจ้าสาวผู้หนีมาผูกคอตายที่มะเดื่อต้นนั้น เล่นเอาปากคอแห้งผาก เสียวสันหลังวาบ ใจสั่นมือสั่น เด็ดใบมะเดื่ออ่อนๆ ได้ขยุ้มหนึ่งก็ทำท่าว่าจะกลับบ้าน

ทันใดนั้น เสียงขู่ฟ่อๆ ก็ดังอยู่เหนือหัว ยายอุ่นสะดุ้งเฮือก เงยหน้าขึ้นมองก็เห็นแมวดำตัวใหญ่ นัยน์ตาแดงจ้า แยกเขี้ยวดุร้าย ก่อนจะกระโจนใส่หญิงชราอย่างดุเดือด

อีกหลายคนก็โดนปีศาจแม่เอื้อยหลอกหลอนจนแทบจะเป็นบ้าเป็นหลังไปตามๆ กัน

ในที่สุดตาหมาสัปเหร่อก็ทนไม่ไหว ต้องนิมนต์หลวงตาฉ่ำมาทำพิธีไล่ผีแม่เอื้อยจะได้ไปผุดไปเกิดกับเขาเสียที

ชาวบ้านยกโขยงไปดูหลวงตาบริกรรมพระ พุทธมนต์ ไม่ช้าก็เกิดพายุพัดอู้ๆ ดวงอาทิตย์ลับหายไปในกลุ่มเมฆหนาทึบ ป่ามะม่วงคำรามลั่น มะเดื่อสะบัดใบเกรียวกราวกอไผ่โยกตัวไปมาอย่างดุเดือด…หลวงตาฉ่ำก็ให้ สัญญาณฟันมะเดื่อผีสิงทันใด!

“โอ๊ย! ตายแล้ว…”

เสียงแผดร้องโหยหวนบาดใจ เมื่อคมขวานฟันโครมเข้าที่โคนต้น หนุ่มสองคนหน้าซีดเผือดแข็งใจจามขวานต่อไปไม่หยุดยั้ง…ยางมะเดื่อไหล รินออกมาเป็นสีแดงฉานเหมือนเลือดสดๆ ไม่ผิดเลย

เสียงร้องโหยหวนดังเขย่าขวัญตลอดเวลา จนกระทั่งมะเดื่อผีสิงโค่นตึง ตามด้วยเสียงร้องกรี๊ด…บาดลึกลงไปถึงหัวใจเป็นครั้งสุด ท้าย วิญญาณอันทนทุกข์ทรมานของแม่เอื้อยก็หายสาบสูญไปตั้งแต่นั้นมา!

ผีลืมถิ่น

ผีดุ
เมื่อราว 5-6 ปีก่อนยังไม่มีการเข้มงวดเรื่องหมวกนิรภัย…เห็นเด็กผู้หญิงซ้อนท้ายกอดเอว คนขับแน่น…คงกลัวจนหายกลัว กลายเป็นความเคยชินไปแล้วกระมังคะ

มีเหตุผลอีกอย่างที่น่ารับฟังค่ะ คือบอกว่าวิญญาณที่ เพิ่งออกจากร่างก็เหมือนคนที่กระโดดจากเรือนที่ถูกไฟไหม้ หรือไม่ก็เหมือนเด็กๆ หลงทาง มองหาพ่อแม่ด้วยความตระหนกอกสั่นสุดขีด ไม่รู้ว่าตัวเองตายไปแล้ว…
มี พ่อแม่มารอรับ ทั้งจูงไปก็มี แม่นั่งตุ๊กตุ๊กมารับก็มี ซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์พ่อก็มี รอรถขาประจำมารับก็มีหลายคน รถที่ว่ามีทั้งตุ๊กตุ๊กและมอเตอร์ไซค์ ลองนึกภาพดูเถอะค่ะว่า ยกเว้นรถตุ๊กตุ๊กแล้ว การนั่งซ้อนมอเตอร์ไซค์สำหรับเด็กๆ จะน่าเสียวไส้แค่ไหน

ดิฉันเคยเห็นในตอนกลางวันแสกๆ เลยค่ะ!

วัด อัมพวันในเขตดุสิตอยู่ใกล้ๆ กับสถานีตำรวจ ทางเข้าออกคือถนนพระราม 5 แต่โรงเรียนวัดอัมพวันที่มีเด็กตัวเล็กๆ มากมาย มีทางเข้าออกด้านข้าง เชิงสะพานราชวัตร ทางถนนนครไชยศรี

ทางเข้าออกด้านนี้ค่อนข้างคับแคบ มีร้านขายอะไหล่รถยนต์และซ่อมรถ ซึ่งเป็นเจ้าประจำของดิฉันขนาบกับรั้วบ้าน…ตอนเย็นๆ จะมีเด็กนักเรียนตัวน้อยๆ หลั่งไหลกันออกมาเป็นสายน่ารักน่าเอ็นดูไม่น้อย…แต่หลายๆ ครั้งก็ดูน่าหวาดเสียวเอาการ

นั่นคือ ตอนเด็กๆ อายุราว 6-7 ขวบกลับบ้าน!

ถึงยังไงก็ต้องเกิดอุบัติเหตุขึ้นจนได้ล่ะค่ะ!

เวลา รถเสียเล็กๆ น้อยๆ เช่น เครื่องร้อน แอร์เสีย หรือขลุกขลักโดยไม่ทราบสาเหตุ ดิฉันก็คงจะเหมือนๆ กับผู้หญิงส่วนมากที่ขับรถเป็น แต่ไม่มีความรู้เรื่องเครื่องยนต์เลย… ประคองรถไปจอดหน้าร้าน บอกเถ้าแก่ที่คุ้นๆ กันให้ช่วยจัดการ แล้วก็ออกมาเดินยืดเส้นยืดสายที่ปากทางเข้าออกโรงเรียนวัดอัมพวัน…ว่าง เข้าเราก็คุยกัน ทำให้ดิฉันรู้ว่าอุบัติเหตุกับเด็กๆ เกิดขึ้นบ่อยครั้ง เพราะความประมาท น่าสลดใจจริงๆ ค่ะ

เมื่อตอนต้นปีพ่อมารับลูกสาวซ้อนท้าย พอหักรถออกก็โดนรถเมล์สาย 14 เฉี่ยวจนล้มคว่ำ เลือดโชกทั้งพ่อทั้งลูก

ต่อ มามอเตอร์ไซค์ที่พ่อแม่จ้างมารับส่ง ก็เกิดพุ่งออกไปโดยที่เด็กยังนั่งไม่เต็มก้น…ผลคือเด็กหญิงตัวเล็กๆ หงายท้องลงมาหัวแตก เลือดไหลโกรก คนขับรีบอุ้มส่งโรงพยาบาล …ไม่รู้ว่าอาการหนักเบายังไง เพราะมีรถพวกนี้มารับเด็กมากเหลือเกิน

นานๆ หรอกค่ะ ถึงจะมีรถเก๋งมารับเด็กซักครั้งหนึ่ง!

ไม่อยากโทษพ่อแม่หรอก เพราะเขาคงต้องทำมาหากินจนไม่มีเวลามารับลูกเอง จะให้ตุ๊กตุ๊กมารับ-ส่งก็คงจะแพงกว่ามอ เตอร์ไซค์แน่ๆ

วัน นั้น ฟ้าหนักอึ้งด้วยเมฆฝนมาแต่บ่ายๆ ลมพัดอู้ๆ จนเศษกระดาษปลิวว่อน…ดิฉันเสร็จธุระที่ราชเทวีราวบ่ายสามโมงเศษ พอขับรถมาถึงอุรุพงษ์จะกลับบ้านที่สามแยกพิชัยก็เกิดแอร์ไม่เย็น ความร้อนขึ้นสูงจนต้องปิดแอร์…พอเลี้ยวซ้ายที่โรงกรองน้ำสามเสน ผ่านราชวัตรก็ลงสะพานมาชะลอรถชิดซ้ายที่ร้านซ่อมรถขาประจำ

บอก เถ้าแก่เสร็จก็ลงมาเดินยืดเส้นยืดสายตามเคย…เด็กๆ ทยอยออกจากปากทางไปจนบางตาแล้ว เห็นพ่อแม่นั่งมอ เตอร์ไซค์อุ้มลูกสาวนั่งตัก มองไม่เห็นว่ามีใครสวมหมวกนิรภัยสักคนก็อดใจหายไม่ได้

คนหาเช้ากินค่ำ คุณภาพชีวิตก็ตกต่ำแบบนี้แหละค่ะ เราห่วงความปลอดภัย แต่เขาอาจจะกำลังห่วงค่าใช้จ่ายสารพัดที่ถาโถมเข้าใส่ก็เป็นได้

คุณพระช่วย! เด็กหญิงตัวน้อยๆ หงายผลึ่งลงมากลิ้งบนพื้น ลับหายไปข้างรถดิฉัน รีบวิ่งปราดไปดูก็ต้องยืนตะลึงงันอยู่กับที่…ไม่เห็นมีร่างของเด็กหญิงผู้ นั้นแม้แต่เงา

รถเมล์เล็กแล่นผ่านไปจอดป้ายหน้า มอเตอร์ไซค์สีแดงหายไปไหนก็ไม่ทราบ…ดิฉันใจเต็นโครมๆ เข่าอ่อนจนต้องเกาะรถตัวเองอ้อมมาด้านใน ม่านตาลายพร่าจนมองเห็นช่างที่กำลังง่วนอยู่กับสายไฟหน้ารถดูเลือนรางเต็ม ที…

รถ คันนั้นพุ่งไปทางสามแยกพิชัย เกือบพร้อมๆ กับมอเตอร์ไซค์สีแดงคันหนึ่งบึ่งลงสะพานมาเฉียดรถยนต์ดิฉัน คนขับผอมเกร็งวัยยี่สิบต้นๆ คงจะเป็นรถรับจ้างน่ะ…เด็กหญิงอายุราว 7-8 ขวบ ไว้ผมม้า แก้มยุ้ยน่ารัก หิ้วกระเป๋าจนไหล่ลู่ รีบก้าวยาวๆ ไปขึ้นรถ…เสียงเร่งเครื่องหักกลับไปทางสะพานราชวัตร ขณะที่รถเมล์เล็กห้อตะบึงลงสะพานมาพอดี!

เถ้าแก่มองเห็นก็ปราดออกมา เชิญดิฉันไปนั่งดื่มน้ำเย็นๆ ในร้านก่อน…บอกว่าคนขับมอเตอร์ไซค์กับเด็กหญิงซ้อนท้ายตายมาเดือนกว่าแล้ว แต่มักมีคนเห็นภาพสยองบ่อยๆ เขาว่าเป็นวิญญาณที่หลงทางไงคะ! บรื๋อส์

โครงกระดูกเดินได้

สมัย เด็กผมอยู่ที่บ้านขาม อ.ชุมพลบุรี จ.สุรินทร์…ถิ่นช้างใหญ่ ผ้าไหมงาม ประคำสวย ร่ำรวยปราสาท ผักกาดหวาน ข้าวสารหอม งามพร้อมวัฒนธรรม…บ้านผมมีวัดสระบัวงาม เจ้าอาวาสคือพระครูโสภณ เป็นที่เคารพนับถือของคนทั้งอำเภอและจังหวัดก็ว่าได้

ท่านเป็น กรรมฐาน เชี่ยวชาญทางคาถาอาคม เก่งกาจทางไสยเวท ทั้งรักษาโรคร้ายให้ชาวบ้าน ช่วยเหลือให้พ้นทุกข์ด้วยเมตตาของท่าน จนชื่อเสียงเลื่องลือไปไกล

เล่ากันว่า หลวงพ่อท่านได้คัมภีร์มาจากถ้ำแห่งหนึ่งในเขตจังหวัดน่านในสมัยหนุ่ม

เป็นคัมภีร์จากโครงกระดูกครับ!!

คืนหนึ่ง ขณะที่หลวงพ่อนั่งปฏิบัติกรรมฐานอยู่ในถ้ำ อำนาจพลังจิตทำให้ท่านมองเห็นโครงกระดูกมนุษย์ จึงได้แผ่เมตตาให้วิญญาณที่ล่องลอยสิงสู่อยู่ตามวิบากกรรม จงไปผุดไปเกิดในภพใหม่เสียเถิด

จู่ๆ ก็เกิดเสียงลมพัดอื้ออึงอยู่ภายนอก ราวกับเกิดมหาวาตะรุนแรงเหลือหลาย…แล้วเสียงเยือกเย็นก็ดังโหยหวนมากับ เสียงลม ท่ามกลางความมืดมิดเปล่าเปลี่ยวของราตรี

เสียงจากผู้ไม่มีร่างกายบอกกล่าวว่า ขอให้หลวงพ่อนำเอาคัมภีร์ที่ฝังอยู่ทางขวามือของโครงกระดูกนั้น ไปช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ให้พ้นทุกข์ด้วย! หลวงพ่อก็รับคำ เสียงโหยหวนนั้นจึงจางหายไป

พระครูโสภณเคยเล่าให้ญาติโยมฟังว่า ในที่สุดท่านก็ขุดพบคัมภีร์นั้นสมจริงตามที่วิญญาณบอกกล่าวไว้ ต่อมาท่านได้ศึกษาจนแตกฉาน นำมาปฏิบัติได้ผลจนถึงบัดนี้!

ว่ากัน ว่า คำจารึกในคัมภีร์นั้นมีทั้งทางดีและทางร้าย เนื่องจากมีคาถาอาคมและไสยเวทต่างๆ เช่นการรักษาโรคร้าย การทำยาสั่งและเสน่ห์ยาแฝดเป็นต้น แต่หลวงพ่อท่านเลือกนำแต่สิ่งที่เป็นคุณประโยชน์แก่คนทั่วไปมาใช้เท่านั้น

เช่น รักษาคนเจ็บป่วย ใครโดนยาสั่งยาเสน่ห์มา ท่านก็ช่วยถอนยาถอนเสน่ห์ให้ แม้แต่คนติดเหล้าที่มีอยู่ไม่น้อย ต้องการจะเลิกดื่มสุราก็มาหาท่านเช่นกัน

วันนั้น ตาเตยถูกลูกเมียลากมายามที่แกยังไม่เมา ขอให้หลวงพ่อช่วย “บวชเหล้า” ตาเตยสัก 2 ปีเถิดจะได้เลิกเมาหัวราน้ำ รู้จักทำมาหากินเหมือนชาวบ้านเขาเสียที

คำว่า “บวชเหล้า” หมายถึงผู้ติดเหล้าจะสาบานตัวว่าจะหยุดดื่มเหล้า 1 ปี หรือ 2-3 ปีก็แล้วแต่จะตั้งจิตไว้

ถ้าอดเหล้าไปได้ระยะหนึ่ง เห็นว่าตนทนไม่ไหวจริงๆ ก็ต้องไปลาบวช หรือไปถอนคำสาบานกับหลวงพ่อเอง…ต่อจากนั้นก็สุดแต่บุญแต่กรรมแล้วกัน

แต่ถ้าใครไม่มาลาบวช แล้วทวนสาบานกลับไปดื่มเหล้าก็จะต้องมีอันเป็นไปตามคำสาบานแน่นอน

หลวงพ่อให้ตาเตยเขียนชื่อ และวัน เดือน ปีเกิดไว้ให้ท่าน แล้วถามว่าจะบวชเหล้ากี่ปี? ตาเตยผอมดำ ผมขาวโพลน นุ่งโสร่งเก่าๆ ตัวเดียว มีผ้าขาวม้าห่มสไบเฉียงก็หลุดปากว่า…ผมจะหยุดกินเหล้าไปจนตายเลยครับ!

ลูกเมียรีบร้องห้ามว่า ขอแค่ปีเดียวก็พอ ต่อจากนั้นค่อยว่ากันใหม่ ตาเตยยืนกรานว่าจะอดจนวันตายจริงๆ จนเกิดโต้เถียงกับลูกเมียอื้ออึง…

ในที่สุดก็สาบานว่าจะอดเหล้า 2 ปี!

พ่อแม่กราบลาหลวงพ่อพาผมกลับบ้านก่อน เลยไม่ได้ยินว่าแกสาบานไว้ยังไง?

ต่อจากนั้น ชาวบ้านก็คอยดูว่าตาเตยจะอดเหล้าไปได้กี่วัน ไม่ช้าคงจะวิ่งแจ้นไปหาหลวงพ่อ ขอถอนคำสาบานกับท่านเพราะอดเหล้าต่อไปไม่ไหว

ผิดคาดไปตามๆ กัน เมื่อเวลาผ่านไปเป็นเดือนๆ ก็ไม่เห็นตาเตยแตะต้องสุราเหมือนเช่นเคย หน้าตาค่อยผ่องใสขึ้น ร่างกายแข็งแรง กลายเป็นขยันทำมาหากินจนชาวบ้านแปลกใจไปตามๆ กัน

เวลาผ่านไปราว 6-7 เดือนก็เกิดเรื่องขนหัวลุกขึ้นมา!

พลบค่ำ วัวควายกำลังจะเข้าคอก เสียงโหยหวนก็ดังมาจากทุ่งหลังบ้าน พวกเราตกใจวิ่งออกไปดูก็ได้ยินถนัดหู… โว้ย! ผีหลอก…ช่วยด้วย!!

ตาเตยนั่นเอง…แกวิ่งมาล้มข้างๆ บ้าน นัยน์ตาเหลือกลาน ชี้ไม้ชี้มือไปที่ทุ่งเปลี่ยวด้านหลัง ร้องว่า…หัวกะโหลกตาโบ๋! โครงกระดูกทั้งนั้นเลย…มันจะฆ่ากู!

ขาดคำก็สำลักเลือดพรวดแดง ฉาน ส่งกลิ่นเหม็นคละคลุ้ง ลูกเมียแกร้องไห้โฮ…ตาเตยขาดใจตายตรงนั้นเอง! บางคนว่าแกเป็นวัณโรคตาย แต่คนส่วนมากไม่เชื่อหรอกครับ เพราะได้กลิ่นเหม็นเหล้าหึ่งจากศพตาเตยกันทุกคน! บรื๋ออออ

ผีไม่ลืมถิ่น

ผีดุ
ฟังแล้วนะคะ…แหม! ขอโทษเถอะ ป้าอยากตบปากมันจังเลยค่ะ!

ป้า เองอายุเลยหกสิบมาหลายปีแล้ว นึกถึงวันคืนเก่าๆ แล้วใจหายค่ะ ทำไมกาลเวลามันผ่านไปเร็วนักก็ไม่รู้? เมื่อสิบกว่าปีก่อน แม่ค้าที่ตลาดยอด บางลำพู เรียกว่าป้าๆ ช่วยซื้อผลไม้หน่อยซีคะ! เล่นเอาเกือบสะดุ้งแน่ ใจหายหมดเลย…ยกมือขึ้นลูบผมหงอกประปรายอย่างลืมตัว ต่อมาพวกหนุ่มสาวแถวบ้านที่บางขุนพรหมก็เรียกป้าๆ กันไปหมด

ผีดุ
“ผีมันเห็นว่าแก่ซะขนาดนี้ ไม่ช้าก็จะกลายเป็นผีด้วยกันอยู่แล้ว! เผลอๆ ผีเห็นมันยังตกกะใจ…นึกว่าเจอผีหลอกซะอีกแน่ะ!”

มาตอนนี้โดนเรียกยาย! แต่ฟังแล้วเฉยๆ ค่ะ ไม่ยินดียินร้ายอะไรหรอก…ฉันไม่อยากแก่ แต่ก็ยินดีที่จะแก่! พูดเอาเท่ ตามเทรนด์เค้าทันมั้ยเนี่ย?
“ตาเถร!” ป้าหลุดออกไปเต็มปากเต็มคำ เพราะใบหน้านั้นคือตาอ๋อชัดๆ แถมยืดคอเข้ามาหาจนป้าผงะหงาย ร้องแว้! จนป้าหวิดสลบ ตาเหลือก ยกมือขึ้นกุมอก ใจเต้นโครมคราม…ตาเบิ้มเดินผ่านป้าไปแล้ว

พุทโธธัมโม! จะหลอกก็หลอกดีๆ ซี่ ดันแปลงตัวมาหลอกแบบนี้น่ะมันไม่แฟร์ย่ะ! คนแก่ก็มีหัวใจนะยะ…ขอบอก! เอิ๊ก…ลมใส่ซีคะคุณ!
คนปูนป้าน่ะเลิกทำการงานกันแล้ว ป้าเองก็เหมือนกัน ยังดีที่มีลูกๆ หลานๆ คอยดูแล แต่ถึงไม่มีป้าก็มีบำนาญกินละค่ะ รับใช้หลวงท่านมาเกือบ 40 ปีแล้วนี่นา ป้าก็ช่วยดูแลบ้าน ทำงานเล็กๆ น้อยๆ เท่าที่จะทำได้ ตอนเย็นๆ มานั่งหน้าบ้านคอยหลานที่มีผู้หญิงกับผู้ชาย ซนเป็นทโมนไพรทั้งคู่เชียว เฮ้อ…แต่ก็รักมันนะ

บางวันก็ไปวัด ไม่ว่าวัดอินทร์, วัดสามพระยา, วัดใหม่อมตรส, วัดเอี่ยม…วัดหลังนี่ไปบ่อย ไหว้ท่านท้าวมหาพรหมบ้าง หลวงปู่ทวดบ้าง เจ้าแม่กวนอิมบ้าง นึกครึ้มๆ ก็ซื้อมาลัยกับหมากพลูที่เขาขายหน้าวิหารไปถวายท่าน แล้วก็เสี่ยงเซียมซี

อ้าว? ก็เพื่อหาเลขเด็ดไปเล่นหวยน่ะซีคะ งวดละสองสามร้อยบาทพอให้ได้ลุ้นระทึกก็ยังดี ผู้หญิงคราวป้าแถมเป็นม่ายผัวตาย จะมีอะไรส่วนตัวให้ลุ้นล่ะคะคุณ?

มัวแต่เรื่อยเปื่อยถึงเรื่องอื่นเสียเวลา ขอเข้าเรื่องขนหัวลุกเลยนะคะ!

ตาอ๋อ-คนในซอยเมากลับบ้านตอนค่ำ โดนรถชนแถวปากซอยตายคาที่

ที่เรียกตาอ๋อน่ะไม่ใช่คนแก่นะคุณ เราชอบเรียกคนรุ่นลูกรุ่นหลานว่า พ่อนั่นแม่นี่, ตานั่นยายนี่จนติดปาก…ตาอ๋อน่ะอายุราวสี่สิบ อ่อนกว่าลูกชายคนโตของป้าเสียอีก แกชอบเหล้าค่ะ เมาแล้วซ่าเป็นประจำ

มาถึงเรื่องสำคัญคือเขาลือว่าผีตาอ๋อเฮี้ยนนัก ไม่ต้องพูดถึงกลางค่ำกลางคืนจะมาหลอกหลอนเลยค่ะ นั่นน่ะผีเบ็ดเตล็ด! ตาอ๋อนี่ผีมีปริญญาการันตีเชียวนะคุณ!

แกมาหลอกหลอนกลางวันแสกๆ ตอนบ่ายตอนเย็นไปยันโพล้เพล้ เดินปะปนกับคนในซอยน่ะแหละ ไม่ค่อยมีใครสนใจจนกระทั่งมองหน้าจังๆ จึงเห็นตาอ๋อยิ้มให้ พอจำได้ก็ร้องโวยวายเหมือนคนบ้าหรือเจ๊กตื่นไฟ โว้ยๆ จนแตกตื่นกันไปทั้งซอย

ตอนแรกก็ว่าตาฝาด แต่เอ๊ะ! นับวันยิ่งหนาหูขึ้นทุกที ป้านั่งเล่นหน้าบ้านคอยหลานเล็กๆ กลับจากโรงเรียน มองดูคนผ่านไปมา รู้จักกันก็ทักทายกัน…แต่ไม่เคยเจอตาอ๋อซักที ตอนแกยังไม่ตายก็ถูกชะตากันดีค่ะ

เย็นหนึ่งป้าก็เจอดีเข้าให้!

ขณะนั่งมองดูคนเดินผ่านไปมาแล้วนึกถึงตาอ๋อ…คนไหนนะ? แต่ก็ไม่เห็นจนห้าโมงกว่าๆ หน้าหนาวค่ำเร็ว ฟ้าครึ้ม แดดหายไปหมด ก็พอดีมองเห็น…

ตาอ๋อนี่นา! ยกมือป้องหน้า ขยับแว่นจ้องมองให้แน่ใจ เห็นนุ่งกางเกงยีนส์สวมเสื้อยืดขาวคุ้นตา ยอมรับว่ากลัวนิดๆ แต่พอเขาเดินใกล้เข้ามาก็ไม่ใช่ตาอ๋อหรอกค่ะแต่เป็นตาเบิ้ม เขาวัยเดียวกัน สูงต่ำดำขาวพอๆ กัน ตาเบิ้มยิ้มให้ป้าจนกำลังจะผ่านหน้าไปรอมร่อ…นึกยังไงไม่รู้ดันหันขวับมา

ตายแล้วไปไหน

ผีดุ

ด้าน ผศ.ดร.บรรจบ บรรณรุจิ อาจารย์คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า จากการศึกษาพระพุทธศาสนา มนุษย์เวียนว่ายตายเกิด บางรายตายแล้วเกิดใหม่ทันที และกว่าจะเกิดเป็นมนุษย์มีขั้นมีตอน คือรับรู้ความรู้สึกต่างๆ ไม่ว่าสุข ทุกข์ ตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา พอคลอดการเลี้ยงดู ตลอดจนสภาพแวดล้อมต่างๆ เป็นส่วนหนึ่งที่กระตุ้นให้ทำกรรมดีกรรมชั่ว

ดังนั้น ทุกคนควรเตรียมตัวตายไว้ล่วงหน้า ก่อนร่างกายดับสนิท และก่อนลมหายใจสุดท้าย อยากให้ตั้งจิตอธิษฐานว่าเกิดชาติหน้าอยากเป็นอะไรไว้ด้วย “ตั้งจิต สมาธิ และอย่ายึดมั่นถือมั่นในสิ่งที่รัก ไม่ว่าจะคน ทรัพย์สินเงินทอง เพราะยิ่งรักมากก็จะทุกข์มาก อยากให้ปล่อยวาง เราเกิดมาแต่ตัวเราก็ไปแต่ตัวเช่นเดียวกัน แล้วหมั่นกระทำความดีตลอดช่วงเวลาที่มีลมหายใจอยู่ เพื่อให้บุญกุศลนี้ช่วยให้ขึ้นสวรรค์” หลายคนปรารถนาความตาย…ขณะที่อีกหลายคนก็ไม่อยากให้เวลานั้นมาถึง…ต่างคนก็ต่างจิตต่างใจกันออกไป แต่ “ความตาย” ก็เป็นสิ่งที่ทุกคนทุกชีวิตในโลกไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เพียงแต่จะช้าหรือจะเร็วเท่าใดแค่นั้น

เรื่องราวของความตายเป็นสิ่งที่ทุกคนให้ความสนใจกันค่อนข้างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งชีวิต “หลังความตาย”

ดร.สนอง วรอุไร อาจารย์ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ให้คำอธิบายเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า สมัยก่อนไม่เคยเชื่อเรื่องเทวดา นรก สวรรค์ เปรต ชาติภพ การเวียนว่ายตายเกิด เพราะคิดว่าเป็นเรื่องที่พิสูจน์ไม่ได้ จนกระทั่งเรียนจบจากต่างประเทศ ระหว่างที่รอสอนที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ช่วงนั้นว่างไม่รู้อะไรดลใจให้อยากพิสูจน์สิ่งที่ไม่เคย

1 เดือนเต็มๆ กับการปฏิบัติกรรมฐานที่วัดมหาธาตุ ส่งผลทำให้ความเชื่อของ ดร.สนองเปลี่ยนไป จนถึงขนาดกล่าวว่า

“ความเป็นวิทยาศาสตร์ที่ร่ำเรียนมาถอดทิ้งหมดเลย เพราะสามารถสัมผัสเทวดา ผีข้างถนนได้จริงๆ ซึ่งผมพยายามพิสูจน์มากว่า 30 ปียังหาข้อผิดพลาดไม่ได้ คุณจะสัมผัสได้ทั้งเทวดาและผี จิตวิญญาณทุกตน หากมีจิตสื่อถึงคนนั้น”

นอกจากจะได้สัมผัสเทวดา ผี แล้ว ดร.สนอง บอกว่ายังได้เห็นชาติภพที่ผ่านมา รู้ว่าเคยเกิดเป็นอะไรมาบ้าง ตรงนี้ทำให้รู้ว่าทุกคนมีการเวียนว่ายตายเกิด เกิดเป็นเทวดา เป็นเปรต เป็นสัตว์ ส่วนชาติภพไหนจะเกิดเป็นอะไรนั้นขึ้นอยู่ทำบุญ สร้างกรรมไว้มากน้อยเพียงใด ซึ่งหลังจากรับรู้แล้วก็ได้เริ่มสร้างสิ่งดีๆ มาตลอด เริ่มจากสิ่งใกล้ตัวไม่สร้างความเดือดร้อนหรือล่วงเกินใคร ทั้งทางกาย วาจา ใจ และทำบุญทำทาน อุทิศส่วนบุญให้ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว ให้พวกเขารับผลบุญนี้ ดร.สนอง กล่าวถึงคนตายว่า ร่างกายตายแต่วิญญาณยังวนเวียนอยู่กับญาติ พี่น้อง คนรัก เนื่องจากความรักความผูกพันของผู้ตาย ซึ่งหลายคนมองไม่เห็น แต่คนตายเขาต้องการให้รับรู้ว่าเขามาหา จึงสัมผัสได้จากกลิ่น เสียง หรืออื่นๆ และที่ว่ากันว่าหมาหอนเพราะเห็นผีนั้น “เป็นเรื่องจริง” เนื่องเพราะหมามีสายตา จมูก ที่รับรู้ได้รวดเร็วกว่าคน

“จิตครั้งสุดท้ายก่อนจะออกจากร่าง อยากให้นึกถึงบุญ ความดี ที่เคยทำระหว่างที่มีชีวิตอยู่ หรือนึกถึงพระพุทธรูป สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เคารพสักการะ เพราะผลบุญเหล่านี้จะช่วยให้ดวงวิญญาณก่อนออกจากร่างไปสู่สวรรค์ ถ้านึกคิดแต่เรื่องทุกข์ สิ่งที่ไม่ดี มีอกุศลจิต ตายไปอาจตกนรก ทั้งที่ตลอดชีวิตทำดีมาตลอด อย่างไรก็ตาม ทุกคนจะได้สัมผัสทั้งนรกและสวรรค์เพียงแต่จะอยู่ที่ไหนยาวนานเท่านั้น หากทำความดีเยอะก็ได้รับความสุขสบายอยู่บนสวรรค์” ดร.สนองแนะนำวิธีการเตรียมตัวก่อนสิ้นใจ

ผีหวงของ

Ghostขุดสมบัติของกลุ่ม โจรในวันนั้นเล่าว่ามีการนำอาจารย์ทางไสยศาสตร์มาทำ พิธีด้วย มีการเสกไข่เสี่ยงทายและพบไข่เป็นสีต่าง ๆ เช่น สีเหลือง แดง เขียว ดำ ซึ่งบอกให้รู้ว่ามีขุมทรัพย์ประเภททองคำ เพชรนิลจินดา และเงินตราโบราณอยู่มากมาย ทำให้พวกโจรดีใจกันมาก แล้วก็ช่วยกันทำการขุด เมื่อขุดลงไปประมาณ 7 ฟุต ก็พบโครงกระดูก 4 โครง นอนหัวชนกันหันเท้าชี้ไป 4 ทิศ และพอขุดลงไปอีกจอบก็ไปกระทบกับพื้นคอนกรีตโบราณ ซึ่งเป็นหลังคาอุโมงค์เก็บสมบัติ จึงพยายามช่วยกันแซะปากอุโมงค์ให้กว้างขึ้น และน่าประหลาดที่ภายในอุโมงค์มีกระแสลมแรงมาก พัดออกมาตลอดเวลา คล้ายมีพัดลมขนาดใหญ่อยู่ข้างใน อาจารย์ทางไสยเวทย์ที่ร่วมทีมจึงทดลองเอาด้ามเสียมแหย่ลงไปดูปรากฏว่า เสียมถูกกระแสลมตีเศษเหล็กกระจาย ทำให้แน่ใจว่าภายในหลุมนี้มี “หุ่นพยนต์” หรือ “จักรพยนต์” ที่คนโบราณผูกไว้สำหรับป้องกันขุมทรัพย์

“หุ่นพยนต์” หรือ “จักรพยนต์” นี้ทำด้วยเหล็กกล้าเนื้อดี และคมกริบเคลื่อนไหวด้วยกลไกที่ผลักดันจากแสง และอากาศที่อัดลงไป นอกจากนี้ยังมีการปลุกเสกลงอาถรรพณ์ ด้วยเวทมนตร์ศักดิ์สิทธิ์เพื่อให้มีวิญญาณสิงสถิตย์อยู่ หากจะทำลายก็ต้องแก้ด้วยเวทมนตร์ แต่สำหรับกลุ่มโจรเหล่านี้ แม้จะมีอาจารย์ทางไสยศาสตร์ มาคอยแก้อาถรรพณ์อยู่ด้วยก็ยังทำได้ยาก เพราะขณะกำลังทำพิธีล้างอาถรรพณ์หุ่นพยนต์นั้น อุโมงค์ขุมทรัพย์ก็ได้เลื่อนออกไป เสียงดังครืด ๆ เป็นที่น่าอัศจรรย์ หนำซ้ำยังมีดินถล่มลงมาถมปากอุโมงค์จนเต็ม เป็นการปิดไม่ให้คนเหล่านั้นได้ล่วงล้ำเข้าไปอีก แต่ถึงจะเจออภินิหารซึ่งหน้าเช่นนี้ กลุ่มโจรก็ยังไม่ย่อท้อ ตั้งใจว่าจะเริ่มขุดใหม่ในวันรุ่งขึ้น

ดึกดื่นคืนนั้นพวกโจรกลับกัน หมดแล้ว ได้ปรากฏร่างใหญ่โตของคน 4 คน ซึ่งไม่มีหัวมายืนอยู่หน้ากลดหลวงปู่สีโห ทั้งหมดคือภูตที่คอยเฝ้ามหาสมบัติให้สมเด็จพระนเรศวรฯ มาแจ้งให้หลวงปู่ทราบว่า กลุ่มโจรเหล่านี้มาขุดพระราชทรัพย์อันศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าฟ้าพระมหากษัตริย์ ที่ทรงสาปแช่งไว้ แล้วยังทำพิธีไสยศาสตร์ ทำลายข่ายอาถรรพณ์ที่พระครูปุโรหิตโบราณาจารย์ทำไว้ให้เสื่อมอีก เท่ากับเป็นการทำลายดวงชะตาของบ้านเมือง พวกตนจะมาเอาชีวิตไปให้หมดแต่ติดขัดว่ามีหลวงปู่อยู่ด้วย จึงมาแจ้งให้ทราบ แต่หลวงปู่สีโห ซึ่งท่านได้ชื่อว่าเป็นพระที่มีจิตเมตตา ท่านจึงได้ขอบิณฑบาตชีวิตคนเหล่านั้น ขอแค่ดัดนิสัยให้เข็ดหลาบก็พอ ทำให้วิญญาณทั้ง 4 นิ่งอึ้ง และบอกว่าต้องให้หลวงปู่ลองพูดกับพญายมบาลเอง พวกเขาไม่มีอำนาจอะไร เพียงแต่ทำตามหน้าที่เท่านั้นพูดเสร็จก็เดินหายเข้าไปในองค์พระเจดีย์

หลวง ปู่สีโหจึงเข้าฌานติดต่อกับพญายมบาล เมื่อพญายมบาลเปิดบัญชีดูจึงรู้ว่าพวกขุดลักพระราชทรัพย์เหล่านี้ ดวงยังไม่ถึงฆาตในตอนนี้ แต่กรรมหนักกำลังจะตามมาในไม่ช้า แต่ถึงอย่างไรพวกนี้ก็ควรจะได้รับผลจากคำสาปแช่งบ้างจะได้หลาบจำ เป็นอันว่าท่านพญายมตกลงจะไว้ชีวิตพวกโจร ครั้นรุ่งเช้าหลวงปู่สีโหตื่นขึ้นจะไปสรงน้ำ เพื่อออกบิณฑบาตก็ได้เห็นโจรกลุ่มนั้นกำลังนอนดิ้นทุรนทุราย เอามือกุมท้องบิดไปมาด้วยความเจ็บปวด ขอให้หลวงปู่ช่วย ขณะเดียวกันบนองค์พระเจดีย์ใหญ่ก็เกิดเสียงดังครืน ทำให้ทุกคนหันไปดู เพราะคิดว่าพระเจดีย์จะถล่ม แต่แล้วก็พากันตกตะลึง เมื่อเห็นชายผู้หนึ่งเดินลงมาจากพระเจดีย์พร้อมด้วยผีหัวขาดร่างใหญ่โต และพากันเดินหายไปทางกำแพงแก้วด้านทิศใต้ พวกโจรในที่นั้นร้องอุทานด้วยความตกใจสุดขีด หลวงปู่จึงบอกว่า “พวกเขาคือปู่โสมเฝ้าทรัพย์ที่จะมาเอาชีวิตพวกเจ้า” พอได้ยินหลวงปู่พูดเช่นนี้ พวกโจรทั้งหมดก็เกิดความกลัว ตาหูเหลือกลาน จนอาการปวดท้องกำเริบ ทำให้หมดสติไปตามๆกัน หลวงพ่อเห็นแล้วก็ยิ่งเกิดความสังเวชที่เห็นโจรเหล่านี้ถูกลงโทษ เช้าวันนั้นท่านจึงจาริกออกจากอยุธยาไป ปล่อยให้โจรเหล่านั้นนอนสลบไสลเฝ้าขุมทรัพย์ภายในวัดป่าแก้วไปตามยถากรรม

” ปู่โสมเฝ้าทรัพย์” นั้นมีจริงหากใครไม่เชื่อคิดลบหลู่ลองของก็เชิญพิสูจน์ได้ที่ “วัดป่าแก้ว” หรือ “วัดใหญ่ชัยมงคล” จ.อยุธยา เพราะสมบัติมีค่ามหาศาล ครั้งแผ่นดินสมเด็จพระนเรศวรฯ ณ ปัจจุบันก็ยังคงฝังอยู่ใต้ดินรอบองค์พระเจดีย์นั่นเอง ซึ่งคงต้องรอผู้มีบุญ ผู้มีวาสนาขุดขึ้นมาใช้เป็นพระราชทรัพย์บำรุงแผ่นดิน และพระพุทธศาสนาในยุคต่อ ๆ ไป เรื่องนี้มีหลักฐานและ ถูกเล่าขานกันนานแล้ว เป็นเรื่องจริงจากคำบอกเล่าของพระธุดงค์หลายรูป ที่เล่าตรงกันเกี่ยวกับขุมทรัพย์โบราณมูลค่ามหาศาลภายใน “วัดป่าแก้ว” หรือ วัดใหญ่ชัยมงคล จ.พระนครศรีอยุธยา วัดนี้ตามประวัติกล่าวไว้ว่า เดิมเป็นวัดราษฎร์เรียกกันว่าวัดป่า ตั้งอยู่ในบริเวณเดียวกับวัดสำคัญประจำนครอโยธยาเดิมคือวัดพนัญเชิง วัดมเหยงค์ วัดกุฎีดาว และวัดอโยธยา ครั้งถึงแผ่นดินสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (พระเจ้าอู่ทอง) ได้ทรงให้ขุดศพเจ้าแก้วเจ้งไท เชื้อพระวงศ์ที่เป็นอหิวาตกโรคตาย ขึ้นพระราชทานเพลิงที่วัดนี้แล้วทรงซ่อมแซมบูรณะเจดีย์วิหาร ก่อนจะทรงสถาปนาขึ้นเป็นพระอารามหลวง พระราชทานนามว่า “วัดเจ้าพญาไท” ให้เป็นที่พำนักของพระพนรัต

ซึ่งเป็นพระสังฆราชฝ่ายอรัญวาสี และด้วยอาณาเขตของวัดที่กว้างใหญ่ ชาวบ้านจึงนิยมเรียกชื่อ “วัดใหญ่” ตั้งแต่นั้นมาจนล่วงมาถึงปี พ.ศ. 1991 – 2031 ในแผ่นดินสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ พระสงฆ์ไทยคณะหนึ่งนำกันออกไปอุปสมบทแปลงเป็นสิงหนีนิกาย และศึกษาพระพุทธศาสนา ณ สำนักพระพนรัต มหาเถระในลังกาทวีป สำเร็จแล้วกลับมาตั้ง “คณะป่าแก้ว” ที่ “วัดเจ้าพญาไท” จึงนิยมเรียกชื่อกันว่า “วัดเจ้าพญาไทคณะป่าแก้ว” ภายหลังเรียกเหลือสั้นลงแค่ “วัดป่าแก้ว” และเปลี่ยนเป็น “วัดใหญ่ชัยมงคล”

ในปัจจุบันวัดโบราณเก่าแก่ในเขต จ.พระนครศรีอยุธยา หลาย ๆ วัดเป็นที่รู้จักดีในหมู่เซียนพระ และนักเล่นของเก่าแก่ว่าจะต้องมีสมบัติมีค่ามหาศาลฝังไว้ใต้ดิน และแน่นอนว่าแต่ละที่จะต้องมี “ภูต” ที่เรียกว่า “ปู่โสม” เฝ้าอยู่ คนที่เชื่อและขยาดในอิทธิฤทธิ์มักไม่กล้าเข้าไปยุ่ง แต่กับกลุ่มคนที่ชอบลักลอบเข้าไปขุด พวกนี้จะมองเห็นเป็นเรื่องธรรมดา เพราะกิเลสและความละโมบที่มีอยู่ ทำให้ตามืดบอด มองไม่เห็นหายนะและความตายจากคำสาปแช่งที่กำลังจะมาถึงวัดป่าแก้วหรือ วัดใหญ่ชัยมงคล ในอดีตมักจะมีพระธุดงค์แวะเวียนมาปักกลดแสวงหาความวิเวกอยู่เป็นประจำ สมัยนี้เล่ากันว่าบริเวณวัดมีแต่ต้นไม้ขึ้นหนาแน่นและเต็มไปด้วยสัตว์ร้าย เช่น งูเหลือม งูจงอาง เป็นสถานที่อันตราย เปลี่ยว และยังลือกันว่า “ผีดุ” จนชาวบ้านได้กล้าย่างกรายเข้าไป แต่ก็ยังมีพระภิกษุรูปหนึ่ง ใช้สถานที่นี้เป็นที่ปักกลดท่านคือ “หลวงปู่สีโห” พระป่ากรรมฐาน ซึ่งเป็นศิษย์ใกล้ชิด หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต พระปรมาจารย์กรรมฐานแห่งภาคอีสาน

“หลวงปู่สีโห” ท่านเป็นศิษย์หลวงปู่มั่นรุ่นเดียวกัน หลวงปู่ฝั้น อาจาโร หลวงปู่ขาว อนาลโย และหลวงปู่แหวน สุจิณโณ ท่านเป็นพระที่เคร่งในพระธรรมวินัย แต่ไม่ชอบอยู่วัดเพราะท่านรักที่จะอยู่ตามป่า ท่านเป็นพระที่มีชื่อเสียงในทาง “วิปัสสนากรรมฐาน” มากจนได้รับการยกย่องว่า มีเมตตาและพลังจิตแก่กล้า มีอำนาจแห่งอิทธิฤทธิ์และอภิญญา

หลวงปู่สีโห ท่านเคยมาปักกลดอยู่ในวัดป่า แก้ว ใกล้กับพระเจดีย์องค์ใหญ่ที่สมเด็จพระนเรศวรฯ ทรงสร้างเฉลิมฉลองพระเกียรติ ภายหลังที่มีชัยแก่พม่าแล้ว ขณะที่ท่านพำนักอยู่ได้มีคนกลุ่มใหญ่พากันเข้ามาภายในวัดมองดูลักษณะคล้าย พวกโจร คนเหล่านี้มาขอร้องให้หลวงปู่ถอนกลดย้ายไปจากที่นั่น หลวงปู่ถามว่าเหตุใดจึงมาไล่ท่าน คนพวกนั้นตอบตามตรงว่าพวกเขาจะมาขุดทรัพย์ตามลายแทง แต่ไม่อยากให้หลวงปู่ร่วมรับรู้ด้วย และยังได้เล่าต่อไปว่าภายในเขตกรุงศรีอยุธยานี้มีลายแทงโบราณ บอกที่ซ่อนทรัพย์สมบัติไว้มากมายถึง 713 แห่ง พวกเขาขุดพบมาแล้ว 5 แห่ง และตามลายแทงยังบ่งบอกไว้ว่าในบริเวณรอบพระเจดีย์ใหญ่ที่สมเด็จพระนเรศวรฯ สร้างนี้มีขุมทรัพย์อยู่ถึง 27 ขุม มีข้าวของเงินทอง และเพชรนิลจินดาอยู่มากมาย จากนั้นกลุ่มชายฉกรรจ์ก็ได้เอาสมุดข่อย ซึ่งเขียนด้วยอักขรไทยโบราณมีรูปแสดงที่ตั้งขุมทรัพย์ใต้ดินในบริเวณรอบ ๆ พระเจดีย์ให้หลวงปู่ดู นอกจากนี้ในสมุดข่อยยังมีแผนที่แสดงขุมทรัพย์ต่าง ๆ ทั่วกรุงศรีอยุธยาอีกมากมายนับไม่ถ้วน

และที่น่ากลัวก็คือ ภายในสมุดข่อยเล่มนั้นมีอยู่หน้าหนึ่งเป็นผ้าเยื่อไม้ซีด ๆ ปรากฏคำสาปแช่งเอาไว้ด้วยโดยที่ไม่รู้ว่า กลุ่มโจรพวกนี้ จะเห็นหรือไม่ เรื่อง ขุมทรัพย์รายรอบพระเจดีย์นี้เป็นเรื่องที่คนโบราณว่าไว้จริง ซึ่งหัวหน้าแม่ชีท่านหนึ่งที่วัดใหญ่ชัยมงคลเคยเล่าให้ผู้เขียนฟัง ในสมัยที่ท่านเข้ามาอยู่ที่วัดนี้ใหม่ ๆ นอกจากจะได้เห็น “ดวงพระวิญญาณ สมเด็จพระนเรศวรฯ” แล้วท่านยังเคยเห็น “ทองลุก” ซึ่งเป็นไฟพะเนียงพุ่งขึ้นไปบนฟ้าตรงบริเวณหน้าพระเจดีย์องค์นี้ ซึ่งคนโบราณบอกไว้ว่าถ้าเห็นลักษณะนี้แสดงว่า ใต้ดินบริเวณนั้นต้องมีสมบัติฝังอยู่แน่นอน สำหรับที่มาของขุมทรัพย์เหล่านี้ตามลายแทงโบราณได้บอกไว้ว่าเป็นมหาสมบัติ อันล้ำค่า ของอดีตพระมหากษัตริย์กรุงศรีอยุธยาหลายพระองค์ ที่สมเด็จพระนเรศวรทรงขุดพบ และนำมาฝังไว้ตามคำแนะนำของสมเด็จพระพนรัตน์ป่าแก้ว ผู้เป็นอาจารย์ของพระองค์จุดประสงค์ก็เพื่อเป็นการบูชาพระรัตนตรัย แก้อาถรรพณ์ดวงเมืองที่ตกต่ำ ร่วงโรยมานานให้รุ่งเรืองขึ้นในยุคสมัยของพระองค์

การ

วิญญาญหวงถิ่น

ผีไทย

วันนี้ประสบการณ์เจอวิญญาณจากทางบ้ายมาครับความน่ากลัวชวนขนหัวลุกจะมากน้อยก็ต้องไปลองอ่านกันครับ

เพื่อนแม่ชื่อป้ารุ้ง ฉันเคยพบครั้งเดียวเอง ตอนที่พาแม่ไปส่งในงานเลี้ยงรุ่นของแม่ แต่บ้านป้ารุ้งหาไม่ยากหรอกค่ะเพราะซอยศูนย์วิจัยนี่ฉันถนัดมากเพื่อนสนิทของฉันก็อยู่ในนี้นี่คะ เดี๋ยวเอาน้ำพริกกุ้งสดให้ป้ารุ้งเสร็จฉันก็จะไปหาเพื่อนเป็นรายการต่อไป นั่นไง! บ้านป้ารุ้งเป็นกำแพงอิฐทาสีปูนแห้ง คือสีส้มอมชมพู ประตูเป็นไม้ระแนงสีน้ำตาลไหม้ มีสนามหญ้าเล็กๆ เขียวขจีอยู่หน้าบ้าน ฉันจอดรถริมกำแพงอย่างดิบดีแล้วลงไปกดออด เอ…บ้านเงียบจัง! มีใครอยู่รึเปล่าหนอ? นี่ก็สิบโมงเช้าพอดี หรือว่าคุณป้าจะนอนตื่นสาย แต่ก็น่าจะมีเด็กรับใช้นะ ฉันชะเง้อคอยาว รออีกอึดใจใหญ่ๆ ก็กดออดอีกครั้งหนึ่ง… เกรงใจนะเนี่ย แต่ชักกระวนกระวายขึ้นมาแล้วซิ ทันใดมีเสียงผู้ชายสูงอายุดังมา จากหน้าต่างชั้นบน “รอเดี๋ยวนะหนู” ฉันมองเห็นผ้าม่านไหวๆ จากหน้าต่างนั้น และไม่ถึงนาที เสียงประตูกระจกบานเลื่อนที่หน้าตัวบ้านก็เปิดออก ฉันเห็นชายท่าทางภูมิฐาน นุ่งกางเกงแพรสีเขียว เสื้อผ้าป่านคอกลมสีขาวยืนอยู่ด้านในประตูนั่น ท่านบอกด้วยเสียงดังฟังชัดว่า “เปิดเข้ามาเลยลูก ประตูรั้วไม่ได้ล็อก” ฉันทำตามที่ท่านบอก คือเปิดเข้าไปง่ายๆ แล้วก็ปิดประตูตามหลังให้เรียบร้อย ก่อนจะยกมือไหว้อย่างนอบน้อม ท่านรับไหว้และให้ฉันนั่งรอที่โต๊ะหินหน้าบ้านด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ก่อนจะเดินหายลับเข้าไปในบ้าน ลมเย็นเยือกผสมกลิ่นหอมอ่อนๆ โชยวูบมาจากด้านใน อือม์…กลิ่นน้ำอบไทยนี่นา ฉันหันไปมองประตูกระจกปิดสนิท ข้างในเปิดแอร์รึเปล่า? คงไม่หรอก นี่มันหน้าหนาวนะ ฉันนั่งคอยอยู่ราวห้านาที บ้านนี้เงียบดีจัง เอ…คุณลุงหายไปเลย ท่านคงเป็นสามีป้ารุ้งนะ ฉันมาปลุกท่านรึเปล่าเนี่ย? เสียงไขกุญแจดังขึ้นที่ประตูรั้ว ฉันเอะใจ…ตะกี้ฉันก็ปิดธรรมดานะ ไม่ได้ล็อกสักหน่อย…ยังไม่ทันนึกอะไรมากกว่านั้น ผู้หญิงสองคนก็หอบของพะรุงพะรังเข้ามา…หนึ่งในนั้นคือป้ารุ้ง ฉันจำได้ อีกคนคงเป็นสาวใช้แน่ๆ ทั้งคู่มองเห็นฉันนั่งอยู่ก็ชะงักและมีทีท่าตกใจเห็นได้ชัด “สวัสดีค่ะ หนูลูกแม่จุ๋มค่ะ” ฉันรีบประกาศตัว “อ๋อ! จ้ะ…จำได้ๆ แต่หนูเข้ามาได้ยังไงละนี่” เสียงป้ารุ้งค่อนข้างร้อนรน “ตอนออกไปป้าล็อกกุญแจกับมือ แล้วหนูเข้ามาได้ยังไง?” “คุณลุงบอกให้หนูเปิดเข้ามาเลยค่ะ” ฉันอธิบาย ป้ารุ้งสะดุ้งเฮือก ถุงกับข้าวหลายถุงพลันหลุดร่วงจากมือ…คนรับใช้ทำท่าเนื้อตัวสั่นเทา หน้าซีดเผือด ปากสั่นระริก… มันเป็นไปไม่ได้เลย! ป้ารุ้งยืนยัน บ้านหลังนี้มีท่านอยู่กับคนรับใช้คนนี้ และหลานอีกสองคนซึ่งขณะนี้ไปเที่ยวทะเลโน่น เมื่อกี้ออกไปจ่ายตลาดจึงไม่มีใครอยู่บ้านเลย คุณลุงที่ฉันเห็นน่ะ ฟังจากลักษณะและท่าทางแล้วคงจะเป็นคุณลุงตั้ว สามีป้ารุ้งนั่นแหละ แต่มันผิดปกติตรงที่คุณลุงตายแล้วค่ะ…ขอย้ำ! ท่านตายไปสองปีแล้วจะมาเรียกให้ฉันเข้าบ้านได้อย่างไร!

เต้นตกใจมาหลายอย่าง เช่น ผีหลอก แผ่นดินไหว ไฟไหม้ น้ำท่วม ซึ่งฉันก็รอดมาได้ทุกครั้ง และทุกสิ่งทุกอย่างก็ประทับใจไม่รู้ลืมแต่มีอยู่เหตุการณ์หนึ่งซึ่งเจ๋งสุดๆ ทุกคนที่ได้ฟังจะต้องทึ่งไปกับฉันแน่ๆถึงแม้กาลเวลาจะผ่านมาหลายปีแล้ว แต่ฉันยังจำได้…วันนั้นเป็นวันเสาร์กลางเดือนธันวาคม แม่วานให้ฉันเอาน้ำพริกกุ้งสดที่แม่ทำเองไปให้เพื่อนที่อยู่ในซอยศูนย์วิจัย ที่สำคัญฉันต้องให้น้ำพริกนี้ถึงมือผู้รับและต้องอธิบายวิธีกินกับวิธีเก็บ อีกด้วย

น้ำพริกที่สุดแสนอร่อยนี้ทำจากกุ้งแม่น้ำตัวโตๆ เอามาเผาพอสุก คลุกกับน้ำพริกที่ทำจากหอมเผา กระเทียมเผา และพริกชี้ฟ้าเผา หอมมันกุ้งและเคี้ยวเนื้อกุ้งสดเผาได้เต็มคำ ส่วนวิธีเก็บคือให้เก็บในตู้เย็น พอจะกินก็เอามาวางในอุณหภูมิห้อง โดยไม่ต้องเอาไปตั้งเตาอุ่นกับไฟ ไม่งั้นมันกุ้งจะจับตัวเป็นก้อนเสียรสเลยค่ะ