วิธีเห็นผี

2 entries have been tagged with วิธีเห็นผี.

อิทธิฤทธิ์เจ้าที่

บ้านเราหันหน้าเข้าถนนซอยทางทิศใต้ หลายๆ คนจะถือมากค่ะ เชื่อว่าเป็นทิศที่ฝังศพ ถ้าจะให้เป็นมงคลต้องหันไปทางทิศตะวันออกหรือทิศเหนือ แต่พ่อบอกว่าความจำเป็นบังคับ จะปลูกบ้านหันข้างหรือหันหลังให้ซอยได้ยังไง บ้านอื่นๆ เขาก็ปลูกแบบเราทั้งนั้น

มงคลย่อมอยู่ที่กาย วาจา ใจ ของเราเอง!

ริม รั้วบ้านเรามีศาลพระภูมิเล็กๆ ที่แม่เอาอาหารและน้ำไปเซ่นทุกวัน แม่บอกว่าพระภูมิคือวิญญาณเจ้าของที่ อาจจะเร่ร่อนไร้ที่อยู่อาศัย เราก็อัญเชิญให้มาอยู่เป็นที่เป็นทาง มีอาหารเซ่นไหว้ตามธรรมเนียมที่เชื่อถือกันมาตั้งแต่สมัยโบราณ

เชื่อ ว่าเจ้าที่เจ้าทางจะตอบแทนเราที่มีบ้านให้อยู่ มีอาหารให้กินด้วยการคุ้มครอง ดูแลบ้านช่อง รวมทั้งผู้คนในบ้านที่อยู่ในศีลในธรรม ให้มีแต่ความสุขความเจริญตลอดไป

เพื่อนบ้านที่อยู่มาก่อนเล่าตรงกันว่าซอยนี้ผีดุ มากๆ เลย!

ส่วนใหญ่ก็คุยกันในร้านทำผม ร้าน กาแฟ กับในร้านก๋วย เตี๋ยวเนื้อเจ้าอร่อย ร้านนี้ชื่อดังขนาดมีรถเก๋งขับเข้าซอยมาเต็มหน้าร้าน ตั้งแต่ก่อนเที่ยงไปจนถึงตอนบ่ายๆ เลยค่ะ

บางคนถึงกับบอกว่าเคยเป็นป่าช้าเก่า แต่พ่อไม่เชื่อ พูดกับแม่และลูกๆ ว่าปากคนยาวกว่าปากกา อย่าไปสนใจให้เสียเวลาดีกว่า

บางคนก็บอกว่าเมื่อก่อนมีฆาตกรเอาศพมาทิ้งบ่อยๆ หมกไว้ในพงหญ้าเปล่าเปลี่ยว กว่าจะไปพบเห็นก็เน่า แล้วบ้าง เหลือแต่กระดูกบ้าง ส่วนมากไม่รู้ว่าเป็นศพใครด้วยซ้ำ!

ที่แม่โกรธก็คือมีเสียงซุบซิบว่า บ้านเราเคยเป็นป่าละเมาะเปลี่ยวมาก่อน ตอนดึกๆ มีคนเอาศพมาทิ้งหลายรายแล้ว ผู้ชายก็มี ผู้หญิงก็มี บางคนยัดใส่กระสอบผูกเชือกมาด้วยกว่าจะมีใครได้กลิ่นก็เละเทะหมดแล้ว

ข้อสำคัญก็คือวิญญาณยังสิงสู่อยู่ตรงนั้น หรือที่บ้านเรานั่นเอง!

แม่โกรธเรื่องนี้มาก บอกว่าพูดจาอัปมงคลให้บ้านเรา แต่พ่อปลอบว่าอย่ากลัวเลย เพราะความกลัว เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้โกรธ ถ้าไม่คุมอารมณ์ก็จะเสียสุขภาพจิตเปล่าๆ

พ่อเป็นคนใจเย็นมาก ไม่เคยเห็นว่าโกรธเคืองใครจนออกนอกหน้า หรือแสดงกิริยาวาจาให้เห็น นอกจากนิ่งๆ คล้ายสงบใจ มีสติ และทำให้เกิดปัญญาตามหลักพระพุทธศาสนา ดิฉันยังจดจำคำพูดตอนหนึ่งของพ่อได้ขึ้นใจเลยค่ะ

“อย่าเสียเวลาไปโกรธเคืองใครเลย เพราะกว่าครึ่งเขาไม่รู้หรอกว่าเราโกรธ! ส่วนที่เหลือก็ไม่สนใจว่า เราโกรธเขาหรือเปล่า”

 

คนไทยสมัยก่อนสร้างศาลพระภูมิไว้หน้าบ้าน ก็ด้วยความเชื่อถือเช่นนี้ ส่วนทางจิตวิทยาก็คือทำให้สบายใจว่าได้ทำสิ่งที่ถูกต้องเหมาะสมแล้ว

คืนหนึ่งก็มีเหตุ การณ์น่าขนหัวลุกเกิดขึ้นที่หน้าเราค่ะ!

จำได้ว่าคืนนั้นฝนตกหนักมาตั้งแต่เย็น พ่อบอกว่าเป็นฝน สั่งฟ้า เพราะใกล้จะ สิ้นฤดูฝนย่างเข้าฤดูหนาวแล้ว ตกค่ำฝนซาลงแต่ก็ยังโปรย ไม่ขาดสาย อากาศเย็นจนชวนนอน…มารู้ตัวเมื่อได้ยินเสียงกุกกักในห้อง เสียงพ่อตื่นนั่นเอง! พ่อห้ามแม่ว่าอย่าเปิดไฟ แล้วรีบลุกจากเตียงไปที่หน้าต่างมุ้งลวดมีม่านกั้น แม่กับดิฉัน ก็ค่อยย่องตามหลังพ่อไปด้วยใจเต้นระทึก

อากาศหนาวยะเยือก เสียงลมพัดยอดไม้ซู่ซ่าน่าวังเวงใจ ดิฉันเกาะมือแม่ไว้แน่น มองเห็นพ่อค่อยๆ เปิดม่านด้านข้างหน้าต่างออกไปดู แล้วพึมพำว่า…มี คนมา!

แม่กับดิฉันมองออกไปบ้างก็เห็นร่างตะคุ่มๆ ราว 3-4 คน ยืนอยู่ริมรั้วด้านนอก ทำท่าคล้ายกำลังปรึกษาหารือกัน…อาจจะเป็นพวกมิจฉาชีพที่จะเข้ามาย่องเบา หรือปล้นสะดมบ้านเรา ก็เป็นได้

ถ้าพวกมันบุกรุกเข้ามา พ่อเป็นผู้ชายคนเดียว ในบ้าน จะไปต่อสู้กับพวกทรชนเหล่านั้นได้อย่างไรกันคะ? ยิ่งคิดก็ยิ่งกลัวจนน้ำตาไหลตามประสาเด็ก มือเท้าเย็นเฉียบไปหมด

พ่อกระซิบให้เราอยู่เฉยๆ ก่อนเพื่อดูท่าที

ดิฉันแทบกลั้นลมหายใจ สักพักใหญ่ก็เห็นร่างดำๆ กลุ่มนั้นเดินห่างออกไปจนลับหายจากสายตา ได้ยินเสียงหมาหอนเบาๆ แต่เสียงมันเยือกเย็น จนทำให้หนาวใจ ต้องขอพ่อแม่นอนด้วยแน่ะค่ะ

วันรุ่งขึ้นมีเพื่อนบ้านทยอยเข้ามาหา บอกว่าเห็นคนร้ายกลุ่มหนึ่งมาหยุดอยู่หน้าบ้านเรา ทำท่าเหมือนจะปีนรั้วแต่กลับเปลี่ยนใจเฉยๆ คงเพราะเห็นพ่อดิฉันเดินออกมาดูก็ได้…

เรามองสบตากัน ก่อนจะหันไปทางศาลพระภูมิ …คุณผู้อ่านคิดว่าเจ้าที่เจ้าทางนั้นมีจริงหรือเปล่าคะ?

ทะเลกลืนศพ

วันเกิดเหตุ เรากำลังเล่นน้ำตอนเย็นอยู่ดีๆ ท่ามกลางผู้คนหนาตาในวันอาทิตย์ จู่ๆ ก็มีเสียงผู้หญิงหวีดร้องแสบแก้วหู ผมหันขวับไปดูก็เห็นสาววัยรุ่นคนหนึ่งหน้าตาตื่น ลุยน้ำพรวดๆ ขึ้นฝั่งได้ก็ร้องไห้โฮ

“มีคนมาฉุดขาฉันจริงๆ” เธอร้องกระหืดกระหอบปนสะอื้น หันไปชี้มือบริเวณที่เธอเพิ่งหนีมาหยกๆ “นั่นไง! ผู้หญิงผมยาวใส่เสื้อแดงนั่นแหละ ที่ฉุดขาฉันจนแทบจะจมน้ำตายเมื่อตะกี้นี้เอง”

คนอื่นๆ ทำหน้าตางุนงงไปตามๆ กัน เพราะไม่มีใครเห็นผู้หญิงผมยาวเสื้อแดงในน้ำ…ผมเองก็ไม่เห็นหรอกครับ แต่รีบเผ่นขึ้นจากน้ำพร้อมกับเพื่อนๆ เพราะยังจำภาพผู้หญิงผมยาวใส่เสื้อแดงที่จมน้ำตายวันก่อนได้ติดหูติดตา

ปัจจุบันนี้กลายเป็นสวนสาธารณะที่เปิด-ปิดเป็นเวลา และห้ามคนลงไปเล่นน้ำเด็ดขาด แต่เรื่องเก่าๆ น่าขนหัวลุกก็ยังคงเล่าสู่กันฟังมาจนถึงทุกวันนี้!

ชาวบ้านเรียกว่า หนองปรือ มาแต่สมัยปู่ย่าตายาย ลือกันว่าผีดุชะมัดยาด!

สาเหตุเพราะมีเด็กๆ กับพวกหนุ่มสาวชอบลงไปเล่นน้ำกันสนุกครึกครื้น จนเกิดอุบัติเหตุเกือบจมน้ำตาย คนชะตาขาดก็ตายไปเลยปีละหลายคน แต่ไม่ค่อยมีใครหวาดกลัวนัก

เขาว่าผีจมน้ำตายเป็นผีตายโหงที่เฮี้ยนสุดๆ

ลองคิดดูก็เห็นจริงนะครับ เพราะผีอยู่ใต้น้ำน่ะเรามองเห็นเสียเมื่อไหร่ล่ะ? ขณะเล่นน้ำเพลินๆ อาจจะมีสายตาเขียวปัดหรือแดงก่ำ จ้องมองอย่างมุ่งร้ายหมายขวัญอยู่ใต้น้ำ ใกล้เข้ามา…ใกล้เข้ามาทุกที! พอได้จังหวะก็คว้าหมับเข้าที่ท่อนขา ฉุดวูบจมดิ่งลงไปในน้ำลึก

แค่คิดว่ามีอะไรเย็นๆ ลื่นๆ มาพันแข้งพันขา มองก็ไม่เห็น ผมว่าใครโดนเข้าก็ขนหัวลุกแล้วละครับ! อึ๋ยยย….

บางวันมีพวกนักเรียนแถวดอนเมือง แห่กันมาเล่นน้ำทั้งผู้หญิงผู้ชาย ที่เรารู้ก็เพราะเห็นเขาใส่ช็อปของสถาบัน พวกเรารุ่นเด็กกว่าเล่นน้ำจนเหนื่อยก็ขึ้นมาหาซื้อขนม น้ำส้มน้ำหวานจากแม่ค้ารถเข็นริมทะเลสาบนั่นเอง

สิ่งที่สะดุดตาพวกเราก็คือศาลเล็กๆ หลายศาลตั้งอยู่รอบตลิ่ง เป็นสิ่งยืนยันว่ามีคนจมน้ำตายไปมากน้อยขนาดไหน!

คือมีคนตายเมื่อไหร่พวกญาติๆ ก็จะตั้งศาลให้เมื่อนั้น เชื่อว่าวิญญาณจะได้มีที่อยู่อาศัย ไม่ต้องกลายเป็นผีไม่มีศาล หรือไม่ต้องดักดานอยู่ใต้น้ำเย็นยะเยือกไปตลอดกาล

พวกผู้ใหญ่เขาว่าผีมาเอาวิญญาณไป อยู่เป็นเพื่อนบ้าง หรือทำให้คนอื่นจมน้ำตายตัวเองจะได้ไปผุดไปเกิดบ้าง…แต่เราคิดว่าผู้ใหญ่ แค่ขู่ ไม่อยากให้เราไปเล่นน้ำกันเท่านั้นเอง

เด็กๆ หัวอ่อนยังพอจะหลอกได้ แต่พวกทโมนไพรอย่างพวกผมไม่กลัวเลย เพราะเรายกโขยงกันไปเล่นน้ำคราวละ 5-6 คนเป็นอย่างต่ำ

อ้อ! เลือกลงน้ำแถวหน้าวัดนะครับ เพราะมันตื้นดี!

เอ…วิญญาณมาอยู่ที่ศาลแล้วยังมีผีที่ไหนมาคอยฉุดขาคนอยู่ใต้น้ำล่ะ? เป็นงงแฮะ

วันหนึ่งก็เห็นเหตุการณ์ตื่นเต้น น่าขนหัวลุกเข้าพอดี!

พวกเรายกโขยงไปเล่นน้ำตรงจุดเดิม พวกนักเรียนวัยรุ่นก็เล่นน้ำถัดออกไป เขาคงไม่รู้มั้งว่าตรงนั้นน้ำลึก หรือไม่ก็ว่ายน้ำกันแข็งทุกคนแล้ว

ทันใดนั้นก็มีเสียงผู้หญิงร้องตะโกนขึ้นว่า…ช่วยด้วยๆ เราหันไปดูก็เห็นพวกวัยรุ่นหัวเราะเฮฮากัน ตอนแรกนึกว่าล้อกันเล่น แต่อีกครู่เดียวก็ร้องเอะอะโวยวายกันยกใหญ่…ผู้หญิงจมน้ำ!!

เอาละซี! รีบดำผุดดำว่ายกันหูตาเหลือก มีผู้หญิงสองคนรีบขึ้นจากน้ำ ทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ พร่ำแต่ว่า…นึกว่าล้อเล่น! โธ่…จมน้ำจริงๆ ด้วย

ตอนแรกยังงมศพไม่พบ แม่ค้าแนะนำให้จุดธูปบอกเจ้าที่ พวกวัยรุ่นก็ทำตามก่อนจะดำน้ำงมหาเพื่อนอีกครั้ง

คราวนี้พบครับ! คนหนึ่งโผล่โพล่งขึ้นมาตะโกนว่าเจอแล้วๆ ปรากฏว่าคนตายเกาะเสาไม้ไผ่ใต้น้ำเอาไว้แน่น พวกผู้ชายช่วยกันลงไปดึงร่างที่กลายเป็นศพขึ้นมาทุลักทุเล พวกเพื่อนผู้หญิงร้องไห้โฮไปตามๆ กัน…สายลมคร่ำครวญเยือกเย็นกับระลอกคลื่นน่าขนหัวลุก

สาวเคราะห์ร้ายนุ่งกางเกงยีนส์ สวมเสื้อสีแดง ผมยาวชุ่มโชก…ผมกับเพื่อนๆ รีบวิ่งกลับบ้านใกล้ๆ ทันที พวกเราเลิกไปเล่นน้ำหลายวัน แต่ไม่ช้าก็เข้ารอยเดิมจนได้!