หลอน

9 entries have been tagged with หลอน.

เพื่อนฆ่าเพื่อน

กฤตไปทำธุระที่หัวหิน เขาทำงานให้กับโรงแรมเปิดใหม่แห่งหนึ่ง ต้องข้ามทางรถไฟบริเวณใกล้ๆ วัดลั่นทม ทางรถไฟแห่งนี้มีอุบัติเหตุบ่อย เพราะมีต้นไม้ข้างทางบังสายตา คนขับมักมองไม่เห็นว่ารถไฟจะมาเมื่อไหร่

วันที่เกิดเหตุสัญญาณไฟเสียค่ะ!

รถของกฤตอยู่บนรางรถไฟพอดีกับที่หัวรถจักรเสยเข้ามา!!

3 ปีผ่านไป ดิฉันเผอิญต้องไปสัมมนาที่นั่น และต้องขับรถผ่านทางรถไฟนี้

ตอน นั้นเป็นเวลากลางวัน แดดเปรี้ยง ดิฉันง่วงนอนและเปิดเพลงโปรดดังลั่น หวังจะปลุกอารมณ์ให้ตื่นตัว เปิดไม่เปิดเปล่ายังร้องตามไปด้วยชนิดแหกปากร้อง…มันส์ในอารมณ์เหลือเกิน

รถแล่นไปอยู่บนรางรถไฟโดยไม่รู้ตัว ไม่ได้ยินเสียงอะไรทั้งนั้นนอกจากเสียงเพลง!

ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงกฤตดังก้องอยู่ใกล้ๆ หู “ระวัง…รถไฟมา!!”

โดยสัญชาตญาณ ดิฉันหันซ้ายหันขวา…ไหน? ไม่เห็นมีรถไฟ!

และแล้ว ดิฉันก็ต้องตกตะลึงจนตัวชา…หัวรถจักรอยู่ห่างจากดิฉันไม่เท่าไหร่เลย มันต้องชนดิฉันแน่ๆ นี่ล่ะ…ฉากความตายของเราเอง

เวลาที่อยู่ในนาทีวิกฤต ทุกอย่างเชื่องช้าเหมือนหนังสโลว์โมชั่น มันอาจจะแค่เสี้ยววินาที แต่ดิฉันรู้สึกเหมือนนิรันดร์กาล!

กฤต-เป็นเพื่อนผู้ชายที่เรียนหนังสือด้วยกันตั้งแต่ ป.1 จนจบมัธยมปลายที่โรงเรียนสาธิตค่ะ ความรู้สึกจึงผูกพันแบบคนที่โตมาด้วยกัน เราสนิทสนมกันมากตอนเรียนมัธยม พอเรียนจบเราต่างคนก็ต้องแยกย้ายกันไป

ดิฉันสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้ แต่พ่อแม่ส่งไปเรียนต่อที่อเมริกา ขณะที่กฤตเรียนมหาวิทยาลัยในเมืองไทย รวมเวลาแล้วเราห่างเหินกันคนละซีกโลกตั้งเกือบ 5 ปีแน่ะ เราติดต่อกันแค่ไม่กี่ครั้ง เขียนจดหมายถึงกันแค่ 2-3 ฉบับ แต่ใจเรายังไม่ลืมกัน!

หลังเรียนจบ ดิฉันกลับมาทำงานที่เมืองไทย กฤตมีธุรกิจส่วนตัวของครอบครัวเกี่ยวกับการทำเฟอร์นิเจอร์ เครื่องตกแต่งบ้าน เราต่างคนต่างแต่งงานมีครอบครัว เมื่อมีภาระยิ่งทำให้ไม่ได้ติดต่อกัน ทั้งที่อยู่ห่างกันแค่เอื้อม คนเราก็เป็นแบบนี้ล่ะค่ะ…เพื่อนเก่าๆ จะจากกันไปมีชีวิตของตนแต่ละวันก็มัวยุ่งอยู่กับลูกกับเมียหรือสามี

วันคืนผ่านไปเป็นเดือนเป็นปี และก็หลายๆ ปี มันเหมือนเราลืมกันสนิท แต่ถ้าเกิดเจอกันเราจะกระดี๊กระด๊า ความรู้สึกรักและผูกพันยังเหมือนเดิมทุกอย่าง!

กฤตกับดิฉันพบกันนานๆ ครั้งในงานเลี้ยงรุ่น ดิฉันไม่ได้ไปทุกปีหรอกค่ะ กฤตเองก็เช่นกัน ฉะนั้นเราก็ ไม่ได้พบกันทุกปีหรอก แต่เมื่อเกือบ 3 ปีก่อนเราไป งานเลี้ยงรุ่นกันทั้งคู่…และนั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่เราได้พบกัน!

ดิฉันขับรถไปส่งกฤตที่บ้านของเขาในคืนนั้น…ระหว่างทางเราพูดคุยกัน กฤตห่วงว่าดิฉันทำงานหนัก กลับบ้านก็ดึก บ้านอยู่ไกลถึงพุทธมณฑลสาย 4 โน่น บ้านสามีของดิฉันน่ะค่ะ

ที่จริงบ้านดิฉันอยู่ลาดพร้าวตอนกลางๆ ถนนสาย เดียวกับบ้านของกฤต เขาห่วงว่าดิฉันจะง่วงและหลับใน อีกอย่างหนึ่ง ดิฉันชอบเปิดวิทยุในรถเสียงดังๆ กฤตบอกว่าไม่ดีเลย…เขาดุเพราะห่วงใยดิฉันมากนั่นเอง

แต่แล้ว…เขากลับต้องเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุร้ายแรงหลังจากคืนนั้นไม่กี่วัน!

 

ขณะกำลังตกตะลึง ทำอะไรไม่ถูก ดิฉันรู้สึกว่ามีใครกระทืบบนหลังเท้าข้างที่เหยียบคันเร่ง…รถพุ่งปราดออก ไปเต็มแรงเหมือนลูกธนู ดิฉันรอดตายอย่างหวุดหวิด…รถไฟพุ่งผ่านท้ายรถไปชนิดฉิวเฉียด…คุณพระ ช่วย! กฤตนั่งอยู่บนเบาะที่นั่งข้างคนขับนี่เอง

ใบหน้าของเขาดูกระจ่างใส เขายิ้มให้ดิฉันก่อนจะเลือนหายไป…

ดิฉันหยุดรถ หมดแรงที่จะขับต่อคาสิโน ต้องรวบรวมสติอีกพักใหญ่จึงจะค่อยๆ ประคองรถไปให้ถึงโรงแรมที่พักได้…ตลอดเวลาก็คิดทบทวนว่ามันเกิดอะไรขึ้น?

กฤตตายตรงนี้!! เขาถูกรถไฟชนตายตรงที่ดิฉันเพิ่งผ่านมาหยกๆ และดิฉันก็เกือบพบกับมรณะแบบเดียวกับเขานั่นเอง!

นี่เป็นเพราะความตกใจทำให้ดิฉันเห็นภาพ และได้ยินเสียงเขาหรือคะ?

ดิฉันได้คำตอบอีกไม่กี่อึดใจต่อมา…นั่นคือ ที่หลังเท้าของดิฉันเจ็บมากๆ จริงสินะ! เมื่อตะกี้เขากระทืบคันเร่ง โดยเหยียบลงบนหลังเท้าของดิฉันแรงๆ ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ! วันรุ่งขึ้น หลังเท้าของดิฉันเขียวช้ำเป็นรอยใหญ่…มันเกิดขึ้นได้ยังไงคะ? หรือนี่คือร่องรอยที่กฤตฝากไว้จริงๆ?!

ผีกับวิญญาณ

คืนนั้นรถในกรุงเทพฯ ติดสาหัสสากรรจ์ กว่าจะหลุดออกมาได้ก็สองยามเศษแล้ว โอ๊ตแนะนำว่าให้ไปเช้าวันเสาร์ดีกว่ามั้ย? แต่ผมบอกว่าไปคืนนี้แหละน่า เรายังหนุ่มไฟแรงจะกลัวเหนื่อยกลัวเพลียไปทำไม!

อีกอย่างหนึ่งผมก็คน นอนดึก ถ้าโอ๊ตง่วงก็นอนไปในรถแล้วกัน เราคงไปถึงปากช่องราวตีสองไม่เกินตีสาม สบายมาก! ถึงที่นั่นแล้วจะนอนให้สบาย ตื่นสายๆ สักเก้าโมงสิบโมงก็ยังได้

ขับรถตอนกลางคืนน่ะผมชอบมากเลย ไม่ร้อนและรู้สึกสงบลึกลับบอกไม่ถูกครับ

ตอน เข้าเขตปากช่องเครื่องยนต์เกิดสะดุดจนดับไปพักหนึ่ง ขณะนั้นราวตีสอง…บริเวณนั้นมืดสลัว…น่าแปลกที่แทบไม่มีรถร่วมทางเลย! มันน่าจะมีรถบรรทุก รถทัวร์บ้าง แต่นี่ว่างจริงๆ ถนนโล่งมองเห็นแล้วนึกถึงบรรยากาศในแดนสนธยา…ลมหนาวพัดวูบเล่นเอาผมขนลุก เกรียว

จู่ๆ เครื่องก็ติด เฮ้อ…โล่งอกไปที!

ผมออกรถแล่นไปได้ เดี๋ยวเดียว แสงไฟหน้ารถก็ส่องกระทบกับชายหนุ่มคนหนึ่ง ใส่เสื้อยืดสีขาวๆ กางเกงสามส่วนสีดำๆ เขาเป็นคนตัวเล็ก เตี้ยล่ำ ผมคงไม่ลืมใบหน้านั้นไปอีกนาน…หน้าที่แป้นกว้าง ผมกระเซิง จมูกแบน ตาโตและดำมากด้วย

ที่ผมมีเวลาพิศดูเขาขนาดนั้น เพราะทันทีที่แสงไฟส่องเขา หนุ่มนั่นก็โบกมือขอติดรถไปด้วย ผมชะลอรถทำท่าจะให้เขาขึ้นมา แต่โอ๊ตตบไหล่ผมอย่างแรง

“อย่าหยุด! ไปเลยๆ ไปเดี๋ยวนี้!”

ผม ได้สติก็บึ่งรถฉิว ความรู้สึกตอนนั้นบอกไม่ถูกเลยครับ คือจำได้ว่าเมื่อเห็นเขาโบกรถน่ะผมมึนๆ งงๆ เหมือนเคลิ้มฝัน จนได้ยินเสียงโอ๊ตสติก็กลับมา ครั้นแล้วก็อดรู้สึกผิดไม่ได้…ผมน่าจะรับเขาขึ้นมาด้วย เหมือนคนใจร้ายจริงๆ

“ไม่เห็นเหรอ…” โอ๊ตเสียงสั่น “ตอนแกจอดรถน่ะ แสงไฟกระทบตามันแดงจ้าออกมาเลย น่ากลัวเป็นบ้า..ท่าจะไม่ใช่คน!”

ฟัง แล้วสยอง…ผมไม่ได้เห็นแสงจากนัยน์ตาคู่นั้นหรอกครับ เพียงแต่สะกิดใจว่ามันดำเหลือเกิน…เป็นลูกตาที่ดำใหญ่เกือบเต็มรูปตา ยอมรับเลยครับว่ามือไม้อ่อน เสียวที่มือและฝ่าเท้าแต่ก็ตั้งสติให้มากขึ้น ไม่ขับตะบึงแบบคนเสียสติ ตาก็มองกระจกหลังตลอด

ผมกับโอ๊ตเสียวสันหลังจนกระทั่งรถเลี้ยวเข้ารีสอร์ตของเรา แต่ความกลัวก็ยังอยู่ในใจ

 

หลังจากนั้นก็จัดการปรับปรุงพื้นที่ ปลูกต้นไม้ ดอกไม้และทำสระว่ายน้ำกับบังกะโลสิบกว่าหลัง ทางด้านตะวันตกยังมีภูเขาซึ่งระเบิดทำหิน จนกลายเป็นเนินเขาเตี้ยๆ ดูสวยไปอีกแบบ

ผมมีอาชีพทางนี้อยู่แล้วก็เลยไปช่วยดูแลการเริ่มต้นของกิจการด้วยความเต็มใจ

ทีแรกกะว่าจะเปิดรีสอร์ตนี้ในเดือนตุลาคม ซึ่งเป็นช่วงเปิดเทอมภาคกลาง และต้อนรับการท่องเที่ยวป่าเขาในฤดูหนาว แต่ด้วยปัญหาการก่อสร้างทำให้ทุกอย่างล่าช้าก็เลยต้องเลื่อนไปเปิดตัวเอา เดือนธันวาคม ช่วงเทศกาลปีใหม่

ระหว่างนั้น ผมกับโอ๊ตก็ขึ้นๆ ล่องๆ กรุงเทพฯ กับปากช่องแทบทุกสัปดาห์ โดยผมพยายามเคลียร์งานให้เสร็จภายในวันศุกร์ โอ๊ตจะมาหาที่ทำงานและใช้รถผมขับไปปากช่องด้วยกัน…

ศุกร์สุดท้ายของเดือนนั้นก็ตรงกับคืนฮัลโลวีนพอดี!

ผมไม่ได้คิดอะไรมาก แต่กว่าจะเสร็จงานก็ปาเข้าไปเกือบห้าทุ่มแล้วครับ

 

ถ้าผมหยุดรับเขาขึ้นมาล่ะ จะเกิดอะไรขึ้น?

เราเอาของออกจากรถ แล้วเดินเข้าบังกะโลหลังหนึ่งที่แม่บ้านเตรียมเปิดห้องไว้ให้แอร์เย็นฉ่ำ เชียว…ขณะเดินออกมาเพื่อจะหยิบแล็ปท็อปในรถ ผมเห็นใครคนหนึ่งด้อมๆ มองๆ อยู่ข้างนอกรั้ว…เห็นหน้าแล้วเข่าแทบทรุดฮวบเลยครับ!

ผู้ชายคนนั้นเอง! ตาผมไม่ได้ฝาดแน่ รีบเรียกให้เพื่อนดู โอ๊ตก็เห็น…รีบบอกยามที่อยู่ตรงนั้น ยามหันไปมองแต่ไม่มีใครที่รั้วเลยสักคนเดียว

นับแต่วินาทีนั้น ผมไม่ได้เห็นเขาอีกเลย!

เขาเป็นใครก็ไม่รู้ แต่ทบทวนดูแล้วไม่น่าจะใช่คนแน่ จะว่าเป็นเจ้าป่าเจ้าเขาก็ไม่น่าจะใช่ หรือเป็นคนที่ประสบอุบัติเหตุตรงนั้นแล้วไม่รู้จะไปไหน… เอ๊ะ! หรือว่าเขาต้องการตัวตายตัวแทน

แต่ที่แน่ๆ คือผมจะพยายามไม่ขับรถผ่านเส้นทางนั้นตอนกลางคืนเด็ดขาด ถ้าเกิดเจอเขาเข้าอีกครั้งในยามค่ำคืน เผลอๆ ก็อาจจะช็อกตายคาที่ก็ได้ครับ! บรื๋อออ…

มหาสทุทรกลืนคน

ปีนี้ฝนแรงเหลือเกิน ตั้งแต่เหนือลงมาโน่น เหมือนเทวดากริ้วโกรธจนสาดน้ำลงมาจนหมดฟ้า โหมกระหน่ำทั้งวันทั้งคืน อย่าว่าแต่ดินโคลนจากภูเขาจะถล่มทลายย่อยยับ ก้อนน้ำยิ่งรวมตัวกันเป็นเกลียวคลื่นมหึมา บ้าคลั่ง ไหลหลั่งถาโถมลงมาตามแม่น้ำลำคลองจนเอ่อท้น แผ่กระจายไปทุกทิศทุกทาง

รุ่งขึ้น ตะวันสาดแสงเจิดจ้า สว่างไสว มองเห็นสายชลเวิ้งว้างแทบสุดลูกหูลูกตาตามเดิม!

เรือ บรรเทาทุกข์ขนอาหารและของใช้มาแจกจ่ายผู้คนที่ยังจับเจ่ารอคอย อยู่ตามหน้า ต่างและหลังคา…ล้วนแต่ยกมือท่วมหัวไปตามๆ กัน ด้วยความซาบซึ้งและระลึกถึงน้ำจิตน้ำใจที่เผื่อแผ่แก่เพื่อนมนุษย์ของคนร่วม ชาติ ร่วมเผ่าพันธุ์…

เมื่อจะแวะไปที่บ้านโย้เย้หลังนั้น ใครคนหนึ่งก็บอกว่าสองแม่ลูกจมน้ำตายไปสองวันแล้ว…เหลือแต่บ้านร้างไม่มี ใครอยู่เลยแม้แต่ชีวิตเดียว!

ไร่ นาสาโทจมหายไปใต้น้ำ บ้านเล็กเรือนน้อยจ่อมจมถึงหลังคา หลายสิบหลายร้อยหลังคาเรือนถูกกระแสน้ำรุนแรง เชี่ยวกราก พัดกระเจิงไปในสายชลขุ่นข้น เช่นเดียวกับต้นไม้ที่ถูกถอนรากถอนโคนล่องลอยไปลิบๆ

แม่ยกหลังมือขึ้นปาดน้ำตาอันไหลรินไม่ต่างกับความทุกข์ทนของแม่พระธรณี…

แม่กอดลูกชายตัวน้อยไว้กับอก เหม่อมองไปยังกระแสเชี่ยวกรากเหมือนจะถล่มทลายสรรพสิ่งที่ขวางหน้าให้พินาศวอดวายไปในพริบตา

“เดี๋ยวพ่อก็จะกลับมาแล้ว” แม่บอกลูกด้วยเสียงปลอบโยน แต่คล้ายจะบอกกล่าวตัวเองมากกว่า “อีกไม่นานหรอกลูก พ่อต้องได้ข้าวได้น้ำมาให้เรา อย่ากลัวไปเลยลูกเอ๋ย…”

เสียงนั้นขาดหายไปเพราะก้อนสะอื้นที่ประดังขึ้นมาจุกลำคอ เหลืออยู่แต่เสียงสายน้ำสาดซ่าครึกโครมราวกับจะประกาศก้องถึงชัย ชนะยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ ที่ทรงพลังเหนือมวลมนุษย์ตัวกระจ้อยร่อยเสมอมา!

ท้องฟ้ามืดครึ้ม หนักอึ้งด้วยเมฆฝน มีเสียงคำรามครืนครัน สะท้านสะเทือนไปถึงหัวอกหัวใจของทุกคนที่ได้ยิน

แม่กอดกระชับลูกน้อยแน่นหนามากกว่าเดิม…

วันก่อนนั้นยังเห็นบ้านช่องที่ลดหลั่นลงไปวิ่งวุ่นขนของหนีน้ำ แต่ไม่ช้าไม่นานก็ต้องตะเกียกตะกายป่ายปีนขึ้นไปบนหลังคา บ้างก็ลงเรือจ้าละหวั่นหลบหนีมหันตภัยที่จู่โจมเข้าใส่จนตั้งตัวไม่ทัน

อีกไม่กี่วันต่อมา บ้านที่สูงขึ้นหน่อยก็ประสบ ชะตากรรมแบบเดียวกัน!

อาหารการกินเริ่มหมดไป แม้แต่น้ำในตุ่มก็เหลือน้อยเต็มทีแล้ว พ่อต้องบุกบั่นออกไปด้านหลังเพื่อหาอาหารมาให้ลูกเมีย…

ได้ข่าวว่าทางการเขาเริ่มเอาอาหารกับน้ำลงเรือมาแจกผู้คนแล้ว…ผู้คนนับ ร้อยๆ ในหมู่บ้านนี้ที่กำลังอดอยาก หิวโหย ทนทุกข์ทรมาน จนหลายๆ คนซึมเศร้าไม่ค่อยพูดค่อยจา มีวี่แววว่าอยากจะฆ่าตัวตาย ทำลายชีวิตตัวเองที่ยากแค้นแสนลำเค็ญเต็มประดา!

ไหนจะงูเงี้ยวเขี้ยวขอที่ล่องลอยมาตามน้ำ ตะขาบและแมงป่องพิษสงร้ายกาจจนต้องไล่ทุบไล่ตีกันวุ่นวายแทบไม่หยุดหย่อน

ฟ้าหมองมัว มืดครึ้มลงทุกทีแล้ว แต่พ่อก็ยังไม่กลับมา…

หรือจะโดนงูร้ายขบกัดจนสิ้นใจไม่มีใครรู้เห็น?

หรือจะเฝ้ารอข้าวปลาอาหาร ที่เขาว่ามีทั้งถุงยังชีพกับข้าวกล่อง น้ำกิน พอประทังชีวิตให้อยู่รอดไปวันๆ

ฟ้ามืดมัวเต็มที…น้ำตาแม่ไม่มีจะไหลแล้ว ได้แต่กอดลูกชะเง้อชะแง้แลหาพ่อ… เมื่อไหร่หนอพ่อจะกลับมา? ก่อนที่ลูกเมียจะอดตาย หรือไม่ก็น้ำท่วมจนต้องตะกายหนีขึ้นไปอยู่บนหลังคาเหมือนบ้านที่อยู่ต่ำลง ไป…

แต่บ้านพวกนั้นหลายสิบหลังก็จมหายไปใต้น้ำจนหมดสิ้นแล้ว!

ปีกมืดดำของราตรีกางออกปกคลุมสรรพสิ่ง โดยเฉพาะความหมองเศร้าระคนกับน่าอัปยศอดสู ทิ้งไว้แต่เสียงสะอื้นไห้กับเสียงหัวเราะครื้นเครงของสายน้ำบ้าคลั่ง ที่กระทำย่ำยีมวลมนุษย์ได้สาสมใจ

 

ผีกลางเมือง

 

เพื่อนบ้านบางคนบอกว่าหลุมเล็กๆ ตื้นๆ เหมาะสำหรับเด็กลงไปยืนแล้วโยนเงินใส่หลุมไกลๆ เพื่อวัดความแม่นยำมากกว่า แต่คนฟังก็ยังปวดหัวอยู่ดี โดยเฉพาะคำว่า “หลุมเมือง” ทำยังไงก็ไม่เข้าใจจริงๆ

จนกระทั่งถึงคืนขนหัวลุก!

ผมเสร็จธุระ เกี่ยวกับการตกลงซื้อขายพืชไร่ราวสองทุ่มกว่า กินข้าวเรียบร้อยแล้วก็ขับปิกอัพกลับบ้าน..คืนนั้นเดือนหงายแจ่มฟ้า แต่รถราไม่ค่อยมีทำให้เดินทางสะดวก กระทั่งใกล้หลุมเมืองที่ว่า ผมก็ชะลอรถโดยไม่รู้ตัว

ต้นไม้ใหญ่ยืนโดดเด่นอยู่ริมทางต้นเดียว เสียงลมพัดโชยมากับเสียงหัวเราะคิกคักชัดเจนน่าเอะใจ จ้องมองไปที่หลุมเมืองก็ได้เห็นภาพแปลก ประหลาดที่ทำให้ขนลุกซู่ซ่าเกรียวกราวไปทั้งตัว!

ฟ้าดินเป็นพยาน! เด็กๆ ราวสิบขวบทั้งหญิงและชายไว้ผมจุกทุกคน ยืนอยู่ในหลุมตื้นบ้างลึกบ้าง กำลังโบกไม้โบกมือพลางหัวเราะต่อกระซิกกันเสียงเยือกเย็น ฟังแล้วถึงกับสะท้านสะเทือนเข้าไปถึงหัวอกหัวใจ

คิดว่าท่านผู้อ่านคงจะรู้กันดีว่าต้นศรีมหาโพธิ ได้มาจากพุทธคยา ประเทศอินเดียเรื่องไผ่ตง หวานก็เหมือนกัน รับรองว่าไม่มีที่ไหนโอชะเหมือนบ้านผมอีกแล้ว รวมทั้งหน่อไม้ต่างๆ ก็ได้รับคำชมเชยจากคนต่างถิ่นว่า หน่อไม้ปราจีนอร่อยที่ซู้ดดด…

ผลไม้ลือเลื่องแทบไม่ต้องเอ่ยถึงก็ยังได้

คิดดูซีครับว่าปราจีนเป็นจังหวัดในเขตเขาใหญ่ หรือภาคอีสานตอนล่าง แล้วยังมีเนื้อที่ไปทางสระแก้ว ชลบุรี ระยอง…จัดอยู่ในจังหวัดหนึ่งของภาคตะวันออก แล้วผลไม้นานาพันธุ์จะไม่ดกดื่น ทั้งน่ากินและเอร็ดอร่อยถูกปากนักชิมได้ยังไง?

เขตเมืองทวาราวดี?

นี่ก็ตรงตัวเผง เผลอๆ จะเป็นเมืองเก่าสมัยขอมเรืองอำนาจด้วยซ้ำ เพราะที่นั่นมีศิลาแลงสำหรับก่อสร้างปราสาทหรือเทวสถานมากมาย…มีเรื่อง แปลกประหลาดและน่าขนหัวลุกปะปนอยู่ด้วยเป็นธรรมดา

วันนี้ผมจะเล่าเรื่อง “หลุมเมือง” ที่ศรีมหาโพธิให้ฟังครับ!

ไม่ต้องเสียเวลาเดินทางหรือบุกป่าฝ่าเขาอะไรให้เหนื่อยยาก เพราะหลุมเมืองที่ว่าน่ะอยู่ริมถนน แถมติดกับหมู่บ้านด้วยซ้ำ

เป็นหลุมลึกบ้างตื้นบ้าง ประมาณว่าขนาดเอวเด็ก 10 ขวบ อย่างลึกก็ไม่เกินอกเรียงรายกันอวดตาผู้คน แถมแฝงปริศนาท้าทายว่า หลุมเมืองน้อยใหญ่ทั้งหลายแหล่นั่นน่ะทั้งหมดมีอยู่กี่หลุม? และใช้สำหรับทำอะไรกันแน่? คนโบราณคงไม่อุตส่าห์ลงทุนลงแรงขุดเล่นแก้เหงาดอกน่า?

ผมต้องขับรถผ่านเส้นทางนี้บ่อยครั้ง ถ้ามีเพื่อนฝูงจากต่างจังหวัดมาหาก็ถือโอกาสพาไปดู ทดลองกระโดดขึ้น-ลงสนุกสนาน แล้วให้ช่วยกันนับว่าทั้งหมดมีกี่หลุม?

40-41 แล้วแต่จะเชื่อมั่น แต่หลายๆ คนยืนยันว่ามีหลุมเล็กๆ เตี้ยๆ ถูกใบไม้แห้งคลุมจนแทบมองไม่เห็น รวมแล้วเป็น 44 หลุม

ผิดครับ เพราะเขานับกันชนิดเป็นการเป็นงานได้ทั้งหมดถึง 48 หลุมนั่นแน่ะ!

ว่าแต่หลุมเมืองนี่ผู้คนยุคก่อนหลายร้อยปีเขาขุดไว้เพื่ออะไรกัน?

รัชกาลที่ 5 เคยเสด็จมาเมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. 2451 ท่านทรงสันนิษฐานไว้ว่า “เป็นหลุมสำหรับโขลกปูนที่จะปั้นลวดลายเครื่องประดับปรางค์ปราสาท”

ส่วนคนรุ่นเก่ากว่านั้นบอกว่าเป็นหลุมสำหรับเล่นกีฬาพื้นบ้าน เรียกว่า “หลุมเมือง”

แถมบอกกล่าวถึงวิธีเล่นว่าไปนั่งข้างหลุมแล้วหยอดเงินใส่หลุมไปเรื่อยๆ จนเงินหมดก็หยิบเงินในหลุมอื่นมาหยอดต่อจนหมดเงินแล้วถูกปรับเป็นแพ้

ฟังแล้วก็ยังงงๆ อยู่ครับ

คุณพระคุณเจ้า! เด็กๆ ที่ไหนจะยกโขยงเป็นสิบๆ คนมาเล่นหลุมเมืองในยามค่ำมืดดึกดื่นแบบนี้?

ทันใดนั้นเอง เสียงหัวเราะน่าขนลุกก็หายเงียบไป เด็กเจ้ากรรมกลุ่มนั้นค่อยๆ หันมามองผมอย่างเชื่องช้า นัยน์ตาแดงจ้าราวถ่านไฟที่กำลังคุอยู่ในเตา ผมตบเกียร์เหยียบคันเร่ง ตะบึงรถรวดเดียวถึงบ้าน

 

ทางผีผ่าน

เสียงผู้คนร้องกรี๊ดกร๊าดวี้ดว้ายดังระงมไปหมด รถไฟหยุดไม่ทันแน่ๆ ล้อเหล็กหั่นแขนขาเนื้อตัวขาดกระเด็นน่าสยดสยองสิ้นดี ขนาดการรถไฟใช้ที่กั้นทางข้ามแล้วนะคะเพื่อป้องกันอุบัติเหตุ แต่ห้ามคนฆ่าตัวตายไม่สำเร็จ

ผีทางรถไฟแถวสะพานดำที่เคยซาไปก็กลับดังขึ้นมาใหม่ ตอนกลางคืนมีคนเห็นห้อยโหนโยนตัว หัวขาดแขนขาขาดเป็นประจำ!

ซอย บ้านดิฉันอยู่ใกล้ๆ สี่แยก ตรงข้ามซอยเข้าวัดจอมสุดาราม หรือวัดไพรงามพอดี เป็นซอยเล็กมากจนทางกทม.ไม่ยอมเสียเวลาตั้งชื่อให้ แต่เราเรียกกันเองว่า “ซอยวัดใจ”

ความเล็กของซอยเข้าได้แต่รถมอเตอร์ไซค์ ถ้ารถตุ๊กตุ๊กจะเข้าซอยนี้ต้องมีคนขับเก่งจริงๆ ถึงจะเข้าได้ เพราะทั้งซ้ายทั้งขวาห่างรั้วสูงลิบไม่ถึงศอก ถ้ามีคนเดินอยู่ก็ต้องหยุดเดิน แนบตัวกับกำแพง รั้ว เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกเฉี่ยวชน

ต้องวัดใจกันว่ารถกับคน ใครจะหยุดก่อนกัน? ถึงเรียกว่าซอยวัดใจไงคะ!

นั่นคือสี่แยกทางรถไฟ ถนนนครไชยศรี ตัดกับสวรรคโลก ซ้ายไปสถานีสามเสน ขวาไปสวนจิตรลดา ไหนจะรถชนกันที่สี่แยก ไหนจะเกิดเรื่องรถไฟชนรถยนต์อีกด้วย

ที่น่ากลัวมากๆ คือรถไฟทับคนตายคาที่นี่ซิคะ สมัยก่อนเกิดเรื่องบ่อยมาก แถวสะพานดำข้ามคลองสามเสน ที่มีต้นทางจากแม่น้ำเจ้าพระยา ไหลเลียบวังศุโขทัยมาถึงวัดอัมพวัน, วัดสุคันธาราม…ไหล คดเคี้ยวไปจนถึงถนนพระรามเก้าโน่นแน่ะ

แม้ห่างจากย่านสาม เสนมาไกลแล้ว ที่นี่ก็ยังมีชื่อสถานีรถไฟสามเสนเหมือนกัน!

เมื่อราว 5-6 ปีก่อน มีผู้ชายนุ่งกางเกงลายพราง สวมเสื้อคอกลมสีขี้ม้าอยู่ดีๆ รถไฟขาขึ้นเปิดหวูดจะเข้าเทียบชานชาลา ชายผู้นั้นก็วิ่งไปนอนหงายขวางทางรถไฟดื้อๆ

ไม่จำเป็นจริงๆ รถตุ๊กตุ๊กก็ไม่อยากเข้าหรอกค่ะ แม้ว่าทางแคบที่ว่าจะไม่เกินร้อยเมตร ต่อจากนั้นก็เป็นทางกว้าง มีซอยเล็กๆ เป็นทางเดินอยู่ทางซ้าย บ้านช่องแน่นหนา ผู้คนคึกคักพอสมควร

ซอยนี้มีคนเข้าออกแทบไม่ขาดระยะ ส่วนมากใช้มอเตอร์ไซค์ คนที่เดินก็เดินจนชินแล้ว ล้วนแต่คุ้นหน้าคุ้นตากันทั้งนั้น พูดไปอีกทีก็ไม่มีอะไรน่ากลัวหรอกค่ะ….

อ้อ! ยกเว้นต้นโพธิ์ที่อยู่สุดซอย หรือจะพูดได้ตรงเผงก็ต้องบอกว่าอยู่กลางซอย!

ถ้ามองไปตรงๆ ก็จะเห็นต้นโพธิ์ใหญ่ ขนาดไม่สูงนักอยู่สุดทางพอดี…แต่ไปถึงจะมีทางเลี้ยวแคบๆ สั้นๆ อยู่ทางซ้าย แล้วเลี้ยวขวาออกไปอีกที เป็นต้นโพธิ์เก่าแก่หลายสิบปีแล้ว มีฐานปูนล้อมรอบ ชาวบ้านทั่วไปถือว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ มีผู้มาบนบานศาลกล่าวอยู่เนืองๆ

คงจะเกิดจากความเหนื่อยและเพลียมากกว่า ทำให้หูฟั่นเฟือน! ประสาทหลอน! ไม่อยากคิดอะไรมาก รีบเดินเร็วขึ้นเพราะรำคาญเนื้อตัว อยากอาบน้ำเปลี่ยน เสื้อผ้าเต็มทีแล้ว

ไม่ช้าก็เห็นโพธิ์ใหญ่ต้นนั้นยืนทะมึนอยู่ในแสงไฟ เยือกเย็น น่าแปลกที่เห็นใครนั่งกอดเข่าอยู่บนขอบปูนรอบโคนต้น ฟุบหน้านิ่งคล้ายนั่งหลับ อากาศก็ชักเย็นยะเยือกขึ้นทุกที

ขณะที่จะ เลี้ยวเข้าบ้านก็มองดูอีกครั้ง ร่างนั้นหายไปในชั่วพริบตาเดียว…หายไปต่อหน้าต่อตาดื้อๆ เล่นเอาดิฉันขนลุกซ่าไปทั้งตัว…คราวนี้เชื่อสนิทแล้วค่ะว่าเจ้าพ่อโพธิ์ ศักดิ์สิทธิ์เหลือเชื่อ อย่างน้อยผีก็มีจริงๆ ไม่อยากหลอกตัวเองว่าตาฝาดแล้วค่ะ!

ผ้าแพรสีต่างๆ สดใสเต็มโคนโพธิ์ มีทั้งพวงมาลัย ดอกไม้ ธูปเทียน ที่คนมาบนและแก้บน ร่ำลือกันมานานว่าเจ้าพ่อโพธิ์ให้หวยแม่น มีคนถูกหวยกันบ่อยๆ มาหลายปีดีดักแล้ว

ตอนกลางวันก็ดูสวยงามดีนะคะ หรือจะเป็นเพราะเห็นจนชินตาก็ไม่ทราบ แต่พอตกกลางคืนดูร่มครึ้ม ชวนให้เยือกเย็นวังเวงใจอย่างไรพิกล

นอกจากให้หวยแม่น ยังมีเสียงลือว่าผีดุอีกต่างหาก!

บ้านดิฉันอยู่ก่อนถึงต้นโพธิ์ พอเดินเข้าซอยพ้นทางแคบได้ไม่ไกลก็เห็นต้นโพธิ์โดดเด่น ไม่มองก็ต้องมองนะคะ… ก่อนจะเลี้ยวเข้าบ้าน แต่ไม่เคยเห็นอะไรน่ากลัวแม้ครั้งเดียว

ตัวเองไม่กลัวผี ไม่เคยถูกผีหลอกสักครั้ง! แต่ต้องขอบอกก่อนว่า “ไม่เชื่อก็อย่าลบหลู่” นะคะ ในที่สุดก็เจอดีเข้าจนได้!

เมื่อปลายปีนี้เอง ดิฉันเลิกงานตอนค่ำเพราะต้องเคลียร์ให้เรียบร้อยก่อนวันหยุดสิ้นปี นั่งรถสาย 14 จากประตูน้ำกลับบ้าน…พอเดินเข้าซอยก็รู้สึกเยือกเย็นชอบกล นึกได้ว่าเป็นฤดูหนาว แต่ผู้คนไม่รู้ว่าหายไปไหนหมด คล้ายกับมีเราเดินเข้าอยู่คนเดียว

มีมอเตอร์ไซค์ดังกระหึ่มมาจากข้างหลัง ตอนนั้นใกล้จะถึงทางแคบที่มีรั้วสูงๆ ทั้งสองข้างแล้ว ดิฉันแอบเข้าชิดซ้าย รถคันนั้นแล่นหวือผ่านไป…แต่ดิฉันยืนตัวแข็งทื่ออยู่กับที่

คุณพระช่วย! ไม่เห็นรถราสักคันเดียว มันมีแต่เสียงเท่านั้นเอง!

 

ผีหลืบ

สมัยเด็กผมอยู่บ้านหมี่ ลพบุรี ชาวบ้านส่วนมากยังเชื่อถือผีสางนางไม้ การทรงเจ้าเข้าผี รวมทั้งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ที่สืบทอดกันมาหลายชั่วคนแล้ว ถ้าพูดถึงกรมอุตุฯ คงไม่มีใครรู้จักแน่ ต้องเรียกว่าเป็นปัญญาท้องถิ่นตั้งแต่สมัยโบราณแล้ว

ถ้าปีไหนสภาพอากาศแปรปรวน ฝนฟ้าไม่ตกต้องตามฤดูกาล เกิดความแห้งแล้ง พืชพันธุ์ธัญญาหารเสียหาย ผู้คนพลอยเดือดร้อนเพราะขาดน้ำกินน้ำใช้ ชาวบ้านก็จะจัดการแห่นางแมวเพื่อขอฝน คล้ายกับจังหวัดอื่นทั่วไป

พิธีกรรมแห่นางแมวจะต้องมีการร้องเพลงขอฝนด้วย เท่าที่ผมจำได้มีดังนี้ครับ

“นางแมวเอย ขอฟ้าขอฝน

ขอน้ำมนต์รดหัวแมวเม้า ได้ค่าจ้างค่ามาหามแมว

ถ้าไม่ให้ข้าวข้าวจะตายฝอย ไม่ให้กลอยกลอยจะตายนิ้ว

แม่พึงเอยอย่าเฝ้าขายลูก ข้าวจะถูกลูกน้อยจะแพง

ตาแดงๆ ฝนเทลงมา ฝนเทลงมา”

ต้องยอมรับนะครับว่ามีทั้งได้ผลและไม่ได้ผล บางทีแมวโดนแห่ โดนน้ำสาดแทบตายแต่ฝนไม่ยักตก แต่บางทีกำลังแห่อยู่ดีๆ ฟ้าสว่างจ้ากลับมืดครึ้ม แล้วสายฝนก็ซัดจักๆ แทบลืมหูลืมตาไม่ขึ้น ขบวนแห่นางแมวแตกกระเจิงก็มี

ประเพณีหรือความเชื่อถือบางอย่างก็ทำให้น่าขนหัวลุกเช่นกัน!

เช่น ในพิธีงานศพ เมื่อมีการตายผิดปกติ คือ โดนฆ่า โดนงูกัด รวมทั้งฆ่าตัวตายเรียกว่าตายโหง ทางบ้านผมจะต้องฝังศพไว้ก่อน 3 ปี จากนั้นจึงขุดขึ้นมาเผา เพราะเชื่อกันว่าภายใน 3 ปีนั้นผู้ตายย่อมไปเกิดใหม่แล้ว
นั่นคือการสังเกตแสงฟ้าแลบเป็นสิ่งสำคัญ แล้วทำนายทายทักปรากฏการณ์ทางธรรมชาติในช่วงเทศ กาล “กำฟ้า” ว่าจะเป็นสัญญาณบอกเหตุดี-ร้ายอะไรบ้าง เช่น..

ถ้าฟ้าแลบทางทิศตะวันออก บ้านเมืองจะมีความสงบสุข พื้นดินอุดมสมบูรณ์ แต่ถ้าฟ้าแลบทางทิศตะวันตก บ้านเมืองจะขัดสน ผู้คนอดอยาก

ส่วนการทำนายว่าฝนจะตกหรือไม่ก็ให้ดูแสงตะวัน ถ้าเป็นสีเหลืองแล้ว วันนั้นอากาศจะร้อนมาก แต่ถ้าแสงตะวันเป็นสีแสด ก็จะมีฝนตกลงมามากมายจนชุ่มฉ่ำ

ถ้าขุดศพขึ้นมาเผาก่อน วิญญาณอาจจะยังไม�ไปผุดไปเกิด อาจมาคร่าวิญญาณของญาติมิตรไปสู่ปรโลกด้วยก็เป็นได้

การตายถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ ถ้าเจ็บไข้ได้ป่วยตาย เพื่อนบ้านจะมาช่วยกันคนละไม้ละมือ ตั้งแต่การเหลาไม้ทำโลง ช่วยกันแบกหามโลงศพไปวัด…มีเคล็ดว่าเมื่อศพพ้นบ้านแล้วเจ้าบ้านต้องยก บันไดขึ้นทันที เพื่อไม่ให้ผีกลับขึ้นบ้านได้เด็ดขาด!

บันไดพาดไว้ที่นอกชานนะครับ เคลื่อนย้ายได้สะดวก ตกค่ำก็ยกบันไดขึ้นบ้านแทบทั้งนั้น ป้องกันขโมยขโจรกับสัตว์ร้ายขึ้นบ้านได้ง่ายๆ

เคล็ดขัดยอกเรื่องหามศพลงจากบ้านนี่แหละครับ สำคัญที่สุด!

ท่านว่า ห้ามวางโลงกับพื้นก่อนถึงจุดหมายเด็ดขาด แม้จะเปลี่ยนคนหามก็ห้ามวางโลงกับพื้นก่อน เพราะเชื่อว่าถ้าหยุดลงเช่นนั้นจะทำให้ผีมีกำลัง แล้วไม่ไปไหน อาจจะสิงสู่คอยหลอกหลอนให้เดือดร้อนกันทั้งหมู่บ้านก็เป็นได้

สั่งสอนกันนักหนาว่า “อย่าพาผีเซา” หรือ “อย่าพา ผีหยุด” นั่นเอง

ผู้เฒ่าผู้แก่เล่าให้ฟังว่า สมัยก่อนเคยมีเพื่อนบ้านไปช่วยหามศพ “ตาม้วน” ลงจากบ้านแล้วพลัดตกบันได เดชะบุญที่โลงไม่แตก แต่ทำให้โลงผีกระทบพื้นไปแล้ว…ไม่ว่าใครๆ ที่มองเห็นล้วนแต่หน้าตาซีดเซียว หวาดกลัวไปทั้งหมู่บ้าน

ผู้คนในหมู่บ้านจะมาช่วยงานศพกันอย่างพร้อมเพรียง แถมไม่ได้มาตัวเปล่า แต่จะนำอาหารและผลไม้ต่างๆ ติดมือมาด้วย หลายๆ คนก็มานอนเฝ้าศพกันเต็มศาลา เรียกว่า “เป็นเพื่อนผี” หรือ “เฝ้าผี”

จนกระทั่งวันเผา ชาวบ้านก็จะถือไม้กันคนละท่อนมาช่วยก่อกองไฟ เรียกกันว่า “ไปเผาผี….” (เอ่ยชื่อผู้ตาย) ต่อมาผมเคยเห็นคล้ายๆ กันที่ อ.บางคนที จ.สมุทรสงคราม เชื่อว่าคงมีประเพณีเช่นนี้อีกหลายๆ จังหวัด

บ้านร้างผีสิง

ตอนเย็นราวๆ เกือบหกโมงเย็น พวกเด็กๆ ที่ตามผู้ใหญ่มางานศพคุณยายก็เล่นกันสนุกสนาน เล่นอะไรก็ไม่เล่น…ดูเถอะ ดันมาเล่นซ่อนแอบ! แต่จะว่าไปแล้วมันก็น่าเล่นนะคะเพราะต้นไม้เยอะ บางคนปีนขึ้นไปหลบบนต้นมะขาม บางคนซ่อนตัวอยู่ตามพุ่มดอกเข็ม เล่นแบบไม่กลัวผีลักซ่อนค่ะ!

พวกผู้ใหญ่บอกให้ไปตามกันกลับมาเถอะ มืดค่ำแล้ว เดี๋ยวจะตกน้ำตกท่ากันซะ พวกเรานักศึกษาจึงพากันไปตามเก็บเด็กๆ แสนซนเหล่านั้น

ปุ้ยเห็นเพื่อนๆ ต้อนมาได้หลายคน แต่ปุ้ยยังกังวลเลยเดินไปทางสระน้ำ

เสียงเทียบเวลาหกโมงเย็น และเพลงเคารพธงชาติแว่วมาแต่ไกล บรรยากาศสลัวลงอย่างรวดเร็วแต่ยังพอมองเห็นอะไรได้ชัดเจนอยู่ ปุ้ยเห็นเด็กคนหนึ่งนั่งเงียบๆ อยู่ใต้กอไผ่ แกอายุราว 6-7 ขวบ นุ่งกางเกงนักเรียนสีกากี ไม่ใส่เสื้อ ไม่ใส่รองเท้า ผมเกรียนเห็นหัวทุยน่ารัก…

สะดุดตาตรงที่ผิวแกดำมากนะคะ ดำจนดูมืดไปเลย!

ปุ้ยเดินเข้าไปนั่งข้างๆ แกแล้วถามว่า “มานั่งที่นี่ทำไมคะ ใกล้มืดค่ำแล้ว กลับไปที่งานกับพี่ดีกว่านะ”

ลมเย็นๆ พัดวูบ ยอดไม้สะบัดกิ่งใบเกรียวกราว ทำให้บรรยากาศยิ่งดูเยือกเย็น ชวนให้วังเวงบอกไม่ถูก รู้สึกหวาดระแวง ไม่ไว้ใจสรรพสิ่งที่อยู่รอบๆ ตัวเอาซะเลย

บ้านของบิ๊กมีบรรยากาศของชนบท เป็นบ้านเก่าครึ่งตึกครึ่งไม้หลังใหญ่โตอยู่ในพื้นที่หลายไร่ที่มีแต่ต้นไม้ เยอะแยะ อย่างมะม่วง ชมพู่ มะขาม ขนุนและพืชผักสวนครัวอีกมากมาย ที่ท้ายสวนที่สระน้ำกว้างขวางพอที่จะพายเรือเล่นได้สบาย

ในสระมีบัวสีชมพูด้วยค่ะ สวยมากๆ

ปุ้ยก็เล่าให้พวกเขาฟัง…

ในที่สุดปุ้ยก็รู้ว่า เด็กอู๋เป็นลูกคนงานของคุณยาย แกตกน้ำตายเมื่อปีก่อนนี่เอง!

ส่วนเสียงหญิงชราที่มาช่วยปุ้ย จะเป็นใครไปไม่ได้ ทุกคนเชื่อตรงกันทั้งนั้นว่าเป็นคุณยายของบิ๊กนั่นเองค่ะ

วันเกิดเหตุจำได้ว่าเป็นวันจันทร์ที่ 24 ธันวาคม อากาศที่อบอ้าวมานานเริ่มเย็นสบายทั้งวัน ปุ้ยชอบบรรยากาศแบบนี้จริงๆ เลย

ทันใดนั้นเอง!

เด็กน้อยหันมามองหน้าปุ้ยเชื่องช้า…บอกตรงๆ ว่าเล่นเอาปุ้ยขนลุกซ่าไปทั้งตัว เพราะอาการหันหัวของแกดูแปลกๆ เด็กน้อยหน้าคว่ำ ตาคว่ำ…แวบหนึ่ง ปุ้ยเห็นตาแกขาวโพลนไม่มีตาดำแต่พอปุ้ยกะพริบตา แกก็ดูเป็นปกติค่ะ

“อยากกลับบ้าน…? เสียงแกแหบโหยพิกล…คุณพระช่วย! ปุ้ยเพิ่งสังเกตว่าผิวแกน่ะไม่ได้ดำแบบผิวคนธรรมดาหรอกค่ะ แต่มันเป็นสีม่วงคล้ำ ช้ำเป็นจ้ำๆ ริมฝีปากของแกก็เข้มจนเกือบดำสนิท

ปุ้ยใจหายวาบ เด็กนี่ไม่ใช่คนแน่แล้ว!

ฉับพลันที่คิดอย่างนี้ แกก็ทำท่ากางมือจะโผเข้ามาหาปุ้ย…

ทันใดนั้น มีเสียงผู้หญิงแก่ๆ ดังมาจากไหนไม่รู้

“ไอ้อู๋! อย่ากวนพี่เขานะ กลับไปอยู่ในที่ของแกเดี๋ยวนี้!”

ไม่ต้องรอดูอะไรแล้วค่ะ ปุ้ยรีบลุกขึ้นวิ่งแน่บ หลับหูหลับตาวิ่งอย่างเดียว จนมีคนมาจับตัวกอดไว้และเขย่าแรงๆ ปุ้ยถึงได้สติ ใครต่อใครเข้ามากลุ้มรุมถามเสียงแซดว่าปุ้ยเป็นอะไร? เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือเปล่า?

Ghost ship

The old age of fifty pieces of white hair, dark eyes, muscular figure looks like … I’m drinking toddy with fish that is a favorite of the grill. Receptions growth to Bangkok together with her left eye, the two minerals. Well livelihood of mangrove trees to sell charcoal from young to old.

Both spouses have an antique wooden boat excavated Showcase. For full body hair cut mangrove trees. To the hundreds of people, most reliable piece of … Wooden Showcase that has haunted me. But we are using the excavators Showcase of wood for many generations ago anyway.

One look at the Ore Mountains, it is the sugar house. Grandma came to draw water, or the water is not known. Mineral eye on the fish for the grill, please do not respond. When I got out I saw his face I Grok water.

There was talk that the move is a breeze to do. I get to bring out some … Some people believe that the paranormal is the Showcase!

Funeral passed. The receptions will it take to burn her to Bangkok to look up all the ore out to the living as the old mangrove trees. Villagers saw two trucks mangrove grandparents home. Applied across the board to the coast. Then help transport a timber carrying a large stack front row … now mine eye. The need to do it all alone. Although sympathetic to the idea that it will help.

M ore Vista looks dull to me. Manner similar despair in his weary evening was to sit quietly sip sugar. DoD canal alone flash red until the dusk to see the kids running because I thought that haunted me.

When children misbehave, whether women or men as well. I swim to the island as cargo tug. To climb with a rope tied between various vessel. I also carry a catapult into the garden. I shot a squirrel by coconut plantations. This is to do this as you like. Do not worry about it.

Why is it like gnawing squirrels eat coconut mild damage to one who shot the squirrels will get me my Palm was awarded to 10 children.

Recalled the atmosphere of cultivated trees. Covered with shade trees in quiet times, it is not totally lost. Think crystal clear rivers. Shrimp, fish. He caught me by the docks, large shrimp. Hand very easily.

I think the canal is made up of minerals eye out!

I’ve been burning coal, it will not sell. He was taken to the burn. Sugar … I had to send it off to be sold as mangrove cutting on the Humber appearance like the other day only.

I’ve seen many people sitting quietly sip sugar is suddenly beckon to dredge wooden Showcase. Calling loudly to hear that.

“I came to DC. Dear grandmother left! I love to sit in my knee Eheahuk “.

Looking at the board, it’s a little wobbly. By waves. I have not seen someone with the same hurried away football shorts. Thrill to the same cardiac disturbances.

Some time later he was found dead lie stretched eye on ores mined in the glass vessel. Wrinkled lips with a little smile. Open your eyes widely. Promising a bright one that I have seen have been waiting for so long.

Little House on the old tin roof foxy Became abandoned. Eventually decay down to the ground …

Wooden Showcase dredge vessels are not apathetic. Leak into the cracks … and sank under the water. But the story haunted me to this day only!

เรือนจำผี

ผีไทย

เรือนจำผีสิง
เรื่องราวนี้เกิดขึ้นในโรงเรียนประถมศึกษาแห่งหนึ่งที่อดีตเคยเป็นเรือนกักขังนักโทษเก่ามาก่อน จึงไม่แปลกที่จะกลายเป็นดินแดนที่ใช้ประหารนักโทษมากมายหลายศพจนนับไม่ถ้วน !! นัก เรียนชมรมสังคมต้องอยู่ศึกษาประวัติที่โรงเรียนจนดึก กว่าอาจารย์จะปล่อยกลับก็ล่วงเลยเวลามาเกือบสี่ทุ่ม ห้องสังคมนั้นตั้งอยู่ที่ตึก 5 ชั้น 3 บริเวณมุมด้านหลังสุด ดังนั้น เมื่อจะกลับก็ต้องเดินจากด้านหลังมาลงบันไดด้านหน้า ขณะที่ตามรายทางก็มีไฟเพียงไม่กี่ดวง

ระหว่างที่เหล่านักเรียนสังคมต่างรีบเดินออกมาเพื่อกลับบ้าน ปรากฏว่า “ลิง” ดันลืมโทรศัพท์มือถือไว้จึงต้องเดินกลับไปเอา พร้อมบอกให้ “นัด” เพื่อนสนิทรออยู่ตรงนี้อย่าไปไหน จะรีบไปรีบกลับ ขณะที่ครู และเพื่อนคนอื่นๆ ต่างรีบกลับจึงขอตัวไปก่อน ขณะที่ “นัด” รอเพื่อนอยู่เพียงลำพังนั้น ก็เกิดได้ยินเสียงเพลงคล้ายๆ รำสวด แล้วก็เสียงคนตะโกนโวยวาย “อย่าๆๆๆ ผมไม่ไป ปล่อยผม !!!! อย่าทำผมเลย” วินาทีนั้น “นัด” เริ่มแปลกๆ ที่ดึกแล้วจะมีใครมาตะโกนร้องแบบนี้ได้

เวลาผ่านไปสักพัก เสียงทุกอย่างเงียบไปจนน่าวังเวง “นัด” เริ่มรู้สึกกลัว พยายามมองซ้ายมองขวา แต่เพื่อนที่ไปเอาของก็ยังไม่กลับมา ตอนนี้เริ่มมีเสียงคล้ายๆ คนลากอะไรซักอย่างคล้ายโซ่แว่วมา มันเริ่มดังขึ้นๆ ๆ แล้วก็ใกล้เข้ามามากขึ้นเรื่อยๆ ๆ จังหวะนั้น “นัด” ทนไม่ไหวจึงคิดที่จะวิ่งหนีออกไป แต่พรึ่บบบ มีมือหนึ่งมาจับที่แขนของเธอไว้ แต่พอหันไปก็พบว่าคนที่มาจับมือคือ “ลิง” เพื่อนสนิทของเธอเอง.. “นัด” รีบถาม “ลิง” ว่าได้ยินเสียงคนลากอะไรหรือเปล่า ? ซึ่ง “ลิง” ก็ตอบกลับมาทันทีเลยว่า “ได้ยิน เสียงคล้ายโซ่ใช่ไหม” เท่านั้นแหละทั้งสองคนต่างจับมือวิ่งลงตึกแบบไม่คิดชีวิต

ระหว่างที่วิ่งลงตึกอยู่ดีๆ “นัด” สะบัดมือ “ลิง” ออกอย่างกระทันหัน!! แล้วเดินกลับไปทางเดิมราวกับเหมือนโดนสะกด “ลิง” รู้แล้วว่าเพื่อนต้องโดนอะไรบางอย่างแน่ๆ จึงวิ่งไปหาพร้อมเขย่าตัว และตบหน้าเรียกสติเพื่อนอย่างนัด” กับ “ลิง” ไม่รีรออะไรแล้ว ทั้งคู่รู้แก่ใจแล้วว่าเป็นสิ่งลี้ลับแน่นอน จึงรีบวิ่งลงตึกแบบไม่คิดชีวิตจนกระทั่งไปชนกับใครคนหนึ่ง โครมมม !! พอตั้งสติได้ก็รู้ว่าคนที่ชนนั้นคือ “คงพ่อของลิง” คนเก่าแก่ของโรงเรียน ทั้งสองจึงเล่าเรื่องที่เจอให้ลุงคงฟังทันที

หลังจากที่ได้ฟังเรื่องจากนักเรียนทั้งสอง ลุงคงถึงกับตกใจ พร้อมเตือนว่า “ทำไมถึงไม่รีบลงมาพร้อมกันเยอะๆ ที่นี่เฮี้ยนมาก ลุงยังไม่กล้าขึ้นไปเลย หลายปีก่อนเคยมีเด็กหายไปไม่มีแม้กระทั่งศพ” สองสาวได้ฟังถึงกับสั่นผวา ด้าน “นัด” ก็เล่าให้ฟังอีกว่า ตอนที่สะบัดมือ “ลิง” เพราะระหว่างวิ่งได้หันกลับไป เห็น “ลิง” ยืนอยู่ จึงสะบัดมือออกเพราะคิดว่าเป็นมือผี แต่พอเดินไปหา “ลิง” ร่างของลิงก็กลับเปลี่ยนเป็นผู้ชายเหมือนนักโทษมีโซตรวนคล้องขาอยู่ จากนั้นก็ไม่รู้เรื่องอีกเลย มารู้สึกตัวอีกทีถูกตบหน้า

นับแต่เหตุการณ์ในวันนั้นเป็นต้นมา ก็ไม่มีใครได้พบเห็นสองสาวนักเรียนสังคมนั้นอีกเลย เพราะอาจจะลาออกไปเรียนที่อื่น แต่เรื่องนี้ก็ยังคงถูกบอกเล่าจากปากต่อปากสู่รุ่นน้องที่เข้ามาเรียนโรงเรียนแห่งนี้อยู่เรื่อยๆ..