เรื่องผีทางบ้าน

1 entry has been tagged with เรื่องผีทางบ้าน.

ผีแม่ค้าสยอง

วันนี้ผมจะเล่าเรื่องขนหัวลุกใจกลางกรุงให้ฟังกันครับ!

ตอนนั้นสงกรานต์เพิ่งผ่านพ้นไปใหม่ๆ ยังดีที่ไม่มีฝนฟ้ามาทำลายบรรยากาศนอกจากตกที่นั่นที่นี่นิดๆ หน่อยๆ ส่วนใหญ่แดดจ้า น่าสาดน้ำประแป้งกันให้ชุ่มฉ่ำ ยิ่งพวกหนุ่มๆ สาวๆ เขาชอบกันนักแล

เย็นนั้น ผมออกจากบ้านที่สะพานเหลืองมาพบกับไอ้ฮุยเพื่อนซี้ ส่วนมากเรามักจะไปหาที่แปลกๆ ดวดดื่มกันตามประสาหนุ่มใหญ่วัยใกล้เลขสี่อยู่รอมร่อ บางวันไปถึงราชวงศ์ บางวันก็แค่ตรอกโรงหมูใกล้ๆ ที่เปลี่ยนชื่อซะหรูหราว่า “ถนนมิตรภาพไทย-จีน”

วันนี้ข้ามฟากไปวัดดวงแข ตรอกสลักหิน เตร็ดเตร่ไปถึงรองเมือง ก่อนจะเลี้ยวเข้าดูบรรยากาศสถานี รถไฟเสียหน่อย

แหม! หัวลำโพงกำลังคึกคักเชียวครับ เพราะผู้คนที่เพิ่งทยอยกันกลับกรุงเทพฯ หลังเล่นสงกรานต์กับเยี่ยมเยียนพ่อแม่ญาติมิตรแล้ว เราเดินทะลุออกด้านข้างแล้วเลี้ยวซ้ายไปด้านหน้า…คนจรจัดนอนข้างทางเรียง รายกันเป็นแถวใช้กระดาษหนังสือพิมพ์ปูนอน

มีอยู่รายหนึ่งโก้กว่าเพื่อน เพราะพี่แกมีเตียงเตี้ยๆ ราวศอกเดียวไว้นอนหลับอุตุ ฝันหวานสบายแฮไป

ทะลุออกด้านหน้าอีกครั้ง…มีอะไรผิดหูผิดตาไปแฮะ!

ก่อนถึงถนนพระรามสี่ที่มีรถราขวักไขว่ตามปกติ ถนนสายแรกก็รถจากถนนเลียบคลองผดุงฯ เลี้ยวไปทางรองเมือง ถัดไปก็ขึ้นทางด่วน…ระหว่างนั้นมีลานโล่งๆ ทั้งซ้ายและขวา เราชวนกันเดินข้ามไปเงียบๆ คงคิดตรงกันว่าจะไปหาอะไรกินที่ไหนดี?

เอ๊าะอ๋อ! แม่ค้าส้มตำสาวๆ สวยๆ ราวสิบเจ้าที่ปูเสื่อขายสินค้าอยู่บนลานแคบๆ นั่นน่ะซีครับ เราเคยมาอุดหนุนพวกเธอ 2-3 ครั้งแล้ว

…จู่ๆ ภาพเธอก็เลือนรางจางหายไป แล้วก็กลับชัดเจนขึ้นมาใหม่ ปากที่ยิ้มละไมดูจะกว้างขึ้นคล้ายแสยะ นัยน์ตาดำขลับก็กลับขยายใหญ่ พองโตแทบทะลักออกมานอกเบ้า…เสียงหัวเราะหวานใสก็กลายเป็นเย้ยหยัน เขย่าขวัญสิ้นดี!

“อะไรวะ?” ไอ้ฮุยร้องสุดเสียง ผงะหน้า หงายหลัง ดีแต่ใช้สองมือยันพื้นไว้ทันท่วงที…ในแสงไสวของราตรีไม่มีแม่ค้าหน้าหวาน ตาคมอีกต่อไปแล้ว ตะกร้าใส่ข้าวของก็หายไป…ไม่เหลือแม้แต่เสื่อผืนนั้น นอกจากพื้นแข็งกระด้างที่เรานั่งตะลึงพรึงเพริดอยู่กับที่

“ผีหลอก โว้ย!” ไอ้ฮุยร้องอีก เราลุกพรวดพราดขึ้นมายืนพร้อมกัน เหลียวซ้ายแลขวาที่มีรถราและผู้คนคับคั่ง…เราหลุดเข้าไปในมิติอะไรก็ไม่ รู้…แต่ที่แน่ๆ คือขนหัวลุกครับ!

“เฮ้ย! วันนี้หายไปไหนหมดวะ?” ไอ้ฮุยหลุดปาก เหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้ “ทำไมไม่เหลือซักเจ้าเดียว”

“ยังไม่กลับจากเที่ยวสงกรานต์น่ะซี” ผมก็เพิ่งนึกได้เช่นกัน “อีก 3-4 วันก็มาขายลานตาเหมือนเดิมแหละว้า! เอ๊ะ…”

เสียงผมขาดหายไป เมื่อเห็นเด็กสาวหน้าตาจิ้มลิ้ม ผมยาว นั่งพับเพียบอยู่บนเสื่อใกล้หาบส้มตำ ที่มีมะละกอกับมะม่วงดิบ พร้อมด้วยอุปกรณ์ต่างๆ ครบครัน…จะขาดก็แต่ลูกค้าหนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่ที่เคยมานั่งอุดหนุนเท่านั้น แหละ

“โธ่เอ๊ย! กูก็เพิ่งเห็น” ไอ้ฮุยร้อง “เอาที่นี่แหละวะ กูย่ำต๊อกซะเมื่อยขาแล้ว”

อีกครู่ใหญ่ๆ ต่อมา เราก็ไปนั่งขัดสมาธิบนเสื่อ ซดเหล้ากับส้มตำปูรสแซบของแม่ค้าวัยรุ่นผิวขาว อล่อง ชม้อยชม้ายชายตายั่วเย้า เล่นเอาหนุ่มเหลือน้อยอย่างพวกเราชักจะเลือดลมแล่นซู่ซ่าขึ้นมา

เผลอๆ ก็ต้องลงเอยด้วยส้มตำครกพิเศษ ตามสำนวนนักเที่ยว “ครกละห้าร้อย ครกละพัน” กับแม่ค้าคนสวยจนได้…คนเสเพลอย่างพวกเรารู้กันดีครับว่าคุณเธอขายส้มตำ บังหน้าการค้าประเวณีเท่านั้นเอง

ยั่วเย้ากระเซ้าแหย่ ต่อปากต่อคำกันเพลิด เพลิน เธอเองก็ช่างพูดช่างคุย มีการแซวว่า…พี่สองคนหล่อพอๆ กันเลยค่ะ หล่อซะจนหนูไม่รู้จะเลือกใคร เดี๋ยวก็เหมาซะทั้งคู่!

ไอ้ฮุยหัวเราะเอิ๊กอ๊ากชอบใจ ผมเองก็รู้สึกเหมือนเสียงรถราและผู้คนที่เคลื่อนไหวอยู่รอบๆ ตัวเราหายไป โลกนี้ราวกับไม่มีใครอื่นอีกเลยนอกจากเราสามคนเท่านั้น ภาพและเสียงต่างๆ พร่าเลือนไปหมด แม้แต่ใบหน้าขาวแฉล้มของแม่ค้าตาคมก็เช่นกัน