เรื่องผี

7 entries have been tagged with เรื่องผี.

น้องชายถูกฆ่า

ในงานสวดศพแตนยังร้องไห้ไม่หยุด รำพันว่าเป็นเพราะเธอเองแท้ๆ ที่คิดถึงแพร ไม่ได้ไปงาน คืนนั้นเพราะเป็นเพื่อนคนละกลุ่ม ที่โทร.ไปหา ก็คิดว่าน้องแพรกลับถึงที่พักแล้ว..เธอเป็นต้นเหตุ ให้เพื่อนตาย!

แต่ไม่มีใครโทษเธอหรอกค่ะ นอกจากสยองแทนที่กำลังคุยกับเพื่อนดีๆ ก็มีเสียง…โครม! ดังก้องอยู่ในหูไม่รู้จบสิ้น

คืนวันเผาน้องแพรซีคะ เกิดเรื่องสยองขวัญ เมื่อดิฉันกลับบ้าน รู้สึกใจหายและวังเวงใจอย่างบอกไม่ถูก…ต่อไปนี้ไม่มีน้องแพรอีกแล้ว! พอดีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น!

มีผลสำรวจว่า ผู้ที่พูดโทรศัพท์ขณะขับขี่รถยนต์ แม้จะใช้แฮนด์ฟรีก็ตาม สติสัมปชัญญะและสมาธิจะมีน้อย ความรู้สึกตอบสนองต่างๆ จะเชื่องช้าลงพอๆ กับการดื่มสุรา

“ไม่ดื่ม ไม่โทรศัพท์ ไม่รับสาย ขณะขับรถ”

ห้ามผู้ที่ขับขี่ยานยนต์มีแอลกอฮอล์ ในเลือดไม่เกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ถ้าตรวจพบก็จะโดนจับกุม มีโทษปรับจนถึงทำงานรับใช้สังคม…ถ้าทำผิดซ้ำอาจจะโดนห้ามขับรถตลอดไปก็ เป็นได้ เพราะผู้ที่ขับรถ พร้อมกับพูดโทรศัพท์ เปรียบเทียบกับผู้ดื่มเหล้าเบียร์ที่มีแอล กอฮอล์ในเลือด ถึง 78 มิลลิกรัมเปอร์ เซ็นต์…เป็นเรื่องน่ากลัวขนาดไหนคงนึกภาพออกนะคะ

ดิฉันมีประสบการณ์ขนหัวลุกเมื่อปีก่อนมาเล่าสู่กันฟังค่ะ!

“น้องแพร” เป็นเพื่อนร่วมงานบริษัทเดียวกันที่อโศก อายุราว 25 ปี แสนสวยและยังโสด พ่อแม่ที่ต่างจังหวัดฐานะดี ซื้อรถยนต์ให้น้องแพรใช้ตั้งแต่เธอ ได้งานทำ ผิดกับเพื่อนส่วนใหญ่ที่ต้องผ่อนรถเอง หรือไม่ก็อาศัยรถเมล์กับแท็กซี่เป็นประจำ เช่นดิฉันเองเป็นต้น

ตอนเลิกงานเรามักไปหาอะไรดื่มกินกันก่อน กลับบ้าน น้องแพรชอบชวนเพื่อนๆ ขึ้นรถไปยังจุดนัดหมาย มีทั้งเพื่อนร่วมงานกันและบริษัทอื่นทั้งหญิงและชาย แต่ไม่เคยมีปัญหาอะไร

ถ้าจะมีก็คือปัญหาที่น้องแพรชอบพูดโทรศัพท์ขณะขับรถยนต์นี่แหละค่ะ!

แม้เธอไม่ได้โทร.ไปหาใครก่อน แต่มีเสียงเข้าสายประจำ มีทั้งถามจุดพบให้แน่นอนบ้าง เพื่อนๆ โทร. มาคุยบ้าง และมักจะคุยครั้งละนานๆ จนทำให้ดิฉัน ไม่ค่อยสบายใจ

มองโลกในแง่ดีว่ากรุงเทพฯ รถติดโดยเฉพาะ ย่านนั้น ไม่อาจขับปรู๊ดปร๊าดได้หรอก แต่ก็อดเตือน ไม่ได้ว่าอย่าพูดโทรศัพท์ในรถ ถ้าไม่จำเป็นก็อย่าคุยนานนัก…อันตราย!

“แหม! พี่แน็ตก็..” น้องแพรยิ้มฟันขาว ตาใสเชียว “คุยแป๊บเดียวเองค่ะ”

เธอชอบเรียกชื่อดิฉันติดปาก แถมยังหันมามองด้วย เล่นเอาใจหายวูบ..ถ้าเกิดอุบัติเหตุขึ้นก็ไม่ใช่เพราะโทรศัพท์ แต่มาจากดิฉันที่เอ่ยปากทักท้วง เธอนั่นเอง!

เรากลับราว 3-4 ทุ่ม เธอก็จะขับมาส่งเพื่อนชื่อแตนที่อุรุพงษ์ ส่งดิฉันที่ราชวิถี แล้วขับรถข้ามสะพานกรุงธนฯ กลับห้องพักแถวบางพลัด…เป็นประจำราวสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง

ตอนนั้นก็ไม่วายมีโทรศัพท์เข้ามาค่ะ!

ช่วงที่รถแล่นเร็วได้ ดิฉันต้องเอ่ยปากห้ามตรงๆ ว่าอย่าพูดโทรศัพท์ตอนขับรถ อันตรายมาก! น้องแพรก็จะหันมายิ้มหวานเช่นเคย…แหม! พี่แน็ตก็…

ส่วนมากเธอจะเชื่อฟังค่ะ บอกคู่สนทนาที่มีทั้งชายและหญิงว่า…ตอนนี้ขับรถ พี่แน็ตห้ามเม้าธ์ เอาไว้ถึงห้องแล้วค่อยคุยต่อ…แต่บางครั้งเธอจะหัวเราะเฉยเสีย ดิฉันต้องยื่นคำขาดว่าให้หยุดรถ จะลงแท็กซี่ต่อไปเอง! นั่นแหละค่ะน้องแพรจึงยอมบ๊ายบายกับเพื่อน

ครั้งหนึ่งดิฉันบอกให้จอดแต่เธอไม่สนใจ พอถึงไฟแดงก็ปลดซิตเบลต์เปิดประตูลงไปเดินเอง… น้องแพรออกรถได้รีบขับมาจอดรับ ยกมือไหว้ขอโทษจนดิฉันใจอ่อนยอมขึ้นรถ

คืนหนึ่ง น้องแพร ก็ประสบอุบัติเหตุ เสียชีวิตคาที่ เพราะ การพูดโทรศัพท์ขณะ ขับรถ ขณะออกมาจากงานวันเกิดเพื่อนสมัยเรียนมหาวิทยาลัย ที่ภัตตาคารริมน้ำแถวบางอ้อ…ใกล้จะถึงที่พักของเธออยู่แล้ว

โทรศัพท์ที่เปิดสัญญาณอยู่คือหลักฐานค่ะ!

น่าเศร้ายิ่งกว่านั้นก็คือ คนที่โทร.คุยกับน้องแพรคือแตนนั่นเอง

มือถือของแตน! เธอรีบกดรับแล้วยกหูรับฟัง ก่อนจะตาเหลือกละล่ำละลักว่าน้องแพรโทร. มา บอกว่าเราคุยกันต่อนะจ๊ะ! แตนพูดแล้วร้องไห้โฮ ย้ำแต่ว่าประสาทจะกินแล้วค่ะ ดิฉันต้องปลอบใจว่าอย่าคิดมาก ทางที่ดีควรปิดมือถือไปเลยจะได้หมดปัญหา

ไม่ถึงอึดใจ มือถือของดิฉันก็ดังขึ้นบ้าง ครั้นกดรับก็ไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย…ขนลุกซ่าไปทั้งตัวที่พบกับความเงียบ เชียบน่าสยดสยองสุดขีด ม่านตา ลายพร่า หูแว่วไปเองว่าได้ยินเสียง…พี่แน็ตขา ลาก่อนนะคะ…

 

ลางจากพยายม

ก่อนอื่น ขอเล่ารายละเอียดเกี่ยวกับลางสังหรณ์พอสมควร สำหรับคนรุ่นใหม่ที่อาจจะไม่เคยได้ยินได้ฟัง หรือรับรู้ทางใดทางหนึ่งมาก่อน ตามคติ “รู้ไว้ใช่ว่า ใส่บ่าแบกหาม”

คนรุ่นเก่าๆ เชื่อถือลางสังหรณ์มากมาย เรื่องการเขม่นหู, เขม่นตา, การจามที่เกิดขึ้นโดยไม่คาดฝัน เช่นลักษณะการจามแรงๆ ติดกัน 2-3 ครั้งขึ้นไป โดยเชื่อว่าผู้ที่จามจะถูกใครถามถึง และมีการแยกเวลาสำหรับการสังเกตการจามอีกด้วย เช่น จามตอนเช้าจะมีโชคลาภ การเดินทางแสวงโชคจะประสบความสำเร็จ หรือไม่ก็ได้รับข่าวดีจากญาติมิตร แต่ถ้าจามตอนบ่ายๆ จนถึงเย็นค่ำก็เป็นที่แน่ใจได้ว่าจะมีเพศตรงข้ามกำลังถามถึงในแง่ดี

วันนี้ผมมีเรื่องสยองที่เกิดขึ้นหลายปีแล้ว ได้รับการเล่าขานสืบกันต่อๆ มาในเขตอำเภอบ้านบึง ชลบุรี น่าจะเป็นอุทาหรณ์ให้คนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ได้รับรู้ เพื่อตักเตือนตัวเองว่าอย่ามองข้ามเรื่องลางสังหรณ์เด็ดขาด

ลางบางอย่างก็น่าขนลุกขนชัน เพราะมันเป็นลางมรณะ!

ลางสังหรณ์จากสัตว์ก็เช่นกัน!

เช่น ตุ๊กแกร้อง 4 ครั้งจะเกิดความเดือดร้อนเพราะคนใกล้ชิดหรือบริวาร จนถึงเสียเงินเสียทอง เจ็บไข้ได้ป่วยชนิดนึกไม่ถึง

ถ้าตุ๊กแกร้อง 6 ครั้งจะประสบโชคลาภ ร้อง 7 ครั้งจะเจริญรุ่งเรือง ร้อง 8 ครั้งจะได้ลาภจากการเสี่ยงโชค ถ้าร้องถึง 10 ครั้ง ทั้งตัวเองและครอบ ครัวจะมีแต่ความสุขความเจริญ…ท่านผู้อ่านที่บ้านมีตุ๊กแกอย่าตีตายเสียหมด นะครับ

คราวนี้มาถึงเสียงจิ้งจกร้องทักบ้าง ถ้าดังอยู่เบื้องหน้า เดินทางจะพบโชคลาภความสำเร็จสมปรารถนา แต่ถ้าจิ้งจกร้องอยู่เบื้องหลังจงงดเดินทาง จะประสบโชคร้าย ผิดหวังจนถึงเกิดอุบัติเหตุได้ ถ้าจิ้งจกร้องอยู่เหนือศีรษะอย่าเดินทางเด็ดขาด จะพบแต่ความเดือดร้อนเคราะห์ร้ายจนอาจถึงแก่ชีวิตได้โดยง่าย อย่าประมาทเป็นดีที่สุด

ต่อมาคือเรื่องหนูกัดผ้า!

ถ้าผ้าที่ถูกกัดเป็นรูปปากกระต่าย ท่านว่าจะมีโชคลาภ เจริญรุ่งเรือง หนูกัดผ้าวันอาทิตย์จะพ้นทุกข์ กัดวันจันทร์จะสุขสวัสดิ์ กัดวันอังคารจะอัตคัดขัดสน วันพุธจะเดือดร้อนทุกข์โศก วันพฤหัสบดีจะเจ็บไข้ วันศุกร์จะได้ลาภ วันเสาร์ จะให้โทษต่างๆ นานา

นอกจากนี้ ยังมีลางบอกเหตุอีกมากมาย เช่นจิ้งจกหล่นมาจะมีโชค ถ้ามีสัตว์วิ่งตัดหน้าขณะเดินทางจะมีอันตราย ปลวกทำรังที่เตาไฟ งูเข้ามาขดในบ้าน ถือว่าเป็นอัปมงคล

ความเชื่อมั่นในลางสังหรณ์ เป็นสิ่งบอกให้เรารู้ตัวล่วงหน้าไม่แตกต่างกับคำทำนายของหมอดูที่แม่นยำ!

ต่อไปนี้คือเรื่องราวของหนุ่มพันธ์ผู้ไม่เชื่อถือในเรื่องลางสังหรณ์แม้แต่น้อยนิด

ชายผู้นี้มีครอบครัวอันอบอุ่นอยู่ที่บ้านบึง ยึดอาชีพเกษตรกรปลูกอ้อยและมันสำปะหลัง จนเป็นผู้มีอันจะกินในละแวกนั้น มีไร่อ้อยและไร่มันอย่างละหลายสิบไร่ มีลูกเมียช่วยทำมาหากินในกิจการของตนอย่างมีความสุขจนหลายๆ คนอดอิจฉาไม่ได้

แต่แล้วพรหมลิขิตอันจารึกไว้แล้วกลางหน้าผากของมนุษย์ทุกคน ก็ทำให้ต้องเกิดเหตุการณ์ที่ไม่มีใครต้องการให้เกิดขึ้นกับตน

เช้ามืดวันหนึ่งก็เกิดลางร้ายขึ้นโดยไม่คาดฝัน!

ขณะที่พันธ์เตรียมตัวออกจากบ้าน เพื่อเข้าไร่ของตนซึ่งกำลังไถและปรับปรุงดินเพื่อปลูกอ้อยในฤดูต่อไป เมื่อเดินออกมาเพื่อจะลงบันได ทันใดนั้นเสียงจิ้งจกเหนือหัวก็ร้องขึ้น เสียงของมันดังพอที่จะทำให้เขาสะดุ้งเฮือก แต่หักใจจะเดินต่อก็พอดีมีเสียงทักท้วงของภรรยาดังขึ้นมาก่อน

“อย่าเพิ่งไปเลยพี่ รอให้สว่างกว่านี้ดีกว่า เดี๋ยวจะพลาดพลั้งเป็นอะไรไป!”

วิไลร้องเตือนสามีด้วยความห่วงใย เพราะเคยได้ยินได้ฟังญาติผู้ใหญ่พูดถึงเรื่องโชคลางมาตั้งแต่เด็กๆ แล้ว แต่พันธ์กลับไม่สนใจ ตอบเสียงปนหัวเราะแบบคนสมัยใหม่ว่าคงเป็นเรื่องบังเอิญมากกว่า อย่าไปคิดมากให้กลุ้มใจไปเปล่าๆ

มนต์เรียกผี

เย็นนั้นป้าก็ออกนำหน้า มีหลานสาวกับเพื่อนเดินตามพลางพูดคุยจ๋อยๆ ไม่ขาดปาก ยังกะจะไปดูหนังหรือกำลังเดินนวยนาดอวดสายตาพวกหนุ่มๆ จนกระทั่งเลี้ยวเข้าสู่เขตป่าช้า เห็นหลังคาเมรุเขรอะสนิมจนเป็นรู…แป้งกับไผ่วิ่งออกหน้าเหมือนเป็นเจ้า ถิ่น ร้องแจ้วๆ ว่า…ถึงป่าช้าผีดิบแล้วโว้ย!

ป้ารีบเดินตามหลัง…ท้องฟ้ามืดครึ้มด้วยเมฆหนาทึบบดบังแสงอาทิตย์ แต่แม่พวกสาวๆ ไม่แยแสหรือหวาดกลัวหรอกค่ะ ส่งเสียงกิ๊วก๊าวกันอย่างสนุก หลานสาวป้าก็ต้องคอยตอบคำถามเพื่อนที่ดังจ๋อยๆ แทบไม่ขาดปาก

เนี่ยที่เผาผีเหงอ? เมรุหรือเชิงตะกอน? ขี้เถ้าขาวๆ ข้างหลังน่ะอะไร? ว้าย! ขี้เถ้ากระดูกผี! แล้วมีผีอยู่ปะ? โหย…ขนลุกหมดล้าววว…

ผีดิบป่าช้านี่ไม่ได้เผาผีมาหลายปีแล้วล่ะค่ะ เขาย้ายไปป้าช้าที่วัดกันหมด ไม่ว่าผีดิบหรือผีสุก แต่ป่าช้าเก่าก็ยังไม่มีใครมารื้อหรือโก่นถาง ปลูกสร้างอะไรขึ้นมาเสียที… แป้งกับไผ่เดินดูนั่นดูนี่ เห็นอะไรก็ทักดะไปหมด…นั่นหน่อไม้ใช่มั้ย? นี่ต้นอะไร? ข่อยเหรอ…ไม่เคยได้ยินแฮะ ต๊าย! เอาไปเคี้ยวมั่ง ทุบมาสีฟันมั่ง! ทำไมไม่รู้จักใช้แปรงนะ?

บ้านช่องอยู่ใกล้ๆ ป่าช้าผีดิบมาแต่เล็กแต่น้อยแล้ว ไม่คุ้นก็ต้องคุ้นค่ะคุณ ขืนกลัวนั่นกลัวนี่มากไปคนเขาจะหาว่าเราดัดจริตน่ะ ไม่ใช่อะไร

เดี๋ยวก่อน…ป่าช้าผีดิบที่ว่าน่ะไม่เหมือนผีฝรั่งนะคะ แต่เป็นผีที่ตายเพราะความแก่ชรา หรือเจ็บไข้ตาย ไม่ใช่ตายเพราะถูกฆ่าหรือฆ่าตัวตาย รวมทั้งตายเพราะอุบัติเหตุที่เรียกว่าผีตายโหง…ประเภทหลังนี่ต้องไปอยู่ ป่าช้าผีสุกค่ะ คือฝังเอาไว้ก่อนซักปีสองปีถึงจะขุดขึ้นมาเผา

เหลือแต่ซากหรือกระดูกเท่านั้นแหละ เขาถึงเรียกป่าช้าผีสุกไงคะ!

ใครอยากดูป้าก็พาไปดู บรรยากาศที่ค่อนข้างร่มครึ้ม มีกอไผ่ ต้นข่อย กับไม้ล้มลุกขึ้นเกือบรอบเมรุ เสียงแมลงที่ระงมอยู่ในซุ้มไม้กลับเงียบเชียบ เพิ่มความวังเวงจนรู้สึกเสียวหลังชอบกล

วันก่อนหลานสาวจากกรุงเทพฯ ก็พาเพื่อนผู้หญิงสองคนมาเที่ยวอยุธยา ชื่อแป้งกับไผ่ ทาปากทาแป้งเหมือนจะไปเล่นละครชาตรี แต่งตัวชะเวิกชะวากน่าขนลุก เสื้อสายเดี่ยวกับกางเกงขาสั้นจุนจู๋เกือบถึงเป้า…เฮ้อ! ไม่รู้ว่าจะโชว์ขาอ่อนขาวๆ ไปให้ใครดู…

คนต่างถิ่นก็อยากมาดูป่าช้าผีดิบกัน แล้วพูดคุยกันไปต่างๆ นานา บ้างก็ว่าไม่น่ากลัวเพราะเผาจี่ไปหมดแล้ว วิญญาณคงจะไปผุดไปเกิดกันหมด แต่บ้างก็ว่าไม่แน่หรอก เพราะขึ้นชื่อว่าป่าช้าเสียอย่าง ถึงจะไม่มีศพอยู่ในหลุม แต่กองฟอนหรือเถ้ากระดูกที่กระจายอยู่รอบเมรุน่ะเป็นประจักษ์พยานว่าเคยมีศพ ที่โดนเผามาไม่รู้ว่ากี่ร้อยกี่พันศพแล้ว

สงสัยจะมาอวดผีซะละมั้ง?

อยากมาทัศนาจ้อน…เอ๊ย! ทัศนาจรป่าช้าผีดิบกันค่ะ!

ฟังสาวสมัยใหม่พูดคุยกันเล่นเอาป้าเวียนหัวไปหมด เดี๋ยวก็ “เค้าอยากดูจังเงยง่ะ…ผีดุจริงๆ เหงอ?” เดี๋ยวก็ “ต๊าย! ขนลุกหมดล้าววว…” คนแก่ๆ อย่างป้าฟังแล้วพลอยขนลุกขนชัน จะบอกว่า “อย่ากระแดะนักเลย นังหนูเอ๊ย!” ก็คงไม่เข้าใจ “กระแดะ” แปลว่าอะไร?

เอ้า! หลานสาวมันโฆษณาสรรพคุณเอาไว้เยอะนี่ อยากดูนักก็จะพาไปดู เผื่อผีหนุ่มผีแก่ที่ยังไม่ได้ไปผุดไปเกิดจะได้ดูเด็กสาวสวยๆ อกพุ่งสะโพกผาย ก้นงอนๆ แก้เหงามั่ง

เสียงพูดแจ้วๆ แทบไม่หยุดปาก ป้านึกถึงผีๆ สางๆ อย่างช่วยไม่ได้…ถ้าผีมีจริง พวกผีผู้ชายไม่ว่าหนุ่มหรือแก่คงจะจ้องมองอกอวบๆ กับขาขาวๆ อวบอัดอล่องฉ่องของสองสาวชาวกรุงมั่งหรอกน่า….

จู่ๆ สายลมก็พัดฮือขึ้นมาจนยอดไม้ไหวซ่า เกิดเสียงเกรียวกราวบนหลังคาเล่นเอาป้าตกใจ…นึกถึงผีๆ ก็มา เลยรึไง? แต่มีเสียงพึ่บๆ พั่บๆ บาดใจ ก่อนที่สังกะสีเขรอะสนิมจะถูกลมหอบปลิวว่อนลงมาสองแผ่น เรียกเสียงวี้ดว้ายจากพวกสาวๆ ที่หน้าซีดหน้าเซียวไปตามๆ กัน

ความมืดโรยตัวลงมาอย่างรวดเร็ว ตกลงว่ากลับบ้านซะที แต่แป้งกับไผ่เหลียวไปมองข้างหลังไม่หยุดหย่อน ป้าถามว่ามองอะไรก็ถูกถามกลับว่า มีบ้านใกล้ๆ ป่าช้าด้วยเหรอฮ้า? ป้าส่ายหน้าบอกว่าไม่มีหรอก แต่สองสาวย่นคิ้ว หันไปชี้มือให้ป้าดู

“แล้วผู้ชายพวกนั้นมาจากไหนล่ะป้า? เค้าตามเรามาตั้งหลายคนแน่ะ”

ป้าหันไปมองแต่ไม่เห็นอะไร เลยได้แต่อ้าปากค้าง แข้งขาแข็งทื่อไปหมด เสียงแจ๋วๆ ดังอีกว่า…ป้าเห็นใช่มั้ย? ดูเซ่! เค้าเดินมาหาเราแล้วฮ่ะ!

คราวนี้ป้าตกใจจนพูดไม่ออก แต่จ้ำอ้าวไม่เหลียวหลัง เสียงหลานสาวร้องว่าพวกเธอแต่งตัวโป๊ๆ เรียกผี เลยโดนผีหลอกน่ะซี! เท่านั้นล่ะค่ะวิ่งกันตูดแป้น แซงป้าไปเลย! เฮ้อ..

นาฬิกาตาย

อย่านึกว่าไม่กล้านะครับ พวกผมทโมนไพรทั้งนั้น ขอบอก!

บ้าน เราอยู่ไม่ไกลกัน แถวกิ่งเพชร ซอยพญานาค เจริญผลตัดใหม่ ใกล้ๆ ที่เรียนดีด้วย เราสั่งผัดไทยมั่ง ต้มเนื้อวัวมั่ง…วันเกิดเหตุเราออกมานั่งที่ร้านกาแฟซอยหน้าบ้าน มาทั้งไอ้เคี้ยงผอมสูง ไอ้ปั่นตัวเตี้ยล่ำ ขาดไอ้ฮิมคนเดียว หายหัวไปไหนก็ไม่รู้มัน

ราวทุ่มเศษมันก็กระหืดกระหอบเข้ามาได้ ไอ้นี่สูงคล้ำล่ำสันตามแบบของหนุ่มมุสลิมส่วนใหญ่ หน้าหล่อตาคมจนสาวๆ สบตาเป็นต้องสะเทิ้นไปตามๆ กัน

เราด่ามันนิดหน่อย ชงเหล้าให้ พอดวดเข้าไปสองแก้วไอ้ฮิมก็ยื่นมือซ้ายให้ดูราวเพิ่งนึกขึ้นได้ ไอ้เคี้ยงกับไอ้ปั่นแซวว่าไอ้ฮิมผูกนาฬิกาแล้วโว้ย! มึงไปจิ๊กใครมา? ไอ้ฮิมส่ายหน้า แววตางุนงงพิกล บอกว่ากูเพิ่งเก็บได้หยกๆ ตอนลงจากสะพานหัวช้างนี่เอง

นึกเอะใจยังไงไม่รู้ ผมจ้องหน้ามันอย่างลืมตัว!

ผมเป็นเด็กช่างกล ปทุมวัน เพื่อนฝูงเยอะแยะ ที่ซี้กันก็มีไอ้ฮิม ไอ้ปั่น และไอ้เคี้ยง อุปนิสัยห่ามห้าวพอๆ กัน เลิกเรียนก็ออกเที่ยวซ่อกๆ จนติดเป็นนิสัยแล้ว พ่อแม่ห้ามจนเลิกห้ามเพราะอ่อนอกอ่อนใจไปเอง

มารู้ว่าทำบาปหนักต้องชดใช้เอาตอนมีลูกนี่แหละครับ!

อัน ที่จริงก็ไม่เสียหายอะไรนัก นานๆ ก๊งกันที หลีสาวมั่งพอหอมปากหอมคอ พ่อผมใจดี หรือจะห้ามไม่ไหวเลยยุส่งก็ไม่รู้ บอกว่าชวนเพื่อนมากินเหล้ากับพ่อได้เลยนะ

คุณพระช่วย! ใบหน้าคล้ำๆ ของไอ้ฮิมบิดเบี้ยวเหยเกเหมือนกำลังเจ็บปวดสาหัส หรือไม่ก็เป็นใบหน้าคนอื่นที่ผมไม่เคยรู้จักมักจี่มาก่อนเลย

“ไอ้ ฮิม!” ผมอุทาน อ้าปากค้าง มันหันขวับมามอง… หน้าตาก็คือไอ้ฮิมคนเดิม จะว่าเหล้าทำพิษก็คงไม่ใช่แน่ๆ เพราะเพิ่งซดกันได้ไม่นาน แต่ไอ้ฮิมกลับลูบคลำนาฬิกาเรือนเหล็กที่ข้อมือมันอย่างใจลอย

“ข้าใส่ ได้พอดีเป๊ะ ยังกะเจ้าของมันหุ่นเดียวกับข้าเลย แต่มันคันข้อมือแปลกๆ เดี๋ยวบีบเดี๋ยวคลายพิลึก” ไอ้ฮิมบ่นก่อนจะตาเหลือก ร้องลั่น “เฮ้ย! มันบีบข้อมือข้าอีกแล้ว”

ไอ้เคี้ยงหน้าแดงก่ำ ยื่นมือออกไปทันที “ไหนให้กูลองหน่อย ถอดมาเลย”

เชื่อ ไหมครับ ไอ้ฮิมถอดไม่ออก ตอนแรกนึกว่าแกล้งทำ แต่หน้าตามันซีดเซียวจริงๆ ไอ้เคี้ยงช่วยแกะตะขอก็แกะไม่หลุด ไอ้ปั่นช่วยอีกคนก็ไม่สำเร็จ ตายล่ะซี…เราชักงงว่าเกิดอะไรขึ้นแน่? คว้าเหล้ามาซดก่อนลงมือ อีกครั้ง คราวนี้ผมบอกจะช่วยอีกคน

พ่อ อธิบายสาเหตุให้ฟังง่ายๆ ผมนิ่งอึ้ง…อาจจะเป็นไปได้ แต่ทำไมผมถอดไม่ออกล่ะ พอบอกเรื่องนี้พ่อก็ส่ายหน้า…ลองถอดให้ดูซิ! ให้ดิ้นตายเถอะ…มันหลุดออกมาอย่างง่ายดาย!

รุ่งขึ้น นาฬิกานรกนั่นเกาะข้อมือผมแน่นเชียว…คราวนี้ไม่ยอมปริปาก รีบแต่งตัวไปเรียน ออกจากซอยเลี้ยวซ้ายเข้าถนนพญานาค เลี้ยวขวาผ่านโรงแรมเอเชีย เดินใจลอยไปถึงเชิงสะพานหัวช้าง…ไอ้ฮิมมันบอกว่าเก็บนาฬิกาได้แถวนี้แหละ

ยัง ไม่ทันจะขยับมือ นาฬิกาเรือนเหล็กก็คลายแกร๊ก… ร่วงผล็อยลงสู่พื้นดิน พลิกหงายขึ้นวูบวาบราวจะจ้องมองยิ้มๆ ผมขนหัวลุกซ่า กระโดดโหยงขึ้นสะพานทันใด…ขอให้สวรรค์จงคุ้มครองคนที่จะเก็บมันได้ก็แล้ว กันครับ!

เราไม่ทันขยับ สายนาฬิกาก็หลุดออกมาห้อยที่ข้อมือไอ้ฮิม สะดุ้งเฮือกไปตามๆ กัน มันรีบส่งให้ไอ้เคี้ยงมือไม้สั่น ไอ้นั่นเม้มปากแล้วคว้ามาสวมฉับ…กดปุ่มทันที!

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อครับ ไอ้เคี้ยงใส่นาฬิกาประหลาดเรือนนั้นได้เหมาะเจาะ พอดิบพอดี ทั้งๆ ที่ข้อมือมันเล็กกว่าไอ้ฮิมตั้งพะเรอ

“สวยดีโว้ย” มันยังไม่เอะใจ “ขอกูเถอะ”

“เอาไปเลย” ไอ้ฮิมซดเหล้าฮวบ “เมื่อตะกี๊กูขนลุกหมด นึกว่าผีหลอก

ไอ้ เคี้ยงหัวเราะร่า แต่ฉับพลันก็หน้าเหยเก ร้องโอยๆ ช่วยแกะนาฬิกาผีสิงนี่ออกที…มันทั้งตะปบทั้งควักยุ่งไปหมด ดูๆ แล้วก็เหมือนลิงกินกะปิ ผมอดหัวเราะไม่ได้ เอื้อมไปแกะมันก็หลุดออกอย่างง่ายดาย พอหันไปหาไอ้ปั่นมันก็ผงะหน้า…กูไม่เอานะ! “งั้นกูเอาเอง!” ผมโพล่งเพราะอยากลองดี ผีสางอะไร…อุปาทานทั้งนั้นเลย คืน นั้นผมถอดนาฬิกาวางไว้หัวเตียง หลับสนิทเพราะพิษเหล้า…ฝันอะไรแปลกๆ เห็นโน่นเห็นนี่วูบๆ วาบๆ พิลึก จากเรื่องนี้ไปเรื่องนั้น…แต่ที่แน่ๆ คือเห็นคนตัวดำๆ หน้าตาน่ากลัว ชูมือให้เห็นนาฬิกาเรือนเหล็กขาววับ…ขาวจนแสบตา เจ็บแปล๊บไปถึงหัวใจจนสะดุ้งตื่น

ลุกพรวดมาเปิดไฟหัวเตียง ไม่มีนาฬิกาบนโต๊ะ…มันอยู่ที่ข้อมือผมน่ะเอง!

ผม ร้องเอะอะโวยวายจนพ่อมาเคาะประตู บอกตรงๆ ว่าผมกลัวจนพูดไม่ออก หัวใจเต็นโครมๆ หมาหอนโจ๋วไปทั้งซอย กว่าจะเล่าให้พ่อฟังได้ก็เสียเวลาตั้งนาน

“แกใส่มันนอนน่ะซี แล้วดันลืม นึกว่าถอดออกแล้ว”

ผีม่านหมอก

แสงไฟเริ่มเรืองรองขึ้นมาแล้ว ผมเดินไปที่คิวตุ๊กตุ๊ก ก็เห็นลุงหมาดกำลังคุยกับเพื่อนร่วมอาชีพ พอเห็นผมก็ปราดมาหา ผมขึ้นรถได้ก็เอนหลัง ถอนใจ…ลางไม่ค่อยดีแฮะ

สักพักนึกเอะใจก็เหลียวซ้ายแลขวา เอ๊ะ! ผ่านหน้ากรมสรรพสามิตไปทางวัดไพรงามนี่นา! ลุงหมาดเล่นตลกอะไรไม่ทราบ ร้องถามว่า…ลุงจะไปไหนน่ะ?

“อ้าว?” แกร้อง เงยหน้ามองผมทางกระจกหลัง “ตายห่…ขอโทษทีคุณ”

ความเร็วของรถทำให้เลี้ยวเข้าซอยคับแคบเหลือเชื่อไปแล้ว ขนาดครือๆ กับรถตุ๊กตุ๊กก็ว่าได้ แท็กซี่หมดสิทธิ์เข้า จะถอยก็สายเกินไปเพราะมีมอเตอร์ไซค์แล่นตามหลังมาติดๆ อาศัยว่าลุงหมาดขับรถหากินย่านนั้นมาหลายปี แกเลยขับต่อไปเรื่อยๆ พลางร้องบอกผมว่า…เดี๋ยวจะไปกลับรถข้างใน

ผีหลอก มักมีลางบอกเหตุล่วงหน้า เช่นอ่อนเปลี้ยเพลียแรงบ้าง จู่ๆ ก็เกิดปวดหัวตัวร้อนบ้าง ส่วนมากมักจะหงุดหงิด อารมณ์เสียง่ายๆ จิตใจฟุ้งซ่าน ขุ่นมัว ขาดสติ ถือว่าเป็นลางไม่ดี ทำให้ลมปราณแตก แยก วิญญาณต่างๆ ก็จะปรากฏให้เห็นง่ายที่สุด

ผมเคยประสบกับตัวเองมาแล้วครับ!

วันเสาร์อาทิตย์หยุดงาน ผมชอบเดินออกจากบ้านในซอยเล็กๆ ริมถนนพระราม 5 ตรงข้ามวัดน้อยนพคุณ เลี้ยวซ้ายมาทางราชวัตร ส่วนมากจะไปซื้อผลไม้ นมขวดและโยเกิร์ตกับหนังสือพิมพ์กรอบบ่าย ค่อนข้างพะรุงพะรังเอาการ เลยต้องเรียกตุ๊กตุ๊ก ไปส่งบ้าน

เมื่อต้นปีผมนั่งรถลุงหมาดบ่อยๆ จนกลายเป็นขาประจำกันไปเลย

ลุงหมาดอายุราวห้าสิบเศษ ผอมสูงผิวดำ ตาดุแต่อัธยาศัยดี พอขึ้นรถก็บึ่งไปทางสี่แยกเพื่อเลี้ยวขวาทันที ไม่ต้องบอกทางกันละเพราะส่งกันบ่อยๆ จนแกจำบ้านผมได้แล้ว

จนกระทั่งวันขนหัวลุก!

ฟ้าครึ้มมาตั้งแต่บ่าย แดดหุบโดยไม่มีทีท่าว่าจะโผล่ ดูคล้ายฝนจะตกแต่ก็ไม่ตกซักที ผมนึกได้ว่ารุ่งขึ้นเป็นวันจันทร์ เลยหยิบร่มเดินออกจากบ้านตอนเย็น กะจะรีบไปรีบกลับ

แวะร้านเครื่องเขียนหรูหราใกล้สี่แยก เข้าไปขอเติมหมึก (100 บาท) สาวสวยคนขายกำลังยืนเม้าธ์กับเพื่อนเพลิน หันมาบอกอย่างรำคาญว่า…ช้าหน่อยนะ กว่าจะได้ก็เย็นๆ

พูดเสร็จก็หันไปคุยกับเพื่อนต่อทันที ผมถามว่าเย็นไหน? เพราะตอนนี้ก็หกโมงเย็นแล้ว! เย็นนี้หรือเย็นพรุ่งนี้? เธอคงนึกได้เลยหันมาทำหน้าแหยๆ บอกว่าพรุ่งนี้ค่อยมาใหม่แล้วกัน! ผมอารมณ์บูดทันใดบอกว่าซื้อของที่นี่มาหลายปีแล้ว เพิ่งเคยได้ยินคนค้าขายพูดจาแบบนี้

“อย่ามาขายเครื่องเขียนเลยหนู ไปขายเครื่องเคราอย่างอื่นเถอะ”

แล้วผมก็ออกจากร้านทันที หน้าตาร้อนวูบวาบไปหมด คิดอีกทีก็ไม่น่าจะไปว่าแกแรงๆ แบบนั้น แต่ก็อย่างที่ว่า…ก่อนพูดเราเป็นนาย พูดไปแล้วคำพูดก็เป็นนายเรา!

พอไปซื้อที่เซเว่นก็เจออีก กำลังหิ้วถุงออกจากร้าน พอดีเห็นไฟฉายน่ารักแต่ป้ายบอกราคาตัวนิดเดียว แถมเลอะ เทอะอีกด้วย เลยหยิบให้สาวคนขายดู ถามว่าราคาเท่าไหร่? เธอดูๆ แล้วหันไปร้องลั่นร้านว่า…เฮ้ย! ไฟฉายนี่ราคาเท่าไหร่วะ?

ผมยั้งปากไม่อยู่ก็ร้องสวนไปว่า…ไม่รู้เหมือนกันโว้ย!

เธอหัวเราะกิ๊กกั๊ก คนอื่นๆ หันมามอง เพื่อนคว้าไปดูแล้วบอกราคา ผมสั่นหน้า…ไม่ซื้อว่ะ! ก่อนจะผลักประตูออกก็ได้ยินเสียงเหมือนเปิดเทป…วันหลังเชิญใหม่นะคะ!

ว่าแต่วันนี้เป็นอะไรหนอ…

ต้นโพธิ์ใหญ่ยืนทะมึนอยู่ตรงหน้าพอดี!

ท่าทางจะเป็นซอยตัน แต่โชเฟอร์หมาดหักซ้ายวูบแล�วเลี้ยวขวาอีกที…ชะลอรถให้มอเตอร์ไซค์แซงหน้าไป ก่อนจะเลี้ยวรถกลับ

สรรพสิ่งเงียบเชียบและเยือกเย็น ทั้งๆ ที่เพิ่งจะพลบค่ำไปไม่นาน…

ยอดโพธิ์พลิกใบล้อลม บางทีก็ส่งเสียงซู่ซ่าน่าใจหาย…ปรากฏว่าลุงหมาดหาทางกลับไม่เจอ เลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาตันไปหมด ร้องแต่ว่าเอาละวะ! แล้วตัดสินใจบึ่งไปข้างหน้าจนทะลุซอยใหญ่ตรงข้ามสถานีรถไฟสามเสน ซิกแซ็กมาจนถึงกองขยะท่วมหัวที่มีทางเข้าบ้านผมได้…เรียกว่าซอยฟักไข่

เมือถึงจุดหมาย ผมเลยให้แกไป 50 บาท ถือว่าเป็นค่าทิป 20 บาท

ลุงหมาดยกมือท่วมหัว บอกว่ามีอะไรดลใจให้ผมไปผิดทางก็ไม่ทราบ? จู่ๆ ก็ดันไปทางขวาแทนที่จะเป็นทางซ้าย แถมเลี้ยวเข้าไปในซอยแคบสุดๆ นั่นได้ยังไงก็ไม่รู้…สงสัยว่าผีบังตาจนแกเลี้ยวเข้าซอยเปลี่ยวใจ?

ข้างผมนึกถึงลางสังหรณ์ของตัวเอง ก็ได้แต่นึกอยู่ว่า…มิน่าล่ะ!

ผีในบ่อ

บ้านของบิ๊กมีบรรยากาศของชนบท เป็นบ้านเก่าครึ่งตึกครึ่งไม้หลังใหญ่โตอยู่ในพื้นที่หลายไร่ที่มีแต่ต้นไม้ เยอะแยะ อย่างมะม่วง ชมพู่ มะขาม ขนุนและพืชผักสวนครัวอีกมากมาย ที่ท้ายสวนที่สระน้ำกว้างขวางพอที่จะพายเรือเล่นได้สบาย วันตายของคุณยายของเพื่อนปุ้ยแทน พวกเราร่วมสิบคนจึงยกโขยงกันไปช่วยงานศพที่นครสวรรค์ อันเป็นบ้านเกิดของเจ้าบิ๊ก หลานชายคุณยายผู้วายชนม์นั่นเอง

เจ้าภาพตั้งศพไว้ที่บ้านจนกว่าจะถึงวันกระทำพิธีฌาปนกิจค่ะ!

ในสระมีบัวสีชมพูด้วยค่ะ สวยมากๆ

วันเกิดเหตุจำได้ว่าเป็นวันจันทร์ที่ 24 ธันวาคม อากาศที่อบอ้าวมานานเริ่มเย็นสบายทั้งวัน ปุ้ยชอบบรรยากาศแบบนี้จริงๆ เลย

ตอนเย็นราวๆ เกือบหกโมงเย็น พวกเด็กๆ ที่ตามผู้ใหญ่มางานศพคุณยายก็เล่นกันสนุกสนาน เล่นอะไรก็ไม่เล่น…ดูเถอะ ดันมาเล่นซ่อนแอบ! แต่จะว่าไปแล้วมันก็น่าเล่นนะคะเพราะต้นไม้เยอะ บางคนปีนขึ้นไปหลบบนต้นมะขาม บางคนซ่อนตัวอยู่ตามพุ่มดอกเข็ม เล่นแบบไม่กลัวผีลักซ่อนค่ะ!

พวกผู้ใหญ่บอกให้ไปตามกันกลับมาเถอะ มืดค่ำแล้ว เดี๋ยวจะตกน้ำตกท่ากันซะ พวกเรานักศึกษาจึงพากันไปตามเก็บเด็กๆ แสนซนเหล่านั้น

ปุ้ยเห็นเพื่อนๆ ต้อนมาได้หลายคน แต่ปุ้ยยังกังวลเลยเดินไปทางสระน้ำ

เสียงเทียบเวลาหกโมงเย็น และเพลงเคารพธงชาติแว่วมาแต่ไกล บรรยากาศสลัวลงอย่างรวดเร็วแต่ยังพอมองเห็นอะไรได้ชัดเจนอยู่ ปุ้ยเห็นเด็กคนหนึ่งนั่งเงียบๆ อยู่ใต้กอไผ่ แกอายุราว 6-7 ขวบ นุ่งกางเกงนักเรียนสีกากี ไม่ใส่เสื้อ ไม่ใส่รองเท้า ผมเกรียนเห็นหัวทุยน่ารัก…

“ไอ้อู๋! อย่ากวนพี่เขานะ กลับไปอยู่ในที่ของแกเดี๋ยวนี้!”

ไม่ต้องรอดูอะไรแล้วค่ะ ปุ้ยรีบลุกขึ้นวิ่งแน่บ หลับหูหลับตาวิ่งอย่างเดียว จนมีคนมาจับตัวกอดไว้และเขย่าแรงๆ ปุ้ยถึงได้สติ ใครต่อใครเข้ามากลุ้มรุมถามเสียงแซดว่าปุ้ยเป็นอะไร? เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือเปล่า?

ปุ้ยก็เล่าให้พวกเขาฟัง…

ในที่สุดปุ้ยก็รู้ว่า เด็กอู๋เป็นลูกคนงานของคุณยาย แกตกน้ำตายเมื่อปีก่อนนี่เอง!

ส่วนเสียงหญิงชราที่มาช่วยปุ้ย จะเป็นใครไปไม่ได้ ทุกคนเชื่อตรงกันทั้งนั้นว่าเป็นคุณยายของบิ๊กนั่นเองค่ะ

อย่างไรก็ตาม ปุ้ยอยู่ช่วยจนเผาศพคุณยายเรียบร้อย แต่ต้องนอนกันเป็นกลุ่มเป็นก้อนนะคะ เพราะบอกตรงๆ อย่างกล้าหาญเลยว่า…พวกเรากลัวผีค่ะ! บรื๋อออ….

สะดุดตาตรงที่ผิวแกดำมากนะคะ ดำจนดูมืดไปเลย!

ปุ้ยเดินเข้าไปนั่งข้างๆ แกแล้วถามว่า “มานั่งที่นี่ทำไมคะ ใกล้มืดค่ำแล้ว กลับไปที่งานกับพี่ดีกว่านะ”

ลมเย็นๆ พัดวูบ ยอดไม้สะบัดกิ่งใบเกรียวกราว ทำให้บรรยากาศยิ่งดูเยือกเย็น ชวนให้วังเวงบอกไม่ถูก รู้สึกหวาดระแวง ไม่ไว้ใจสรรพสิ่งที่อยู่รอบๆ ตัวเอาซะเลย

ทันใดนั้นเอง!

เด็กน้อยหันมามองหน้าปุ้ยเชื่องช้า…บอกตรงๆ ว่าเล่นเอาปุ้ยขนลุกซ่าไปทั้งตัว เพราะอาการหันหัวของแกดูแปลกๆ เด็กน้อยหน้าคว่ำ ตาคว่ำ…แวบหนึ่ง ปุ้ยเห็นตาแกขาวโพลนไม่มีตาดำแต่พอปุ้ยกะพริบตา แกก็ดูเป็นปกติค่ะ

“อยากกลับบ้าน…? เสียงแกแหบโหยพิกล…คุณพระช่วย! ปุ้ยเพิ่งสังเกตว่าผิวแกน่ะไม่ได้ดำแบบผิวคนธรรมดาหรอกค่ะ แต่มันเป็นสีม่วงคล้ำ ช้ำเป็นจ้ำๆ ริมฝีปากของแกก็เข้มจนเกือบดำสนิท

ปุ้ยใจหายวาบ เด็กนี่ไม่ใช่คนแน่แล้ว!

ฉับพลันที่คิดอย่างนี้ แกก็ทำท่ากางมือจะโผเข้ามาหาปุ้ย…

ทันใดนั้น มีเสียงผู้หญิงแก่ๆ ดังมาจากไหนไม่รู้

สยองสุดๆ

เรื่องสยองขวัญสุดขีดในชีวิตผมเกิดขึ้นเมื่อคืนวันอังคารที่ 18 ธันวาคมหยกๆ นี่เอง! คืนนั้นเจ้าหมงนัดแนะผมไปกินบุฟเฟต์ที่ห้องระเบียงทอง โรงแรมนารายณ์ สาเหตุคือเพื่อนถูกเลขท้าย 2 ตัว 72 ถึง 3 ใบ รับทรัพย์เหนาะๆ เกือบหกพันบาท แต่วันหวยออกงวดวันที่ 16 ตรงกับวันอาทิตย์ ได้เงินวันจันทร์ วันต่อมาก็นัดเลี้ยงเพื่อนซี้กันให้อร่อยปากลิ้น ข้อสำคัญคือเจ้าหมงทำงานอยู่สาทร ส่วนผมอยู่สีลมก็เลยนัดพบกันที่นั่น ห้องบุฟเฟต์เปิดหกโมงเย็น แต่เราไปจ๊ะเอ๋กันอีตอนผลักประตูกระจกแล้วจะเลี้ยวขวาขึ้นบันไดไปชั้นสอง แขกเริ่มทยอยกันมา เราได้ที่นั่งโต๊ะละสองคนข้างเคาน์เตอร์ของหวาน…แต่ตรงข้ามกับตู้โชว์เหล้าเบียร์พอดี สรุปว่าที่นั่นราคาเป็นกันเองคือหัวละ 700 บาท ไม่มีบวกกับบวกให้รุงรัง อาหารเด็ด คือหูฉลามกับปูม้านึ่ง ส่วนอาหารไทย จีน ฝรั่ง ญี่ปุ่นต้องถือว่าครบครัน…เราสั่งเบียร์มาล้างคอก่อนอื่นกะจ้อกันสารพัดเรื่อง เดี๋ยวๆ ก็ชวนกันลุกไปตักอาหารซะที สลับกับการมองดูเอ๊าะๆ ที่เพิ่งเดินเข้ามา หรือบิดสะโพกแด๊ะๆ ไปตักอาหารรอบใหม่ สาเหตุสำคัญก็เพราะคุณเธอนุ่งขาสั้นจุ๊ดจู๋ บางคนยังเดาะชุดกางเกงยืดสีสวยๆ โอ้อวดขาอ่อนขาวอล่องฉ่อง เข้าตำราสูงยาวเข่าดีเป๊ะ ส่วนสาวสวยที่นุ่งกระโปรงสั้นเต่อ แถมคับปึ๋งชนิดตอนก้มลงมองอาหารน่ะ…แหม! ชายกระโปรงถลกขึ้นไปหวิดถึงซับใน แล้วผ้าผ่อนแสนคับซะปานนั้น ใครเห็นเข้ามีหวังบังเกิดตาทิพย์มองทะลุเข้าไปชนิดถึงไหนเป็นถึงกัน! เฮ้อ… เดี๋ยวเจ้าหมงสะกิดผม เดี๋ยวผมทำสัญญาณให้หันมอง เพลิดเพลินเจริญใจไม่รู้ว่ากี่สิบครั้ง บางสาวก็ขยันเดินผ่านเราไม่หยุดหย่อน…เล่นเอาดวดเบียร์กันเหมือนซดน้ำเปล่างั้น แหละเอ้า! สรุปว่ามื้อนั้นครึกครื้นกำลังดีตอนที่ลงมายืนรอแท็กซี่กลับบ้านน่ะ นักท่องเที่ยวขวักไขว่อยู่ในแสงไฟส่องสว่าง ส่วนมากเป็นฝรั่ง รองลงมาคือจีนกับญี่ปุ่น…ขอให้มาเที่ยวบ้านเรากันเยอะๆ เถอะน่า ต้อนรับเขาดีๆ พวกนี้เอาเงินทองมาให้เรากันทั้งนั้น แต่เรากำลังมีปัญหา…แท็กซี่ไม่ยอมรับคนไทยจริงๆ ย่านนี้น่ะ! ขนาดเปิดไฟ “ว่าง” สว่างโร่ แต่ขับผ่านเราหน้าตาเฉย พอฝรั่งโบกมือถัดไปดันจอดเฉยเลย หลายๆ คันก็มีต่อรองเพราะคงเคยมาเมืองไทย กับคนที่หาข้อมูลมาดิบดี แต่สำหรับเราน่ะมีจอดถามจุดหมาย 2-3 คัน พอบอกว่าไปเมืองทอง แจ้งวัฒนะ คุณพี่ตบเกียร์ผาง บึ่งผ่านไม่แยแส นึกถึงคำประกาศของตำรวจว่า…แท็กซี่ว่างที่ไม่ยอมรับผู้โดยสารย่อมมีความผิดตามกฎหมายตั้งแต่ 1 ตุลาคมเป็นต้นไป…อยากจะหัวเราะให้มันชักดิ้นชักงอตายไปเลย รอขาแข็งราวครึ่งชั่วโมง แท็กซี่ว่างก็โฉบเข้ามา เจ้าหมงยัวะสุดขีด ชะโงกหน้าผ่านกระจกเข้าไป…แจ้งวัฒนะ! ไปไหมวะ? คนขับหนุ่มใหญ่หัวเราะคึ่กๆ ก่อนตอบ…ไปครับเจ้านาย! เฮ้อ! โล่งอกไปที…เราเอนหลังคุยกันถึงเรื่องมักง่าย ซี้ซั้ว แก้ปัญหาแบบขอไปทีเป็นประจำ ตั้งแต่คำถามว่าจะจับคนซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ไม่ใส่หมวกกันน็อก…คราวนี้ก็ลอยลมอีกแล้ว มัวแต่ฝอยกันจนไม่ได้ดูทาง มาเห็นแว่บๆ อีกทีก็เข้าแจ้งวัฒนะแล้ว มีเสียงร้องเฮ้ย! รถกระบะคันหน้าคล้ายจะพุ่งเข้าใส่ ขยายใหญ่มหึมา รถเราหักวูบพุ่งเข้าใส่เสาไฟฟ้าแทบมองไม่ทัน! สีเขียวๆ แดงๆ กระจายพรึ่บเต็มหน้า หัวใจผมคงหยุดเต้นตั้งแต่ได้ยินเสียงโครมสนั่นนั่นแล้ว…โลกทั้งโลกแตกกระจาย ความรู้สึกดับวูบไปพักใหญ่ ก่อนจะโงหัวขึ้นมานั่งจ้องมองมึนงง…เออ! รอดตายแฮะ! หันไปเห็นเจ้าหมงยักแย่ยักยันลุกขึ้นมายืน เดินโซเซมาฉุดผมลุกขึ้นได้สำเร็จ ไม่มีซากแท็กซี่ ไม่มีคนขับ ไม่มีใครไหนอื่นเลย นอก จากรถราบางตาที่ผ่านไปมารวดเร็ว…นี่ไงครับที่ผมบอกว่าถ้าโดนผีหลอกคนเดียวแล้วเอามาเล่า รับรองว่าไม่มีใครเชื่อเด็ดขาด ส่วนเหตุการณ์อุบาทว์นี่จะเกิดจากอะไรผมไม่ทราบจริงๆ แค่นี้ก็ขนหัวลุกแล้วครับ!