เรื่องลี้ลับ

15 entries have been tagged with เรื่องลี้ลับ.

การเดินทางสู่โลกหน้า

ราวห้าโมงเย็น สองพ่อลูกตัดสินใจหิ้วกระเป๋าเสื้อผ้าคนละใบ เดินออกจากซอยแยกเลี้ยวซ้ายตามถนนของซอย 5 วิภาวดี…ลุยน้ำเกือบสะเอวไปได้เชื่องช้า ไม่อยากห่วงหน้าพะวงหลังให้ยุ่งยากใจ…คนรับใช้เก่าแก่ซึ่งเปรียบเสมือนแม่ บ้านของเราก็เป็นคนไว้เนื้อเชื่อใจได้เพราะอยู่กันมาเกือบยี่สิบปีแล้ว

“คุณไปเถอะค่ะ หนูจะเฝ้าบ้านเอง ถึงอยู่คนเดียวก็ไม่กลัว”

แต่ ผมกลับกลัวว่าเราจะไปถึงขนส่งหมอชิตไม่ทัน ไหนจะเคลื่อนที่ได้ช้า ไหนจะกังวลว่ารถทหารที่มาช่วยเหลือประชาชนยามนี้จะทิ้งระยะห่างแค่ไหน? กับจะมีที่ว่างให้เราเบียดเสียดขึ้นไปปักหลักได้หรือเปล่า? ยามเย็นของฤดูหนาวมืดครึ้มลงอย่างรวดเร็ว

มองเห็นแสงไฟจากร้านค้าด้านซ้ายอยู่ลิบๆ พร้อมกับเสียงจ๋อมๆ ตามหลังมา

คง ไม่ได้มีแต่เราเท่านั้นหรอกที่ต้องลุยน้ำออกไปรอรถทหาร ผู้ชายผมขาวโพลนพอๆ กับผม หน้าตาดูคุ้นๆ ก็อาจจะไปสถานีขนส่งเพื่อหนีน้ำไปต่างจังหวัดไกลๆ เหมือนกัน

ผ่านหน้าช่อง 7 เลี้ยวซ้ายไปยังต้นทางรถไฟฟ้าใต้ดิน ชายผอมสูงผมขาวก็ยังเดินตามมาใกล้ๆ น้ำลดลงนิดหน่อย…ผมหยุดถอนใจยาวที่ริมถนนพหลโยธิน หันไปมอง ข้างหลังก็ไม่เห็นชายผมขาวผู้นั้นแล้ว

“พ่อตาฝาดละมั้ง?” ลูกชายหัวเราะเมื่อผมเล่าเรื่องนี้ให้ฟัง “ลุงเพิ่มผมขาวน่ะแกหัวใจวายเพราะเครียดเรื่องน้ำท่วมมาตั้งแต่เมื่อเย็นวาน นี้แล้วนี่นา!”

ผมอยู่ซอยยาสูบ 1 ถนนซูเปอร์ไฮเวย์ ใกล้ๆ กับไทยรัฐ จนเปลี่ยนมาเป็นซอย 5 ถนนวิภาวดีรังสิต เบ็ดเสร็จอยู่มาสี่สิบกว่าปี ตั้งแต่วัยรุ่นจนกลายวัยไม้ใกล้ฝังในปัจจุบัน

วันเสาร์ที่ 6 ตอนเย็น หลานสาววัยสิบขวบที่รอรับแม่ที่เพิ่งกลับจากที่ทำงานใกล้วัดสุทัศน์ วิ่งเข้ามาบอกว่ามีน้ำไหลเข้ามาในซอยแยกราวตาตุ่ม แต่ผมกับลูกจ้างเก่าแก่ช่วยกันขนหนังสือหนังหากับเอกสารต่างๆ ขึ้นโต๊ะบ้าง กองกับยกพื้นข้างโรงรถบ้าง เพื่อนบ้านแวะมาคุยกันเรื่องน้ำท่วมที่เข้าดอนเมืองแล้ว ทุกคนยังมองในแง่ดีว่าคงไม่เข้ามาถึงหมู่บ้านเรา

ราวสองทุ่มครึ่งลูกชายคนโตก็ขับรถปิกอัพกลับจากสำนักงานแถวสี่พระยา ส่วนลูกชายคนเล็กไม่ต้องไปทำงานที่บางบัวทองเพราะบริษัทปิด…หลานเล่นคอมพ์ พ่อ แม่ดูทีวี ส่วนผมขึ้นห้องนอนชั้นบน อ่านหนังสือให้สบายใจไม่ต้องคิดมาก

รุ่งขึ้นก่อนเช้ามืด มหาภัยก็จู่โจมเข้าเล่นงานฉับพลันทันใด!

สายน้ำหลั่งไหลเข้ามาเหมือนน้ำตก สนามเจิ่งนองจนถึงโรงรถ หนังสือกองใหญ่นับสิบๆ กองชุ่มโชก กระจัด กระจาย ก่อนที่น้ำจะทะลักเข้าตัวบ้านเหมือนเล่นกล

จากหน้าแข้งถึงเข่า แล้วสูงขึ้นเรื่อยๆ จนพวกเราต้องตัดสินใจเดี๋ยวนั้นเอง

รีบขนหนังสือที่เหลือกับยกทีวีกับคอมพิวเตอร์ขึ้นชั้นบน ลูกชายคนโตกับลูกเมียช่วยกันเก็บเสื้อผ้ากับข้าวของจำเป็น มุ่งหน้าไปอาศัยบ้านพ่อตาแม่ยายที่เมืองนนท์ ผมกับลูกชายคนเล็กจะไปเช่าโรงแรมต่างจังหวัดอยู่ชั่วคราว

เชื่อไหมครับว่าโรงแรมทุกจังหวัดในภาคกลางเต็มทั้งหมด ไม่ว่าชลบุรี ระยอง แม้แต่จันทบุรีก็เต็มทั้งนั้น…เราไปได้โรงแรมถึงเชียงรายโน่น ผมสั่งจองห้องหนึ่งสัปดาห์ทันที ถ้าน้ำลดก็กลับ แต่ถ้ายังก็จะเช่าต่อคราวละสัปดาห์เรื่อยไป!

เจ้าคนเล็กทำหน้าที่โทร.ไปจองที่นั่งรถทัวร์ ปรากฏว่าได้เที่ยว 20.30 น.

ปัญหาที่ทำให้งุนงงยิ่งกว่านั้นก็คือ…เราจะออกจากบ้านได้ยังไง?

หมู่บ้านถูกสายน้ำล้อมกรอบไว้ทั้งหมด ตั้งแต่ซอย 3 จนถึงซอย 5 รถแท็กซี่กับมอเตอร์ไซค์อย่าไปฝัน ตอนนั้นบ่ายสามโมงแล้ว ลูกชายคนโตอพยพลูกเมียออกไปแต่เช้า ระดับน้ำสูงขึ้นทุกที…จนมาหยุดอยู่เกือบถึงสะเอว

เราพยายามหาทางออกทางด้านหลัง เลี้ยวขวาไปทางสถานีทีวีช่อง 7 จากนั้นคงต้องโบกรถยีเอ็มซีของทหารไปขนส่งหมอชิตก่อนเวลาให้ได้ ปัญหาคือเราจะไปที่นั่นได้ ยังไง

“ลุยน้ำไปกันซีพ่อ!”

ลูกชายโพล่ง ผมเกือบจะดุว่าพูดบ้าๆ แต่เมื่อนึกถึงความจริงแสนสาหัสที่ต้องเจอะเจอก็ได้แต่กลืนน้ำลาย

 

การพนันเมืองผีโหง

จู่ๆ ก็มีเสียงดังขึ้นใกล้ๆ เล่นเอาหวิดสะดุ้ง หันไปเห็นสาวผมยาวในชุดสีดำ แสงสลัวและวูบวาบจากจอทำให้เห็นใบหน้าสะสวยพอใช้ อายุมากกว่าผมนิดหน่อย กำลังนั่งข้างๆ พร้อมกับชะโงกหน้ามายิ้ม นัยน์ตาเป็น ประกาย…อดสงสัยไม่ได้ว่าเธอเข้ามาหาผมจากตรง ไหนกัน?

ขณะที่ผมกำลัง อึกอัก เธอก็ยิ้มมุมปาก เอื้อมมือมาวางบนโคนขาผมพลางบีบเบาๆ ก่อนจะเลื่อนขึ้นมาช้าๆ แล้วก็เอนศีรษะอิงไหล่ผมจนได้กลิ่นกรุ่นจากสาบสาว ทำให้ผมใจเต้นแรงกว่าเดิม

รู้อยู่เต็มอกว่าเธอเป็นผู้หญิงอย่างว่า มาคอยล่าเหยื่อในโรงหนัง พวกเพื่อนๆ เคยเล่าให้ฟังมาแล้ว ผมเคยเห็นก็จริง แต่ยังไม่เคยโดนจู่โจมจนถึงตัวอย่างนี้มาก่อนเลย

ด้วยความที่ไม่อยาก ให้เธอว่าตัวเองคือไก่อ่อน ทำให้ผมนั่งเฉยราวกับเจนจัดมามาก เธอชมว่าผมรูปหล่อ อยากมีแฟนหน้าตาอย่างนี้…ก่อนจะลงเอยว่าเราไปหาความสุขกันดีกว่า!

ผมทำเป็นใจกับภาพพิศวาสในจอ ถามยิ้มๆ ว่าไม่คิดเงินใช่มั้ย?

เธอทำท่าออเซาะ บอกว่าขอสองร้อยเอง ผมนิ่ง แต่ใจเต้นแรงยิ่งขึ้นเมื่อเธอใช้มือกระตุ้นอารมณ์ชายอย่างช่ำชอง

ใน ที่สุดเธอบอกว่าร้อยเดียวก็ได้ แล้วจัดการกับซิปกางเกงผม ผมรีบปัดมือเธอออก เธอพึมพำว่างั้นก็ไปห้องน้ำ แล้วออกเดินนำหน้าผมที่ลุกเดินตามไปอย่างว่าง่าย…ในตัวผมมีเงินอยู่ร้อย บาทเศษๆ เท่านั้นเอง

 

ตอนนั้นหนังเอ็กซ์หนังอาร์กำลังฮิต ค่าเช่าวิดีโอก็ปาเข้าไปม้วนละ 50 บาทในยุคแรกๆ เสาร์อาทิตย์ผมมักจะแวบไปดูหาประสบการณ์บ่อยๆ ยอมรับว่าใจยังไม่ถึงอย่างพวกเพื่อนๆ ที่เข้าไปดูทั้งชุดนักเรียนเลย กลัวสารวัตรนักเรียนจับได้อย่างจับเด็กโดดเรียนเล่นเน็ตในสมัยนี้…เดี๋ยว พ่อตีตาย!

วันนั้นสบโอกาส ผมก็ออกจากบ้านไปเดินเที่ยวห้างเมอร์รี่คิงส์ก่อน ดูนั่นดูนี่พอเพลินๆ ใจ พอราวบ่ายสองโมงก็มุ่งหน้าไปโรงหนังที่หมายตาไว้เมื่อวาน เป็นหนังฝรั่งทั้งสองเรื่องเลย

คนดูค่อนข้างบางตา อาจจะเป็นเพราะฉายมาหลายวันแล้วก็ได้ ผมเลือกที่นั่งห่างจากคนอื่นๆ จะได้ดูสบายๆ มีสมาธิเต็มที่

ก็เป็นหนังเรตอาร์ธรรมดา แต่ทำให้วัยรุ่นอย่างผมใจเต้นแรงได้เอาการ

ผมดูหนังบ้าง ดูคนอื่นๆ บ้าง ทุกคนดูคล้ายไม่สนใจนัก แต่บางคู่ก็มีกอดจูบและอาจจะลูบคลำกันบ้าง อันที่จริงผมก็เคยเห็นมาหลายครั้งแล้ว แต่ทำไมถึงใจเต้นผิดจังหวะทุกครั้งก็ไม่รู้ซีครับ?

“พี่ๆ มาคนเดียวเหรอ?”

 

ใจจริงอยากรู้มากกว่า ว่าเสียงเล่าลือที่ฟังมามากถึงเรื่องแบบนี้ในโรงหนังจะเป็นยังไง?

ในห้องน้ำชายมีกลิ่นไม่สะอาดเลย แต่ก็ไม่มีคนอื่นๆ เลยเช่นกัน!

“ขอเข้าส้วมแป๊บนึงนะพี่” เธอบอกยิ้มๆ เพิ่งสังเกตว่าเธอนุ่งกระโปรงสั้น สวมเสื้อยืดคอกลม รูปร่างเล็กบางแต่ก็สมส่วนพอใช้ ผมพยักหน้าส่งเดช แต่ใจเต้นระทึก คอยเหลียวมองว่าจะมีใครเข้ามาหรือเปล่า?

จะทำยังไง? ที่ไหน?

พักใหญ่ๆ แล้วเธอก็ยังไม่ออกมา คล้ายกับว่าจะหายสาบสูญเข้าไปในนั้นเลย กลิ่นสกปรกฉุนเฉียวแสบจมูก ขณะที่อากาศเย็นเฉียบกว่าเดิมจนขนลุกซ่า ยิ่งทำให้ผมกระสับกระส่ายมากขึ้น…กลัวว่าคนอื่นจะโผล่เข้าเมื่อไหร่ก็ไม่ รู้ ไม่ว่าจะมาคนเดียว หรือควงกันมาเป็นคู่อย่างผมกับเธอ…

เงียบกริบ ไม่มีสุ้มเสียงอะไรเลย!!

เธอเข้าห้องน้ำริมสุดด้านใน อีก 3-4 ห้องแง้มประตูไว้ ผมชักอึดอัดมากขึ้นเพราะต้องยืนรอแกร่วนานเกือบสิบนาทีแล้ว อดรนทนไม่ไหวเลยร้องถามเข้าไปว่า…เสร็จรึยัง ทำไมเข้าไปนานจัง เดี๋ยวไม่คอยแล้วนะ…

คำตอบคือความเงียบ ผมสุดจะทนแล้ว ตัดสินใจก้าวเข้าไปเคาะประตูเบาๆ แต่มันเปิดผลัวะเข้าไปบัดดล!

นรกเป็นพยาน! ในนั้นมีแต่ความว่างเปล่า ผมรู้สึกคล้ายโดนตีเข้าตรงแสกหน้าจังๆ ม่านตาพร่าพราย ร้องเฮ้ย…! ออกมาคำเดียวก็เผ่นออกจากห้องน้ำนรกจกเปรตนั่นราวกับลมพัด หัวใจเต้นระทึกเหมือนจะแตกทำลายไป

เด็กส่องไฟวิ่งมาที่หน้าประตู เราชนกันจังๆ เขาคว้าแขนผมไว้ได้ทันท่วงทีก่อนจะเสียหลักล้มลงไป แล้วร้องออกมาว่า… เอาอีกแล้วเรอะเนี่ย?

ผมเผ่นกลับบ้านตัวสั่น เข้าห้องปิดประตูยังใจเต้นโครมคราม มือตีนเย็น รู้สึกหนาวๆ ร้อนๆ คล้ายจะเป็นไข้…ประสาทกินจนหวาดระแวงห้องน้ำนอกบ้านทุกแห่ง มาตั้งเกือบปีกว่าจะหาย

ตั้งแต่วันนั้นมาจนถึงวันนี้ยี่สิบกว่าปีแล้ว ผมยังไม่เคยเข้าโรงหนังชั้นสองอีกเลยครับ!

ผีทำนายไพ่บาคาร่า

นี่มันเกิดบ้าบอคอแตกอะไรขึ้นมาบาคาร่าบนมือถือ? ผมหันไปเห็นกล่องผ้าดำนั่นเลยเอื้อมมือไปหยิบมาเปิดออกดู ข้างในเป็นกล่องกระดาษ มีไข่เป็ดหนึ่งฟอง ดูๆ แล้วก็ไม่เห็นจะน่ามีพิษสงอะไร

ตัดสินใจไปลองสตาร์ตรถดูใหม่ อ๊ะ…คราวนี้ติดปร๋อ แต่ปัญหาคาใจยังไม่หายเลยตีรถกลับไปบริเวณที่รกร้างซึ่งผมรับตาลุงหน้าตาดุ ดันนั่นขึ้นมา…จอดรถแล้วใช้ผ้าดำห่อกล่องใส่ไข่ไว้ตามเดิม เดินสวบๆ ไปถึงต้นไม้ร่มครึ้ม ขยะเกลื่อน ก่อนจะวางห่อไข่นั่นไว้แล้วหันหลังกลับทันที

สงสัยจะเป็นไข่ไสยศาสตร์ของหมอแขกเรืองอาคม ลืมที่ไหนไม่ลืม ดันมาลืมทิ้งไว้ในรถผมเฉยเลย แต่ก็ทำให้ผมขนหัวลุกละครับ! บรื๋ออออ.

เรื่องราวสยดสยอง น่าขนลุกขนพองต่างๆ นานาที่ผมเคยดูหนัง อ่านหนังสือ รวมทั้งที่เขาเล่าให้ฟัง รับรองว่าไม่ได้กระผีกของเรื่องแปลกประหลาดที่ผมเคยพบเมื่อ 2-3 ปีก่อน เพราะมันแสนมหัศจรรย์ รวมทั้งทำให้ขนพองสยองเกล้าอีกต่างหาก!

ผมเป็นคนขับแท็กซี่อาชีพครับ

โถ…อย่าไปพูดถึงมีรถเป็นของตัวเองให้ช้ำใจดีกว่า วันๆ ต้องนั่งหลังขดหลังแข็งไม่ต่ำกว่าสิบชั่วโมงก็เพื่อหาเงินไปประเคนให้ เถ้าแก่กับค่าแก๊ส วันไหนเหลือ 400-500 บาทก็ถือว่าโชคดีแล้ว

เส้นทางที่ถนัดถนี่ก็ต้องเจริญกรุง เยาวราช พระรามสี่ อย่างดีก็สุขุมวิทต้นๆ เพราะบ้านพักอยู่แถวหัวลำโพง ผมขับกะค่ำราว 4-5 โมงเย็น ตีรวดไปตี 2 ตี 3 เลยครับ

หัวค่ำวันเกิดเหตุผมรับบาคาร่าอาซิ้มมาจากสวนกวางตุ้ง จุดหมายคือปากซอยนานาใต้ฝั่งพระรามสี่…พออาซิ้มลงปุ๊บ ผมออกรถได้ไม่นาน คุณลุงวัยห้าสิบเศษ ผิวคล้ำ หน้าตาดุเอาการ แถมไว้หนวดเฟิ้ม นุ่งโสร่งสวมเสื้อดำแบะอกเห็นเสื้อยืดสีคล้ำก็โบกให้จอด เปิดประตูรถขึ้นมาได้บอกสั้นๆ

“ไปคลองเตย แถวคลองไผ่สิงโต” เสียงแกดุดันพิลึก “เหยียบเลยโว้ยไอ้น้อง!”

จำได้ว่าตอนนั้นค่ำวันอาทิตย์ รถราไม่ถึงกับคับคั่งนัก…ชำเลืองดูกระจกหลังเห็นแกนั่งชิดซ้าย วางกล่องผูกผ้าดำไว้บนเบาะด้านขวา หน้าตาท่าทางไม่มีอารมณ์ที่จะพูดคุยใดๆ ทั้งสิ้น

อ้อ! ลืมบอกไปว่าผมรับแกมาจากริมทางเปลี่ยวรกร้าง มีห้องแถวโย้เย้จวนพัง ศาลเจ้าเก่าแก่ใกล้สิ้นสภาพ ขยะเกลื่อนกลาดไปหมด ทั้งที่เป็นย่านเจริญแท้ๆ ท่าทางบอกว่าคงจะโดนไล่ที่หรือเวนคืนอะไรประมาณนี้แหละครับ

ไม่ช้าก็ผ่านคลองเตย ด้านซ้ายเป็นถนนใหญ่โอ่อ่า แหม…ไหนจะเป็นที่ตั้งบริษัทหลักทรัพย์กับศูนย์การประชุมแห่งชาติ สิริกิติ์…ผมผ่านคลองเตยที่มีรถหนาตาหน่อย ตาลุงที่คงเป็นมุสลิมหันขวับไปมองทางซ้ายแล้วร้องเอะอะ…จอดๆ โว้ย!

ท่าทางเหมือนแกเจอคนรู้จักหรือจุดหมายก็ไม่ทราบ ผมรีบเบรกรถเกือบพร้อมๆ กับที่แกส่งใบละร้อยให้แล้วพูดเร็วปรื๋อ…ไม่ต้องทอนว่ะ! ก่อนจะผลักประตูผลุนผลันลงไป

ผมหาทางกลับรถแล้วตีกลับทางเก่าอันคุ้นเคย…ก่อนจะถึงจุดที่รับแกขึ้นมาก็ บังเอิญเหลือบดูทางกระจกหลัง…อ้าว? อารามรีบร้อนทำให้ตาลุงลืมกล่องผ้าดำไว้บนรถผมเฉยเลย!

แทบจะฉับพลันทันใดนั้นเอง เสียงเครื่องยนต์ก็สำลักแพร่ดๆ เบนหัวไปจอดสนิท…อะไรกันวะ? ผมคำราม ลองสตาร์ตเครื่องใหม่อีก 2-3 ครั้งก็ไร้ผล เล่นเอาหัวเสียผลักประตูออกมาเตะข้างรถระบายอารมณ์

รถคันอื่นๆ วิ่งแซงไปไม่แยแส ผมเองก็งูๆ ปลาๆ เต็มทีเรื่องเครื่องยนต์ พอดีมีแท็กซี่คันหนึ่งมาจอดข้างหน้าแล้วลงมาถามไถ่ ผมก็บอกไปตามตรงว่าขับมาดีๆ เสือกเครื่องพังซะงั้น!

หมอนั่นอายุรุ่นพี่นิดหน่อย รูปร่างล่ำสันบึกบึนจัดการเปิดท้ายรถ หยิบเชือกเส้นใหญ่มาโยงรถผมแล้วขึ้นไป สตาร์ตรถ ผมเองก็ขึ้นนั่งประจำที่…เสียงเครื่องยนต์คันหน้าดังกระหึ่ม…

นรกเป็นพยาน! จู่ๆ ไฟท้ายรถนั่นก็ลุกพึ่บขึ้นดื้อๆ

ผมด่าขรม เราเผ่นจากรถลงมาพร้อมๆ กัน ผมคว้าถังดับเพลิงที่ติดรถมาช่วยฉีดไฟอยู่ครู่หนึ่ง…เชือกขาดร่องแร่ง คนมีน้ำใจหน้าขาวซีดก่อนจะเผ่นขึ้นรถแล้วตะบึงไปชนิดไม่เหลียวหลัง!

บ้าชะมัด! ไม่รู้ว่าเกิดนรกจกเปรตอะไรขึ้น? จนกระทั่งตุ๊กตุ๊กคันหนึ่งแถวนั้นมาถามไถ่อย่างมีน้ำใจ ผมก็เล่าแต่ว่ารถเสีย เขาจัดการล่ามเชือกแล้วสตาร์ตเครื่อง! คุณพระช่วย…

อะไรกันนั่น…เขาหันขวับมามองรถผม อ้าปากค้าง นัยน์ตาเหลือกลาน แผดร้องโหวกโหวยเหมือนเห็นอะไรน่าเกลียดน่ากลัวสุดขีด ก่อนจะตะบึงรถไม่คิดชีวิตจนเชือกหลุด…หายลับไปกับแสงไฟยามราตรีอีกราย

คราวนี้ผมเข่าอ่อน เปิดประตูนั่งแหมะอย่างสิ้นเรี่ยวแรง

รถเสีย ไฟไหม้ ตุ๊กตุ๊ก หันมาเห็นอะไรหน้ารถผมแล้วร้องจ้าสุดเสียง!

 

ผีพนันบาคาร่าออนไลน์

ไม่ต้องบอกก็รู้ทั้งนั้นแหละค่ะ ว่าไม่มีใครอยากให้มีคนเจ็บคนตายแม้แต่คนเดียว หรือไม่อยากเห็นมีอุบัติเหตุสยดสยองเกิดขึ้นเลย ไม่ว่าตอนสงกรานต์หรือไม่สงกรานต์

ดิฉันมีเรื่องขนหัวลุกเรื่องสงกรานต์ปีที่แล้วมาเล่าสู่กันฟังค่ะ

ลุง บุญเรืองอายุ 50 เศษ เป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจแห่งหนึ่งอยู่บ้านใกล้ๆ ดิฉันที่ประชาสงเคราะห์ ดินแดง แกเป็นคนร่าเริง คุยสนุก ปราดเปรียวไม่แพ้พวกหนุ่มๆ ราวกับอายุต้น 40 เท่านั้น

 

คำขวัญทำนองนี้เกลื่อนบ้านเมืองคาสิโนทั่วประเทศตั้งแต่ก่อนสงกรานต์แล้วล่ะค่ะ บางทีก็มีลูกเล่นแปลกๆ กับเขย่าขวัญเยอะแยะ แต่เอาจริงเข้าก็บ่มิไก๊ หรือไม่ได้ผลนั่นแหละคุณ

รัฐมนตรีบางคนเห็นสถิติคนเจ็บคนตายพุ่งกว่า ปีก่อน ท่านก็ให้สัมภาษณ์หน้าตาเฉยว่า จะต้องปรับเปลี่ยนวิธีป้องกันอย่างรีบด่วน…7 วันอันตรายเท่านั้นนะคะ ไม่ใช่สิบปีอันตราย!

บางท่านก็ออกมาจีบปากจีบคอในอาการของ ผู้เจนจัดเรื่องอุบัติเหตุ ไม่มีตัวจับเลยซีน่า

“สาเหตุเกิดจากเมาแล้วขับเป็นอันดับหนึ่ง รองลงมาคือขับรถเร็ว!”

ที่น่าตลกมากคือการประกาศลดจำนวนอุบัติเหตุ, ลดจำนวนผู้บาดเจ็บและผู้ตายว่าให้เหลือเท่านั้นเท่านี้ แม้ว่าจะโดนโจมตีมาตั้งแต่ปีก่อนแล้วว่าไร้สาระ! คิดได้ไงเนี่ย? แต่ปีนี้ท่านๆ ก็ยังวางมาดขรึม ตีมึนไม่รู้ไม่ชี้ ฟันธงโครมครามว่าเรื่องอัปมงคลประจำเทศกาลจะต้องลดลงเท่านั้นเท่านี้

ยังดีที่ไม่กล้าบอกจำนวนคนเจ็บคนตายบาคาร่าออนไลน์ นอกจากกำกวมว่าต้องลดลงเท่านั้นเท่านี้เปอร์เซ็นต์…แหม! เรื่องพูดจากั๊กๆ นี่คนใหญ่คนโตเมืองไทยถนัดนักเชียวค่ะตอนเช้าๆ เย็นๆ แกจะขี่มอเตอร์ไซค์ผ่านบ้านดิฉัน ถ้าพบกันแกจะร้องทักทายเหมือนสมัยก่อนว่า…ไปขี่รถเที่ยวกันไหมจ๊ะคนสวย? ดิฉันก็โบกมือให้แกแบบที่เคยทำมาสิบกว่าปีแล้ว

วันหนึ่งได้ข่าวร้าย…ลุงบุญเรืองถูกรถเมล์เฉี่ยวชนที่ปากซอย คอหักตายคาที่!

ตอนเกิดเหตุราวเดือนเมษายน มีคนเห็นผีลุงบุญเรืองพนันบอล ขี่รถแล่นช้าๆ ไปมาในซอยบ่อยครั้ง บางทีได้ยินเสียงเครื่องยนต์อย่างเดียวแต่ไม่เห็นรถและคนขับ ต่างขนหัวลุกเกรียวกราวไปตามๆ กัน เพราะจำได้แม่นว่าเป็นรถ ลุงบุญเรือ

 

กระทั่งเสียงนั้นใกล้เข้ามา ดิฉันยืนตัวแข็ง จ้องมองเห็นแต่ความว่างเปล่า กระทั่งเสียงรถแล่นมาหยุดอยู่ตรงหน้าบ้านใกล้ๆ ดิฉัน อากาศในเดือนเมษายนลดตัววูบลงจนเย็นเฉียบ แล้วมีเสียงที่แสนจะคุ้นเคยดังขึ้นชัดเจนว่า…ไปขี่รถเที่ยวกันไหมจ๊ะ คนสวย?

ดิฉันแทบจะปล่อยโฮใบหน้าร้อนวูบแล้วเย็นวาบ ปากลิ้นแข็งจนพูดอะไรไม่ออก ได้แต่นึกว่า…ไม่ไปหรอกค่ะ ลุงขา…หนูกลัวแล้ว! ลุงไปสู่ที่ชอบๆ เถอะนะคะ…

มีเสียงถอนหายใจยืดยาวตามด้วยเสียงหัวเราะเบาๆ อยู่ในลำคอ ครั้นแล้วมอเตอร์ไซค์ที่มีแต่เสียงก็ค่อยๆ แล่นห่างออกไปทางปากซอย ดิฉันยังสงสัยว่าทำไมถึงไม่ล้มแผละลงไปแต่แรก…แต่ที่แน่ๆ คือไม่กล้าออกไปรดน้ำต้นไม้ตอนค่ำอีกเลย

คืนหนึ่งก็เกิดเรื่องขนหัวลุกโดยไม่คาดฝัน!

ก่อนถึงสงกรานต์สองวันมีงานเลี้ยงที่บริษัท กว่าจะกลับได้ก็เกือบ 4 ทุ่ม ขณะขับรถจะเลี้ยวเข้าซอย เห็นมอเตอร์ไซค์คันหนึ่งแล่นตะบึงสวนทางมา คล้ายคนขับเมามายหรือบ้าคลั่งจนขาดสติ รถส่ายเหมือนงูเลื้อย ดิฉันตกใจเกือบจะเบรกอยู่แล้ว ไม่รู้ว่ารถบ้าคันนั้นจะพุ่งเข้าใส่หรือเปล่า?

ทันใดนั้นเอง เสียงเครื่องยนต์คุ้นหูก็ดังกระหึ่มขึ้นทางขวามือ!

เย็นวาบไปทั้งตัวเมื่อหันขวับไปมอง…

ลุงบุญเรืองกำลังควบรถพุ่งเข้าใส่มอเตอร์ไซค์คันนั้นเหมือนภาพในคืนฝันร้าย ดิฉันอยากจะหลับตาแต่ก็ลืมโพลง มองดูรถอุบาทว์คันนั้นหักวูบเข้าไปปะทะกับต้นไม้ข้างทาง เสียงโครมสนั่นเหมือนฟ้าผ่า ร่างคนขับลอยลิ่วขึ้นไปก่อนจะหล่นพลั่กลงมากองแน่นิ่งบนถนน

ไม่มีรถมอเตอร์ไซค์ของลุงบุญเรืองอีกแล้ว

มือเท้าอ่อนจนขับต่อไม่ไหว…ไทยมุงกับตำรวจเข้ามา ชายนั้นตายคาที่ เลือดไหลนองน่าเสียวไส้ นัยน์ตาเหลือกค้างลืมโพลง ทุกคนลงความเห็นว่าคนขับเมามายจนขับรถพุ่งชนต้นไม้เอง!

คงมีดิฉันคนเดียวที่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น…ขอบคุณค่ะ ลุงบุญเรือง!

ปลุกวิญญาณผีตายโหง

วันเกิดเหตุตรงกับวันเสาร์ ตอนบ่ายมีน้องแจง-นักร้องสาวสวยจากแถวปิ่นเกล้าแวะเอาหอยทอดมาฝาก…เราคบ กันมาเกือบเดือนแล้วครับ มีความสุขตามประสาหนุ่มสาวที่ยังไม่มีพันธะผูกพัน ผมเปิดเบียร์จากตู้เย็นมากินกับหอยทอด แจงก็ช่วยจัดบ้านช่องให้เหมือนทุกครั้ง ตกเย็นก็แต่งตัวออกไปหาซื้ออาหารที่ปากซอย โดยสารมอเตอร์ไซค์รับจ้างที่ผ่านไปมาบ่อยๆ

ผมงีบหลับไปตั้งแต่ก่อนแจง จะออกจากบ้านแล้ว…ตื่นขึ้นมาอาบน้ำอาบท่าก็พอดี ได้ยินเสียงบันไดลั่นเอี๊ยดๆ แล้วเดินเข้าห้องนอนโดยไม่พูดไม่จา ผมเกิดระแวงยังไงชอบกลเลยร้องถามออกไปว่า…แจง! แจงเหรอ?

คำตอบคือเสียงเยือกเย็นน่ากลัวพิลึก…จะมีใครล่ะค้า…

เอ๊ะ! แจงเกิดมีลูกเล่นอะไรขึ้นมาล่ะ? ผมรีบล้างสบู่ซ่กๆ แล้วนุ่งผ้าเช็ดตัวออกจากห้องน้ำ…เห็นแจงในความสลัวกำลังเดินช้าๆ ไปทางประตูห้องนอนที่เปิดโล่ง ผมร้องถามว่า…จะไปไหนล่ะ? กลับมานานแล้วเหรอ? แต่ก็ไม่มีคำตอบใดๆ แม้แต่คำเดียว

จู่ๆ ผมก็ขนลุกซ่าไปทั้งตัว รู้สึกว่าอากาศในห้องเยือกเย็นผิดปกติ รีบจ้ำอ้าวตามไปติดๆ แต่ก็ไม่เห็น โผล่เข้าไปดูในครัวก็ไม่มีวี่แววของเธอแม้แต่เงา!

แจงหายไปไหนรวดเร็วปานนี้? เสียงรถแล่นผ่านไปมา ผมใจหายวูบเมื่อนึกถึงแจงที่ซ้อนมอเตอร์ไซค์ทั้งขาไปและขากลับ! หรือว่า…

ปัญหานี้แหละสำคัญ เพราะไม่รู้ว่าจะโดนผีหลอกที่ไหน เมื่อไหร่? ขนาดกลางวันแสกๆ ยังมีคนโดนหลอกมาแล้วนี่นา ถ้าผีมีจริงก็คงจะอยู่ในมิติที่ซ้อนอยู่กับเรานี่แหละ! คนที่เชื่อเรื่องผีมากๆ ยืนยันว่า รอบๆ ตัวเรามีแต่ผี…ผู้ไม่มีร่างกายทั้งนั้นแหละ นับสิบนับร้อยด้วยซ้ำไป!

ผมเป็นคนแถวบางพลัด ถนนจรัญสนิทวงศ์นี่เอง ในซอยยังมีโรงแรมม่านรูดทั้งเล็กและใหญ่ตั้งมาเกิน 30 ปีทั้งนั้น…ใครไม่เชื่อเรื่องผีเต็มร้อยลองมาอยู่แถวบ้านผมดูซีครับ แล้วจะซึ้งว่าความหวาดระแวงจนถึงกลัวผีสุดๆ น่ะเป็นยังไง?

เสียงร่ำลือว่าซอยนี้ผีดุเหลือหลายนั้น พอจะรับฟังได้อยู่ครับ

ในซอยลึกที่เต็มไปด้วยบ้านช่องและผู้คนคึ่กๆ นับวันก็ยิ่งมากหน้าหลายตาขึ้นทุกที มีพวกวัยรุ่นและขาเมายกพวกตีรันฟันแทงกันจนถึงล้มตาย ไหนจะรถราชนกัน เลือดสาดเต็มถนน โดยเฉพาะมอเตอร์ไซค์ทั้งส่วนตัวและรับจ้างเกิดอุบัติเหตุบ่อยๆ ยิ่งรถในซอยไม่แยแสหมวกนิรภัยด้วยแล้ว…ตายมากกว่ารอดครับ!

เมื่อตอนต้นปีก็มีสาวก้นซอยซ้อนมอเตอร์ไซค์รับจ้าง หักหลบเด็กที่วิ่งเล่นเจี๊ยวจ๊าวไปเสยตูมเข้ากับกำแพงบ้าน…คนขับขาหักทั้ง สองข้าง ผู้โดยสารกะโหลกแตก ทั้งเลือดและมันสมองไหลเยิ้ม…ไม่ช้าก็มีคนเห็นเธอเดินร้องไห้ตอนดึก เล่นเอาเผ่นกระเจิงไปตามๆ กัน

ถัดมาไม่นานก็มีข่าวหญิงสาวโดนฆ่าหมกศพไว้ใต้เตียงในโรงแรมม่านรูด…ช่วง นั้นเกิดเหตุแบบนี้บ่อยครับ ไม่ว่าในฝั่งธนบุรีหรือกรุงเทพฯ จะกลัวผีหรือไม่กลัวก็ตาม ได้ยินข่าวก็ขนหัวลุกแล้ว

ยิ่งหนุ่มสาวที่ไปเคยหลับนอนกันบนเตียงที่มีศพถูกซุกอยู่ข้างล่าง เห็นข่าวแล้วแทบจะสติแตกแค่ไหน ก็คงจะมองเห็นภาพกันได้ง่ายๆ

ผมเองก็อยู่บ้านคนเดียวเสียด้วยซี!

เป็นบ้านชั้นเดียวใต้ถุนเตี้ย มีรั้วรอบขอบชิดอยู่ในซอยแยก พ่อแม่ซื้อที่ปลูกบ้านมาเกือบ 40 ปีแล้ว ผมเองเป็นลูกโทนครับ เมื่อสิ้นบุญพ่อแม่ก็อยู่คนเดียว…แต่ก็ไม่ถึงกับเปลี่ยวใจอะไรนักหนา เพราะมีสาวที่รู้ใจแวะมาพูดคุย…ถูกใจก็อยู่นานหน่อย ไม่ถูกใจก็อำลากันไปอย่างรวดเร็ว

 

เสียงบันไดลั่นเอี๊ยดๆ จนผมสะดุ้งเฮือก รีบปราดเข้าไปมองก็เห็นแจงกำลังหอบหิ้วถุงอาหารพะรุงพะรังขึ้นบันไดมา ปากคอผมแห้งผากแต่ครางออกมาเบาๆ…แจง! เพิ่งมาเหรอ? เล่นเอาเธออดหัวเราะไม่ได้…แน้! เห็นก็เห็นยังจะถามอีก!

รีบเข้าไปช่วยหิ้วถุงโดยไม่ยอมปริปากว่า…มีผู้หญิงคนหนึ่งขึ้นบันไดเข้า ห้องนอนเพิ่งหายไปเมื่อตะกี้เอง กลัวว่าแจงจะหวาดกลัวเปล่าๆ ได้แต่สงสัยว่าวิญญาณเร่ร่อนของใครหนอที่แวะเข้ามาหา หรือจะเป็นลางว่า ผมต้องชวนแจงมาอยู่เป็นเพื่อนตลอดไปก็ไม่รู้ซีครับ! บรื๋อออ….

โรงแรมผีสิง

 

 

ราวๆ สองทุ่ม ผมได้ยินเสียงประตูห้องข้างๆ ปิดดังปังใหญ่ เล่นเอาตกใจแทบสะดุ้ง แหม…เรากำลังตรวจงานเพลินๆ เล่นแบบนี้แย่จริงๆ ช่างไม่มีมารยาทเสียเลย

อ้อ! ลืมเล่าไปว่าห้องผมกับห้องนั้นมีประตูเปิดถึงกันได้ ซึ่งต้องใช้กุญแจแม่บ้านไขเท่านั้นเพราะมันล็อกอยู่ และก็ไม่มีลูกบิดหรือกลอนเลย มีแต่กุญแจลุ่นๆ อย่างเดียวเท่านั้น

หลังจากประตูปิดปังแล้วก็ได้ยินเสียงคนคุยกัน พวกเขาคงซื้อของมาด้วยถึงได้มีเสียงถุง ก๊อบแก๊บดังอยู่ตลอด ผมชักรำคาญแต่ไม่รู้จะทำยังไงดี ก็เลยก้มหน้าก้มตาตรวจงานต่อ…พอเริ่มมีสมาธิ หูก็ไม่ได้ยินเสียงอื่นใด จนกระทั่ง…

นั่นคือการอบรมพนักงานบริษัทโดยมากัน 3 ผลัด ผลัดละ 3 วัน พวกเขาพักในค่าย ผมเองเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหารส่วนบุคคลขอพักโรงแรมดีกว่า ผมมีรถขับเอง สะดวกสบาย และนิสัยผมไม่ชอบปะปน นอนร่วมห้องกับใคร โดยเฉพาะคนแปลกหน้า

ห้องที่พักอยู่ชั้น 3 ประตูลิฟต์เปิดมาก็แทบจะต้องกับประตูห้องผมพอดี!

เคย ได้ยินมาว่าลักษณะแบบนั้นเป็นอาถรรพณ์… ไม่จริงหรอก สะดวกดีด้วยซ้ำ เดินออกจากลิฟต์แค่ไม่กี่ก้าวก็ไขประตูเข้าห้อง เลย แต่คนที่กลัวอาถรรพณ์เขาบอกว่าถ้าดึกๆ เอาลูกกะตามองตรง “ตาแมว” หรือกระจกกลมๆ เล็กๆ ที่ประตูเราจะเห็น…ผี!!

ผมเคยลองมองดูนะครับ ไม่เห็นมีอะไรเลย แต่ยอมรับว่ามันวังเวงใจน่าดู

เมื่อ กินอาหารเย็นราวทุ่มเศษก็ขึ้นห้อง อาบน้ำเปลี่ยนชุดให้สบายๆ จากนั้นก็เอางานขึ้นมาทำ นอกจากบางวันที่ค่ายมีการเล่นภาคกลางคืน ผมก็จะไปดูแลจนกว่าจะเสร็จงาน…แต่คืนแรกที่ผมพักก็เจอเรื่องแปลกประหลาด ทันที!

“ปังๆๆๆๆ!!” เสียงเขย่าประตูที่เปิดถึงกัน…มันจะทำอะไรของมันวะ?

ผมชักยัวะขึ้นมา…ทำเอาตกอกตกใจเป็นครั้งที่สองแล้วนะ! ผมเริ่มคิดว่าห้องนั้นคงมีเด็กมาด้วย ถ้าเป็นผู้ใหญ่ทำ…ไม่บ้าก็คงใกล้ตายมั้ง ถึงได้เขย่าประตูชาวบ้านเขาแบบนี้น่ะ!

เงียบไปพักหนึ่งก็เขย่าอีกแล้ว…ปังๆๆๆ แล้วก็เงียบกริบ…ไม่ได้การแล้วล่ะ ผมต้องทำให้เขารู้ซะบ้างว่าห้องนี้มีคนอยู่!

คิดแล้วก็ผลุนผลันไปตบประตูสองปัง แค่นี้เขาก็ต้องรู้แล้วล่ะ…ผมเอาหูแนบกับประตู ฟังซิว่าเขาจะว่ายังไงกันมั่ง? แต่ไม่มีเสียงอะไรเลย มันเงียบสนิทราวไร้ผู้คน

เฮ้อ! แปลก…

ผมจ้องประตูบานนี้อยู่พักใหญ่ แล้วค่อยๆ ถอยมานั่งเตียง หยิบงานขึ้นมาตรวจต่อ…อ้าว? ยังไม่ทันรวบรวมสมาธิเลยก็เกิดเสียงทะเลาะกันบ๊งเบ๊ง…มันเป็นภาษาจีนครับ ดังลั่นเชียว…เอ้า! ทะเลาะกันเข้าไป…สัก 5 นาทีก็หยุด แล้วเงียบกริบ

ผมยอมแพ้…เปิดทีวีดูดีกว่า จนสี่ทุ่มชักง่วงเลยปิดทีวีเข้านอน

ในความมืด ผมกำลังจะหลับก็ได้ยินเสียงเกาประตูด้านข้างดังแกร๊กๆ สักพัก…เขาทะเลาะกันอีกแล้ว คราวนี้นานเชียวเกือบ 15 นาทีได้…พอเหนื่อยก็ย้ายของกันล่ะซิ เสียงเลื่อนเตียงเลื่อนตู้… เอ้า! โป๊ะไฟล้มดังโครม!

ไม่ไหวแล้ว ผมเองน่ะกว่าจะหลับได้ก็แทบแย่…พอรุ่งเช้ารีบลงไปบอกกับทางโรงแรม ผู้หญิงที่รับเรื่องทำหน้าพิกล ผมเห็นเธอขนลุกเกรียวชัดๆ แต่กลับบอกว่าไม่มีอะไร…แล้วจะจัดการให้

คืนที่ 2 ที่ 3 เหตุการณ์ยังเหมือนเดิม จนผมไปถามแม่บ้าน…เธอตบอกผางบอกเสียงระรัวว่า “ย้ายห้องเถอะคุณ! ฉันจะช่วยคุณย้ายเอง ไปอยู่ชั้น 4 ดีกว่า ห้องข้างๆ คุณน่ะไม่มีใครกล้าอยู่หรอกค่ะ”

แล้วเธอก็มือไม้สั่น เปิดห้องนั้นให้ดู!

แปลกประหลาดที่สุด ห้องนั้นไม่มีใครอยู่จริงๆ มันเหม็นอับและอึดอัดพิกล…แม่บ้านรีบปิดประตูแล้วเล่าว่า ห้องนี้เคยมีคนไต้หวันมาพักสองคนผัวเมีย แล้วก็ทะเลาะกันโดยไม่รู้สาเหตุจนผัวระงับโทสะไม่ได้ เอาโป๊ะไฟขว้างหัวเมียแตกเป็นแผลฉกรรจ์ จนเธอกะโหลกแตกแต่ไม่ได้ตายทันที

เธอคงมาทุบประตูที่เชื่อมระหว่างห้องเพื่อขอความช่วยเหลือ…เมื่อพบอีกทีเธอก็สิ้นใจในห้องนี้แหละ

ผมจะเชื่อผีดีมั้ยเนี่ย? มันมีพลังลึกลับบางอย่างที่ปฏิเสธไม่ได้…ไม่เอาละ! ผมทำตามที่คุณแม่บ้านบอกดีกว่า แต่ไม่ได้ย้ายห้องนอน…ผมย้ายไปนอนค่ายกับพวกพนักงานบริษัท ปลอดภัยกว่ากันเยอะเลยครับ!

นาฬิกาตาย

อย่านึกว่าไม่กล้านะครับ พวกผมทโมนไพรทั้งนั้น ขอบอก!

บ้าน เราอยู่ไม่ไกลกัน แถวกิ่งเพชร ซอยพญานาค เจริญผลตัดใหม่ ใกล้ๆ ที่เรียนดีด้วย เราสั่งผัดไทยมั่ง ต้มเนื้อวัวมั่ง…วันเกิดเหตุเราออกมานั่งที่ร้านกาแฟซอยหน้าบ้าน มาทั้งไอ้เคี้ยงผอมสูง ไอ้ปั่นตัวเตี้ยล่ำ ขาดไอ้ฮิมคนเดียว หายหัวไปไหนก็ไม่รู้มัน

ราวทุ่มเศษมันก็กระหืดกระหอบเข้ามาได้ ไอ้นี่สูงคล้ำล่ำสันตามแบบของหนุ่มมุสลิมส่วนใหญ่ หน้าหล่อตาคมจนสาวๆ สบตาเป็นต้องสะเทิ้นไปตามๆ กัน

เราด่ามันนิดหน่อย ชงเหล้าให้ พอดวดเข้าไปสองแก้วไอ้ฮิมก็ยื่นมือซ้ายให้ดูราวเพิ่งนึกขึ้นได้ ไอ้เคี้ยงกับไอ้ปั่นแซวว่าไอ้ฮิมผูกนาฬิกาแล้วโว้ย! มึงไปจิ๊กใครมา? ไอ้ฮิมส่ายหน้า แววตางุนงงพิกล บอกว่ากูเพิ่งเก็บได้หยกๆ ตอนลงจากสะพานหัวช้างนี่เอง

นึกเอะใจยังไงไม่รู้ ผมจ้องหน้ามันอย่างลืมตัว!

ผมเป็นเด็กช่างกล ปทุมวัน เพื่อนฝูงเยอะแยะ ที่ซี้กันก็มีไอ้ฮิม ไอ้ปั่น และไอ้เคี้ยง อุปนิสัยห่ามห้าวพอๆ กัน เลิกเรียนก็ออกเที่ยวซ่อกๆ จนติดเป็นนิสัยแล้ว พ่อแม่ห้ามจนเลิกห้ามเพราะอ่อนอกอ่อนใจไปเอง

มารู้ว่าทำบาปหนักต้องชดใช้เอาตอนมีลูกนี่แหละครับ!

อัน ที่จริงก็ไม่เสียหายอะไรนัก นานๆ ก๊งกันที หลีสาวมั่งพอหอมปากหอมคอ พ่อผมใจดี หรือจะห้ามไม่ไหวเลยยุส่งก็ไม่รู้ บอกว่าชวนเพื่อนมากินเหล้ากับพ่อได้เลยนะ

คุณพระช่วย! ใบหน้าคล้ำๆ ของไอ้ฮิมบิดเบี้ยวเหยเกเหมือนกำลังเจ็บปวดสาหัส หรือไม่ก็เป็นใบหน้าคนอื่นที่ผมไม่เคยรู้จักมักจี่มาก่อนเลย

“ไอ้ ฮิม!” ผมอุทาน อ้าปากค้าง มันหันขวับมามอง… หน้าตาก็คือไอ้ฮิมคนเดิม จะว่าเหล้าทำพิษก็คงไม่ใช่แน่ๆ เพราะเพิ่งซดกันได้ไม่นาน แต่ไอ้ฮิมกลับลูบคลำนาฬิกาเรือนเหล็กที่ข้อมือมันอย่างใจลอย

“ข้าใส่ ได้พอดีเป๊ะ ยังกะเจ้าของมันหุ่นเดียวกับข้าเลย แต่มันคันข้อมือแปลกๆ เดี๋ยวบีบเดี๋ยวคลายพิลึก” ไอ้ฮิมบ่นก่อนจะตาเหลือก ร้องลั่น “เฮ้ย! มันบีบข้อมือข้าอีกแล้ว”

ไอ้เคี้ยงหน้าแดงก่ำ ยื่นมือออกไปทันที “ไหนให้กูลองหน่อย ถอดมาเลย”

เชื่อ ไหมครับ ไอ้ฮิมถอดไม่ออก ตอนแรกนึกว่าแกล้งทำ แต่หน้าตามันซีดเซียวจริงๆ ไอ้เคี้ยงช่วยแกะตะขอก็แกะไม่หลุด ไอ้ปั่นช่วยอีกคนก็ไม่สำเร็จ ตายล่ะซี…เราชักงงว่าเกิดอะไรขึ้นแน่? คว้าเหล้ามาซดก่อนลงมือ อีกครั้ง คราวนี้ผมบอกจะช่วยอีกคน

พ่อ อธิบายสาเหตุให้ฟังง่ายๆ ผมนิ่งอึ้ง…อาจจะเป็นไปได้ แต่ทำไมผมถอดไม่ออกล่ะ พอบอกเรื่องนี้พ่อก็ส่ายหน้า…ลองถอดให้ดูซิ! ให้ดิ้นตายเถอะ…มันหลุดออกมาอย่างง่ายดาย!

รุ่งขึ้น นาฬิกานรกนั่นเกาะข้อมือผมแน่นเชียว…คราวนี้ไม่ยอมปริปาก รีบแต่งตัวไปเรียน ออกจากซอยเลี้ยวซ้ายเข้าถนนพญานาค เลี้ยวขวาผ่านโรงแรมเอเชีย เดินใจลอยไปถึงเชิงสะพานหัวช้าง…ไอ้ฮิมมันบอกว่าเก็บนาฬิกาได้แถวนี้แหละ

ยัง ไม่ทันจะขยับมือ นาฬิกาเรือนเหล็กก็คลายแกร๊ก… ร่วงผล็อยลงสู่พื้นดิน พลิกหงายขึ้นวูบวาบราวจะจ้องมองยิ้มๆ ผมขนหัวลุกซ่า กระโดดโหยงขึ้นสะพานทันใด…ขอให้สวรรค์จงคุ้มครองคนที่จะเก็บมันได้ก็แล้ว กันครับ!

เราไม่ทันขยับ สายนาฬิกาก็หลุดออกมาห้อยที่ข้อมือไอ้ฮิม สะดุ้งเฮือกไปตามๆ กัน มันรีบส่งให้ไอ้เคี้ยงมือไม้สั่น ไอ้นั่นเม้มปากแล้วคว้ามาสวมฉับ…กดปุ่มทันที!

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อครับ ไอ้เคี้ยงใส่นาฬิกาประหลาดเรือนนั้นได้เหมาะเจาะ พอดิบพอดี ทั้งๆ ที่ข้อมือมันเล็กกว่าไอ้ฮิมตั้งพะเรอ

“สวยดีโว้ย” มันยังไม่เอะใจ “ขอกูเถอะ”

“เอาไปเลย” ไอ้ฮิมซดเหล้าฮวบ “เมื่อตะกี๊กูขนลุกหมด นึกว่าผีหลอก

ไอ้ เคี้ยงหัวเราะร่า แต่ฉับพลันก็หน้าเหยเก ร้องโอยๆ ช่วยแกะนาฬิกาผีสิงนี่ออกที…มันทั้งตะปบทั้งควักยุ่งไปหมด ดูๆ แล้วก็เหมือนลิงกินกะปิ ผมอดหัวเราะไม่ได้ เอื้อมไปแกะมันก็หลุดออกอย่างง่ายดาย พอหันไปหาไอ้ปั่นมันก็ผงะหน้า…กูไม่เอานะ! “งั้นกูเอาเอง!” ผมโพล่งเพราะอยากลองดี ผีสางอะไร…อุปาทานทั้งนั้นเลย คืน นั้นผมถอดนาฬิกาวางไว้หัวเตียง หลับสนิทเพราะพิษเหล้า…ฝันอะไรแปลกๆ เห็นโน่นเห็นนี่วูบๆ วาบๆ พิลึก จากเรื่องนี้ไปเรื่องนั้น…แต่ที่แน่ๆ คือเห็นคนตัวดำๆ หน้าตาน่ากลัว ชูมือให้เห็นนาฬิกาเรือนเหล็กขาววับ…ขาวจนแสบตา เจ็บแปล๊บไปถึงหัวใจจนสะดุ้งตื่น

ลุกพรวดมาเปิดไฟหัวเตียง ไม่มีนาฬิกาบนโต๊ะ…มันอยู่ที่ข้อมือผมน่ะเอง!

ผม ร้องเอะอะโวยวายจนพ่อมาเคาะประตู บอกตรงๆ ว่าผมกลัวจนพูดไม่ออก หัวใจเต็นโครมๆ หมาหอนโจ๋วไปทั้งซอย กว่าจะเล่าให้พ่อฟังได้ก็เสียเวลาตั้งนาน

“แกใส่มันนอนน่ะซี แล้วดันลืม นึกว่าถอดออกแล้ว”

ผีม่านหมอก

แสงไฟเริ่มเรืองรองขึ้นมาแล้ว ผมเดินไปที่คิวตุ๊กตุ๊ก ก็เห็นลุงหมาดกำลังคุยกับเพื่อนร่วมอาชีพ พอเห็นผมก็ปราดมาหา ผมขึ้นรถได้ก็เอนหลัง ถอนใจ…ลางไม่ค่อยดีแฮะ

สักพักนึกเอะใจก็เหลียวซ้ายแลขวา เอ๊ะ! ผ่านหน้ากรมสรรพสามิตไปทางวัดไพรงามนี่นา! ลุงหมาดเล่นตลกอะไรไม่ทราบ ร้องถามว่า…ลุงจะไปไหนน่ะ?

“อ้าว?” แกร้อง เงยหน้ามองผมทางกระจกหลัง “ตายห่…ขอโทษทีคุณ”

ความเร็วของรถทำให้เลี้ยวเข้าซอยคับแคบเหลือเชื่อไปแล้ว ขนาดครือๆ กับรถตุ๊กตุ๊กก็ว่าได้ แท็กซี่หมดสิทธิ์เข้า จะถอยก็สายเกินไปเพราะมีมอเตอร์ไซค์แล่นตามหลังมาติดๆ อาศัยว่าลุงหมาดขับรถหากินย่านนั้นมาหลายปี แกเลยขับต่อไปเรื่อยๆ พลางร้องบอกผมว่า…เดี๋ยวจะไปกลับรถข้างใน

ผีหลอก มักมีลางบอกเหตุล่วงหน้า เช่นอ่อนเปลี้ยเพลียแรงบ้าง จู่ๆ ก็เกิดปวดหัวตัวร้อนบ้าง ส่วนมากมักจะหงุดหงิด อารมณ์เสียง่ายๆ จิตใจฟุ้งซ่าน ขุ่นมัว ขาดสติ ถือว่าเป็นลางไม่ดี ทำให้ลมปราณแตก แยก วิญญาณต่างๆ ก็จะปรากฏให้เห็นง่ายที่สุด

ผมเคยประสบกับตัวเองมาแล้วครับ!

วันเสาร์อาทิตย์หยุดงาน ผมชอบเดินออกจากบ้านในซอยเล็กๆ ริมถนนพระราม 5 ตรงข้ามวัดน้อยนพคุณ เลี้ยวซ้ายมาทางราชวัตร ส่วนมากจะไปซื้อผลไม้ นมขวดและโยเกิร์ตกับหนังสือพิมพ์กรอบบ่าย ค่อนข้างพะรุงพะรังเอาการ เลยต้องเรียกตุ๊กตุ๊ก ไปส่งบ้าน

เมื่อต้นปีผมนั่งรถลุงหมาดบ่อยๆ จนกลายเป็นขาประจำกันไปเลย

ลุงหมาดอายุราวห้าสิบเศษ ผอมสูงผิวดำ ตาดุแต่อัธยาศัยดี พอขึ้นรถก็บึ่งไปทางสี่แยกเพื่อเลี้ยวขวาทันที ไม่ต้องบอกทางกันละเพราะส่งกันบ่อยๆ จนแกจำบ้านผมได้แล้ว

จนกระทั่งวันขนหัวลุก!

ฟ้าครึ้มมาตั้งแต่บ่าย แดดหุบโดยไม่มีทีท่าว่าจะโผล่ ดูคล้ายฝนจะตกแต่ก็ไม่ตกซักที ผมนึกได้ว่ารุ่งขึ้นเป็นวันจันทร์ เลยหยิบร่มเดินออกจากบ้านตอนเย็น กะจะรีบไปรีบกลับ

แวะร้านเครื่องเขียนหรูหราใกล้สี่แยก เข้าไปขอเติมหมึก (100 บาท) สาวสวยคนขายกำลังยืนเม้าธ์กับเพื่อนเพลิน หันมาบอกอย่างรำคาญว่า…ช้าหน่อยนะ กว่าจะได้ก็เย็นๆ

พูดเสร็จก็หันไปคุยกับเพื่อนต่อทันที ผมถามว่าเย็นไหน? เพราะตอนนี้ก็หกโมงเย็นแล้ว! เย็นนี้หรือเย็นพรุ่งนี้? เธอคงนึกได้เลยหันมาทำหน้าแหยๆ บอกว่าพรุ่งนี้ค่อยมาใหม่แล้วกัน! ผมอารมณ์บูดทันใดบอกว่าซื้อของที่นี่มาหลายปีแล้ว เพิ่งเคยได้ยินคนค้าขายพูดจาแบบนี้

“อย่ามาขายเครื่องเขียนเลยหนู ไปขายเครื่องเคราอย่างอื่นเถอะ”

แล้วผมก็ออกจากร้านทันที หน้าตาร้อนวูบวาบไปหมด คิดอีกทีก็ไม่น่าจะไปว่าแกแรงๆ แบบนั้น แต่ก็อย่างที่ว่า…ก่อนพูดเราเป็นนาย พูดไปแล้วคำพูดก็เป็นนายเรา!

พอไปซื้อที่เซเว่นก็เจออีก กำลังหิ้วถุงออกจากร้าน พอดีเห็นไฟฉายน่ารักแต่ป้ายบอกราคาตัวนิดเดียว แถมเลอะ เทอะอีกด้วย เลยหยิบให้สาวคนขายดู ถามว่าราคาเท่าไหร่? เธอดูๆ แล้วหันไปร้องลั่นร้านว่า…เฮ้ย! ไฟฉายนี่ราคาเท่าไหร่วะ?

ผมยั้งปากไม่อยู่ก็ร้องสวนไปว่า…ไม่รู้เหมือนกันโว้ย!

เธอหัวเราะกิ๊กกั๊ก คนอื่นๆ หันมามอง เพื่อนคว้าไปดูแล้วบอกราคา ผมสั่นหน้า…ไม่ซื้อว่ะ! ก่อนจะผลักประตูออกก็ได้ยินเสียงเหมือนเปิดเทป…วันหลังเชิญใหม่นะคะ!

ว่าแต่วันนี้เป็นอะไรหนอ…

ต้นโพธิ์ใหญ่ยืนทะมึนอยู่ตรงหน้าพอดี!

ท่าทางจะเป็นซอยตัน แต่โชเฟอร์หมาดหักซ้ายวูบแล�วเลี้ยวขวาอีกที…ชะลอรถให้มอเตอร์ไซค์แซงหน้าไป ก่อนจะเลี้ยวรถกลับ

สรรพสิ่งเงียบเชียบและเยือกเย็น ทั้งๆ ที่เพิ่งจะพลบค่ำไปไม่นาน…

ยอดโพธิ์พลิกใบล้อลม บางทีก็ส่งเสียงซู่ซ่าน่าใจหาย…ปรากฏว่าลุงหมาดหาทางกลับไม่เจอ เลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาตันไปหมด ร้องแต่ว่าเอาละวะ! แล้วตัดสินใจบึ่งไปข้างหน้าจนทะลุซอยใหญ่ตรงข้ามสถานีรถไฟสามเสน ซิกแซ็กมาจนถึงกองขยะท่วมหัวที่มีทางเข้าบ้านผมได้…เรียกว่าซอยฟักไข่

เมือถึงจุดหมาย ผมเลยให้แกไป 50 บาท ถือว่าเป็นค่าทิป 20 บาท

ลุงหมาดยกมือท่วมหัว บอกว่ามีอะไรดลใจให้ผมไปผิดทางก็ไม่ทราบ? จู่ๆ ก็ดันไปทางขวาแทนที่จะเป็นทางซ้าย แถมเลี้ยวเข้าไปในซอยแคบสุดๆ นั่นได้ยังไงก็ไม่รู้…สงสัยว่าผีบังตาจนแกเลี้ยวเข้าซอยเปลี่ยวใจ?

ข้างผมนึกถึงลางสังหรณ์ของตัวเอง ก็ได้แต่นึกอยู่ว่า…มิน่าล่ะ!

ผีในบ่อ

บ้านของบิ๊กมีบรรยากาศของชนบท เป็นบ้านเก่าครึ่งตึกครึ่งไม้หลังใหญ่โตอยู่ในพื้นที่หลายไร่ที่มีแต่ต้นไม้ เยอะแยะ อย่างมะม่วง ชมพู่ มะขาม ขนุนและพืชผักสวนครัวอีกมากมาย ที่ท้ายสวนที่สระน้ำกว้างขวางพอที่จะพายเรือเล่นได้สบาย วันตายของคุณยายของเพื่อนปุ้ยแทน พวกเราร่วมสิบคนจึงยกโขยงกันไปช่วยงานศพที่นครสวรรค์ อันเป็นบ้านเกิดของเจ้าบิ๊ก หลานชายคุณยายผู้วายชนม์นั่นเอง

เจ้าภาพตั้งศพไว้ที่บ้านจนกว่าจะถึงวันกระทำพิธีฌาปนกิจค่ะ!

ในสระมีบัวสีชมพูด้วยค่ะ สวยมากๆ

วันเกิดเหตุจำได้ว่าเป็นวันจันทร์ที่ 24 ธันวาคม อากาศที่อบอ้าวมานานเริ่มเย็นสบายทั้งวัน ปุ้ยชอบบรรยากาศแบบนี้จริงๆ เลย

ตอนเย็นราวๆ เกือบหกโมงเย็น พวกเด็กๆ ที่ตามผู้ใหญ่มางานศพคุณยายก็เล่นกันสนุกสนาน เล่นอะไรก็ไม่เล่น…ดูเถอะ ดันมาเล่นซ่อนแอบ! แต่จะว่าไปแล้วมันก็น่าเล่นนะคะเพราะต้นไม้เยอะ บางคนปีนขึ้นไปหลบบนต้นมะขาม บางคนซ่อนตัวอยู่ตามพุ่มดอกเข็ม เล่นแบบไม่กลัวผีลักซ่อนค่ะ!

พวกผู้ใหญ่บอกให้ไปตามกันกลับมาเถอะ มืดค่ำแล้ว เดี๋ยวจะตกน้ำตกท่ากันซะ พวกเรานักศึกษาจึงพากันไปตามเก็บเด็กๆ แสนซนเหล่านั้น

ปุ้ยเห็นเพื่อนๆ ต้อนมาได้หลายคน แต่ปุ้ยยังกังวลเลยเดินไปทางสระน้ำ

เสียงเทียบเวลาหกโมงเย็น และเพลงเคารพธงชาติแว่วมาแต่ไกล บรรยากาศสลัวลงอย่างรวดเร็วแต่ยังพอมองเห็นอะไรได้ชัดเจนอยู่ ปุ้ยเห็นเด็กคนหนึ่งนั่งเงียบๆ อยู่ใต้กอไผ่ แกอายุราว 6-7 ขวบ นุ่งกางเกงนักเรียนสีกากี ไม่ใส่เสื้อ ไม่ใส่รองเท้า ผมเกรียนเห็นหัวทุยน่ารัก…

“ไอ้อู๋! อย่ากวนพี่เขานะ กลับไปอยู่ในที่ของแกเดี๋ยวนี้!”

ไม่ต้องรอดูอะไรแล้วค่ะ ปุ้ยรีบลุกขึ้นวิ่งแน่บ หลับหูหลับตาวิ่งอย่างเดียว จนมีคนมาจับตัวกอดไว้และเขย่าแรงๆ ปุ้ยถึงได้สติ ใครต่อใครเข้ามากลุ้มรุมถามเสียงแซดว่าปุ้ยเป็นอะไร? เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือเปล่า?

ปุ้ยก็เล่าให้พวกเขาฟัง…

ในที่สุดปุ้ยก็รู้ว่า เด็กอู๋เป็นลูกคนงานของคุณยาย แกตกน้ำตายเมื่อปีก่อนนี่เอง!

ส่วนเสียงหญิงชราที่มาช่วยปุ้ย จะเป็นใครไปไม่ได้ ทุกคนเชื่อตรงกันทั้งนั้นว่าเป็นคุณยายของบิ๊กนั่นเองค่ะ

อย่างไรก็ตาม ปุ้ยอยู่ช่วยจนเผาศพคุณยายเรียบร้อย แต่ต้องนอนกันเป็นกลุ่มเป็นก้อนนะคะ เพราะบอกตรงๆ อย่างกล้าหาญเลยว่า…พวกเรากลัวผีค่ะ! บรื๋อออ….

สะดุดตาตรงที่ผิวแกดำมากนะคะ ดำจนดูมืดไปเลย!

ปุ้ยเดินเข้าไปนั่งข้างๆ แกแล้วถามว่า “มานั่งที่นี่ทำไมคะ ใกล้มืดค่ำแล้ว กลับไปที่งานกับพี่ดีกว่านะ”

ลมเย็นๆ พัดวูบ ยอดไม้สะบัดกิ่งใบเกรียวกราว ทำให้บรรยากาศยิ่งดูเยือกเย็น ชวนให้วังเวงบอกไม่ถูก รู้สึกหวาดระแวง ไม่ไว้ใจสรรพสิ่งที่อยู่รอบๆ ตัวเอาซะเลย

ทันใดนั้นเอง!

เด็กน้อยหันมามองหน้าปุ้ยเชื่องช้า…บอกตรงๆ ว่าเล่นเอาปุ้ยขนลุกซ่าไปทั้งตัว เพราะอาการหันหัวของแกดูแปลกๆ เด็กน้อยหน้าคว่ำ ตาคว่ำ…แวบหนึ่ง ปุ้ยเห็นตาแกขาวโพลนไม่มีตาดำแต่พอปุ้ยกะพริบตา แกก็ดูเป็นปกติค่ะ

“อยากกลับบ้าน…? เสียงแกแหบโหยพิกล…คุณพระช่วย! ปุ้ยเพิ่งสังเกตว่าผิวแกน่ะไม่ได้ดำแบบผิวคนธรรมดาหรอกค่ะ แต่มันเป็นสีม่วงคล้ำ ช้ำเป็นจ้ำๆ ริมฝีปากของแกก็เข้มจนเกือบดำสนิท

ปุ้ยใจหายวาบ เด็กนี่ไม่ใช่คนแน่แล้ว!

ฉับพลันที่คิดอย่างนี้ แกก็ทำท่ากางมือจะโผเข้ามาหาปุ้ย…

ทันใดนั้น มีเสียงผู้หญิงแก่ๆ ดังมาจากไหนไม่รู้

คืนหลอนศพ

คืนนั้นเอง ก็ได้ข่าวว่ามีการท้าทายกันว่าใครจะกล้าเข้าไปกุดังเก็บศพคนเดียว มีนมกระป๋องตราเรือใบกับบุหรี่เกล็ดทองเป็นเดิมพัน…แต่ของสองอย่างนั้นจะ วางไว้ในโลงศพ ใครกล้าหยิบนมกับบุหรี่มาได้ถือว่าชนะ และได้รับรางวัลไป

จำได้ว่ามีพระรูปหนึ่งชื่อหลวงพี่หนุ่ยรับคำท้าทันที!

หลวงพี่รูปนี้มีนิสัยแปลกๆ ชอบเล่นเครื่องรางของขลัง สวมประคำพวงใหญ่ วางตัวเหนือผู้อื่นทั้งๆ ที่เพิ่งบวชพรรษาแรก พอกลับจากพายเรือบิณฑบาต ฉันเช้าเสร็จก็เก็บตัวเงียบในกุฏิท่องบ่นคาถาอาคมงึมงำแทบทั้งวัน

พระรูปอื่นไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ จึงหาวิธีลองของเหมือนจะท้าพิสูจน์ หรือแกล้งกันในทีว่าจะมีคาถาอาคมแก่กล้าจริงหรือเปล่า?

เลยค่ำไปไม่นานก็ได้เวลาเปิดโกดังและเปิดโลง

คืนนั้นเดือนมืด ท้องฟ้ามีเมฆหนาทึบ ไม่เห็นดาวเลยแม้แต่ดวงเดียว

เด็กวัดก็ตามแห่ไปด้วย ท่ามกลางบรรยากาศเยือกเย็นน่าวังเวงใจ สายลมพัดโชยวู่หวิวเสียงแมลงกลางคืนระงมเซ็งแซ่ พอเราเดินผ่านก็เงียบกริบ ครั้นคล้อยหลังก็ดังขึ้นมาอีก

หลวงพี่หนุ่ยถือเทียนเดินนำหน้า ไม่ช้าก็เปิดประตูเหล็กดังบาดหู หายเงียบเข้าไปในนั้น พระรูปอื่นๆ กับเด็กวัดจับกลุ่มรอกันอยู่เงียบๆ สายลมคร่ำครวญ ไม่มีใครหัวเราะต่อกระซิกกันเลย

จู่ๆ เสียงเอะอะโวยวายก็ดังออกมาจากโกดังศพ เล่นเอาสะดุ้งเฮือกไปตามๆ กัน

หลวงพี่หนุ่ยเผ่นอ้าวจีวรปลิวออกมา หน้าตาตื่นตกใจสุดขีดปรากฏในแสงไฟฉาย…ในมือไม่มีทั้งเทียน บุหรี่ และนมกระป๋อง วิ่งเตลิดขึ้นกุฏิเงียบกริบ…พอออกพรรษาก็รีบหาฤกษ์สึกทันที!

แม้ว่าจะไม่ยอมปริปากบอกใครว่าพบเห็นอะไรในโกดังศพ แต่พวกเราก็พอเดาได้ว่าหลวงพี่หนุ่ยเจอประสบการณ์น่าขนหัวลุกขนาดไหน…จริง ไหมครับ?

ที่วัดใต้ค่อนข้างเปล่าเปลี่ยว ไม่มีบ้านผู้คนซักหลัง มีแต่ท้องนาอ้างว้างไปลิบๆ แถมยังติดป่าช้าอีกต่างหาก…มีเมรุเผาศพแบบโบราณที่เรียกว่า “เมรุปูน”

ใกล้ๆ กันนั้นมีตึกเก่าแก่ บานประตูเหล็กขึ้นสนิม มีต้นไทรใหญ่หลายต้นขึ้นร่มครึ้ม แผ่กิ่งก้านสาขาปกคลุมตึกหลังนั้นให้ดูเยือกเย็น น่าวังเวงใจ แม้จะเป็นตอนกลางวันแสกๆ ก็เถอะเอ้า!

ยิ่งมีสายลมพัดซ่า…แหม! มันเกิดเสียงพิลึกพิลั่นบอกไม่ถูก บางทีฟังเหมือนเสียงคนหัวเราะเกรียวกราว แต่บางทีก็ฟังคล้ายใครกลุ่มหนึ่งกำลังสะอึกสะอื้น หรือไม่ก็ทอดถอนใจใหญ่ด้วยความทุกข์โศกเต็มประดา

ตึกอะไรล่ะ? อ๋อ…โกดังเก็บศพน่ะซีครับ!! บางคนเรียก “กุดัง” มั่ง “โรงทึม” มั่ง…แต่ของจริงๆ ก็คือสถานที่เก็บศพสารพัดชนิด ทุกเพศทุกวัย…ใครบอกว่าไม่กลัวผมว่าปากแข็งละมั้ง?

คนที่บอกว่ากลัวๆ น่ะจะฉุกคิดหรือเปล่าก็ไม่รู้ ว่าวันหนึ่งตัวเองก็ต้องมานอนแหงแก๋อยู่ในกุดัง ทำให้คนอื่นๆ เขากลัวเหมือนกัน หรือไม่ตัวเองก็กลับนอนกลัวผีตัวสั่นเทาอยู่ในโลงก็ไม่ทราบนะครับ!

วันดีคืนดี เจ้าอาวาสไม่อยู่ ก็มีพระหนุ่มๆ ดอดเอากุญแจไปเปิดโกดังเก็บศพ เปิดโลงศพดูกัน ไม่รู้ว่ามีอะไรน่าดูตรงไหนซีน่า พวกเด็กวัด 2-3 คนก็ตามหลังพระเข้าไปดูด้วย

ผมเองยอมรับว่าตั้งหลักอยู่ห่างๆ เพื่อนชวนเข้าไปก็ส่ายหน้าดิก อ้างว่าไม่สนุก…ความจริงก็กลัวผีนั่นแหละครับ

ผมว่าตัวเองคิดถูกแฮะ! ขนาดอยู่ห่างๆ ยังได้กลิ่นเหม็นหืนโชยมาตามสายลม แว่วเสียงฝาโลงเอี๊ยดอ๊าดตอนช่วยกันเปิดน่ะ กลิ่นเหม็นยิ่งรุนแรงมากขึ้น ขนาดอยู่ในที่โล่งๆ ยังต้องอุดจมูกเลยนี่นา…ไม่รู้ว่าภาพศพขึ้นอึ้ดทึ่ดในโลงจะน่าทัศนาที่ตรง ไหน?

ตอนนั้นตะวันขึ้นสูงใกล้จะเพล ผมเงยหน้าขึ้นมองต้นไทรเหนือกุดังโดยไม่ได้ตั้งใจ

คุณพระช่วย! ร่างดำๆ นับสิบเกาะอยู่ตามกิ่งไทร จ้องมองลงมาด้วยดวงตาลุกวาว บ่งบอกว่าขัดเคืองที่ถูกรบกวน ล่วงเกินในยามที่พวกเขากำลังนอนพักอย่างสงบสุขเป็นครั้งสุดท้าย

ม่านตาพร่าพราย ลิ้นแข็งคับปากจนพูดอะไรไม่ออก ก่อนที่สายลมจากทุ่งนาจะพัดซ่ามาเยือกเย็น ซาบซ่านตามแผ่นหลังชุ่มเหงื่อ…ภาพน่ากลัวเหล่านั้นหายไปหมดแล้ว!