เรื่องลี้ลับ

15 entries have been tagged with เรื่องลี้ลับ.

ผีไม่ลืมถิ่น

ผีดุ
ฟังแล้วนะคะ…แหม! ขอโทษเถอะ ป้าอยากตบปากมันจังเลยค่ะ!

ป้า เองอายุเลยหกสิบมาหลายปีแล้ว นึกถึงวันคืนเก่าๆ แล้วใจหายค่ะ ทำไมกาลเวลามันผ่านไปเร็วนักก็ไม่รู้? เมื่อสิบกว่าปีก่อน แม่ค้าที่ตลาดยอด บางลำพู เรียกว่าป้าๆ ช่วยซื้อผลไม้หน่อยซีคะ! เล่นเอาเกือบสะดุ้งแน่ ใจหายหมดเลย…ยกมือขึ้นลูบผมหงอกประปรายอย่างลืมตัว ต่อมาพวกหนุ่มสาวแถวบ้านที่บางขุนพรหมก็เรียกป้าๆ กันไปหมด

ผีดุ
“ผีมันเห็นว่าแก่ซะขนาดนี้ ไม่ช้าก็จะกลายเป็นผีด้วยกันอยู่แล้ว! เผลอๆ ผีเห็นมันยังตกกะใจ…นึกว่าเจอผีหลอกซะอีกแน่ะ!”

มาตอนนี้โดนเรียกยาย! แต่ฟังแล้วเฉยๆ ค่ะ ไม่ยินดียินร้ายอะไรหรอก…ฉันไม่อยากแก่ แต่ก็ยินดีที่จะแก่! พูดเอาเท่ ตามเทรนด์เค้าทันมั้ยเนี่ย?
“ตาเถร!” ป้าหลุดออกไปเต็มปากเต็มคำ เพราะใบหน้านั้นคือตาอ๋อชัดๆ แถมยืดคอเข้ามาหาจนป้าผงะหงาย ร้องแว้! จนป้าหวิดสลบ ตาเหลือก ยกมือขึ้นกุมอก ใจเต้นโครมคราม…ตาเบิ้มเดินผ่านป้าไปแล้ว

พุทโธธัมโม! จะหลอกก็หลอกดีๆ ซี่ ดันแปลงตัวมาหลอกแบบนี้น่ะมันไม่แฟร์ย่ะ! คนแก่ก็มีหัวใจนะยะ…ขอบอก! เอิ๊ก…ลมใส่ซีคะคุณ!
คนปูนป้าน่ะเลิกทำการงานกันแล้ว ป้าเองก็เหมือนกัน ยังดีที่มีลูกๆ หลานๆ คอยดูแล แต่ถึงไม่มีป้าก็มีบำนาญกินละค่ะ รับใช้หลวงท่านมาเกือบ 40 ปีแล้วนี่นา ป้าก็ช่วยดูแลบ้าน ทำงานเล็กๆ น้อยๆ เท่าที่จะทำได้ ตอนเย็นๆ มานั่งหน้าบ้านคอยหลานที่มีผู้หญิงกับผู้ชาย ซนเป็นทโมนไพรทั้งคู่เชียว เฮ้อ…แต่ก็รักมันนะ

บางวันก็ไปวัด ไม่ว่าวัดอินทร์, วัดสามพระยา, วัดใหม่อมตรส, วัดเอี่ยม…วัดหลังนี่ไปบ่อย ไหว้ท่านท้าวมหาพรหมบ้าง หลวงปู่ทวดบ้าง เจ้าแม่กวนอิมบ้าง นึกครึ้มๆ ก็ซื้อมาลัยกับหมากพลูที่เขาขายหน้าวิหารไปถวายท่าน แล้วก็เสี่ยงเซียมซี

อ้าว? ก็เพื่อหาเลขเด็ดไปเล่นหวยน่ะซีคะ งวดละสองสามร้อยบาทพอให้ได้ลุ้นระทึกก็ยังดี ผู้หญิงคราวป้าแถมเป็นม่ายผัวตาย จะมีอะไรส่วนตัวให้ลุ้นล่ะคะคุณ?

มัวแต่เรื่อยเปื่อยถึงเรื่องอื่นเสียเวลา ขอเข้าเรื่องขนหัวลุกเลยนะคะ!

ตาอ๋อ-คนในซอยเมากลับบ้านตอนค่ำ โดนรถชนแถวปากซอยตายคาที่

ที่เรียกตาอ๋อน่ะไม่ใช่คนแก่นะคุณ เราชอบเรียกคนรุ่นลูกรุ่นหลานว่า พ่อนั่นแม่นี่, ตานั่นยายนี่จนติดปาก…ตาอ๋อน่ะอายุราวสี่สิบ อ่อนกว่าลูกชายคนโตของป้าเสียอีก แกชอบเหล้าค่ะ เมาแล้วซ่าเป็นประจำ

มาถึงเรื่องสำคัญคือเขาลือว่าผีตาอ๋อเฮี้ยนนัก ไม่ต้องพูดถึงกลางค่ำกลางคืนจะมาหลอกหลอนเลยค่ะ นั่นน่ะผีเบ็ดเตล็ด! ตาอ๋อนี่ผีมีปริญญาการันตีเชียวนะคุณ!

แกมาหลอกหลอนกลางวันแสกๆ ตอนบ่ายตอนเย็นไปยันโพล้เพล้ เดินปะปนกับคนในซอยน่ะแหละ ไม่ค่อยมีใครสนใจจนกระทั่งมองหน้าจังๆ จึงเห็นตาอ๋อยิ้มให้ พอจำได้ก็ร้องโวยวายเหมือนคนบ้าหรือเจ๊กตื่นไฟ โว้ยๆ จนแตกตื่นกันไปทั้งซอย

ตอนแรกก็ว่าตาฝาด แต่เอ๊ะ! นับวันยิ่งหนาหูขึ้นทุกที ป้านั่งเล่นหน้าบ้านคอยหลานเล็กๆ กลับจากโรงเรียน มองดูคนผ่านไปมา รู้จักกันก็ทักทายกัน…แต่ไม่เคยเจอตาอ๋อซักที ตอนแกยังไม่ตายก็ถูกชะตากันดีค่ะ

เย็นหนึ่งป้าก็เจอดีเข้าให้!

ขณะนั่งมองดูคนเดินผ่านไปมาแล้วนึกถึงตาอ๋อ…คนไหนนะ? แต่ก็ไม่เห็นจนห้าโมงกว่าๆ หน้าหนาวค่ำเร็ว ฟ้าครึ้ม แดดหายไปหมด ก็พอดีมองเห็น…

ตาอ๋อนี่นา! ยกมือป้องหน้า ขยับแว่นจ้องมองให้แน่ใจ เห็นนุ่งกางเกงยีนส์สวมเสื้อยืดขาวคุ้นตา ยอมรับว่ากลัวนิดๆ แต่พอเขาเดินใกล้เข้ามาก็ไม่ใช่ตาอ๋อหรอกค่ะแต่เป็นตาเบิ้ม เขาวัยเดียวกัน สูงต่ำดำขาวพอๆ กัน ตาเบิ้มยิ้มให้ป้าจนกำลังจะผ่านหน้าไปรอมร่อ…นึกยังไงไม่รู้ดันหันขวับมา

ผีหวงของ

Ghostขุดสมบัติของกลุ่ม โจรในวันนั้นเล่าว่ามีการนำอาจารย์ทางไสยศาสตร์มาทำ พิธีด้วย มีการเสกไข่เสี่ยงทายและพบไข่เป็นสีต่าง ๆ เช่น สีเหลือง แดง เขียว ดำ ซึ่งบอกให้รู้ว่ามีขุมทรัพย์ประเภททองคำ เพชรนิลจินดา และเงินตราโบราณอยู่มากมาย ทำให้พวกโจรดีใจกันมาก แล้วก็ช่วยกันทำการขุด เมื่อขุดลงไปประมาณ 7 ฟุต ก็พบโครงกระดูก 4 โครง นอนหัวชนกันหันเท้าชี้ไป 4 ทิศ และพอขุดลงไปอีกจอบก็ไปกระทบกับพื้นคอนกรีตโบราณ ซึ่งเป็นหลังคาอุโมงค์เก็บสมบัติ จึงพยายามช่วยกันแซะปากอุโมงค์ให้กว้างขึ้น และน่าประหลาดที่ภายในอุโมงค์มีกระแสลมแรงมาก พัดออกมาตลอดเวลา คล้ายมีพัดลมขนาดใหญ่อยู่ข้างใน อาจารย์ทางไสยเวทย์ที่ร่วมทีมจึงทดลองเอาด้ามเสียมแหย่ลงไปดูปรากฏว่า เสียมถูกกระแสลมตีเศษเหล็กกระจาย ทำให้แน่ใจว่าภายในหลุมนี้มี “หุ่นพยนต์” หรือ “จักรพยนต์” ที่คนโบราณผูกไว้สำหรับป้องกันขุมทรัพย์

“หุ่นพยนต์” หรือ “จักรพยนต์” นี้ทำด้วยเหล็กกล้าเนื้อดี และคมกริบเคลื่อนไหวด้วยกลไกที่ผลักดันจากแสง และอากาศที่อัดลงไป นอกจากนี้ยังมีการปลุกเสกลงอาถรรพณ์ ด้วยเวทมนตร์ศักดิ์สิทธิ์เพื่อให้มีวิญญาณสิงสถิตย์อยู่ หากจะทำลายก็ต้องแก้ด้วยเวทมนตร์ แต่สำหรับกลุ่มโจรเหล่านี้ แม้จะมีอาจารย์ทางไสยศาสตร์ มาคอยแก้อาถรรพณ์อยู่ด้วยก็ยังทำได้ยาก เพราะขณะกำลังทำพิธีล้างอาถรรพณ์หุ่นพยนต์นั้น อุโมงค์ขุมทรัพย์ก็ได้เลื่อนออกไป เสียงดังครืด ๆ เป็นที่น่าอัศจรรย์ หนำซ้ำยังมีดินถล่มลงมาถมปากอุโมงค์จนเต็ม เป็นการปิดไม่ให้คนเหล่านั้นได้ล่วงล้ำเข้าไปอีก แต่ถึงจะเจออภินิหารซึ่งหน้าเช่นนี้ กลุ่มโจรก็ยังไม่ย่อท้อ ตั้งใจว่าจะเริ่มขุดใหม่ในวันรุ่งขึ้น

ดึกดื่นคืนนั้นพวกโจรกลับกัน หมดแล้ว ได้ปรากฏร่างใหญ่โตของคน 4 คน ซึ่งไม่มีหัวมายืนอยู่หน้ากลดหลวงปู่สีโห ทั้งหมดคือภูตที่คอยเฝ้ามหาสมบัติให้สมเด็จพระนเรศวรฯ มาแจ้งให้หลวงปู่ทราบว่า กลุ่มโจรเหล่านี้มาขุดพระราชทรัพย์อันศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าฟ้าพระมหากษัตริย์ ที่ทรงสาปแช่งไว้ แล้วยังทำพิธีไสยศาสตร์ ทำลายข่ายอาถรรพณ์ที่พระครูปุโรหิตโบราณาจารย์ทำไว้ให้เสื่อมอีก เท่ากับเป็นการทำลายดวงชะตาของบ้านเมือง พวกตนจะมาเอาชีวิตไปให้หมดแต่ติดขัดว่ามีหลวงปู่อยู่ด้วย จึงมาแจ้งให้ทราบ แต่หลวงปู่สีโห ซึ่งท่านได้ชื่อว่าเป็นพระที่มีจิตเมตตา ท่านจึงได้ขอบิณฑบาตชีวิตคนเหล่านั้น ขอแค่ดัดนิสัยให้เข็ดหลาบก็พอ ทำให้วิญญาณทั้ง 4 นิ่งอึ้ง และบอกว่าต้องให้หลวงปู่ลองพูดกับพญายมบาลเอง พวกเขาไม่มีอำนาจอะไร เพียงแต่ทำตามหน้าที่เท่านั้นพูดเสร็จก็เดินหายเข้าไปในองค์พระเจดีย์

หลวง ปู่สีโหจึงเข้าฌานติดต่อกับพญายมบาล เมื่อพญายมบาลเปิดบัญชีดูจึงรู้ว่าพวกขุดลักพระราชทรัพย์เหล่านี้ ดวงยังไม่ถึงฆาตในตอนนี้ แต่กรรมหนักกำลังจะตามมาในไม่ช้า แต่ถึงอย่างไรพวกนี้ก็ควรจะได้รับผลจากคำสาปแช่งบ้างจะได้หลาบจำ เป็นอันว่าท่านพญายมตกลงจะไว้ชีวิตพวกโจร ครั้นรุ่งเช้าหลวงปู่สีโหตื่นขึ้นจะไปสรงน้ำ เพื่อออกบิณฑบาตก็ได้เห็นโจรกลุ่มนั้นกำลังนอนดิ้นทุรนทุราย เอามือกุมท้องบิดไปมาด้วยความเจ็บปวด ขอให้หลวงปู่ช่วย ขณะเดียวกันบนองค์พระเจดีย์ใหญ่ก็เกิดเสียงดังครืน ทำให้ทุกคนหันไปดู เพราะคิดว่าพระเจดีย์จะถล่ม แต่แล้วก็พากันตกตะลึง เมื่อเห็นชายผู้หนึ่งเดินลงมาจากพระเจดีย์พร้อมด้วยผีหัวขาดร่างใหญ่โต และพากันเดินหายไปทางกำแพงแก้วด้านทิศใต้ พวกโจรในที่นั้นร้องอุทานด้วยความตกใจสุดขีด หลวงปู่จึงบอกว่า “พวกเขาคือปู่โสมเฝ้าทรัพย์ที่จะมาเอาชีวิตพวกเจ้า” พอได้ยินหลวงปู่พูดเช่นนี้ พวกโจรทั้งหมดก็เกิดความกลัว ตาหูเหลือกลาน จนอาการปวดท้องกำเริบ ทำให้หมดสติไปตามๆกัน หลวงพ่อเห็นแล้วก็ยิ่งเกิดความสังเวชที่เห็นโจรเหล่านี้ถูกลงโทษ เช้าวันนั้นท่านจึงจาริกออกจากอยุธยาไป ปล่อยให้โจรเหล่านั้นนอนสลบไสลเฝ้าขุมทรัพย์ภายในวัดป่าแก้วไปตามยถากรรม

” ปู่โสมเฝ้าทรัพย์” นั้นมีจริงหากใครไม่เชื่อคิดลบหลู่ลองของก็เชิญพิสูจน์ได้ที่ “วัดป่าแก้ว” หรือ “วัดใหญ่ชัยมงคล” จ.อยุธยา เพราะสมบัติมีค่ามหาศาล ครั้งแผ่นดินสมเด็จพระนเรศวรฯ ณ ปัจจุบันก็ยังคงฝังอยู่ใต้ดินรอบองค์พระเจดีย์นั่นเอง ซึ่งคงต้องรอผู้มีบุญ ผู้มีวาสนาขุดขึ้นมาใช้เป็นพระราชทรัพย์บำรุงแผ่นดิน และพระพุทธศาสนาในยุคต่อ ๆ ไป เรื่องนี้มีหลักฐานและ ถูกเล่าขานกันนานแล้ว เป็นเรื่องจริงจากคำบอกเล่าของพระธุดงค์หลายรูป ที่เล่าตรงกันเกี่ยวกับขุมทรัพย์โบราณมูลค่ามหาศาลภายใน “วัดป่าแก้ว” หรือ วัดใหญ่ชัยมงคล จ.พระนครศรีอยุธยา วัดนี้ตามประวัติกล่าวไว้ว่า เดิมเป็นวัดราษฎร์เรียกกันว่าวัดป่า ตั้งอยู่ในบริเวณเดียวกับวัดสำคัญประจำนครอโยธยาเดิมคือวัดพนัญเชิง วัดมเหยงค์ วัดกุฎีดาว และวัดอโยธยา ครั้งถึงแผ่นดินสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (พระเจ้าอู่ทอง) ได้ทรงให้ขุดศพเจ้าแก้วเจ้งไท เชื้อพระวงศ์ที่เป็นอหิวาตกโรคตาย ขึ้นพระราชทานเพลิงที่วัดนี้แล้วทรงซ่อมแซมบูรณะเจดีย์วิหาร ก่อนจะทรงสถาปนาขึ้นเป็นพระอารามหลวง พระราชทานนามว่า “วัดเจ้าพญาไท” ให้เป็นที่พำนักของพระพนรัต

ซึ่งเป็นพระสังฆราชฝ่ายอรัญวาสี และด้วยอาณาเขตของวัดที่กว้างใหญ่ ชาวบ้านจึงนิยมเรียกชื่อ “วัดใหญ่” ตั้งแต่นั้นมาจนล่วงมาถึงปี พ.ศ. 1991 – 2031 ในแผ่นดินสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ พระสงฆ์ไทยคณะหนึ่งนำกันออกไปอุปสมบทแปลงเป็นสิงหนีนิกาย และศึกษาพระพุทธศาสนา ณ สำนักพระพนรัต มหาเถระในลังกาทวีป สำเร็จแล้วกลับมาตั้ง “คณะป่าแก้ว” ที่ “วัดเจ้าพญาไท” จึงนิยมเรียกชื่อกันว่า “วัดเจ้าพญาไทคณะป่าแก้ว” ภายหลังเรียกเหลือสั้นลงแค่ “วัดป่าแก้ว” และเปลี่ยนเป็น “วัดใหญ่ชัยมงคล”

ในปัจจุบันวัดโบราณเก่าแก่ในเขต จ.พระนครศรีอยุธยา หลาย ๆ วัดเป็นที่รู้จักดีในหมู่เซียนพระ และนักเล่นของเก่าแก่ว่าจะต้องมีสมบัติมีค่ามหาศาลฝังไว้ใต้ดิน และแน่นอนว่าแต่ละที่จะต้องมี “ภูต” ที่เรียกว่า “ปู่โสม” เฝ้าอยู่ คนที่เชื่อและขยาดในอิทธิฤทธิ์มักไม่กล้าเข้าไปยุ่ง แต่กับกลุ่มคนที่ชอบลักลอบเข้าไปขุด พวกนี้จะมองเห็นเป็นเรื่องธรรมดา เพราะกิเลสและความละโมบที่มีอยู่ ทำให้ตามืดบอด มองไม่เห็นหายนะและความตายจากคำสาปแช่งที่กำลังจะมาถึงวัดป่าแก้วหรือ วัดใหญ่ชัยมงคล ในอดีตมักจะมีพระธุดงค์แวะเวียนมาปักกลดแสวงหาความวิเวกอยู่เป็นประจำ สมัยนี้เล่ากันว่าบริเวณวัดมีแต่ต้นไม้ขึ้นหนาแน่นและเต็มไปด้วยสัตว์ร้าย เช่น งูเหลือม งูจงอาง เป็นสถานที่อันตราย เปลี่ยว และยังลือกันว่า “ผีดุ” จนชาวบ้านได้กล้าย่างกรายเข้าไป แต่ก็ยังมีพระภิกษุรูปหนึ่ง ใช้สถานที่นี้เป็นที่ปักกลดท่านคือ “หลวงปู่สีโห” พระป่ากรรมฐาน ซึ่งเป็นศิษย์ใกล้ชิด หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต พระปรมาจารย์กรรมฐานแห่งภาคอีสาน

“หลวงปู่สีโห” ท่านเป็นศิษย์หลวงปู่มั่นรุ่นเดียวกัน หลวงปู่ฝั้น อาจาโร หลวงปู่ขาว อนาลโย และหลวงปู่แหวน สุจิณโณ ท่านเป็นพระที่เคร่งในพระธรรมวินัย แต่ไม่ชอบอยู่วัดเพราะท่านรักที่จะอยู่ตามป่า ท่านเป็นพระที่มีชื่อเสียงในทาง “วิปัสสนากรรมฐาน” มากจนได้รับการยกย่องว่า มีเมตตาและพลังจิตแก่กล้า มีอำนาจแห่งอิทธิฤทธิ์และอภิญญา

หลวงปู่สีโห ท่านเคยมาปักกลดอยู่ในวัดป่า แก้ว ใกล้กับพระเจดีย์องค์ใหญ่ที่สมเด็จพระนเรศวรฯ ทรงสร้างเฉลิมฉลองพระเกียรติ ภายหลังที่มีชัยแก่พม่าแล้ว ขณะที่ท่านพำนักอยู่ได้มีคนกลุ่มใหญ่พากันเข้ามาภายในวัดมองดูลักษณะคล้าย พวกโจร คนเหล่านี้มาขอร้องให้หลวงปู่ถอนกลดย้ายไปจากที่นั่น หลวงปู่ถามว่าเหตุใดจึงมาไล่ท่าน คนพวกนั้นตอบตามตรงว่าพวกเขาจะมาขุดทรัพย์ตามลายแทง แต่ไม่อยากให้หลวงปู่ร่วมรับรู้ด้วย และยังได้เล่าต่อไปว่าภายในเขตกรุงศรีอยุธยานี้มีลายแทงโบราณ บอกที่ซ่อนทรัพย์สมบัติไว้มากมายถึง 713 แห่ง พวกเขาขุดพบมาแล้ว 5 แห่ง และตามลายแทงยังบ่งบอกไว้ว่าในบริเวณรอบพระเจดีย์ใหญ่ที่สมเด็จพระนเรศวรฯ สร้างนี้มีขุมทรัพย์อยู่ถึง 27 ขุม มีข้าวของเงินทอง และเพชรนิลจินดาอยู่มากมาย จากนั้นกลุ่มชายฉกรรจ์ก็ได้เอาสมุดข่อย ซึ่งเขียนด้วยอักขรไทยโบราณมีรูปแสดงที่ตั้งขุมทรัพย์ใต้ดินในบริเวณรอบ ๆ พระเจดีย์ให้หลวงปู่ดู นอกจากนี้ในสมุดข่อยยังมีแผนที่แสดงขุมทรัพย์ต่าง ๆ ทั่วกรุงศรีอยุธยาอีกมากมายนับไม่ถ้วน

และที่น่ากลัวก็คือ ภายในสมุดข่อยเล่มนั้นมีอยู่หน้าหนึ่งเป็นผ้าเยื่อไม้ซีด ๆ ปรากฏคำสาปแช่งเอาไว้ด้วยโดยที่ไม่รู้ว่า กลุ่มโจรพวกนี้ จะเห็นหรือไม่ เรื่อง ขุมทรัพย์รายรอบพระเจดีย์นี้เป็นเรื่องที่คนโบราณว่าไว้จริง ซึ่งหัวหน้าแม่ชีท่านหนึ่งที่วัดใหญ่ชัยมงคลเคยเล่าให้ผู้เขียนฟัง ในสมัยที่ท่านเข้ามาอยู่ที่วัดนี้ใหม่ ๆ นอกจากจะได้เห็น “ดวงพระวิญญาณ สมเด็จพระนเรศวรฯ” แล้วท่านยังเคยเห็น “ทองลุก” ซึ่งเป็นไฟพะเนียงพุ่งขึ้นไปบนฟ้าตรงบริเวณหน้าพระเจดีย์องค์นี้ ซึ่งคนโบราณบอกไว้ว่าถ้าเห็นลักษณะนี้แสดงว่า ใต้ดินบริเวณนั้นต้องมีสมบัติฝังอยู่แน่นอน สำหรับที่มาของขุมทรัพย์เหล่านี้ตามลายแทงโบราณได้บอกไว้ว่าเป็นมหาสมบัติ อันล้ำค่า ของอดีตพระมหากษัตริย์กรุงศรีอยุธยาหลายพระองค์ ที่สมเด็จพระนเรศวรทรงขุดพบ และนำมาฝังไว้ตามคำแนะนำของสมเด็จพระพนรัตน์ป่าแก้ว ผู้เป็นอาจารย์ของพระองค์จุดประสงค์ก็เพื่อเป็นการบูชาพระรัตนตรัย แก้อาถรรพณ์ดวงเมืองที่ตกต่ำ ร่วงโรยมานานให้รุ่งเรืองขึ้นในยุคสมัยของพระองค์

การ

ผีหลอกนักกีฬาไทย

Ghost

“น้องเล็ก” ชนาธิป ซ้อนขำ ที่คว้าโควตาไปโอลิมปิกเกมส์ 2012 ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ในรุ่น 49 กก. หญิง จากการแข่งขันรอบคัดเลือกโซนเอเชีย ที่ไทย เป็นเจ้าภาพ เปิดเผยว่า ช่วงก่อนการแข่งขันโอลิมปิกรอบคัดเลือก ตนและเพื่อนทุกคนต้องเข้าพักและเก็บตัวฝึกซ้อมที่ศูนย์ฝึกแห่งใหม่ พบว่า ทุกคืนเวลาตีสองครึ่ง ตัวเองจะต้องสะดุ้งตื่น เหมือนมีคนมากระซิบข้างหูปลุก บางคืนก็ข่มตาหลับได้ แต่บางคืนก็นอนไม่หลับจนถึงเช้า แถมยังต้องตื่นมาซ้อมในตอนเช้าเวลา 08.00 น. ทุกวัน ทำให้สภาพร่างกายอิดโรย จนเกือบต้องเข้าโรงพยาบาลเลยทีเดียว

“เล็กมีเพื่อนรุ่นพี่คนหนึ่งที่เขามีสัมผัส (เซนส์) ในเรื่องนี้ เขาบอกว่าเป็นวิญญาณเร่ร่อนมาขอส่วนบุญ เล็กก็ไปทำบุญสังฆทานให้ แต่ก็ยังเจออยู่เรื่อยๆ บางทีก็มาเป็นเสียงกระซิบ เสียงผู้หญิง ฟังไม่รู้เรื่องว่า เขาพูดอะไร เหมือนเขาอยู่ที่ตรงนั้นมาก่อนที่เราจะสร้างสมาคม เขาก็ไม่ได้มาหลอกหรือทำอะไรเรา เพราะเล็กเป็นคนที่ก่อนนอนต้องสวดมนต์ ชอบทำบุญอะไรอย่างนี้ เขาเลยมาขอจากเรา” น้องเล็ก กล่าว

ด้าน “น้องจูน” รังสิยา นิสัยสม เจ้าของแชมป์โลกคนล่าสุด กล่าวว่า ตนก็เคยพบภาพหลอนเช่นนี้ และเคยเห็นเป็นตัวเป็นตนด้วย โดยเตียงที่พักของแคมป์ทีมชาติ จะเป็นเตียงนอนสองชั้น ตนเองจะนอนอยู่ชั้นสอง ใกล้ๆ กับที่นอนของ “เล็ก” ชนาธิป ที่นอนชั้นสองเช่นกัน มีอยู่คืนหนึ่ง ราวตีสองครึ่ง สะดุ้งตื่นขึ้นมา แล้วเห็นเงาเป็นรูปคนชัดเจน เป็นผู้หญิงผมยาวประมาณกลางหลัง ยืนเกาะราวบันไดเตียง แล้วก้มมองที่ขาของเพื่อนอยู่ ตอนแรกก็คิดว่า ตัวเองตาฝาด แต่พอตื่นขึ้นไปคุยกัน ก็ปรากฏว่า “เล็ก” เองก็รู้สึกเหมือนมีคนมายืนจับขาไว้ในคืนนั้นเช่นกัน ทำให้ทุกคนรู้สึกหวาดผวามาก

“อีกเรื่องก็คือ ตอนดึกแล้วประมาณตีสองครึ่งเหมือนกัน จูนตื่นขึ้นมา มองไปที่เตียงข้างๆ นักกีฬารุ่นน้องชื่อ ศิริพร บวบสด หรือน้องจิ๊บ เห็นน้องเขาหลับสนิท แล้วห่มผ้าถึงคอ แต่เรามองว่า ทำไมผ้าห่มมันโป่งๆ ก็เลยเดินไปเปิดผ้าห่มดู เห็นเป็นเด็กตัวเล็กๆ เต็มสองลูกตา แล้วเขาก็วิ่งผ่านตัวจูนหายไปเลย จูนรู้สึกขนลุกและตกใจมากๆ คิดว่า เราตาฝาดไปรึเปล่า” รังสิยา กล่าว

ด้าน “บิ๊กชา” นายปรีชา ต่อตระกูล อุปนายกสมาคม เผยว่า เพิ่งรับทราบเรื่องนี้จากสื่อมวลชน และไม่เคยคิดมาก่อนว่า จะมีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น โดยเฉพาะเรื่องลี้ลับแบบนี้ เพราะมันเป็นความเชื่อส่วนบุคคล ที่ผ่านมาก็ไม่เคยได้ยินนักกีฬาพูดให้ฟัง แต่เมื่อมีเรื่องราวแบบนี้เกิดขึ้น สมาคมคงจะหาวันที่เหมาะสมเพื่อทำบุญขึ้นบ้านหลังใหม่ ภายใน กกท. หัวหมาก คาดว่า น่าจะเป็นช่วงหลังปีใหม่ โดยในวันที่ 20 ธันวาคมนี้ นักกีฬาทุกคนจะเข้าแคมป์เก็บตัวฝึกซ้อมแล้ว  ส่วนตัวจะสอบถามเรื่องราวทั้งหมดที่ผ่านมา และหาทางช่วยเหลือเต็มที่ทั้งด้านจิตใจ และการทำบุญอุทิศส่วนกุศลต่างๆ ไปให้เพื่อความสบายใจของเด็ก ๆ ทุกคน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่นักเทควันโดทีมชาติไทย ได้ย้ายสถานที่เก็บตัว เข้าไปนอนในศูนย์ฝึกกีฬาเทควันโดแห่งชาติ ภายในการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) หัวหมาก ซึ่งสร้างขึ้นมาใหม่มูลค่ากว่า 30 ล้านบาท ที่เพิ่งเปิดใช้งานเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ปรากฏว่า นักกีฬาบางรายต้องพบกับเหตุการณ์แปลกๆ ในช่วงกลางดึก ที่สร้างความผวาดผวามาจนถึงทุกวันนี้

วิญญาญหวงถิ่น

ผีไทย

วันนี้ประสบการณ์เจอวิญญาณจากทางบ้ายมาครับความน่ากลัวชวนขนหัวลุกจะมากน้อยก็ต้องไปลองอ่านกันครับ

เพื่อนแม่ชื่อป้ารุ้ง ฉันเคยพบครั้งเดียวเอง ตอนที่พาแม่ไปส่งในงานเลี้ยงรุ่นของแม่ แต่บ้านป้ารุ้งหาไม่ยากหรอกค่ะเพราะซอยศูนย์วิจัยนี่ฉันถนัดมากเพื่อนสนิทของฉันก็อยู่ในนี้นี่คะ เดี๋ยวเอาน้ำพริกกุ้งสดให้ป้ารุ้งเสร็จฉันก็จะไปหาเพื่อนเป็นรายการต่อไป นั่นไง! บ้านป้ารุ้งเป็นกำแพงอิฐทาสีปูนแห้ง คือสีส้มอมชมพู ประตูเป็นไม้ระแนงสีน้ำตาลไหม้ มีสนามหญ้าเล็กๆ เขียวขจีอยู่หน้าบ้าน ฉันจอดรถริมกำแพงอย่างดิบดีแล้วลงไปกดออด เอ…บ้านเงียบจัง! มีใครอยู่รึเปล่าหนอ? นี่ก็สิบโมงเช้าพอดี หรือว่าคุณป้าจะนอนตื่นสาย แต่ก็น่าจะมีเด็กรับใช้นะ ฉันชะเง้อคอยาว รออีกอึดใจใหญ่ๆ ก็กดออดอีกครั้งหนึ่ง… เกรงใจนะเนี่ย แต่ชักกระวนกระวายขึ้นมาแล้วซิ ทันใดมีเสียงผู้ชายสูงอายุดังมา จากหน้าต่างชั้นบน “รอเดี๋ยวนะหนู” ฉันมองเห็นผ้าม่านไหวๆ จากหน้าต่างนั้น และไม่ถึงนาที เสียงประตูกระจกบานเลื่อนที่หน้าตัวบ้านก็เปิดออก ฉันเห็นชายท่าทางภูมิฐาน นุ่งกางเกงแพรสีเขียว เสื้อผ้าป่านคอกลมสีขาวยืนอยู่ด้านในประตูนั่น ท่านบอกด้วยเสียงดังฟังชัดว่า “เปิดเข้ามาเลยลูก ประตูรั้วไม่ได้ล็อก” ฉันทำตามที่ท่านบอก คือเปิดเข้าไปง่ายๆ แล้วก็ปิดประตูตามหลังให้เรียบร้อย ก่อนจะยกมือไหว้อย่างนอบน้อม ท่านรับไหว้และให้ฉันนั่งรอที่โต๊ะหินหน้าบ้านด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ก่อนจะเดินหายลับเข้าไปในบ้าน ลมเย็นเยือกผสมกลิ่นหอมอ่อนๆ โชยวูบมาจากด้านใน อือม์…กลิ่นน้ำอบไทยนี่นา ฉันหันไปมองประตูกระจกปิดสนิท ข้างในเปิดแอร์รึเปล่า? คงไม่หรอก นี่มันหน้าหนาวนะ ฉันนั่งคอยอยู่ราวห้านาที บ้านนี้เงียบดีจัง เอ…คุณลุงหายไปเลย ท่านคงเป็นสามีป้ารุ้งนะ ฉันมาปลุกท่านรึเปล่าเนี่ย? เสียงไขกุญแจดังขึ้นที่ประตูรั้ว ฉันเอะใจ…ตะกี้ฉันก็ปิดธรรมดานะ ไม่ได้ล็อกสักหน่อย…ยังไม่ทันนึกอะไรมากกว่านั้น ผู้หญิงสองคนก็หอบของพะรุงพะรังเข้ามา…หนึ่งในนั้นคือป้ารุ้ง ฉันจำได้ อีกคนคงเป็นสาวใช้แน่ๆ ทั้งคู่มองเห็นฉันนั่งอยู่ก็ชะงักและมีทีท่าตกใจเห็นได้ชัด “สวัสดีค่ะ หนูลูกแม่จุ๋มค่ะ” ฉันรีบประกาศตัว “อ๋อ! จ้ะ…จำได้ๆ แต่หนูเข้ามาได้ยังไงละนี่” เสียงป้ารุ้งค่อนข้างร้อนรน “ตอนออกไปป้าล็อกกุญแจกับมือ แล้วหนูเข้ามาได้ยังไง?” “คุณลุงบอกให้หนูเปิดเข้ามาเลยค่ะ” ฉันอธิบาย ป้ารุ้งสะดุ้งเฮือก ถุงกับข้าวหลายถุงพลันหลุดร่วงจากมือ…คนรับใช้ทำท่าเนื้อตัวสั่นเทา หน้าซีดเผือด ปากสั่นระริก… มันเป็นไปไม่ได้เลย! ป้ารุ้งยืนยัน บ้านหลังนี้มีท่านอยู่กับคนรับใช้คนนี้ และหลานอีกสองคนซึ่งขณะนี้ไปเที่ยวทะเลโน่น เมื่อกี้ออกไปจ่ายตลาดจึงไม่มีใครอยู่บ้านเลย คุณลุงที่ฉันเห็นน่ะ ฟังจากลักษณะและท่าทางแล้วคงจะเป็นคุณลุงตั้ว สามีป้ารุ้งนั่นแหละ แต่มันผิดปกติตรงที่คุณลุงตายแล้วค่ะ…ขอย้ำ! ท่านตายไปสองปีแล้วจะมาเรียกให้ฉันเข้าบ้านได้อย่างไร!

เต้นตกใจมาหลายอย่าง เช่น ผีหลอก แผ่นดินไหว ไฟไหม้ น้ำท่วม ซึ่งฉันก็รอดมาได้ทุกครั้ง และทุกสิ่งทุกอย่างก็ประทับใจไม่รู้ลืมแต่มีอยู่เหตุการณ์หนึ่งซึ่งเจ๋งสุดๆ ทุกคนที่ได้ฟังจะต้องทึ่งไปกับฉันแน่ๆถึงแม้กาลเวลาจะผ่านมาหลายปีแล้ว แต่ฉันยังจำได้…วันนั้นเป็นวันเสาร์กลางเดือนธันวาคม แม่วานให้ฉันเอาน้ำพริกกุ้งสดที่แม่ทำเองไปให้เพื่อนที่อยู่ในซอยศูนย์วิจัย ที่สำคัญฉันต้องให้น้ำพริกนี้ถึงมือผู้รับและต้องอธิบายวิธีกินกับวิธีเก็บ อีกด้วย

น้ำพริกที่สุดแสนอร่อยนี้ทำจากกุ้งแม่น้ำตัวโตๆ เอามาเผาพอสุก คลุกกับน้ำพริกที่ทำจากหอมเผา กระเทียมเผา และพริกชี้ฟ้าเผา หอมมันกุ้งและเคี้ยวเนื้อกุ้งสดเผาได้เต็มคำ ส่วนวิธีเก็บคือให้เก็บในตู้เย็น พอจะกินก็เอามาวางในอุณหภูมิห้อง โดยไม่ต้องเอาไปตั้งเตาอุ่นกับไฟ ไม่งั้นมันกุ้งจะจับตัวเป็นก้อนเสียรสเลยค่ะ

อาถรรพณ์ งานศพ

ผีไทย

สวัสดีครับเรื่องราวเล้นลับวันนี้เป็นเรื่องงานศพจากทางบ้าน ที่ได้ไปงานและได้ทำสิ่งที่ไม่ควรเรื่องนี้อ่านเป็นอุทหรณ์กันครับ

ฝนตกลงมาห่าใหญ่ ทำให้เพื่อนๆที่มาร่วมงานกลับบ้านไม่ได้ จึงถือโอกาสนั่งคุยกันต่อขณะนั้นเอง “สุชาติ”เพื่อนจอมซ่า ได้โพลงพูดขึ้นมาว่า นี่นะงานนี้เลี้ยงแค่ “ข้าวต้ม” ถ้าเป็นงานเขานะ จะเลี้ยง “พิซซ่า”

ซึ่งในกลุ่มเพื่อนก็ได้แต่มองหน้ากันไปมา แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก สักพักจู่ๆ เพื่อนคนหนึ่งในกลุ่ม ก็เดินไปที่กระดานดำ ซึ่งไว้สำหรับเขียนหมายกำหนดการ งานศพและเจ้าภาพในแต่ล่ะคืน ไม่มีใครรู้ได้ว่า เพื่อนคนนี้เกิด “พิเรน”หรือมีอะไรมา “ดลใจ” จู่ๆก็ใช้ผ้าลบชื่อ “คนตาย”ที่เขียนไว้บนกระดานดำออก และเขียนชื่อ “สุชาติ”เพื่อนจอมซ่าของผมลงไปแทนๆที่มันจะรู้สึกโกธร แต่ “สุชาติ”กลับบอกว่า “นามสกุล”เขียนผิด ท่ามกลางเสียงหัวเราะของเพื่อนๆในกลุ่ม

เมื่อเรื่องเป็นอย่างนี้ เพื่อนที่เขียนก็เลยเถิด เขียนวันตาย วันเผา เอาไว้ให้เสร็จ แต่ “สุชาติ”ก็ตะโกนบอกลับมาว่า “ตายวันนี้ เผาวันนี้ไม่เอา” ขอเลื่อน “ไปตายอีก 7 วัน”ดีกว่า วันนั้นหลังจากฝนหยุดตกทุกคนก็แยกย้ายกันกลับบ้าน

เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้น เมื่อเร็วๆนี้ เมื่อ “คุณพ่อ”ของเพื่อนกระผมคนหนึ่ง สมัยเรียนตั้งแต่เรียน “ช่างกลไทยสุริยะ บางเขน” ได้เสียชีวิตลง ด้วยโรคมะเร็ง ปัจจุบันทันด่วน เมื่อเสียชีวิตลงเพื่อนผมในฐานะลูกก็ต้องมีหน้าที่ หาวัดเพื่อต้องสวดพระอภิธรรม ซึ่งวัดแถวบ้านมันบอกกันว่าต้องมีเส้นมีสายพอสมควรถึงจะเอาศพมาตั้งได้
“สุชา ติ” หนึ่งในเพื่อนหัวโจกสมันเรียนก็ได้ เดินทางมาร่วมงานศพพร้อมกับเพื่อนๆกลุ่มหนึ่งจนฟังสวดเสร็จแขกก็ทยอยกลับแต่ “สุชาติ”กับเพื่อนๆยังคงนั่งคุยติดลมกับเพื่อนๆ และ “โอ้”ลูกของผู้เสียชีวิต อย่างออกรสออกชาติ เพราะเพื่อนๆ รวมถึง ไม่ได้เจอะเจอกันมานานมาก การเจอในครั้งนี้ทำให้มีเรื่อง “เม้าท์”กันอย่างเมามันส์

หลังผ่านไปไม่กี่วัน “สุชาติ”ได้โทรมาหา “โอ้”เพื่อนของผมอีกคน และบ่นว่ารู้สึกเหนื่อยๆ นอนไม่ค่อยหลับเลย มักจะฝันแปลกๆบ่อยมาก ในความฝันเห็นมีคนจะชวนไปอยู่ด้วย แต่ไม่รู้ไปไหนคล้ายๆกับวัดที่เคยไปงานศพของ “พ่อโอ้” และ“สุชาติ”บอกต่อว่า  ผีในความฝันก็เดินตามคนๆนั้นไป เจอคนแต่พอทักก็ไม่มีใครคุยด้วยสักคน เลยตัดสินใจวิ่งหนี จนหกล้ม ซึ่งจากการบอกเล่าในเรื่องของความฝัน “โอ้”เองไม่ค่อยเชื่อนัก แต่หลังจาก หลังจาก “สุชาติและโอ้”ได้เจอกัน ทำให้ให้ “โอ้”ถึงกับตกใจ ว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร

ต่อมาประมาณอาทิตย์กว่าๆ กลุ่มเพื่อนๆได้มีการนัดแนะไปเที่ยว “ย่านเธค” ถนนวิภาวดีรังสิต

ซึ่งมี”สุชาติ”ไปด้วย ตลอดเวลาที่เพื่อนๆกำลังสนุกสนานกัน “สุชาติ”ได้เดินมาบอกกับผมว่า “วันนี้เหนื่อยมาก”

ขอ ตัวกลับบ้านไปคาสิโนก่อน ซึ่งผมและเพื่อนก็เอ๊ะใจว่าทำไหม “สุชาติ” จึงกลับก่อนและมีสีหน้าไม่สู้ดีเลย ทั้งที่เคยเป็นคนที่ร่าเริงและสนุกสนาน แต่ก็ได้เก็บไว้ในใจ เพราะอาจจะเป็นเรื่องส่วนตัวที่เพื่อนไม่สบายใจอยู่

หลัง จาก “สุชาติ” ตัวกลับออกไป พวกเราก็กลับมาสนุกสนานกันต่อ จนเวลาผ่านไปได้เกือบตี 3 มีโทรศัพท์จากแฟน “สุชาติ” โทรเข้ามาถึง “โอ้”ว่า “สุชาติล้มหัวฟาดพื้น” เสียชีวิตและที่ รพ.พวกราที่กำลังสนุกอยู่หันมามองหน้ากันอย่างงๆว่าเกิดอะไรขึ้น พวกเราจึงตัดสินใจเดินทางไป รพ.ทันที ซึ่งหมอได้วินิฉัยพบว่า “ปอด”ของ “สุชาติ”แฟบหาย ไปข้างหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องที่ผิดปกติเพราะ “สุชาติ”เป็นคนไม่ดื่ม และไม่สูบบุหรี่ สร้างความเสียใจกับเพื่อนในกลุ่ม แต่ขณะนั้นเพื่อนคนหนึ่งได้ ทักออกมาว่า “เรื่องที่เขียนวันตายในกระดานดำที่วัด เจ้าสุชาติ มันตายก่อน ที่เขียนกำหนดวันตายเอาไว้ 1 วัน “ หลังจากรุ่งขึ้นญาติๆรวมถึงพวกเราก็ไปที่ รพ.เพื่อขอรับศพ “สุชาติ”ออกมาบำเพ็ญกุศล แต่เมื่อติดต่อวัดใกล้ๆบ้านก็ได้รับคำตอบว่าเต็มหมด

“เจ้าโอ้” จึงได้โทรไปติดต่อวัดที่เคยสวดพ่อมัน ก็ปรากฏว่ามีคนจองแล้ว แต่ที่ทุกคนกำลังวุ่นหาวัดอยู่นั้นเอง เจ้าหน้าของวัดที่ “เจ้าโอ้”โทรเข้าไปถามโทรกลับมาว่า “ศาลาว่างแล้ว” เอาศพมาได้ ซึ่งเมื่อถึงวัดเพื่อนทุกคน ก็ต้องตะลึงเมื่อ “เป็นวัดเดียวกับที่สวดศพ พ่อเจ้าโอ้ และเป็นศาลาเดียวกัน ที่ “เพื่อนคนหนึ่งไปลบชื่อคนตาย และใส่ชื่อ สุชาติ และวันตาย วันเผา เมื่ออาทิตย์ก่อนที่ผ่านมา ” เรื่องนี้ใครว่าจะเป็นเรื่องบังเอิญ ก็ตามใจ