เรื่องสยอง

13 entries have been tagged with เรื่องสยอง.

นรกส่งผีมาอาฆาต

คืนนั้น เสียงหมาในหมู่บ้านเห่าหอนโหยหวนแทบตลอดคืน จนดิฉันหลับๆ ตื่นๆ บางครั้งก็คล้ายจะแว่วเสียงพึมพำขอบอกขอบใจของวิไล แต่บางคราวก็ได้ยินเสียงเด็กร้องไห้เบาๆ มาจากชั้นล่าง เสียงแม่ปลอบลูกสลับกับเสียงกล่อมเห่ ท่ามกลางเสียงยอดไม้กำลังคร่ำครวญกับสายลม…

ฟังเผินๆ เหมือนกับเสียงใครร้องไห้คร่ำครวญ สลับกับเสียงสะอึกสะอื้นด้วยความทุกข์โศกอย่างเหลือประมาณ!

รุ่ง ขึ้น ดิฉันตื่นสายกว่าเดิม รีบลงไปเข้าครัวเพื่อ ตระเตรียมอาหารเช้า ก่อนจะไปเคาะประตูห้องชั้นล่าง แต่ไม่มีเสียงตอบเลยจึงลองผลักประตูเข้าไป ก่อนจะยืนตะลึงพรึงเพริดเหมือนถูกสาปในบัดดล

ไม่มีวิไลกับลูกน้อยอยู่ ในห้อง…ต่อมาจึงได้ทราบว่าจมน้ำตายทั้งแม่ทั้ง ลูกตั้งแต่วันนั้น แล้ววิญญาณเพื่อนก็ตรงดิ่งมาหาดิฉันด้วยความรักและผูกพันทันที…แม้จะน้ำตา ไหลด้วยความเวทนา แต่ก็อดขนหัวลุกไม่ได้หรอกค่ะ!

 

บ้านเมืองล่มจม พินาศวอดวาย ผู้คนเดือดร้อนแทบเลือดตากระเด็นไปตามๆ กันเป็นจำนวนมากมายนับล้านๆ คน

เรือกสวนไร่นาล้วนจมอยู่ใต้น้ำ บ้านเล็กเรือนน้อยปลิวหายไปกับสายน้ำบ้าคลั่ง เชี่ยวกรากเหมือนคนเจ้าโทสะ ทะลักทลายจากเหนือลงภาคกลางแล้วโหมกระหน่ำเข้ากรุงเทพฯ ทำให้ผู้คนสิ้นเนื้อประดาตัว อดอยากปากหมอง น้ำตาอาบหน้า ทุกข์ร้อนจนถึงกับไร้ที่นาคาที่อยู่ ต้องไปอาศัยอยู่ตามศูนย์อพยพนับพันๆ คน

บ้างหลับนอนตามข้างถนนรนแคม กระเซอะกระเซิงราวคนจรจัดก็ปานกัน!

เพื่อนร่วมชาติตาดำๆ ต้องสังเวยชีวิตไปกับสายน้ำเกือบพันคนแล้ว เด็กๆ กับคนชรา คนป่วยที่ต้องหอบหิ้วหนีน้ำกันทุลักทุเล เห็นภาพทางทีวีทำให้หดหู่ รู้สึกอเนจอนาถใจจนบอกไม่ถูก

หลายๆ คนสติแตก และบ้างก็ฆ่าตัวตายเพราะความทุกข์ ความเครียดบีบคั้นจนทนต่อไปไม่ไหว

เรื่องใหญ่โตขนาดนี้ไม่อยากโทษใครหรอกค่ะ ผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบก็อดหลับอดนอน ช่วยกันทำงานจนสุดกำลังแล้ว นอกจากทำใจว่ามนุษย์ทำร้ายธรรมชาติก่อน ในที่สุดก็ถึงเวลาที่ธรรมชาติเอาคืน!

ครอบครัวดิฉันกับเพื่อนบ้านอยู่ที่ ต.บางรักน้อย อ.เมือง จ.นนทบุรี นี่เองค่ะ

จะว่าโชคดีก็ได้ที่น้ำยังท่วมไม่ถึง แต่พวกเรา ก็ช่วยกันสละแรงกายและเงินทองเพื่อช่วยเหลือ เพื่อนร่วมชาติจนสุดกำลัง…ญาติมิตรจากทางเหนือที่ประสบอุทกภัยต้องอพยพลง มาพักพิงชั่วครั้งชั่วคราว พวกเราก็ต้อนรับอย่างเต็มอกเต็มใจ

ตอนแรกเพื่อนสามีพาลูกเมียจากนครสวรรค์ลงมาอยู่ด้วย เราก็จัดห้องชั้นล่างให้จนทางโน้นน้ำลดก็ร่ำลากันกลับไป

อีกไม่กี่วันต่อมา วิไลเพื่อนสนิทดิฉันตั้งแต่สมัยเรียนมัธยมด้วยกัน อยู่ปทุมธานีใกล้ๆ นี่เอง เธออุ้มลูกน้อยอายุขวบเศษที่หลับอยู่กับอก หิ้วกระเป๋าเสื้อผ้ามาขอพักพิง…สามีเธอไปทำงานที่อยุธยา ตั้งแต่น้ำท่วมได้ไม่นานก็ขาดการติดต่อไปเลย

ดิฉันกุลีกุจอจัดห้องชั้นล่างให้ หาข้าวปลาอาหารให้เพราะวิไลมาถึงตอนค่ำแล้ว บอกว่านั่งรถมาข้ามสะพานที่หน้าวัดก่อนเข้าหมู่บ้านที่ยังเป็นสวนผลไม้นานา ชนิด ส่วนมากเลี้ยงกล้วยไม้กันค่ะ จนมีชื่อไป ทั้งจังหวัด

วิไลบอกว่าน้ำมาเร็วมาก รีบคว้าเสื้อผ้ากับนมลูก หนีออกมาได้ก่อนจะโดนน้ำทะลักเข้าไปเกือบครึ่งบ้าน…กว่าจะมาถึงบ้านดิฉัน ได้ก็เหน็ดเหนื่อยแทบจะขาดใจตาย!

หน้าตาของเธอหม่นหมองซีดเซียว พูดคุยกันสักครู่ก็ขอตัวพักผ่อน บอกว่าชงนมใส่ขวดไว้ให้ลูกเรียบร้อยแล้ว ดิฉันขอให้เธอคิดว่าอยู่บ้านตัวเอง กับทำใจให้สบาย อย่าไปเครียดกับมันนัก…ไม่ช้าเรื่องร้ายๆ ก็จะผ่านไปเอง

ไม่ว่าชีวิตจะมีปัญหายุ่งยาก หรือเกิดเรื่องเดือดร้อนรุนแรงแค่ไหน แต่ชีวิตเราก็ต้องดำเนินต่อไป!

วิไลพยักหน้าช้าๆ ไม่ได้พูดอะไรนอกจากจะมองสบตาดิฉันด้วยแววซาบซึ้ง…แววตาที่ดิฉันจะไม่มีวันลืมได้เลยตลอดกาล

 

วันป่าช้าแตก

ถ้าให้ดีที่สุดควรทำทุกอย่าง แต่ถ้าไม่มีความสามารถให้ทำอย่างใดอย่างหนึ่ง รับรองว่าได้ผล 100 % แต่ต้องยึดมั่นข้อที่ 1 เป็นหลักคือ ไม่กลับไปทำแท้งอีก จึงจะได้ผล

•เมื่อท่านทำวิธีแก้กรรมครั้งนี้แล้ว ถ้ากลับไปทำแท้งอีกผลกรรมจะกลับมาหาท่านหลายร้อยเท่า พันเท่า

•และ หลังจากที่ได้ทำบุญทุกอย่างแล้ว ท่านต้องกลับมาจุดธูป 16 ดอก เพื่อขออโหสิกรรมกับเจ้ากรรมนายเวรและเจ้าบุญนายคุณ และขอพรหลังจากอโหสิกรรมแล้ว ท่านจะสมหวังทุกประการ

เราไม่ได้สนับสนุนให้เกิดการทำแท้งขึ้น แต่เป็นการช่วยแบ่งเบากรรม และสร้างความสบายใจให้แก่คนที่พลาดพลั้งไปในชีวิต จะเจตนาก็ดี ไม่เจตนาก็ดี เราไม่ได้หวังว่าจะส่งเสริมให้คนทำมากขึ้น แต่เป็นการแก้กรรมที่ถูกต้องที่ดีที่สุด เสียค่าใช้จ่ายน้อยที่สุด และได้รับประโยชน์สูงสุด สำหรับการแก้กรรมนี้ ใช้ได้ทั้งคนที่ไปทำแท้ง คนที่สนับสนุนการทำแท้ง เช่น แฟนของผู้หญิงที่ท้อง พ่อแม่ของผู้หญิงที่ท้อง และก็เพื่อนที่พาไปทำหรือแนะนำสถานที่ไปทำแท้ง ทุกคนที่กล่าวมานี้ล้วนมีกรรมในการกระทำครั้งนี้ ทางเราขอย้ำว่า เราไม่ได้สนับสนุน ส่งเสริมให้เกิดการทำแท้ง แต่เราต้องการให้แก้กรรมโดยถูกวิธีที่สุด •การตักบาตรเป็นการสั่งสมบุญไปใช้ชาติหน้าไม่มีผลต่อการแก้กรรมในการทำแท้ง

•การทำสังฆทานเป็นการใช้กรรมให้แก่เจ้ากรรมนายเวรไม่มีผลต่อการแก้กรรมทำแท้ง

การแก้กรรมในการทำแท้งที่ดีที่สุดคือ

1.ต้องตั้งจิตอธิฐานว่า ครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย จะไม่ทำแท้งอีก การแก้กรรมครั้งนี้ถึงจะได้ผล

2.ต้องบริจาคร่างกาย

3.ต้องบริจาคอวัยวะ

4.ต้องบริจาคเลือดอย่างน้อย 7 ครั้ง

5.ต้องบริจาคเงินเพื่อไถ่ชีวิตโค – กระบือ

6.ซื้อเครื่องมือแพทย์ บริจาคให้กับตามโรงพยาบาล

 

วิญญาณไม่ลืม

ข้าคิดถึงสมบัติพัสถานที่เคยมี เคยสะสมไว้ด้วยความรักใคร่ แต่ทั้งปวงนั้นข้าก็ได้แต่มองตาปริบๆ ไม่อาจสัมผัสแตะต้องได้เลย แม้แต่เพียงผิวเผินก็ตามที

พวกข้ายังอยู่ในโลกอันว้าเหว่ หงอยเหงาเปล่าเปลี่ยวสิ้นดี! โลกที่ไม่มีทั้งแสงอาทิตย์อบอุ่นยามเช้า แสงจันทร์สีเงินยวงยามค่ำคืน ไม่มีกลิ่นดอกไม้หอมระรื่นชื่นใจ ไม่มีเสียงเพลงขับขานให้เริงรื่นหรือร่ายรำไปตลอดกาลนาน..

เรายืนมองหน้ากันในสถานที่ค่อนข้างมืดทึบ..นึกกลัวนะคะ แต่ก็กล้ายืนสู้หน้าเขาเพราะรู้ว่าเป็นความฝัน ผิดกับบางคืนที่ไม่รู้ว่าสิ่งที่พบเห็นเป็นเพียงความฝันเท่านั้น..พอดีชาย ชรายิ้มให้อย่างอ่อนโยน แว่วเสียงวู่หวิวมากระทบโสตประสาท

ดิฉันขอถ่ายทอดคำพูดมาสู่กันฟัง ดังนี้ค่ะ

ข้า เคยเป็นคนเหมือนพวกเจ้า เคยมีเลือดเนื้อ มีชีวิต มีหัวใจที่เต้นไม่หยุดหย่อน มีสุขมีทุกข์ มีเสียงหัวเราะเริงร่าและเสียงร่ำไห้ สะอึกสะอื้นคร่ำครวญเมื่อผิดหวังสาหัส ระทมขมขื่นสุดขีด มีเสียงโอดโอยเมื่อเจ็บปวดรวดร้าวถึงหัวใจ

กาลเวลา อ่านไป เกิดขึ้นแล้วก็ต้องตาย ไม่มีใครหลบหนีได้เลย..บ้างถูกเผา บ้างก็ถูกฝัง เพื่อให้คนรุ่นหลังได้มีพื้นที่สำหรับดำรงอยู่ ไม่ว่ามนุษย์ พืชและสัตว์ก็ไม่ได้แตกต่างกันเลย..สรรพสิ่งอุบัติขึ้น แล้วก็ต้องเสื่อมสลาย แตกดับไป!

น่าขันที่คนเป็นๆ ส่วนใหญ่ลืมพวกข้าหมดสิ้น ไม่เคยฉุกคิดว่าใครเคยอยู่ เคยใช้ชีวิตบนแผ่นดินนี้มาก่อน..ข้าไม่คิดว่าพวกข้าเคยมีตัวตนซะด้วยซ้ำ

หนัก กว่านั้นคือ หลายๆ คนเรียกพวกข้าว่าผี! ปีศาจ! อสุรกาย! ต่างๆ นานาตามใจชอบ มิหนำซ้ำยังทำท่าหวาดกลัวพวกข้า ขยะแขยงชิงชังข้า พยายามหาวิธีป้องกันตัวเองจากข้า จนถึงขับไล่ไสส่งข้าด้วยกลวิธีสารพัดอย่าง..อนิจจัง!

 

เขาว่าคนเราจะมีความสุขที่สุดก็คือเวลานอนหลับ เพราะจะได้ล่องลอยเข้าสู่โลกของตัวเอง มีอิสรเสรีต่อทุกสิ่งทุกอย่าง หมดปัญหายุ่งเหยิงและสับสนจิปาถะในชีวิตประจำวัน..ก้าวเข้าสู่โลกของความฝัน ที่ทุกคนได้รับสิทธิเสรีทัดเทียมกันทุกประการไม่ว่าคนยิ่งใหญ่หรือคนเล็ก น้อย มั่งมีศรีสุขหรือยากจนข้นแค้นปานใด!

บางครั้งในยามลืมตาขึ้น เคยอาลัยอาวรณ์ความฝันที่ประทับใจ จนสงสัยว่าถ้าเราตายไปแล้วจะได้ความฝันเหมือนตอนมีชีวิตหรือเปล่าหนอ?

สมัยรุ่นๆ ดิฉันเรียนไม่เก่ง มีปัญหาในห้องเรียนเสมอ..ขนาดอายุห้าสิบกว่าแล้วก็ยังฝันบ่อยๆ ว่านั่งเรียนหนังสือ ตื่นขึ้นมายังตกใจเป็นนาน นึกว่าต้องไปเรียนจริงๆ

เมื่อเดือนที่แล้วนี่เอง ดิฉันฝันเห็นผีผู้ชายตนหนึ่ง เป็นชายชราร่างสันทัด ผมขาวโพลน นัยน์ตาดำวาว เดี๋ยวดุร้าย เดี๋ยวเศร้าโศก..ในฝันรู้ดีว่าเขาไม่ใช่คน!ฉุกคิดมั่งไหมว่าข้าต้องทนทุกข์ทรมานปานใด เมื่อต้องคืนลมหายใจให้แก่โลก ร่างกายหยุดเคลื่อน ไหวโดยสิ้นเชิง! ข้ากลายเป็นศพ เป็นผี..

ซากที่ไม่มีใครต้องการถูกยัดใส่โลงแคบๆ ก่อนจะเผาหรือฝังทันใด

คิดหรือเปล่าว่าวิญญาณข้ายังอยู่ เดือดร้อน เจ็บปวดแสนสาหัสแค่ไหนเมื่อเปลวไฟเผาผลาญ โหมไหม้คึ่กๆ รอบตัวข้า? กลืนกินข้าจนเหลือแต่กระดูก เสียงแผดร้องโหยหวนล่ะ พวกเจ้ามีใครเคยได้ยินบ้างหรือเปล่า?

ข้าหวาดกลัวสุดขีดแค่ไหน ที่ถูกทิ้งให้นอนโดดเดี่ยวอยู่ในหลุมเปียกชื้น? สัตว์ใต้ดินและหมู่หนอนพากันคลานกระดิบๆ เข้ามากลุ้มรุม แทะกินเลือดเนื้อข้าด้วยความหิวโหยสุดขีดของพวกมัน!

ได้ยินไหม..เสียงร้องโอดโอยครวญครางของข้าน่ะ?

เฮอะ! พวกเจ้ายังพึมพำถึงพวกข้า กระซิบกระซาบ เหลียวซ้ายขวาด้วยความหวาดระแวง..ไอ้บ้างก็ขนลุกขนชันขณะที่ข้ายังทุรนทุรายอยู่ในกองไฟ!

ข้าไม่ใช่ฝุ่นละอองที่โปรยปรายอยู่ในแสงแดด ไม่ใช่สายลมที่พัดผ่านยอดไม้ ไม่ใช่สายฝนที่ตกพรำอยู่ในป่าหรือภูเขา แต่ข้ายังมีความรู้สึก มีจิตวิญญาณ โหยหาอาวรณ์ถึงชีวิตที่มีเลือดเนื้อ มองเห็นและจับต้องได้ ไม่ใช่กลายเป็นอากาศธาตุหรือความว่างเปล่าอย่างที่พวกเจ้าหลายๆ คนเข้าใจ

ข้านึกถึงคนที่เคยสนิทสนม คนที่รักและชิงชังอยู่เสมอมา..

 

มีแต่เสียงสะอื้นและหยาดน้ำตาไหลรินเงียบเชียบ ตกต้องสู่ความว่างเปล่าอันเป็นนิรันดร์! โปรดเถิดมนุษย์ทั้งหลาย อย่าได้เกลียดกลัวข้าอีกเลย วันหนึ่ง..ไม่ช้าก็เร็วพวกเจ้าทุกผู้ทุกคน ทุกรูปทุกนาม ก็ต้องมาอยู่ในโลกเดียวกับข้าอย่างแน่นอน!

ปลุกวิญญาณผีตายโหง

วันเกิดเหตุตรงกับวันเสาร์ ตอนบ่ายมีน้องแจง-นักร้องสาวสวยจากแถวปิ่นเกล้าแวะเอาหอยทอดมาฝาก…เราคบ กันมาเกือบเดือนแล้วครับ มีความสุขตามประสาหนุ่มสาวที่ยังไม่มีพันธะผูกพัน ผมเปิดเบียร์จากตู้เย็นมากินกับหอยทอด แจงก็ช่วยจัดบ้านช่องให้เหมือนทุกครั้ง ตกเย็นก็แต่งตัวออกไปหาซื้ออาหารที่ปากซอย โดยสารมอเตอร์ไซค์รับจ้างที่ผ่านไปมาบ่อยๆ

ผมงีบหลับไปตั้งแต่ก่อนแจง จะออกจากบ้านแล้ว…ตื่นขึ้นมาอาบน้ำอาบท่าก็พอดี ได้ยินเสียงบันไดลั่นเอี๊ยดๆ แล้วเดินเข้าห้องนอนโดยไม่พูดไม่จา ผมเกิดระแวงยังไงชอบกลเลยร้องถามออกไปว่า…แจง! แจงเหรอ?

คำตอบคือเสียงเยือกเย็นน่ากลัวพิลึก…จะมีใครล่ะค้า…

เอ๊ะ! แจงเกิดมีลูกเล่นอะไรขึ้นมาล่ะ? ผมรีบล้างสบู่ซ่กๆ แล้วนุ่งผ้าเช็ดตัวออกจากห้องน้ำ…เห็นแจงในความสลัวกำลังเดินช้าๆ ไปทางประตูห้องนอนที่เปิดโล่ง ผมร้องถามว่า…จะไปไหนล่ะ? กลับมานานแล้วเหรอ? แต่ก็ไม่มีคำตอบใดๆ แม้แต่คำเดียว

จู่ๆ ผมก็ขนลุกซ่าไปทั้งตัว รู้สึกว่าอากาศในห้องเยือกเย็นผิดปกติ รีบจ้ำอ้าวตามไปติดๆ แต่ก็ไม่เห็น โผล่เข้าไปดูในครัวก็ไม่มีวี่แววของเธอแม้แต่เงา!

แจงหายไปไหนรวดเร็วปานนี้? เสียงรถแล่นผ่านไปมา ผมใจหายวูบเมื่อนึกถึงแจงที่ซ้อนมอเตอร์ไซค์ทั้งขาไปและขากลับ! หรือว่า…

ปัญหานี้แหละสำคัญ เพราะไม่รู้ว่าจะโดนผีหลอกที่ไหน เมื่อไหร่? ขนาดกลางวันแสกๆ ยังมีคนโดนหลอกมาแล้วนี่นา ถ้าผีมีจริงก็คงจะอยู่ในมิติที่ซ้อนอยู่กับเรานี่แหละ! คนที่เชื่อเรื่องผีมากๆ ยืนยันว่า รอบๆ ตัวเรามีแต่ผี…ผู้ไม่มีร่างกายทั้งนั้นแหละ นับสิบนับร้อยด้วยซ้ำไป!

ผมเป็นคนแถวบางพลัด ถนนจรัญสนิทวงศ์นี่เอง ในซอยยังมีโรงแรมม่านรูดทั้งเล็กและใหญ่ตั้งมาเกิน 30 ปีทั้งนั้น…ใครไม่เชื่อเรื่องผีเต็มร้อยลองมาอยู่แถวบ้านผมดูซีครับ แล้วจะซึ้งว่าความหวาดระแวงจนถึงกลัวผีสุดๆ น่ะเป็นยังไง?

เสียงร่ำลือว่าซอยนี้ผีดุเหลือหลายนั้น พอจะรับฟังได้อยู่ครับ

ในซอยลึกที่เต็มไปด้วยบ้านช่องและผู้คนคึ่กๆ นับวันก็ยิ่งมากหน้าหลายตาขึ้นทุกที มีพวกวัยรุ่นและขาเมายกพวกตีรันฟันแทงกันจนถึงล้มตาย ไหนจะรถราชนกัน เลือดสาดเต็มถนน โดยเฉพาะมอเตอร์ไซค์ทั้งส่วนตัวและรับจ้างเกิดอุบัติเหตุบ่อยๆ ยิ่งรถในซอยไม่แยแสหมวกนิรภัยด้วยแล้ว…ตายมากกว่ารอดครับ!

เมื่อตอนต้นปีก็มีสาวก้นซอยซ้อนมอเตอร์ไซค์รับจ้าง หักหลบเด็กที่วิ่งเล่นเจี๊ยวจ๊าวไปเสยตูมเข้ากับกำแพงบ้าน…คนขับขาหักทั้ง สองข้าง ผู้โดยสารกะโหลกแตก ทั้งเลือดและมันสมองไหลเยิ้ม…ไม่ช้าก็มีคนเห็นเธอเดินร้องไห้ตอนดึก เล่นเอาเผ่นกระเจิงไปตามๆ กัน

ถัดมาไม่นานก็มีข่าวหญิงสาวโดนฆ่าหมกศพไว้ใต้เตียงในโรงแรมม่านรูด…ช่วง นั้นเกิดเหตุแบบนี้บ่อยครับ ไม่ว่าในฝั่งธนบุรีหรือกรุงเทพฯ จะกลัวผีหรือไม่กลัวก็ตาม ได้ยินข่าวก็ขนหัวลุกแล้ว

ยิ่งหนุ่มสาวที่ไปเคยหลับนอนกันบนเตียงที่มีศพถูกซุกอยู่ข้างล่าง เห็นข่าวแล้วแทบจะสติแตกแค่ไหน ก็คงจะมองเห็นภาพกันได้ง่ายๆ

ผมเองก็อยู่บ้านคนเดียวเสียด้วยซี!

เป็นบ้านชั้นเดียวใต้ถุนเตี้ย มีรั้วรอบขอบชิดอยู่ในซอยแยก พ่อแม่ซื้อที่ปลูกบ้านมาเกือบ 40 ปีแล้ว ผมเองเป็นลูกโทนครับ เมื่อสิ้นบุญพ่อแม่ก็อยู่คนเดียว…แต่ก็ไม่ถึงกับเปลี่ยวใจอะไรนักหนา เพราะมีสาวที่รู้ใจแวะมาพูดคุย…ถูกใจก็อยู่นานหน่อย ไม่ถูกใจก็อำลากันไปอย่างรวดเร็ว

 

เสียงบันไดลั่นเอี๊ยดๆ จนผมสะดุ้งเฮือก รีบปราดเข้าไปมองก็เห็นแจงกำลังหอบหิ้วถุงอาหารพะรุงพะรังขึ้นบันไดมา ปากคอผมแห้งผากแต่ครางออกมาเบาๆ…แจง! เพิ่งมาเหรอ? เล่นเอาเธออดหัวเราะไม่ได้…แน้! เห็นก็เห็นยังจะถามอีก!

รีบเข้าไปช่วยหิ้วถุงโดยไม่ยอมปริปากว่า…มีผู้หญิงคนหนึ่งขึ้นบันไดเข้า ห้องนอนเพิ่งหายไปเมื่อตะกี้เอง กลัวว่าแจงจะหวาดกลัวเปล่าๆ ได้แต่สงสัยว่าวิญญาณเร่ร่อนของใครหนอที่แวะเข้ามาหา หรือจะเป็นลางว่า ผมต้องชวนแจงมาอยู่เป็นเพื่อนตลอดไปก็ไม่รู้ซีครับ! บรื๋อออ….

ผีเพื่อน

เวลาที่อยู่ในนาทีวิกฤต ทุกอย่างเชื่องช้าเหมือนหนังสโลว์โมชั่น มันอาจจะแค่เสี้ยววินาที แต่ดิฉันรู้สึกเหมือนนิรันดร์กาล!

ขณะกำลังตกตะลึง ทำอะไรไม่ถูก ดิฉันรู้สึกว่ามีใครกระทืบบนหลังเท้าข้างที่เหยียบคันเร่ง…รถพุ่งปราดออก ไปเต็มแรงเหมือนลูกธนู ดิฉันรอดตายอย่างหวุดหวิด…รถไฟพุ่งผ่านท้ายรถไปชนิดฉิวเฉียด…คุณพระ ช่วย! กฤตนั่งอยู่บนเบาะที่นั่งข้างคนขับนี่เอง

ใบหน้าของเขาดูกระจ่างใส เขายิ้มให้ดิฉันก่อนจะเลือนหายไป…

ดิฉันหยุดรถ หมดแรงที่จะขับต่อ ต้องรวบรวมสติอีกพักใหญ่จึงจะค่อยๆ ประคองรถไปให้ถึงโรงแรมที่พักได้…ตลอดเวลาก็คิดทบทวนว่ามันเกิดอะไรขึ้น?

กฤตตายตรง

นี้!! เขาถูกรถไฟชนตายตรงที่ดิฉันเพิ่งผ่านมาหยกๆ และดิฉันก็เกือบพบกับมรณะแบบเดียวกับเขานั่นเอง!
กฤต-เป็นเพื่อนผู้ชายที่เรียนหนังสือด้วยกันตั้งแต่ ป.1 จนจบมัธยมปลายที่โรงเรียนสาธิตค่ะ ความรู้สึกจึงผูกพันแบบคนที่โตมาด้วยกัน เราสนิทสนมกันมากตอนเรียนมัธยม พอเรียนจบเราต่างคนก็ต้องแยกย้ายกันไป

ดิฉันสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้ แต่พ่อแม่ส่งไปเรียนต่อที่อเมริกา ขณะที่กฤตเรียนมหาวิทยาลัยในเมืองไทย รวมเวลาแล้วเราห่างเหินกันคนละซีกโลกตั้งเกือบ 5 ปีแน่ะ เราติดต่อกันแค่ไม่กี่ครั้ง เขียนจดหมายถึงกันแค่ 2-3 ฉบับ แต่ใจเรายังไม่ลืมกัน!

ดิฉันขับรถไปส่งกฤตที่บ้านของเขาในคืนนั้น…ระหว่างทางเราพูดคุยกัน กฤตห่วงว่าดิฉันทำงานหนัก กลับบ้านก็ดึก บ้านอยู่ไกลถึงพุทธมณฑลสาย 4 โน่น บ้านสามีของดิฉันน่ะค่ะ

ที่จริงบ้านดิฉันอยู่ลาดพร้าวตอนกลางๆ ถนนสาย เดียวกับบ้านของกฤต เขาห่วงว่าดิฉันจะง่วงและหลับใน อีกอย่างหนึ่ง ดิฉันชอบเปิดวิทยุในรถเสียงดังๆ กฤตบอกว่าไม่ดีเลย…เขาดุเพราะห่วงใยดิฉันมากนั่นเอง

แต่แล้ว…เขากลับต้องเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุร้ายแรงหลังจากคืนนั้นไม่กี่วัน!

กฤตไปทำธุระที่หัวหิน เขาทำงานให้กับโรงแรมเปิดใหม่แห่งหนึ่ง ต้องข้ามทางรถไฟบริเวณใกล้ๆ วัดลั่นทม ทางรถไฟแห่งนี้มีอุบัติเหตุบ่อย เพราะมีต้นไม้ข้างทางบังสายตา คนขับมักมองไม่เห็นว่ารถไฟจะมาเมื่อไหร่

วันที่เกิดเหตุสัญญาณไฟเสียค่ะ!

รถของกฤตอยู่บนรางรถไฟพอดีกับที่หัวรถจักรเสยเข้ามา!!

3 ปีผ่านไป ดิฉันเผอิญต้องไปสัมมนาที่นั่น และต้องขับรถผ่านทางรถไฟนี้

ตอนนั้นเป็นเวลากลางวัน แดดเปรี้ยง ดิฉันง่วงนอนและเปิดเพลงโปรดดังลั่น หวังจะปลุกอารมณ์ให้ตื่นตัว เปิดไม่เปิดเปล่ายังร้องตามไปด้วยชนิดแหกปากร้อง…มันส์ในอารมณ์เหลือเกิน

รถแล่นไปอยู่บนรางรถไฟโดยไม่รู้ตัว ไม่ได้ยินเสียงอะไรทั้งนั้นนอกจากเสียงเพลง!

ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงกฤตดังก้องอยู่ใกล้ๆ หู “ระวัง…รถไฟมา!!”

โดยสัญชาตญาณ ดิฉันหันซ้ายหันขวา…ไหน? ไม่เห็นมีรถไฟ!

และแล้ว ดิฉันก็ต้องตกตะลึงจนตัวชา…หัวรถจักรอยู่ห่างจากดิฉันไม่เท่าไหร่เลย มันต้องชนดิฉันแน่ๆ นี่ล่ะ…ฉากความตายของเราเอง

หลังเรียนจบ ดิฉันกลับมาทำงานที่เมืองไทย กฤตมีธุรกิจส่วนตัวของครอบครัวเกี่ยวกับการทำเฟอร์นิเจอร์ เครื่องตกแต่งบ้าน เราต่างคนต่างแต่งงานมีครอบครัว เมื่อมีภาระยิ่งทำให้ไม่ได้ติดต่อกัน ทั้งที่อยู่ห่างกันแค่เอื้อม คนเราก็เป็นแบบนี้ล่ะค่ะ…เพื่อนเก่าๆ จะจากกันไปมีชีวิตของตนแต่ละวันก็มัวยุ่งอยู่กับลูกกับเมียหรือสามี

วันคืนผ่านไปเป็นเดือนเป็นปี และก็หลายๆ ปี มันเหมือนเราลืมกันสนิท แต่ถ้าเกิดเจอกันเราจะกระดี๊กระด๊า ความรู้สึกรักและผูกพันยังเหมือนเดิมทุกอย่าง!

กฤตกับดิฉันพบกันนานๆ ครั้งในงานเลี้ยงรุ่น ดิฉันไม่ได้ไปทุกปีหรอกค่ะ กฤตเองก็เช่นกัน ฉะนั้นเราก็ ไม่ได้พบกันทุกปีหรอก แต่เมื่อเกือบ 3 ปีก่อนเราไป งานเลี้ยงรุ่นกันทั้งคู่…และนั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่เราได้พบกัน!
นี่เป็นเพราะความตกใจทำให้ดิฉันเห็นภาพ และได้ยินเสียงเขาหรือคะ?

ดิฉันได้คำตอบอีกไม่กี่อึดใจต่อมา…นั่นคือ ที่หลังเท้าของดิฉันเจ็บมากๆ จริงสินะ! เมื่อตะกี้เขากระทืบคันเร่ง โดยเหยียบลงบนหลังเท้าของดิฉันแรงๆ ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ! วันรุ่งขึ้น หลังเท้าของดิฉันเขียวช้ำเป็นรอยใหญ่…มันเกิดขึ้นได้ยังไงคะ? หรือนี่คือร่องรอยที่กฤตฝากไว้จริงๆ?!

โรงแรมผี

เรื่องยังไม่จบแค่นี้ ในวันรุ่งขึ้นทุกคนก็เจอเรื่องเดิมอีกจนเขาบอกว่าเริ่มชินแล้ว คือ จากกลัวจนเลิกกลัวแล้วเพราะเหนื่อยจากการทำงานกันมาก วันนี้ฉันและพี่ที่อยู่ห้องเดียวกันอีกคนยังไม่ไปที่ทำงานเพราะต้องเคลียร์ งานกันในห้อง เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยก็จะไปยังสถานที่ทำงานจึงเดินออกมาปิดล็อกห้องอย่าง ดี แต่ห้องของพี่ผู้ชายกลับเปิดอ้าไว้ทั้งที่พวกเขาออกไปทำงานกันหมด ฉันกำลังจะไปปิดประตูให้แต่พี่ผู้ชายเดินออกมาจากลิฟท์พอดี ฉันจึงตำหนิเขาว่าเปิดประตูทิ้งไว้ทำไม เพราะมีของมีค่าอยู่เยอะมาก พวกเขาก็ยืนยันว่าปิดล็อกเรียบร้อยแล้ว พี่ผู้ชายคนหนึ่งพูดขึ้นว่าน้องมาเปิดนะสิ เมื่อวานเขาก็เห็นว่าน้องเปิดประตูรอพวกเขากลับมา เท่านั้นแหละทุกคนก็รีบชวนกันลงมาข้างล่างทันที สี่วันผ่านไปอย่างร้อนๆ หนาวๆ ในที่สุดก็ได้กรับกรุงเทพสักที รู้สึกดีใจมากๆ เพราะรู้สึกกลัว ไม่อยากเจอ แม้จะรู้สึกบ้างแต่ยังดีที่ไม่เคยเห็นแบบจะๆ ก่อนกลับก็ถามแม่บ้านที่โรงแรมจึงได้ความว่า เคยมีนักท่องเที่ยวที่เป็นเด็กเสียชีวิตที่นี่ และเขาก็ไม่ไปไหน ยังคงวนเวียนชวนให้แขกที่มาพักไปเล่นกับเขาอยู่แบบนี้มานานแล้ว อยู่มานานแล้ว…….

ฉันจึงเข้าใจว่าพวกเขาคงแอบไปเที่ยวกลางคืนกันเป็นแน่ จึงไม่ได้ถามไถ่อะไร และพวกเขาก็ไม่พูดอะไรด้วย จากนั้นพวกเราก็ไปทำงานกัน จนกระทั่งใกล้จะเลิกงาน พวกผู้ชายเริ่มมีอาการไม่อยากกลับที่พัก ทั้งที่ดูง่วงหง่าวหาวนอนกันเป็นทิวแถวแท้ๆ ถามกันไปมาจนได้ความว่า พวกเขาเจอ “ผีเด็กมาเล่นด้วยทั้งคืน!!!” เมื่อเอาผ้าห่มคลุมโปง ผีเด็กก็ดึงผ้าห่มออกอยู่แบบนั้น และวิ่งไปมาภายในห้องอย่างสนุกสนาน (สนุกอยู่คนเดียว) ทำให้พวกเขาต้องอยู่ในอาการหวาดผวา แต่ก็มีคนกล้ากว่าเพื่อน พูดออกมาว่าไม่เล่น จะนอนแล้ว เท่านั้นแหละผีเด็กก็เริ่มลามือ และยอมให้พวกเขานอนแต่โดยดี พี่ๆ บอกว่าไม่อยากเล่าให้ฟังเพราะไม่อยากให้พวกเรากลัวกัน เพราะห้องก็อยู่ติดกันแค่นี้เอง

น่าแปลกที่ห้องของฉันกลับไม่มีใครเจอเลย แต่หัวหน้าที่นอนอยู่ห้องถัดไปกลับเจอเช่นเดียวกัน อาจเป็นเพราะก่อนนอนฉันสวดมนต์ แผ่เมตตา และขออนุญาตสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของสถานที่นั้นแล้วก็เป็นได้ เมื่อคิดได้ดังนั้นก็ได้แต่โล่งใจ แต่แล้วในวันถัดมา ฉันต้องเอาข้อมูลของงานลงเครื่องคอมพิวเตอร์ซึ่งอยู่ในห้องของผู้ชาย ฉันและพี่ๆ ที่ทำงานก็นั่งกันในห้องนั้น ทุกคนนั่งทางด้านซ้ายมือของฉันกันหมด ระหว่างที่ฉันนั่งเก็บข้อมูลอยู่นั้นก็รู้สึกเหมือนมีใครเอาหน้ามาเกยไว้บน ไหล่ทางด้านขวาจนรู้สึกเหมือนแก้มแทบจะชนกันจึงหันขวับไปดูเพราะคิดว่าพี่ๆ แกล้ง แต่ปรากฎว่าทุกคนนั่งคุยกันอยู่ที่เดิม เมื่อฉันถามเขาก็ทำหน้างงกันหมด และยืนยันว่าไม่ได้เดินมาทางนี้กันเลย เท่านั้นแหละฉันรีบเรียกพี่อีกคนมานั่งเป็นเพื่อนทันที

เรื่องยังไม่จบแค่นี้ ในวันรุ่งขึ้นทุกคนก็เจอเรื่องเดิมอีกจนเขาบอกว่าเริ่มชินแล้ว คือ จากกลัวจนเลิกกลัวแล้วเพราะเหนื่อยจากการทำงานกันมาก วันนี้ฉันและพี่ที่อยู่ห้องเดียวกันอีกคนยังไม่ไปที่ทำงานเพราะต้องเคลียร์ งานกันในห้อง เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยก็จะไปยังสถานที่ทำงานจึงเดินออกมาปิดล็อกห้องอย่าง ดี แต่ห้องของพี่ผู้ชายกลับเปิดอ้าไว้ทั้งที่พวกเขาออกไปทำงานกันหมด ฉันกำลังจะไปปิดประตูให้แต่พี่ผู้ชายเดินออกมาจากลิฟท์พอดี ฉันจึงตำหนิเขาว่าเปิดประตูทิ้งไว้ทำไม เพราะมีของมีค่าอยู่เยอะมาก พวกเขาก็ยืนยันว่าปิดล็อกเรียบร้อยแล้ว พี่ผู้ชายคนหนึ่งพูดขึ้นว่าน้องมาเปิดนะสิ เมื่อวานเขาก็เห็นว่าน้องเปิดประตูรอพวกเขากลับมา เท่านั้นแหละทุกคนก็รีบชวนกันลงมาข้างล่างทันที สี่วันผ่านไปอย่างร้อนๆ หนาวๆ ในที่สุดก็ได้กรับกรุงเทพสักที รู้สึกดีใจมากๆ เพราะรู้สึกกลัว ไม่อยากเจอ แม้จะรู้สึกบ้างแต่ยังดีที่ไม่เคยเห็นแบบจะๆ ก่อนกลับก็ถามแม่บ้านที่โรงแรมจึงได้ความว่า เคยมีนักท่องเที่ยวที่เป็นเด็กเสียชีวิตที่นี่ และเขาก็ไม่ไปไหน ยังคงวนเวียนชวนให้แขกที่มาพักไปเล่นกับเขาอยู่แบบนี้มานานแล้ว อยู่มานานแล้ว…….

 

ปีศาจในตึกร้าง

ขณะที่เวียนเทียนสูดดมสารพิษจากถุงพลาสติกจนเกิดอาการ “เหวอ” หมดทุกคน บ้างก็ขุดหาสมบัติ บ้างกำลังหาทางปีนป่ายจะขึ้นไปคว้าดวงจันทร์…จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงเด็กร้องไห้อยู่ใกล้ๆ หันไปดูเห็นเด็กชายราวสิบขวบนั่งฟุบหน้าอยู่กับผนังตึกผุพัง จนเหลือแต่อิฐแดงๆ

“เฮ้ย! มาร้องไห้ทำไมวะ อยากดมกาวกะพวกกูหรือไง?

ถาม แล้วก็เข้าไปเขย่าตัว เด็กเจ้ากรรมหันขวับมาตาแดงจ้าพลางคำราม…แว่!! เล่นเอาแตกฮือเหมือนผึ้งแตกรัง ร้องเอะอะเอ็ดตะโรเหมือนคนบ้า วิ่งชนกันล้มลุกคลุกคลาน หัวร้างข้างแตกไปตามๆ กัน

ตั้งแต่นั้นมา พวกเด็กดมกาวก็หาทำเลใหม่ ไปยึดเอาสะพานลอยมั่วสุมกันสูดดมสารนรกต่อไป ได้โอกาสก็ตีชิงวิ่งราวให้ผู้คนต้องเดือดร้อน จนถึงบาดเจ็บล้มตายเป็นประจำ

เขา ว่ากรุงเทพฯ คือเมืองสวรรค์! แต่ถ้าคุณไม่ระวังตัวให้ดีๆ กรุงเทพฯ ก็อาจกลายเป็นเมืองนรกอเวจีไปได้ง่ายๆ เพราะทั้งภูตผีและโจรผู้ร้ายเต็มเมือง คอยจ้องจะเล่นงานคุณอยู่ตลอดเวลา…

รถราแล่นคึ่กๆ เสียงดังหนวกหู ไหนจะควันพิษคละคลุ้ง รถราติดขัดแทบตลอดทั้งวัน คอนโดฯ อพาร์ตเมนต์ หอพัก ห้องแบ่งเช่าสะพรั่งไปหมด ผู้คนสับสนปนเปกันจนดูไม่ออกว่าใครคนดี-คนชั่ว สุจริตชนหรือโจรผู้ร้าย เราไม่อาจคาดเดาได้หรอกครับ

ที่ร้ายกาจอันตรายสุดๆ คือพวกขี้ยา!!

พวกเงินหนาเล่นยาอี ยาไอซ์ หรือสูดโคเคน ถือว่าชั้นสูงเพราะเงินหนา ไม่ค่อยสร้างปัญหาให้ชาวบ้านเท่าไหร่ เปิดห้องหรูเสพยามั่วเซ็กซ์กันค่อนข้างมิดชิด ยก เว้นพวกซ่าเปิดเพลงดังแสบแก้วหูเพื่อนข้างห้อง มักจะโดนโทร.ไปแจ้งตำรวจให้มาซิวไปทั้งโขยง

สาวๆ วัยเอ๊าะ นัก เรียนนักศึกษาก็มี เห็นแล้วน่าสงสารพ่อแม่จริงๆ ครับ

พวกที่เล่นผงขาว เสพยาบ้า ลงมาถึงพวกเด็กๆ ดมกาวนี่ซีน่ากลัวมาก มักจะหลบมุมตามตึกร้างบ้านร้าง หรือไม่ก็ซากตึกแถวที่รื้อไว้ครึ่งๆ กลางๆ มีมากมายเกือบทุกซอยก็ว่าได้ กลายเป็นมุมมืดหรือสวรรค์ของพวกขี้ยาไปเลย

อ้อ! สวรรค์ของหนุ่มสาวที่คิดสั้น อาศัยเป็นวิมานชั่วคราวเข้าไปพลอดรักกันด้วย ยามซวยผู้ชายก็โดนฆ่าทิ้ง ผู้หญิงโดนกลุ้มรุมข่มขืนเพราะความชะล่าใจไม่เข้าเรื่อง

ขยะเกลื่อนกลาด ทั้งหนังสือพิมพ์ ซองบุหรี่ ถุงพลาสติก ถุงยางอนามัย กระป๋องเบียร์ กับถุงขนม กระป๋องกาว 3 เค เศษอาหาร…บางคืนผมเดินผ่านได้ยินเสียงพูดคุยดังพึมพำ กลิ่นเหม็นเอียนๆ ลอยมากระทบจมูกก็มี

ในมุมกลับ มันคือนรกของพลเมืองดี!

พวกผู้หญิงสาวๆ ที่ต้องเดินผ่านตอนกลางคืน โดนจี้ โดนทำร้าย รวมทั้งโดนลากเข้าไปข่มขืนในมุมลี้ลับของซากตึก ที่คนนอกมองเข้าไปไม่เห็นนั่นแหละ

มีคนตายเพราะโด๊ปยาเกินขนาด ถูกฆ่าชิงทรัพย์ โดนข่มขืนฆ่าปิดปาก เรื่องผีดุก็ชักจะร่ำลือกันหนาหู ถือว่าธรรมดาเพราะไม่ว่าซอยไหนๆ ก็มีคนตาย ทั้งโดนฆาตกรรมกับอุบัติเหตุทั้งนั้น

แหม! เรื่องที่เล่าลือกันปากต่อปากน่ะ ฟังแล้วเล่นเอาขนลุกขนพองจริงๆ ครับ

หนุ่มเดินเข้าซอยมาก็เห็นสาวสวยสายเดี่ยว หุ่นเซ็กซี่ ผมยาวสยาย เดินบิดสะโพกงอนงามเข้าไปในซากตึก เกิดสงสัยว่าสาวสวยอุตริเข้าไปทำไม หรือจะให้ท่าแบบล่อไอ้เข้ละมั้ง? เลยตามก้นต�อยๆ เข้าไปเพื่อพิสูจน์ให้รู้แน่

ลมเย็นๆ พัดวูบ สาวเจ้าหันขวับมายิ้มหวาน แต่ปากกว้างตั้งคืบ อากาศเหม็นคลุ้ง เล่นเอาหนุ่มร้องจ๊าก หงายหลังล้มตึง พอลุกขึ้นได้ก็หมุนตัวกลับ เผ่นอ้าวไม่คิดชีวิต สติแตกกระเจิงไปเลย

นักศึกษาหญิงกลับหอพักมาสามคน คิดว่าคงไม่มีอะไรหรอกน่า แต่พอผ่านซากตึกนั่นก็เห็นเด็กชายเดินโซเซออกมา ตอนแรกคิดว่าคงจะเป็นพวกเด็กเมายา…

คุณพระช่วย! เลือดสดๆ แดงฉานเต็มอก อ้าปากร้องแต่ไม่มีเสียง ร่างโงนเงนไปมา พวกสาวๆ ร้องแต่ว่าเด็กโดนแทง! ทำท่าจะวิ่งเข้าไปช่วยเหลือ แต่เด็กอุบาทว์นั่นหายวับไปกับตา

“ว้าย! ผีหลอกแล้ว! ช่วยด้วย…”

เสียงแผดจ้าเข้าใส่กันจนต่างคนต่างตกใจ ร้องเหมือนคนบ้าจี้ วิ่งเตลิดเปิดเปิง ล้มลุก คลุกคลานไปตามๆ กัน สบถสาบานว่าจะไม่ยอมเดินผ่านซอยนี้ตอนค่ำคืนอีกต่อไป เสียเงินค่ามอเตอร์ไซค์รับจ้างยังดีกว่าหัวใจล่มสลายเพราะโดนผีหลอกเอาจังๆ

ขนาดพวกวัยรุ่นที่ดอดเข้าไปดมกาวยังไม่วายเจอดีเลยครับ!

 

คืนเรียกผี

เหตุการณ์สยองขวัญเกิดขึ้นเมื่อดิฉันย้ายไปอยู่ราวเดือนเศษๆ ยังไม่ค่อยคุ้นเคยกับคนอื่นเท่าไหร่ นอกจากเด็กๆ รุ่นน้องที่เราสนิทสนมกันง่าย ตกเย็นโรงเรียนเลิกก็ออกมาวิ่งเล่นกันเกรียวกราว ดิฉันกลายเป็นหัวโจกของพวกเด็กๆ การเคหะไปโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว

เรา เล่นไล่จับ วิ่งเปี้ยว มอญซ่อนผ้า ขี่ม้าส่งเมือง พวกเด็กผู้ชายก็เล่นหยอดหลุมทอยกองไปตามเรื่อง ตกค่ำถึงจะเข้าบ้านอาบน้ำกินข้าว ดูหนังสือหรือทำการบ้านก่อนเข้านอน

ไม่ต้องห่วงว่าจะไม่หลับหรอกค่ะ เพราะเด็กๆ น่ะยังไม่มีปัญหารกสมองเหมือนพวกผู้ใหญ่ พอหัวถึงหมอนก็หลับสนิทเรียบร้อย

จนกระทั่งถึงคืนสยองขวัญ!!

คืน นั้น หลังจากอาบน้ำกินข้าวและท่องหนังสือก่อนสอบแล้ว ดิฉันก็เข้านอนตามปกติ…หลับสนิทตามเคยค่อนข้างยาว เพราะมารู้สึกตัวอีกครั้งก็ตีสี่กว่าๆ แล้ว อันที่จริงก็ยังไม่ถึงเวลาตื่น แต่เกิดตาสว่างจนนอนไม่หลับ ตัดสินใจเปิดมุ้งลุกไปดูวิวที่หน้าต่างยามใกล้รุ่งเล่นเพลินๆ

เมื่อโตขึ้นก็ชอบอ่านเรื่องผี ดูทีวีที่เกี่ยวกับเรื่องผี ไม่ว่าจะเป็นหนังหรือรายการเขย่าขวัญต่างๆ ชนิดเรียกว่าเป็นแฟนพันธุ์แท้เลยล่ะค่ะ

แหม! ไม่นึกว่าตัวเองจะต้องเจอะเจอกับเรื่องสยองขวัญเข้าเต็มเปานี่คะ!

แม้ว่าจะเป็นเหตุ การณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อราวสิบปีมาแล้ว แต่ภาพน่ากลัวสุดขีดที่ได้เห็นก็ยังติดหูติดตามาถึงทุกวันนี้

ตอนนั้นดิฉันอยู่ในวัยรุ่น มาอาศัยอยู่กับน้าที่การเคหะชุมชนธนบุรี เป็นบ้านชั้นเดียวที่เรียงรายยาวเหยียด พวกเราเรียกกันว่า “ยิงยาว” จนติดปาก ด้านหน้ามีต้นไม้ใหญ่และลานจอดรถกว้างขวาง บรรยากาศสงบสุข ไม่น่าจะมีเรื่องผีๆ สางๆ น่าขนหัวลุกหรอกค่ะ

แต่ที่ไหนได้ล่ะ…

ความรู้สึกเสียว สังหรณ์บางอย่างทำให้ดิฉันเย็นวูบที่ท้ายทอย แล่นวาบไปตามไขสันหลัง ขนลุกซ่าไปทั้งตัว…จนกระทั่งใกล้จะผ่านต้นมะม่วงหน้าบ้านอยู่รอมร่อ เขากลับวิ่งเลี้ยวเข้าไปหาช้าๆ

คุณพระช่วย! นั่นเกิดนรกจกเปรตอะไรขึ้นมา?

ตรงโคนต้นนั้นน้าชายดิฉันลงแปลงดอกไม้เล็กๆ ล้อมรอบไว้ แต่ชายประหลาดกลับวิ่งย่ำไปโดยไม่แยแส…ไม่แต่เท่านั้น ร่างกำยำยังวิ่งเข้าหาโคนต้นไม้ แล้วทะลุหายเข้าไปต่อหน้าต่อตาดิฉันในบัดดล!

คุณพระคุณเจ้าโปรดช่วยด้วยเถิด! ดิฉันรู้สึก เหมือนมีดาวนับล้านๆ ดวงกำลังแตกกระจายเต็มหน้า สีเขียวๆ แดงๆ ทำให้ม่านตาลายพร่า แก้วหูลั่นเปรี๊ยะๆ เพราะเสียงหวีดร้องของตัวเอง ก่อนที่สรรพสิ่งจะวูบวับดับหายไปจากความทรงจำ

ดาวเกลื่อนฟ้าจนมองเห็นลานกว้างด้านหน้า ดูเงียบเชียบเยือกเย็นเหมือนโลกร้าง…จนกระทั่งเหลือบไปเห็นชายคนนั้นเข้าพอดี!

ร่าง ใหญ่กำยำในชุดวอร์์มกำลังวิ่งเหยาะๆ ผ่านหน้าบ้านไป มีฮู้ดคลุมหัวเหมือนนักกีฬา หรืออาจจะเป็นนักมวยในละแวกนั้นที่มาออกกำลังก็เป็นได้ แต่รู้สึกว่าท่าทางออกจะแข็งๆ เหมือนหุ่นยนต์มากกว่าคนธรรมดา

เขาวิ่งไปจนสุดทางแล้วอ้อมกลับมาอีกครั้ง…

ใกล้เข้ามา…ใกล้เข้ามาทุกที!

ดิฉัน นึกเอะใจยังไงไม่รู้เมื่อดูคล้ายเขาไร้ศีรษะ หรืออาจจะเป็นเพราะก้มหน้าก็เป็นได้ แต่ท่าทางวิ่งของชายนั้นก็ดูขัดตาพิลึก เพราะคนเราทั่วๆ ไปต้องแกว่งแขนเวลาวิ่งใช่ไหมคะ แม้ว่าจะงอแขนทั้งสองข้างก็เถอะ แต่ทำไมสองแขนเขาดูแข็งทื่อ แนบชิดกับลำตัวอยู่ตลอดเวลาก็ไม่ทราบ

มารู้สึกตัวอีกทีก็เห็นใบหน้าของน้าชายกับน้าสะใภ้กำลังมองดูด้วยความห่วงใย ได้กลิ่นยาหม่องอวลซ่าน มีเสียงปลอบโยนแว่วๆ ว่าไม่มีอะไร…ไม่เป็นอะไรแล้ว…แต่ดิฉันน่ะปล่อยโฮออกมาด้วยความอัดอั้น ใจสุดขีดเลยค่ะ

ไม่มีใครรู้สาเหตุว่าผีตนนั้นมาจากไหน แต่ดิฉันไม่ยอมโผล่หน้าต่างออกไปดูอะไรตอนกลางค่ำกลางคืนอีกเลยค่ะ! บรื๋ออออ….

ผีจากเบื้องบน

เย็นนั้นผมไปนั่งดวดเหล้าแก้กลุ้มอยู่ที่ร้านข้าวต้มอ้วนผอมเพียงเดียว ดาย เพื่อนฝูงที่เคยมีเป็นกระตั้กก็ไม่รู้หายหัวไปไหนหมด ไม่อยากคิดถึงคำพังเพยเก่าๆ ให้ช้ำใจเปล่าๆ

“ยามมั่งมีผีผอมตอมกันแดก ยามถังแตกผีอ้วนชวนกันหนี”

ชีวิต คนเรามันก็แค่นี้แหละครับ ผมเองก็ไม่ได้คิดอะไรมากตามประสาคนวัยเลยสามสิบไม่เท่าไหร่ ยังไม่มีลูกเมียให้ห่วงใย เงินทองก็ยังพออุ่นกระเป๋า เอาไว้ให้หายเซ็งซักพักค่อยดิ้นรนหางานการทำกันใหม่

“ไอ้เอ๋โว้ย พ่อมึงมาหาแล้วว่ะ!”

เสียง คุ้นหูดังขึ้นใกล้ๆ โต๊ะ หันขวับไปเห็นไอ้โห้เพื่อนเกลอก็ดีใจแทบกระโดดกอด ชักชวนให้มันนั่ง ร่วมโต๊ะ สั่งแก้วมาเพิ่ม ตั้งปัญหาว่ามันอยู่บางกรวยแล้วถ่อมาทำอะไรถึงนี่? มันก็ตอบสั้นๆ ว่าได้ข่าวผมตกงานก็เลยรีบมาเยี่ยม ไปหาที่บ้านไม่เจอก็เดาว่าคงมาซัดเหล้าแก้กลุ้มแถวปากซอยน่ะซี

ผมเองก็เคยเจอะเจอเรื่องแบบนี้มาแล้ว อย่างแรก บริษัทที่ผมทำงานอยู่ใกล้ๆ บ้านในนนทบุรีเกิดเลิก กิจการดื้อๆ โดยมีสาเหตุมาจากการขาดทุนยุบยับ ไหนจะมีข่าวเรื่องการปรับค่าแรงขึ้นเป็นวันละ 300 บาท อีกล่ะ ถึงกับร้องไอ๊หยา อั๊วทู่ซี้ต่อไปไม่ไหวแล้วว่ะ! แต่ยังมีน้ำใจจ่ายเงินเดือนให้พนักงานคนละ 3 เดือน ก่อนจะโบกมือบ๊ายบายขายใครต่อก็ไม่รู้?

อ้าว? แฟนผมที่ขายของอยู่หน้าตลาด กำลังรักกัน จี๋จ๋าอยู่ดีๆ พอรู้ว่าผมตกงานออกมาเตะฝุ่นได้ไม่นาน คุณเธอก็มีไอ้หนุ่มคนใหม่ขับรถเก๋งมารับตอนเย็นๆ ให้เห็นตำตา…ตัดสวาทขาดสัมพันธ์กับผมไปดื้อๆ ซะยังงั้น แหละเอ้า!

นี่ไงครับ ที่ทำให้ผมเชื่อสนิทแล้วว่าเคราะห์ร้ายไม่ได้มาครั้งเดียว แถมถาโถมมาพร้อมๆ กัน…เท่านั้นยังไม่พอ หน็อย! ดันผ่าถูกผีหลอกเข้าจั๋งหนับอีกต่างหาก

เรื่องเป็นยังงี้ครับ

 

ฟังเพื่อนแล้วซึ้งครับ ไม่ใช่ว่าจะมีแต่เพื่อนกินเพื่อนกัน เพื่อนรู้ไม่ทัน เพื่อนกันก็เอาไปกินซะทั้งนั้น ไอ้ที่มีน้ำจิตน้ำใจลูกผู้ชายก็ยังมี ใช่ว่าจะเป็น “ตุ๊ดใจมด” ไปซะทั้งหมด

สรุปว่าคืนนั้นเราซัดเหล้ากันครึกครื้นแค่สองคน ไอ้โห้ชวนไปต่อที่บ้านมัน จะได้เปลี่ยนบรรยากาศใหม่ๆ ซะมั่ง ไม่ต้องจมอยู่กับที่เก่าเรื่องเก่าให้ให้ปวดกะโหลกเปล่าๆ คืนนี้ก็นอนค้างที่นั่นด้วยกัน พรุ่งนี้ค่อยกลับบ้าน…ขึ้นรถเมล์สายท่าน้ำนนท์-บางบัวทองไปได้เลย

อ๊ะ! เงินทองยังเต็มกระเป๋า ผมบอกไปแท็กซี่ดีกว่า คนมีเงินใจร้อนว่ะ!

แวะบรรเลงสุรากันอีกกลม ก่อนจะเดินข้ามสะพานคลองบางกรวยไปบ้านไอ้โห้ที่มันอาศัยอยู่กับพ่อแม่ ห้องนอนชั้นบนดูปลอดโปร่ง แวดล้อมด้วยต้นไม้น้อยใหญ่ยืนทะมึนอยู่ในราตรี ยังมีบรรยากาศของเรือกสวนอย่างในตัวจังหวัดสมัยผมเด็กๆ

ขณะนั้นดึกมากแล้ว ไอ้โห้หลับสนิทอยู่ในมุ้ง ส่วนผมกลับตาแข็ง อยากได้หงส์มาเป็นเพื่อนใจอีกซักแบน เพราะนอนตื่นใกล้เที่ยงมาหลายวันแล้วตั้งแต่ตกงานมาน่ะ

เสียงยอดไม้คร่ำครวญกับสายลม คืนนั้นไร้เมฆฝน เห็นพระจันทร์เต็มดวงลอยอ้างว้างอยู่กลางหาว แมลงกลางคืนขยับปีกเพื่อนราตรี ความคิดผมฟุ้งซ่านเพ้อเจ้อ… ว่าจะหักใจลืมจากอดีตสาวรักก็ลืมไม่ลง…ป่านนี้เธออาจจะหลับใหลอยู่เดียว ดาย หรือกกกอดอยู่กับชายคนใหม่ก็ไม่ทราบ? คงจริงอย่างที่เพลงเก่าๆ เขาร้อง

…ใจนางเหมือนดั่งทางรถ เคี้ยวคดเหมือนทางรถเมล์! เฮ้อ…

เอ๊ะ! เสียงแกรกกรากอะไรค่อนข้างดังอยู่ใกล้ๆ นี่เอง?

ตอนแรกนึกว่าหูแว่วไปเอง แต่เสียงนั้นยิ่งชัดเจนขึ้นทุกที จนทำให้ผมอดรนทนไม่ไหว ต้องเปิดมุ้งออกไปดูที่หน้าต่าง…แล้วก็ได้เห็นภาพแปลกประหลาดที่สุดใน ชีวิต!

แสงจันทร์ส่องสว่างให้เห็นร่างของเด็กชายอายุราว 7-8 ขวบ เปลือยเปล่าแทบไม่น่าเชื่อเพราะอากาศยามดึกในฤดูฝนค่อนข้างเยือกเย็นเอาการ กำลังเดินอยู่บนหลังบ้านที่อยู่ใกล้ๆ กัน…เด็กอะไรมาแก้ผ้าเดินบนหลังคายามดึกดื่นแบบนี้ล่ะ?

หรือว่าเด็กนั่นไม่ใช่คนอย่างเราๆ แต่…ความคิดผมสะดุดกึกเมื่อเด็กเจ้ากรรมก็หยุดชะงัก ค่อยๆ หันหน้ามามองผมอย่างเชื่องช้า ตาดำขลับจ้องเขม็ง ปากแดงระเรื่อยิ้มคล้ายแสยะ แต่ทำให้ผมรู้สึกขนหัวลุกกรูเกรียว ปากคอ แห้งผากไปหมด…

หัวใจเต้นโครมคราม รีบเผ่นกลับเข้ามุ้งทันทีทันใด!

สายวันรุ่งขึ้น ผมยังไม่ทันเล่าเรื่องเมื่อคืนให้ ไอ้โห้ฟัง ก็พอดีหันไปมองทางหน้าต่างนั้นอีกครั้ง คราวนี้ตกตะลึงอ้าปากค้างเมื่อเห็นตุ๊กตาดินเผาตัวโตเหมือนเด็กสองขวบนั่ง เอกเขนกพิงเสาไฟฟ้าโดดเด่นอยู่ในแสงแดดบนหลังคา…ขนหัวลุกซีครับ! บรื๋อออ…

ทางผีผ่าน

เสียงผู้คนร้องกรี๊ดกร๊าดวี้ดว้ายดังระงมไปหมด รถไฟหยุดไม่ทันแน่ๆ ล้อเหล็กหั่นแขนขาเนื้อตัวขาดกระเด็นน่าสยดสยองสิ้นดี ขนาดการรถไฟใช้ที่กั้นทางข้ามแล้วนะคะเพื่อป้องกันอุบัติเหตุ แต่ห้ามคนฆ่าตัวตายไม่สำเร็จ

ผีทางรถไฟแถวสะพานดำที่เคยซาไปก็กลับดังขึ้นมาใหม่ ตอนกลางคืนมีคนเห็นห้อยโหนโยนตัว หัวขาดแขนขาขาดเป็นประจำ!

ซอย บ้านดิฉันอยู่ใกล้ๆ สี่แยก ตรงข้ามซอยเข้าวัดจอมสุดาราม หรือวัดไพรงามพอดี เป็นซอยเล็กมากจนทางกทม.ไม่ยอมเสียเวลาตั้งชื่อให้ แต่เราเรียกกันเองว่า “ซอยวัดใจ”

ความเล็กของซอยเข้าได้แต่รถมอเตอร์ไซค์ ถ้ารถตุ๊กตุ๊กจะเข้าซอยนี้ต้องมีคนขับเก่งจริงๆ ถึงจะเข้าได้ เพราะทั้งซ้ายทั้งขวาห่างรั้วสูงลิบไม่ถึงศอก ถ้ามีคนเดินอยู่ก็ต้องหยุดเดิน แนบตัวกับกำแพง รั้ว เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกเฉี่ยวชน

ต้องวัดใจกันว่ารถกับคน ใครจะหยุดก่อนกัน? ถึงเรียกว่าซอยวัดใจไงคะ!

นั่นคือสี่แยกทางรถไฟ ถนนนครไชยศรี ตัดกับสวรรคโลก ซ้ายไปสถานีสามเสน ขวาไปสวนจิตรลดา ไหนจะรถชนกันที่สี่แยก ไหนจะเกิดเรื่องรถไฟชนรถยนต์อีกด้วย

ที่น่ากลัวมากๆ คือรถไฟทับคนตายคาที่นี่ซิคะ สมัยก่อนเกิดเรื่องบ่อยมาก แถวสะพานดำข้ามคลองสามเสน ที่มีต้นทางจากแม่น้ำเจ้าพระยา ไหลเลียบวังศุโขทัยมาถึงวัดอัมพวัน, วัดสุคันธาราม…ไหล คดเคี้ยวไปจนถึงถนนพระรามเก้าโน่นแน่ะ

แม้ห่างจากย่านสาม เสนมาไกลแล้ว ที่นี่ก็ยังมีชื่อสถานีรถไฟสามเสนเหมือนกัน!

เมื่อราว 5-6 ปีก่อน มีผู้ชายนุ่งกางเกงลายพราง สวมเสื้อคอกลมสีขี้ม้าอยู่ดีๆ รถไฟขาขึ้นเปิดหวูดจะเข้าเทียบชานชาลา ชายผู้นั้นก็วิ่งไปนอนหงายขวางทางรถไฟดื้อๆ

ไม่จำเป็นจริงๆ รถตุ๊กตุ๊กก็ไม่อยากเข้าหรอกค่ะ แม้ว่าทางแคบที่ว่าจะไม่เกินร้อยเมตร ต่อจากนั้นก็เป็นทางกว้าง มีซอยเล็กๆ เป็นทางเดินอยู่ทางซ้าย บ้านช่องแน่นหนา ผู้คนคึกคักพอสมควร

ซอยนี้มีคนเข้าออกแทบไม่ขาดระยะ ส่วนมากใช้มอเตอร์ไซค์ คนที่เดินก็เดินจนชินแล้ว ล้วนแต่คุ้นหน้าคุ้นตากันทั้งนั้น พูดไปอีกทีก็ไม่มีอะไรน่ากลัวหรอกค่ะ….

อ้อ! ยกเว้นต้นโพธิ์ที่อยู่สุดซอย หรือจะพูดได้ตรงเผงก็ต้องบอกว่าอยู่กลางซอย!

ถ้ามองไปตรงๆ ก็จะเห็นต้นโพธิ์ใหญ่ ขนาดไม่สูงนักอยู่สุดทางพอดี…แต่ไปถึงจะมีทางเลี้ยวแคบๆ สั้นๆ อยู่ทางซ้าย แล้วเลี้ยวขวาออกไปอีกที เป็นต้นโพธิ์เก่าแก่หลายสิบปีแล้ว มีฐานปูนล้อมรอบ ชาวบ้านทั่วไปถือว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ มีผู้มาบนบานศาลกล่าวอยู่เนืองๆ

คงจะเกิดจากความเหนื่อยและเพลียมากกว่า ทำให้หูฟั่นเฟือน! ประสาทหลอน! ไม่อยากคิดอะไรมาก รีบเดินเร็วขึ้นเพราะรำคาญเนื้อตัว อยากอาบน้ำเปลี่ยน เสื้อผ้าเต็มทีแล้ว

ไม่ช้าก็เห็นโพธิ์ใหญ่ต้นนั้นยืนทะมึนอยู่ในแสงไฟ เยือกเย็น น่าแปลกที่เห็นใครนั่งกอดเข่าอยู่บนขอบปูนรอบโคนต้น ฟุบหน้านิ่งคล้ายนั่งหลับ อากาศก็ชักเย็นยะเยือกขึ้นทุกที

ขณะที่จะ เลี้ยวเข้าบ้านก็มองดูอีกครั้ง ร่างนั้นหายไปในชั่วพริบตาเดียว…หายไปต่อหน้าต่อตาดื้อๆ เล่นเอาดิฉันขนลุกซ่าไปทั้งตัว…คราวนี้เชื่อสนิทแล้วค่ะว่าเจ้าพ่อโพธิ์ ศักดิ์สิทธิ์เหลือเชื่อ อย่างน้อยผีก็มีจริงๆ ไม่อยากหลอกตัวเองว่าตาฝาดแล้วค่ะ!

ผ้าแพรสีต่างๆ สดใสเต็มโคนโพธิ์ มีทั้งพวงมาลัย ดอกไม้ ธูปเทียน ที่คนมาบนและแก้บน ร่ำลือกันมานานว่าเจ้าพ่อโพธิ์ให้หวยแม่น มีคนถูกหวยกันบ่อยๆ มาหลายปีดีดักแล้ว

ตอนกลางวันก็ดูสวยงามดีนะคะ หรือจะเป็นเพราะเห็นจนชินตาก็ไม่ทราบ แต่พอตกกลางคืนดูร่มครึ้ม ชวนให้เยือกเย็นวังเวงใจอย่างไรพิกล

นอกจากให้หวยแม่น ยังมีเสียงลือว่าผีดุอีกต่างหาก!

บ้านดิฉันอยู่ก่อนถึงต้นโพธิ์ พอเดินเข้าซอยพ้นทางแคบได้ไม่ไกลก็เห็นต้นโพธิ์โดดเด่น ไม่มองก็ต้องมองนะคะ… ก่อนจะเลี้ยวเข้าบ้าน แต่ไม่เคยเห็นอะไรน่ากลัวแม้ครั้งเดียว

ตัวเองไม่กลัวผี ไม่เคยถูกผีหลอกสักครั้ง! แต่ต้องขอบอกก่อนว่า “ไม่เชื่อก็อย่าลบหลู่” นะคะ ในที่สุดก็เจอดีเข้าจนได้!

เมื่อปลายปีนี้เอง ดิฉันเลิกงานตอนค่ำเพราะต้องเคลียร์ให้เรียบร้อยก่อนวันหยุดสิ้นปี นั่งรถสาย 14 จากประตูน้ำกลับบ้าน…พอเดินเข้าซอยก็รู้สึกเยือกเย็นชอบกล นึกได้ว่าเป็นฤดูหนาว แต่ผู้คนไม่รู้ว่าหายไปไหนหมด คล้ายกับมีเราเดินเข้าอยู่คนเดียว

มีมอเตอร์ไซค์ดังกระหึ่มมาจากข้างหลัง ตอนนั้นใกล้จะถึงทางแคบที่มีรั้วสูงๆ ทั้งสองข้างแล้ว ดิฉันแอบเข้าชิดซ้าย รถคันนั้นแล่นหวือผ่านไป…แต่ดิฉันยืนตัวแข็งทื่ออยู่กับที่

คุณพระช่วย! ไม่เห็นรถราสักคันเดียว มันมีแต่เสียงเท่านั้นเอง!