เรื่องสยอง

13 entries have been tagged with เรื่องสยอง.

ลางจากพยายม

ก่อนอื่น ขอเล่ารายละเอียดเกี่ยวกับลางสังหรณ์พอสมควร สำหรับคนรุ่นใหม่ที่อาจจะไม่เคยได้ยินได้ฟัง หรือรับรู้ทางใดทางหนึ่งมาก่อน ตามคติ “รู้ไว้ใช่ว่า ใส่บ่าแบกหาม”

คนรุ่นเก่าๆ เชื่อถือลางสังหรณ์มากมาย เรื่องการเขม่นหู, เขม่นตา, การจามที่เกิดขึ้นโดยไม่คาดฝัน เช่นลักษณะการจามแรงๆ ติดกัน 2-3 ครั้งขึ้นไป โดยเชื่อว่าผู้ที่จามจะถูกใครถามถึง และมีการแยกเวลาสำหรับการสังเกตการจามอีกด้วย เช่น จามตอนเช้าจะมีโชคลาภ การเดินทางแสวงโชคจะประสบความสำเร็จ หรือไม่ก็ได้รับข่าวดีจากญาติมิตร แต่ถ้าจามตอนบ่ายๆ จนถึงเย็นค่ำก็เป็นที่แน่ใจได้ว่าจะมีเพศตรงข้ามกำลังถามถึงในแง่ดี

วันนี้ผมมีเรื่องสยองที่เกิดขึ้นหลายปีแล้ว ได้รับการเล่าขานสืบกันต่อๆ มาในเขตอำเภอบ้านบึง ชลบุรี น่าจะเป็นอุทาหรณ์ให้คนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ได้รับรู้ เพื่อตักเตือนตัวเองว่าอย่ามองข้ามเรื่องลางสังหรณ์เด็ดขาด

ลางบางอย่างก็น่าขนลุกขนชัน เพราะมันเป็นลางมรณะ!

ลางสังหรณ์จากสัตว์ก็เช่นกัน!

เช่น ตุ๊กแกร้อง 4 ครั้งจะเกิดความเดือดร้อนเพราะคนใกล้ชิดหรือบริวาร จนถึงเสียเงินเสียทอง เจ็บไข้ได้ป่วยชนิดนึกไม่ถึง

ถ้าตุ๊กแกร้อง 6 ครั้งจะประสบโชคลาภ ร้อง 7 ครั้งจะเจริญรุ่งเรือง ร้อง 8 ครั้งจะได้ลาภจากการเสี่ยงโชค ถ้าร้องถึง 10 ครั้ง ทั้งตัวเองและครอบ ครัวจะมีแต่ความสุขความเจริญ…ท่านผู้อ่านที่บ้านมีตุ๊กแกอย่าตีตายเสียหมด นะครับ

คราวนี้มาถึงเสียงจิ้งจกร้องทักบ้าง ถ้าดังอยู่เบื้องหน้า เดินทางจะพบโชคลาภความสำเร็จสมปรารถนา แต่ถ้าจิ้งจกร้องอยู่เบื้องหลังจงงดเดินทาง จะประสบโชคร้าย ผิดหวังจนถึงเกิดอุบัติเหตุได้ ถ้าจิ้งจกร้องอยู่เหนือศีรษะอย่าเดินทางเด็ดขาด จะพบแต่ความเดือดร้อนเคราะห์ร้ายจนอาจถึงแก่ชีวิตได้โดยง่าย อย่าประมาทเป็นดีที่สุด

ต่อมาคือเรื่องหนูกัดผ้า!

ถ้าผ้าที่ถูกกัดเป็นรูปปากกระต่าย ท่านว่าจะมีโชคลาภ เจริญรุ่งเรือง หนูกัดผ้าวันอาทิตย์จะพ้นทุกข์ กัดวันจันทร์จะสุขสวัสดิ์ กัดวันอังคารจะอัตคัดขัดสน วันพุธจะเดือดร้อนทุกข์โศก วันพฤหัสบดีจะเจ็บไข้ วันศุกร์จะได้ลาภ วันเสาร์ จะให้โทษต่างๆ นานา

นอกจากนี้ ยังมีลางบอกเหตุอีกมากมาย เช่นจิ้งจกหล่นมาจะมีโชค ถ้ามีสัตว์วิ่งตัดหน้าขณะเดินทางจะมีอันตราย ปลวกทำรังที่เตาไฟ งูเข้ามาขดในบ้าน ถือว่าเป็นอัปมงคล

ความเชื่อมั่นในลางสังหรณ์ เป็นสิ่งบอกให้เรารู้ตัวล่วงหน้าไม่แตกต่างกับคำทำนายของหมอดูที่แม่นยำ!

ต่อไปนี้คือเรื่องราวของหนุ่มพันธ์ผู้ไม่เชื่อถือในเรื่องลางสังหรณ์แม้แต่น้อยนิด

ชายผู้นี้มีครอบครัวอันอบอุ่นอยู่ที่บ้านบึง ยึดอาชีพเกษตรกรปลูกอ้อยและมันสำปะหลัง จนเป็นผู้มีอันจะกินในละแวกนั้น มีไร่อ้อยและไร่มันอย่างละหลายสิบไร่ มีลูกเมียช่วยทำมาหากินในกิจการของตนอย่างมีความสุขจนหลายๆ คนอดอิจฉาไม่ได้

แต่แล้วพรหมลิขิตอันจารึกไว้แล้วกลางหน้าผากของมนุษย์ทุกคน ก็ทำให้ต้องเกิดเหตุการณ์ที่ไม่มีใครต้องการให้เกิดขึ้นกับตน

เช้ามืดวันหนึ่งก็เกิดลางร้ายขึ้นโดยไม่คาดฝัน!

ขณะที่พันธ์เตรียมตัวออกจากบ้าน เพื่อเข้าไร่ของตนซึ่งกำลังไถและปรับปรุงดินเพื่อปลูกอ้อยในฤดูต่อไป เมื่อเดินออกมาเพื่อจะลงบันได ทันใดนั้นเสียงจิ้งจกเหนือหัวก็ร้องขึ้น เสียงของมันดังพอที่จะทำให้เขาสะดุ้งเฮือก แต่หักใจจะเดินต่อก็พอดีมีเสียงทักท้วงของภรรยาดังขึ้นมาก่อน

“อย่าเพิ่งไปเลยพี่ รอให้สว่างกว่านี้ดีกว่า เดี๋ยวจะพลาดพลั้งเป็นอะไรไป!”

วิไลร้องเตือนสามีด้วยความห่วงใย เพราะเคยได้ยินได้ฟังญาติผู้ใหญ่พูดถึงเรื่องโชคลางมาตั้งแต่เด็กๆ แล้ว แต่พันธ์กลับไม่สนใจ ตอบเสียงปนหัวเราะแบบคนสมัยใหม่ว่าคงเป็นเรื่องบังเอิญมากกว่า อย่าไปคิดมากให้กลุ้มใจไปเปล่าๆ

ทะเลกลืนศพ

วันเกิดเหตุ เรากำลังเล่นน้ำตอนเย็นอยู่ดีๆ ท่ามกลางผู้คนหนาตาในวันอาทิตย์ จู่ๆ ก็มีเสียงผู้หญิงหวีดร้องแสบแก้วหู ผมหันขวับไปดูก็เห็นสาววัยรุ่นคนหนึ่งหน้าตาตื่น ลุยน้ำพรวดๆ ขึ้นฝั่งได้ก็ร้องไห้โฮ

“มีคนมาฉุดขาฉันจริงๆ” เธอร้องกระหืดกระหอบปนสะอื้น หันไปชี้มือบริเวณที่เธอเพิ่งหนีมาหยกๆ “นั่นไง! ผู้หญิงผมยาวใส่เสื้อแดงนั่นแหละ ที่ฉุดขาฉันจนแทบจะจมน้ำตายเมื่อตะกี้นี้เอง”

คนอื่นๆ ทำหน้าตางุนงงไปตามๆ กัน เพราะไม่มีใครเห็นผู้หญิงผมยาวเสื้อแดงในน้ำ…ผมเองก็ไม่เห็นหรอกครับ แต่รีบเผ่นขึ้นจากน้ำพร้อมกับเพื่อนๆ เพราะยังจำภาพผู้หญิงผมยาวใส่เสื้อแดงที่จมน้ำตายวันก่อนได้ติดหูติดตา

ปัจจุบันนี้กลายเป็นสวนสาธารณะที่เปิด-ปิดเป็นเวลา และห้ามคนลงไปเล่นน้ำเด็ดขาด แต่เรื่องเก่าๆ น่าขนหัวลุกก็ยังคงเล่าสู่กันฟังมาจนถึงทุกวันนี้!

ชาวบ้านเรียกว่า หนองปรือ มาแต่สมัยปู่ย่าตายาย ลือกันว่าผีดุชะมัดยาด!

สาเหตุเพราะมีเด็กๆ กับพวกหนุ่มสาวชอบลงไปเล่นน้ำกันสนุกครึกครื้น จนเกิดอุบัติเหตุเกือบจมน้ำตาย คนชะตาขาดก็ตายไปเลยปีละหลายคน แต่ไม่ค่อยมีใครหวาดกลัวนัก

เขาว่าผีจมน้ำตายเป็นผีตายโหงที่เฮี้ยนสุดๆ

ลองคิดดูก็เห็นจริงนะครับ เพราะผีอยู่ใต้น้ำน่ะเรามองเห็นเสียเมื่อไหร่ล่ะ? ขณะเล่นน้ำเพลินๆ อาจจะมีสายตาเขียวปัดหรือแดงก่ำ จ้องมองอย่างมุ่งร้ายหมายขวัญอยู่ใต้น้ำ ใกล้เข้ามา…ใกล้เข้ามาทุกที! พอได้จังหวะก็คว้าหมับเข้าที่ท่อนขา ฉุดวูบจมดิ่งลงไปในน้ำลึก

แค่คิดว่ามีอะไรเย็นๆ ลื่นๆ มาพันแข้งพันขา มองก็ไม่เห็น ผมว่าใครโดนเข้าก็ขนหัวลุกแล้วละครับ! อึ๋ยยย….

บางวันมีพวกนักเรียนแถวดอนเมือง แห่กันมาเล่นน้ำทั้งผู้หญิงผู้ชาย ที่เรารู้ก็เพราะเห็นเขาใส่ช็อปของสถาบัน พวกเรารุ่นเด็กกว่าเล่นน้ำจนเหนื่อยก็ขึ้นมาหาซื้อขนม น้ำส้มน้ำหวานจากแม่ค้ารถเข็นริมทะเลสาบนั่นเอง

สิ่งที่สะดุดตาพวกเราก็คือศาลเล็กๆ หลายศาลตั้งอยู่รอบตลิ่ง เป็นสิ่งยืนยันว่ามีคนจมน้ำตายไปมากน้อยขนาดไหน!

คือมีคนตายเมื่อไหร่พวกญาติๆ ก็จะตั้งศาลให้เมื่อนั้น เชื่อว่าวิญญาณจะได้มีที่อยู่อาศัย ไม่ต้องกลายเป็นผีไม่มีศาล หรือไม่ต้องดักดานอยู่ใต้น้ำเย็นยะเยือกไปตลอดกาล

พวกผู้ใหญ่เขาว่าผีมาเอาวิญญาณไป อยู่เป็นเพื่อนบ้าง หรือทำให้คนอื่นจมน้ำตายตัวเองจะได้ไปผุดไปเกิดบ้าง…แต่เราคิดว่าผู้ใหญ่ แค่ขู่ ไม่อยากให้เราไปเล่นน้ำกันเท่านั้นเอง

เด็กๆ หัวอ่อนยังพอจะหลอกได้ แต่พวกทโมนไพรอย่างพวกผมไม่กลัวเลย เพราะเรายกโขยงกันไปเล่นน้ำคราวละ 5-6 คนเป็นอย่างต่ำ

อ้อ! เลือกลงน้ำแถวหน้าวัดนะครับ เพราะมันตื้นดี!

เอ…วิญญาณมาอยู่ที่ศาลแล้วยังมีผีที่ไหนมาคอยฉุดขาคนอยู่ใต้น้ำล่ะ? เป็นงงแฮะ

วันหนึ่งก็เห็นเหตุการณ์ตื่นเต้น น่าขนหัวลุกเข้าพอดี!

พวกเรายกโขยงไปเล่นน้ำตรงจุดเดิม พวกนักเรียนวัยรุ่นก็เล่นน้ำถัดออกไป เขาคงไม่รู้มั้งว่าตรงนั้นน้ำลึก หรือไม่ก็ว่ายน้ำกันแข็งทุกคนแล้ว

ทันใดนั้นก็มีเสียงผู้หญิงร้องตะโกนขึ้นว่า…ช่วยด้วยๆ เราหันไปดูก็เห็นพวกวัยรุ่นหัวเราะเฮฮากัน ตอนแรกนึกว่าล้อกันเล่น แต่อีกครู่เดียวก็ร้องเอะอะโวยวายกันยกใหญ่…ผู้หญิงจมน้ำ!!

เอาละซี! รีบดำผุดดำว่ายกันหูตาเหลือก มีผู้หญิงสองคนรีบขึ้นจากน้ำ ทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ พร่ำแต่ว่า…นึกว่าล้อเล่น! โธ่…จมน้ำจริงๆ ด้วย

ตอนแรกยังงมศพไม่พบ แม่ค้าแนะนำให้จุดธูปบอกเจ้าที่ พวกวัยรุ่นก็ทำตามก่อนจะดำน้ำงมหาเพื่อนอีกครั้ง

คราวนี้พบครับ! คนหนึ่งโผล่โพล่งขึ้นมาตะโกนว่าเจอแล้วๆ ปรากฏว่าคนตายเกาะเสาไม้ไผ่ใต้น้ำเอาไว้แน่น พวกผู้ชายช่วยกันลงไปดึงร่างที่กลายเป็นศพขึ้นมาทุลักทุเล พวกเพื่อนผู้หญิงร้องไห้โฮไปตามๆ กัน…สายลมคร่ำครวญเยือกเย็นกับระลอกคลื่นน่าขนหัวลุก

สาวเคราะห์ร้ายนุ่งกางเกงยีนส์ สวมเสื้อสีแดง ผมยาวชุ่มโชก…ผมกับเพื่อนๆ รีบวิ่งกลับบ้านใกล้ๆ ทันที พวกเราเลิกไปเล่นน้ำหลายวัน แต่ไม่ช้าก็เข้ารอยเดิมจนได้!

รถจากนรก

มอเตอร์ไซค์กับรถตู้ราวกับจะกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิต ของคนกรุงเทพฯ ไปเสียแล้ว เพราะชีวิตที่รีบเร่ง ต้องการทั้งความสะดวกและรวดเร็ว… แม้ว่าจะไม่ต้องพึ่งรถตู้ แต่ดิฉันก็ต้องอาศัยมอเตอร์ไซค์รับจ้างที่ซอยบ้านในซอยลาดพร้าวต้นๆ ที่มักจะแล่นผ่านทางแยกหน้าบ้านดิฉันเพื่อไปส่งที่ป้ายรถเมล์ อาศัยซ้อนท้ายกลับบ้านในตอนใกล้ค่ำอีกด้วย

ดิฉันพบกับเรื่องสยองในตอนเช้า ถือว่ากลางวันแสกๆ เลยนะคะ!

เช้า นั้นอากาศเยือกเย็นยังแผ่ซ่านไปทั้งกรุงเทพฯ แต่คนทำงานก็ต้องลุกขึ้นมาอาบน้ำแต่งตัว หาอะไรรองท้องง่ายๆ แล้วรีบแจ้นออกจากบ้าน เพื่อไปซ้อนแมงกะไซค์ไปส่งปากซอยเหมือนเช่นทุกวัน
“หนูกำลังจะกลับบ้านพอดี เลยไม่ได้สวมเสื้อวิน…”

ได้ ยินเสียงเธอแว่วๆ ทำให้นึกอยู่ว่า แปลก…จะกลับบ้านแต่เช้า สงสัยคงออกมาตั้งแต่ตี 4 ตี 5 แน่ๆ เอ๊ะ! แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเสื้อวินด้วยล่ะ?

ชั่วระยะเวลาสั้นๆ ทำไมดิฉันคิดฟุ้งซ่านไปได้ตั้งหลายเรื่องก็ไม่ทราบ

ที่ แน่ๆ คือในซอยนั้นมีผู้หญิงขับมอเตอร์ไซค์รับจ้าง 2-3 คน แต่คนนี้ไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน…ถ้าเป็นตอนขากลับค่ำๆ คงจะน่าหวาดระแวงแน่ แต่นี่มันกลางวันแสกๆ

อ้าว? ถึงแล้ว! ดิฉันก้าวลงจากรถ มือหนึ่งล้วงกระเป๋ากระโปรงเพื่อหยิบเงิน ส่วนนัยน์ตาก็หันไปมองถนนว่ารถเมล์ที่เราจะขึ้นใกล้มาหรือยัง…ก่อนจะหันไป ส่งแบงก์ยี่สิบให้เธอ เพราะไม่มีเหรียญสิบบาทติดตัวมาด้วย…

วันรุ่งขึ้น ดิฉันก็ไปขึ้นรถหน้าบ้านที่จอดอยู่เหมือนวันก่อนๆ

ขณะ ที่ก้าวขึ้นนั่งก็ได้ยินเสียงมอเตอร์ไซค์ดังมาจากก้นซอย หันขวับไปมองก็แทบจะล้มแผละลงทันที เมื่อเห็นเธอผู้นั้นยิ้มระรื่นกับดิฉันคล้ายจะทักทาย… ก่อนจะห้อรถตะบึงไปทางปากซอยคล้ายจะหายวับไปกับตา

วันนั้นดิฉันไป จับไข้ในที่ทำงาน รุ่งขึ้นรีบตักบาตรอุทิศส่วนกุศลให้เธอ…วันต่อๆ มาก็ไม่ได้พบเห็นเธออีกต่อไป นึกแล้วขนลุกทุกทีเลยค่ะ!

คุณพระช่วย! ไม่มีรถคันนั้นอยู่แล้วค่ะ!!

เป็นไปไม่ได้…ดิฉันมองตามเข้าไปในซอยก็ไม่เห็นมอเตอร์ไซค์แม้แต่คันเดียว ไม่ว่าเพิ่งแล่นเข้าไปหรือจะวิ่งออกมา

ชั่วพริบตาเดียวแท้ๆ ทั้งรถทั้งคนหายวับไปดื้อๆ ได้ยังไง?

ที่ กำแพงติดกับปากซอยมีที่ว่างกำลังสร้างตึกแถวอยู่ ดิฉันเดินไปดูให้แน่ใจก็ไม่เห็นวี่แววของรถคันนั้นเลย…ขนลุกเกรียวขึ้นมา ดื้อๆ ปากคอแห้งผากจนต้องกระเดือกน้ำลายอึกใหญ่ ขาสั่นจนแทบจะเดินไปที่ป้ายรถเมล์ไม่ไหว

นี่มันเกิดนรกจกเปรตอะไรขึ้นมา?

อย่า ไปพูดถึงเรื่องเสี่ยงหรือไม่เสี่ยงเลยค่ะ ขนาดหมวกนิรภัยยังไม่มีสวมนี่คะ…ได้ยินว่าจะมีการบังคับให้สวมคนนั่งซ้อน ท้ายทุกคน ไม่งั้นจะโดนจับ โดนปรับ อยากหัวเราะให้ฟันหักจริงๆ โธ่! ถนนใหญ่อย่างลาดพร้าวน่ะลองไปดูซีคะว่าสวมหมวกกันหรือเปล่า?

เข้าเรื่องของเราดีกว่าค่ะ!

เช้านั้นแปลกมากที่ไม่มีมอเตอร์ไซค์จอดอยู่แถวหน้าบ้านซักคันเดียว

อ้อ! ลืมบอกไปว่าวินเขาอยู่ที่ปากซอยก็จริง แต่ตอนเช้าๆ จะมีมาจอด 2-3 คันเป็นประจำ เพื่อรอรับผู้โดยสารที่ต้องการใช้บริการหลายคน บางทีก็เป็นขาประจำ มีทั้งผู้ใหญ่และเด็กนักเรียน แต่เช้านั้นพวกเขาคงไปส่งคนที่ปากซอยกันหมด

เดี๋ยวก็คงมาละ น่า…นั่นไง! มาจริงๆ แต่เป็นผู้หญิงที่ชะลอรถมาจอด เพิ่งสังเกตว่าเธอสวมหมวกที่เปิดหน้า แถมไม่ได้ใส่เสื้อวินสีแดงด้วย…อารามรีบร้อนดิฉันก็บอกว่าไปปากซอย ทั้งๆ ที่ไม่จำเป็น…แล้วรีบซ้อนท้ายกอดสะเอวเธอเพราะเห็นเป็นผู้หญิงด้วยกัน

มอง ในแง่ดี…หรือว่าเธอจะรีบกลับบ้านตามที่บอกไว้ตอนแรก จนไม่สนใจเงินสิบบาท? หรือเธอแน่ใจว่าเราคงจะพบกันอีก แล้วดิฉันจะจ่ายเงินให้เธอเอง?

ช่าง เถอะ! ลืมเสียดีกว่า…ดิฉันตัดใจได้สำเร็จ จนถึงขากลับบ้านก็หวนนึกขึ้นมาอีก ทำให้มองหน้าคนขี่มอเตอร์ไซค์ 3-4 คนจนพบขาประจำ นึกจะถามเขาก็คิดได้ว่าเสียเวลาเปล่าๆ แถมไม่มีประโยชน์อะไรด้วยซ้ำ