เห็นผี

11 entries have been tagged with เห็นผี.

ผีหมาป่า

ชาวบ้านโจษจันกันว่า ผัวหนุ่มเมียสาวที่มาเช่าข้างบ้านผมคงจะได้เสียกันโดยผู้ใหญ่ไม่รู้ จนผู้หญิงท้องโต พวกเขารอจนคลอดก็ทำคลอดกันเองและฆ่าเด็กซะ เอาไปหมกในที่ร้าง จากนั้นก็กลับบ้านตัวเปล่า ปกปิดความผิดที่ท้องโดยไม่ได้แต่งงาน

จากนั้น ที่ดินตรงนั้นมักจะมีเสียงร้องแง้วๆ อย่างน่าสงสารเป็นประจำ!

ไม่มีใครรู้ว่ามันเป็นเสียงแมวหรือเสียงอะไร แต่ที่แน่ๆ ใครๆ ก็ว่าเป็นเสียงผีเด็กทารกที่มาเรียกร้องความยุติธรรม!

เชื่อมั้ยครับว่านับแต่นั้นจะมีคนทำแท้ง และนำซากทารกมาทิ้งที่ตรงนั้นบ่อยเชียวละ!

ครั้งหนึ่งเมื่อเกือบสิบปีก่อน…

ตอน นั้นผมอายุสิบกว่าขวบ ยังจำได้ดีว่าคืนหนึ่งมีเสียงคนร้องโวยวายลั่นซอย คนนั้นเป็นชาย ทราบภายหลังว่าชื่อน้าทวีป เดินกลับจากบ้านเพื่อนแถวริมทางรถไฟแล้วเลี้ยวเข้าซอยมาเพื่อจะไปบ้านตัวเอง ที่ปากซอยอีกด้านหนึ่ง

ขาเล่าว่าได้ยินเสียงทารกร้องอุแว้ๆ ในที่ดิน ล้อมรัวสังกะสีผุๆ เขาสงสัยเต็มแก่ก็เลยแอบมองดู พบทารกตัวโตเท่าคนหนุ่มๆ แต่เป็นเด็กแดงๆ นอนคว่ำแกว่งเท้าไปมา เล่นอาบแสงจันทร์อยู่อย่างน่าขนลุก

เช่น ฆ่าตัวตาย โดนฆ่าตาย ล้วนแต่น่าสยดสยองพองขนทั้งนั้น!

เรื่องนี้คุณลุงของผมทราบดีครับ เพราะท่านอยู่ในซอยนี้มาตั้งแต่เด็กๆ ตอนนี้เกือบหกสิบ จะไม่รู้เบื้องลึกเบื้องหลังได้ยังไงล่ะครับ?

ซอยผมอยู่หลังสถานีรถไฟ คุณลุงเล่าว่าเมื่อเกือบห้าสิบปีก่อนยังเปลี่ยว เป็นท้องทุ่งท้องนา มีบ้านอยู่ยี่สิบกว่าหลัง ถนนในซอยก็เป็นลูกรัง แต่ที่ดินแถวนี้มีผู้มาซื้อ มาจับจองไว้หมดแล้ว

บ้านของผม หรือที่จริงก็บ้านคุณปู่น่ะ เป็น ตึกใหญ่ ข้างบ้านรั้วเดียวกันเป็นบ้านไม้สองชั้น และชั้นบนทำเป็นห้องเช่า

ตอนนั้นมีผัวหนุ่มเมียสาวมาเช่าอยู่ ผู้หญิงกำลังท้องแก่เชียวครับ คืนหนึ่งตอนดึกสงัดราวสองยาม กว่าๆ มีเหตุการณ์บางอย่างชุลมุนชุลเกอยู่ที่บ้านนั้น คุณลุงเล่าว่าได้ยินเสียงเหมือนร้องแง้วๆ คล้ายแมวไม่สบาย สักพักหนึ่งก็เงียบไป

พอรุ่งขึ้น สองผัวเมียก็ขนของหิ้วกระเป๋าเดินทางออกจากบ้านแต่เช้าเพื่อกลับภูมิลำเนา ของตัวเอง คุณลุงบอกว่า ผู้หญิงยังท้องโตอยู่ แต่ดูอ่อนเพลีย และค่อยๆ เดินอุ้ยอ้ายไปอย่างเชื่องช้า

บ้านผมนั้นถ้าเดินออกประตูเลี้ยวซ้ายไปราว 50 เมตรก็จะเป็นทางสามแพร่ง ถ้าเลี้ยวซ้ายไปอีกทีก็จะเป็นชุมชนสลับกับที่ดินรกร้างว่างเปล่า แต่ล้อมรั้วสังกะสีเอาไว้

ราว 2-3 วันต่อมา ชาวบ้านที่เดินผ่านไปมาแถวนั้นได้กลิ่นเน่าก็เลยแหวกรั้วสังกะสีเข้าไปดู พบกองผ้าปูที่นอน ผ้าถุงและผ้าเช็ดตัวเปรอะเลือด ในห่อผ้าขนหนูมีศพเด็กทารกเพิ่งเกิดนอนเน่าอยู่

น้าทวีปร้องจ๊าก แล้ววิ่งเตลิดเปิดเปิง ล้มลุกคลุกคลานกว่าจะกระเซอะกระเซิงถึงบ้านก็เหน็ดเหนื่อยแทบจะขาดใจตาย

กลายเป็นตำนานผีประจำซอยไปอีกเรื่องหนึ่ง!

ปัจจุบันที่ดินแปลงนั้นถูกปรับเปลี่ยน ทำเป็นอพาร์ตเมนต์ให้เช่าราวปีเศษ และมักจะเกิดเรื่องราวแปลกๆ น่ากลัวอยู่เสมอเมื่อเวลาผ่านไปไม่ช้าไม่นาน

มีทั้งฆ่ากันตายเพราะความหึงหวง ผู้ชายแทงสาวคนรักจนตายแล้วเตลิดหนีบ้าง บีบคอฝ่ายหญิงตายคาที่นอนแล้วใช้มีดแทงหน้าอกตัวเองบ้าง คนร้ายบุกเข้าข่มขืนฆ่านักศึกษาสาวจนตายคาห้องพักก็มี

แต่อะไรก็ไม่น่ากลัวเท่ากับชาวบ้านแถวนั้นโดนผีเด็กหลอกหลอนต่างๆ นานาจนวิ่งกันฝุ่นตลบอยู่เป็นประจำ

ที่น่าสยดสยองสุดๆ คือมีคนเห็นทารกตัวโตเท่าผู้ใหญ่ นอนกลิ้งเล่นกับเด็กๆ ที่เป็นผีด้วยกัน…หัวเราะเอิ๊กอ๊ากสนุกสนาน แต่คนที่ได้ยินถึงกับเข่าอ่อน หวิดจับไข้หัวโกร๋นไปตามๆ กัน

ตอนดึกๆ เวลาผมต้องใช้อินเตอร์เน็ตทำงานส่งอาจารย์ ผมมักได้ยินเสียงแง้วๆ ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่านั่นคือเสียงแมวหรือเสียงผีเด็กทารกกันแน่…น่าขนหัวลุก จริงๆ ครับ!

ปลาปีศาจ

ปลาสังกะวาดก็ชุมชะมัด เราเรียกกันว่า “ปลาแขยง” หว่านแหโครมหรือไม่ก็ใช้สวิงตักได้ทีละหลายสิบตัว แม้ว่าจะไม่ค่อยมีราคาค่างวดอะไรเพราะตัวมันขนาดหัวแม่มือ แต่เอามาผัดเผ็ดกินกับข้าว หรือให้พ่อแกล้มเหล้าก็รับรองว่าอร่อยที่ซู้ดดด…

ปลากระทิงชอบอยู่ น้ำลึก เนื้อก็เหนียวเป็นบ้า จนพวกเราไม่อยากยุ่งกับมัน แต่ปลาสวายนี่ซีครับที่น่าสนใจ นอกจากเนื้อหวาน มันย่องแล้วยังชุกชุมอยู่ไม่เบา ตอนนั้นน่ะ

ผมกับเพื่อนๆ ชอบจับปลาสวายกัน แม้กรรมวิธีจะยุ่งยากนิดหน่อยแต่ก็ไม่เกี่ยงงอนอะไร…ไม่นึกว่าจะโดนผีหลอก เข้าเต็มเปาจนหวิดหัวโกร๋นไปตามๆ กัน!

วันเกิดเหตุตอนบ่ายในฤดูหนาวเหมือนตอนนี้แหละครับ

เคยเป็นชุมทางผีเสื้อราตรีกับดงนักเลง มีเรื่องยกพวกเข้าห้ำหั่นกับทหารม้า หรือเหล่ายานเกราะบ่อยครั้ง ไล่ตีกันกระเจิดกระเจิงไปถึงศาลานกกระจอกหน้าโรงเรียนราชินีบน ซึ่งเป็นปลายทางของรถรางสายบางซื่อ-บางกระบือ ระยะสั้นๆ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของรถรางสายยาวที่มี 2 ตู้คือ บางกระบือ-วิทยุ

ตอนนั้นผมยังเล็กมาก พอรู้ความเขาก็เลิกรถรางไปตั้งปีมะโว้แล้วครับ

นอกจากท่าเขียวไข่กาที่มีเรือจ้างข้ามฟากไปฝั่งธนฯ ส่วนมากเป็นย่านบางอ้อ กับเลียบแม่น้ำเจ้าพระยาไปถนนทหาร เกียกกาย หรือไม่ก็ท่าตาแหนวัดแก้วฟ้า ถ้าจะข้ามไปวัดเทพนารีแถวบางพลัดก็ไปลงเรือจ้างที่ท่าน้ำสามเสนดีกว่า

บ้านผมอยู่ริมน้ำ คล้อยไปทางท่าวัดจันทร์สโมสรที่ทางเข้าอยู่ตรงข้ามกับตลาดบางกระบือ พวกเพื่อนๆ ทโมนไพรก็อยู่บ้านช่องใกล้ๆ กันทั้งนั้น

อ้อ! ไม่ใช่ว่าเที่ยวเตร่หรือซุกซนไร้สาระเท่า นั้นนะครับ พวกผมยังช่วยพ่อแม่ทำมาหากินอีกต่างหาก!

แหม…คนแม่น้ำซะอย่าง อะไรมันจะถนัดไม้ถนัดมือยิ่งกว่าการหากุ้งหาปลาล่ะครับ? แถมสนุกสนานตื่นเต้นอย่าได้บอกใครเชียว

สมัยนั้นกุ้งปลาชุกชุมมาก แม่น้ำก็ไม่สกปรกเหมือนทุกวันนี้ พวกเราดำน้ำลงไปตามเสา ไม่ช้าก็คว้ากุ้งก้ามกรามตัวโตๆ ติดมือขึ้นมาแล้ว ส่วนพวกมืออาชีพที่เขาหากินทางตกกุ้งอย่างเดียวก็จอดเรือบดขวางน้ำ นั่งนิ่งเป็นรูปปั้น ได้ทั้งกุ้งนางกับก้ามกรามมาขายเป็นกอบเป็นกำ เลี้ยงลูกเมียได้สบายมาก

 

วันนั้นฟ้าครึ้มจนไม่เห็นแดด ได้แต่ภาวนาว่าอย่าให้ฝนหลงฤดูหรือฝนสั่งฟ้าจะเทกระหน่ำลงมา…ไอ้โหนกกับ ไอ้แป้นพายเรือไปวางลอบลอยไม่ไกลจากฝั่งนัก ส่วนผมกับไอ้โก้รอคอยทำหน้าที่สำคัญอยู่ที่ชายน้ำ…นั่นคือการช้อนปลาสวาย ตัวโตๆ เกือบเท่าปลากดคังที่มันเล่นน้ำมาจนพลัดเข้าไปในลอบลอยของเรา

เข้าไปแล้วว่ายหนีไม่สำเร็จหรอกครับ แถม เงี่ยงยังติดตาข่ายพลางดิ้นโผงผางให้เห็นกระจะตาอีกด้วย…

ไอ้สองเกลอนั่นพายเรือเข้าฝั่งแล้ว เดี๋ยวเดียวก็เห็นเหยื่อติดลอบดิ้นน้ำกระจายเล่นเอาผมกับไอ้โก้พยักพเยิดให้ กัน…ลงเรือไปพร้อมกับสวิงขนาดเหมาะมือเพื่อจะช้อนเหยื่อตัวอ้วนๆ ใส่เรือ

ไอ้โก้ถือท้าย ผมคุกเข่าอยู่หัวเรือ ส่วนไอ้สองคนแรกคงยืนลุ้นแทบไม่วางตา…ปลาสวายหลายตัวกำลังตกคลักอยู่ในลอบ จนแทบไม่เชื่อตาตัวเอง รีบเงื้อสวิงจ้วงพรวดแล้วตวัดขึ้นมา รับรองว่าไม่มีทางดิ้นหลุดลงน้ำไปได้เด็ดขาด…

แต่ไหงในสวิงมีแต่ความว่างเปล่าก็ไม่รู้?

“เอ๊ะ! อะไรกันวะ” ผมกับไอ้โก้ร้องเกือบพร้อมๆ กัน เสียงฟ้าร้องครืน รับกันเป็นทอดๆ ไม่ได้ทำให้เราสะดุ้งสะเทือนอะไรหรอกครับ แต่ที่ทำให้เราตกตะลึงพรึงเพริดก็คือ เห็นแต่หัวกะโหลกตาโบ๋ อ้าปากปะหงับๆ คล้ายจะหัวเราะร่าอยู่ในอวนลอยนับสิบๆ หัว!

ผมตกใจสุดขีดจนทิ้งสวิง โดดน้ำตูม ไอ้โก้โดดตามพลางแหกปากจ้า…รอด้วย…รอกูด้วย! แต่ผมหูอื้อตาลาย จ้วงน้ำพรวดๆ ตะกายขึ้นฝั่งได้ยังไงก็ไม่รู้ตัว

ส่วนไอ้แป้นกับไอ้โหนกคงเห็นเหตุการณ์น่าขนลุกทุกอย่างแล้ว…โธ่! ก็พวกมันนั่งก้นจ้ำเบ้า อ้าปากค้าง เบิกตาโพลง…เล่นเอาเราเข็ดหลาบการออกไปหากุ้งหาปลาตั้งแต่นั้นมา ขนาดทุกวันนี้นึกถึงภาพนั้นผมยังขนหัวตั้งอยู่เลยครับ! บรื๋อออ….

ผีในท่อน้ำ

ท่านผู้ใหญ่ที่เล่าเรื่องนี้ให้ข้อสังเกตว่า ถ้าบ้านเรือนใดมีศาลพระภูมิเจ้าที่ชั้นดี ผู้คนในบ้านนั้นก็จะมีแต่ความสุขความเจริญ แต่ถ้าบ้านเรือนใดเกิดความเดือดร้อนวุ่นวาย เกิดปัญหาน่าปวดหัว จนถึงกับคนในบ้านบาดเจ็บล้มตาย ขอให้ตั้งข้อสงสัยที่ศาลพระภูมิก่อนอื่น

แม้ ว่าโชคเคราะห์ย่อมเกิดกับมนุษย์กะทันหัน ไม่มีใครบอกได้ว่าเมื่อใดจะดีหรือร้าย แต่ถ้าเกิดเรื่องร้ายแรงติดๆ กันแล้ว ก็ให้สันนิษฐานว่าอาจเนื่องมาจากศาลพระภูมิก็ได้…คือ วิญญาณร้ายที่สิงสู่อยู่เนรคุณ หรือไม่ก็เกเรเกตุงตามสันดานเดิมน่ะซีคะ

เมื่อ แรกดิฉันยอมรับว่าเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง จนกระทั่งไปประสบกับเรื่องขนหัวลุกด้วยตัวเองที่ชุมชนแห่งหนึ่งแถวสะพานควาย เมื่อราวสิบปีมาแล้ว!

บ้านเรือนละแวกนั้นค่อนข้างแออัดยัดเยียด ผู้คนส่วนใหญ่มีอาชีพค้าขายในตลาดบ้าง หาบเร่แผง ลอยบ้าง รวมทั้งเป็นช่วงไม้ช่างปูน จนถึงรับจ้างสาร พัด…ส่วนหนึ่งเป็นพวกพนักงานบริษัทห้างร้านและรัฐ วิสาหกิจ

วัน หนึ่งมีครอบ ครัวใหม่มาเช่าบ้านอยู่ใกล้ๆ ชื่อพี่สันต์กับพี่เพ็ญ มีลูกชายหญิงสองคนกำลัง เข้าวัยรุ่นทั้งคู่…เรื่องแปลกๆ เกิดขึ้นตั้งแต่ตอนที่เขาตั้งศาลพระภูมิแล้วค่ะ!

ไม่ใช่ว่าศาลเก่าไม่ มีนะคะ แต่เป็นศาลไม้เก่าแก่และผุพังจนล้มไปนานแล้ว คนเช่ารายก่อนๆ ก็ไม่ได้สนใจ แต่รายนี้ไปซื้อศาลสวยๆ คล้ายโบสถ์จำลองจากสวนจตุจักร มาพร้อมกับคนทำพิธีตั้งศาล เขามีหัวหมู ไก่ต้ม เหล้า มะพร้าวอ่อน ขนมนมเนยกับดอกไม้สวยๆ จุดธูปเทียนเซ่นไหว้ มีเด็กๆ มามุงดูหลายคน

 

บ้างก็เชื่อว่าผีมาขอส่วนบุญต่างหาก แต่คนที่เห็นผีไม่มีใครคิดถึงเรื่องนี้เลยค่ะ มีแต่จะขนหัวลุกกันทั้งนั้น บ้างก็เชื่อว่าผีมาเยี่ยมเยียนญาติมิตรเพราะจิตรักใคร่ผูกพันมากกว่า

ที่น่ากลัวยิ่งกว่านั้นก็คือผีที่ถูกฆ่า ติดตามมาล้างแค้นผู้ทำลายชีวิตตน เพราะเกิดความอาฆาตรุนแรง จนกว่าจะแก้แค้นได้สำเร็จ

เมื่อปีก่อนก็มีข่าว ว่าฆาตกรหนุ่มมาสารภาพกับตำรวจถึงโรงพัก ว่าตนเป็นผู้ฆ่าภิกษุชรารูปหนึ่งเพื่อชิงทรัพย์ แม้ว่าจะหลบหนีไปได้โดยไร้ร่องรอยก็จริง แต่แล้วก็ทนไม่ไหวจนต้องมาสารภาพผิด

ตอนแรกเจ้าหน้า ที่คิดว่าสติไม่สมประ กอบ แต่เมื่อสอบ สวนไม่นานก็มีหลักฐานชี้ชัดว่าชายนั้นเป็นฆาตกรจริงๆ สาเหตุสำคัญก็คือ ภิกษุชราผู้โดนทำร้ายจนถึงแก่มรณภาพไปแล้วนั้น ได้มาปรากฏกายให้เห็น ติดตามทวงหนี้ชีวิตไม่ลดละจนฆาตกรแทบสติแตกตายนั่นเอง

สำหรับผีหลอกอีกแบบหนึ่งคือ เป็นวิญญาณชั่วช้ากาลีที่สุด!

ภูตผีปีศาจทั้งหลายก็เหมือนผู้คนทั่วๆ ไป คือมีทั้งดีและชั่วคละเคล้ากันไป

สัมภเวสี – ผีเร่ร่อน หรือวิญญาณแสวงแดนเกิดทั้งปวงนั้น นอกจากจะหิวโหยร้องขอส่วนบุญจากญาติมิตรบ้าง จากผู้อื่นบ้าง บางครั้งยังถือโอกาสสวมรอยแทนผู้อื่นอย่างหน้าตาเฉย…ยกตัวอย่างง่ายๆ คือสิ่งที่เราเรียกว่าพระภูมิเจ้าที่นั่นแหละค่ะ

เมื่อมีการตั้งศาลพระภูมิก็จะต้องมีผู้รู้มาทำพิธีตั้งศาล เซ่นสรวงด้วยเครื่องบัตรพลีเพื่อให้วิญญาณชั้นสูง เช่น เจ้าที่เจ้าทาง เทพาอารักษ์มาสิงสู่ แต่บังเอิญมีวิญญาณร้ายผ่านมาพอดี ถือโอกาสสวมรอยเข้าไปกินเครื่องเซ่นจนอิ่มสำราญ แล้วยึดเอาศาลนั้นเป็นที่อยู่เสียเลย

วิญญาณชั้นดีหมดโอกาส เพราะมาถึงตามคำเชิญต่อเมื่อสายเกินไปเสียแล้ว!

เมื่อภูตพเนจรเข้าสิงสู่ศาลในระยะแรกก็ไม่มีอะไร เนื่องจากมีที่อยู่กินแสนผาสุก มีคนนำเครื่องเซ่นมาสังเวยทุกวัน ไม่ต้องร่อนเร่หากินตามแบบผีไม่มีศาลเหมือนก่อนอีกแล้ว

แต่ขึ้นชื่อว่าคนชั่วหรือวิญญาณร้ายก็มีอุปนิสัยคล้ายๆ กัน คือชอบกลั่นแกล้งรังแกให้ผู้อื่น เดือดร้อน แม้ว่าผู้นั้นจะมีบุญคุณ ให้ที่อยู่ที่กินก็ไม่ละเว้น

 

จู่ๆ ฟ้าก็มืดครึ้ม ลมพัดอู้ๆ เหมือนเสียงใครกำลังหัวเราะอย่างเบิกบานใจ จนหลายๆ คนบอกว่าขนลุกขนพองไปตามๆ กัน!

หลังจากนั้นไม่นาน ครอบครัวนี้ก็มีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกันตลอด ลูกชายติดยา (แถวนั้นมีมากด้วย) ลูกสาวกลายเป็นเด็กใจแตก ลงเอยด้วยการโดนข่มขืนฆ่าในตึกร้างแถวนั้น

พ่อหันเข้าหาเหล้าจนถูกไล่ออกจากงาน แม่ก็กลายเป็นคนโมโหร้าย ทั้งบ่นบ้าและหาเรื่องด่าทอแทบไม่หยุดปาก นัยน์ตาขุ่นขวางเหมือนคนวิกลจริต

วันสุดท้ายเกิดไฟไหม้บ้านตอนดึก เพลิงนรกลุกลามจนบ้านช่องแถวนั้นวอดวายไปสิบกว่าหลัง บ้านต้นเพลิงตายหมดค่ะ…ตอนที่พวกเราตื่นตกใจ ขนของหนีไฟกันอลหม่านก็ได้ยินเสียงหัวเราะเย้ยหยันมาเข้าหู…

เสียงนรกจกเปรตนั่นดังมาจากศาลพระภูมิที่มีไฟลุกท่วม…ขนหัวลุกจริงๆ ค่ะ!

ปีศาจในตึกร้าง

ขณะที่เวียนเทียนสูดดมสารพิษจากถุงพลาสติกจนเกิดอาการ “เหวอ” หมดทุกคน บ้างก็ขุดหาสมบัติ บ้างกำลังหาทางปีนป่ายจะขึ้นไปคว้าดวงจันทร์…จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงเด็กร้องไห้อยู่ใกล้ๆ หันไปดูเห็นเด็กชายราวสิบขวบนั่งฟุบหน้าอยู่กับผนังตึกผุพัง จนเหลือแต่อิฐแดงๆ

“เฮ้ย! มาร้องไห้ทำไมวะ อยากดมกาวกะพวกกูหรือไง?

ถาม แล้วก็เข้าไปเขย่าตัว เด็กเจ้ากรรมหันขวับมาตาแดงจ้าพลางคำราม…แว่!! เล่นเอาแตกฮือเหมือนผึ้งแตกรัง ร้องเอะอะเอ็ดตะโรเหมือนคนบ้า วิ่งชนกันล้มลุกคลุกคลาน หัวร้างข้างแตกไปตามๆ กัน

ตั้งแต่นั้นมา พวกเด็กดมกาวก็หาทำเลใหม่ ไปยึดเอาสะพานลอยมั่วสุมกันสูดดมสารนรกต่อไป ได้โอกาสก็ตีชิงวิ่งราวให้ผู้คนต้องเดือดร้อน จนถึงบาดเจ็บล้มตายเป็นประจำ

เขา ว่ากรุงเทพฯ คือเมืองสวรรค์! แต่ถ้าคุณไม่ระวังตัวให้ดีๆ กรุงเทพฯ ก็อาจกลายเป็นเมืองนรกอเวจีไปได้ง่ายๆ เพราะทั้งภูตผีและโจรผู้ร้ายเต็มเมือง คอยจ้องจะเล่นงานคุณอยู่ตลอดเวลา…

รถราแล่นคึ่กๆ เสียงดังหนวกหู ไหนจะควันพิษคละคลุ้ง รถราติดขัดแทบตลอดทั้งวัน คอนโดฯ อพาร์ตเมนต์ หอพัก ห้องแบ่งเช่าสะพรั่งไปหมด ผู้คนสับสนปนเปกันจนดูไม่ออกว่าใครคนดี-คนชั่ว สุจริตชนหรือโจรผู้ร้าย เราไม่อาจคาดเดาได้หรอกครับ

ที่ร้ายกาจอันตรายสุดๆ คือพวกขี้ยา!!

พวกเงินหนาเล่นยาอี ยาไอซ์ หรือสูดโคเคน ถือว่าชั้นสูงเพราะเงินหนา ไม่ค่อยสร้างปัญหาให้ชาวบ้านเท่าไหร่ เปิดห้องหรูเสพยามั่วเซ็กซ์กันค่อนข้างมิดชิด ยก เว้นพวกซ่าเปิดเพลงดังแสบแก้วหูเพื่อนข้างห้อง มักจะโดนโทร.ไปแจ้งตำรวจให้มาซิวไปทั้งโขยง

สาวๆ วัยเอ๊าะ นัก เรียนนักศึกษาก็มี เห็นแล้วน่าสงสารพ่อแม่จริงๆ ครับ

พวกที่เล่นผงขาว เสพยาบ้า ลงมาถึงพวกเด็กๆ ดมกาวนี่ซีน่ากลัวมาก มักจะหลบมุมตามตึกร้างบ้านร้าง หรือไม่ก็ซากตึกแถวที่รื้อไว้ครึ่งๆ กลางๆ มีมากมายเกือบทุกซอยก็ว่าได้ กลายเป็นมุมมืดหรือสวรรค์ของพวกขี้ยาไปเลย

อ้อ! สวรรค์ของหนุ่มสาวที่คิดสั้น อาศัยเป็นวิมานชั่วคราวเข้าไปพลอดรักกันด้วย ยามซวยผู้ชายก็โดนฆ่าทิ้ง ผู้หญิงโดนกลุ้มรุมข่มขืนเพราะความชะล่าใจไม่เข้าเรื่อง

ขยะเกลื่อนกลาด ทั้งหนังสือพิมพ์ ซองบุหรี่ ถุงพลาสติก ถุงยางอนามัย กระป๋องเบียร์ กับถุงขนม กระป๋องกาว 3 เค เศษอาหาร…บางคืนผมเดินผ่านได้ยินเสียงพูดคุยดังพึมพำ กลิ่นเหม็นเอียนๆ ลอยมากระทบจมูกก็มี

ในมุมกลับ มันคือนรกของพลเมืองดี!

พวกผู้หญิงสาวๆ ที่ต้องเดินผ่านตอนกลางคืน โดนจี้ โดนทำร้าย รวมทั้งโดนลากเข้าไปข่มขืนในมุมลี้ลับของซากตึก ที่คนนอกมองเข้าไปไม่เห็นนั่นแหละ

มีคนตายเพราะโด๊ปยาเกินขนาด ถูกฆ่าชิงทรัพย์ โดนข่มขืนฆ่าปิดปาก เรื่องผีดุก็ชักจะร่ำลือกันหนาหู ถือว่าธรรมดาเพราะไม่ว่าซอยไหนๆ ก็มีคนตาย ทั้งโดนฆาตกรรมกับอุบัติเหตุทั้งนั้น

แหม! เรื่องที่เล่าลือกันปากต่อปากน่ะ ฟังแล้วเล่นเอาขนลุกขนพองจริงๆ ครับ

หนุ่มเดินเข้าซอยมาก็เห็นสาวสวยสายเดี่ยว หุ่นเซ็กซี่ ผมยาวสยาย เดินบิดสะโพกงอนงามเข้าไปในซากตึก เกิดสงสัยว่าสาวสวยอุตริเข้าไปทำไม หรือจะให้ท่าแบบล่อไอ้เข้ละมั้ง? เลยตามก้นต�อยๆ เข้าไปเพื่อพิสูจน์ให้รู้แน่

ลมเย็นๆ พัดวูบ สาวเจ้าหันขวับมายิ้มหวาน แต่ปากกว้างตั้งคืบ อากาศเหม็นคลุ้ง เล่นเอาหนุ่มร้องจ๊าก หงายหลังล้มตึง พอลุกขึ้นได้ก็หมุนตัวกลับ เผ่นอ้าวไม่คิดชีวิต สติแตกกระเจิงไปเลย

นักศึกษาหญิงกลับหอพักมาสามคน คิดว่าคงไม่มีอะไรหรอกน่า แต่พอผ่านซากตึกนั่นก็เห็นเด็กชายเดินโซเซออกมา ตอนแรกคิดว่าคงจะเป็นพวกเด็กเมายา…

คุณพระช่วย! เลือดสดๆ แดงฉานเต็มอก อ้าปากร้องแต่ไม่มีเสียง ร่างโงนเงนไปมา พวกสาวๆ ร้องแต่ว่าเด็กโดนแทง! ทำท่าจะวิ่งเข้าไปช่วยเหลือ แต่เด็กอุบาทว์นั่นหายวับไปกับตา

“ว้าย! ผีหลอกแล้ว! ช่วยด้วย…”

เสียงแผดจ้าเข้าใส่กันจนต่างคนต่างตกใจ ร้องเหมือนคนบ้าจี้ วิ่งเตลิดเปิดเปิง ล้มลุก คลุกคลานไปตามๆ กัน สบถสาบานว่าจะไม่ยอมเดินผ่านซอยนี้ตอนค่ำคืนอีกต่อไป เสียเงินค่ามอเตอร์ไซค์รับจ้างยังดีกว่าหัวใจล่มสลายเพราะโดนผีหลอกเอาจังๆ

ขนาดพวกวัยรุ่นที่ดอดเข้าไปดมกาวยังไม่วายเจอดีเลยครับ!

 

ผีใต้น้ำ

พี่รุ่งจ้วงพายลงน้ำเสียงจ๋อมๆ จนกระทั่งเลยไปถึงคุ้งน้ำที่มีพงอ้อกอหญ้าขึ้นรกครึ้ม… แถวนั้นน่ะเขาลือกันว่าเคยเป็นป่าช้ามาก่อน แต่เกิดโรคไข้ทรพิษระบาดตั้งแต่ก่อนสงครามจนผู้คนอพยพหนีกันจ้าละหวั่น กลายเป็นหมู่บ้านร้างมานับสิบๆ ปีแล้ว… ขนาดป่าช้ายังพลอยร้างไปด้วยเลยครับ

…เราได้ปลาสร้อยปลาซ่ามากโขจนเรือหนักอึ้ง ตกลงใจกันว่ากลับบ้านได้แล้ว ก็พายเรือย้อนกลับมาตามทางเดิม

จน กระทั่งถึงใต้กิ่งไม้ขนาดใหญ่ที่โน้มลงมาเหนือน้ำ แสงจันทร์ที่ระยิบระยับอยู่บนระลอกคลื่นไม่อาจจะส่องทะลุเข้าไปถึงภายในที่ มืดครึ้ม ดูเยือกเย็น เร้นลับ คล้ายกับจะซุกซ่อนความชั่วร้ายน่าสะพรึงกลัวอยู่ในนั้น…

ผมรู้สึกว่าเรือของเราชักจะหนักอึ้งขึ้นทุกที!

“พี่ รุ่ง…เรือติดอะไรหรือเปล่า?” ผมหันไปถาม แต่เห็นพี่ชายกำลังผงะหน้าเบิกตาโพลง จ้องมองอะไรบางอย่างกลางลำเรือ ครั้นมองตามสายตานั้นก็พลันตัวแข็งทื่อในบัดดล!

นรกเป็นพยาน! สิ่งที่เห็นชัดอยู่ในแสงจันทร์ก็คือปลาตัวใหญ่ขนาดศอกเศษ ดูไม่ออกว่าเป็นปลานรกจกเปรตอะไรแน่…แต่มันกำลังขยายใหญ่ขึ้นทุกที ท่ามกลางนัยน์ตาที่เบิกโพลงด้วยความตื่นตะลึงของเรา

คุณพระคุณเจ้า ช่วยลูกด้วยเถิด! ปลาอุบาทว์ตัวนั้นดิ้นกระแด่วๆ พลางร้องอุแว้ๆ เหมือนทารกแรกเกิด เล่นเอาเราผงะหน้า แทบจะตะพลัดตกเรือ ขณะที่เสียงสยองดังถี่เร็วก่อนจะดีดตัวลงน้ำเสียงตูมสนั่น…เสียงพี่รุ่ง ตะโกนลั่น…ผีหลอกโว้ย!!

จ้ำ เรือกันน้ำบานน่ะซีครับ ไม่ตกน้ำตกท่าจนมีหวังช็อกตายก็บุญโขแล้ว…ต่อมาเราก็เลิกหาปลาด้วยเรือผี หลอกเด็ดขาด ขนหัวลุกครับ! บรื๋อออ…

ปากน้ำโพเคยได้ชื่อว่าเป็นเมืองเศรษฐกิจในสมัยก่อน การคมนาคมใช้ทางน้ำเป็นส่วนใหญ่ สินค้าจากเหนือล่องมาที่นั่นเหมือนตลาดนัด พ่อค้าจากกรุงเทพฯ ก็ขึ้นไปซื้อหาสินค้าสารพัดอย่าง ตั้งแต่ขี้ไต้ไปจนถึงไม้ซุงโน่นแน่ะ

ว่ากันว่า ถึงหน้าน้ำหลากเมื่อไหร่ ปากน้ำโพก็คือเมืองสวรรค์ ของนักเผชิญโชคเมื่อนั้น!

เงินทองสะพัดเป็นว่าเล่น ผู้คนพลุกพล่าน ไม่ว่าพ่อค้าใหญ่ นักเลงหัวไม้และการพนันที่มีแทบทุกชนิด ร้านเหล้าคึกคัก ผีเสื้อราตรีก็โบยบินจากทุกสารทิศไปขุดทองที่นั่น เดินขึ้นเดินลงโรงแรมกันขวักไขว่

วันนี้ผมมีประสบการณ์ขนหัวลุกสุดสยองมาเล่าสู่กันฟังครับ

ครอบครัวเราเป็นประมงน้ำจืดมาตั้งแต่รุ่นก่อนๆ เมื่อพ่อแม่แก่เฒ่าก็เหลือแต่ผมกับพี่ชายสองคนที่เจริญรอยตาม เพราะเคยติดเรือไปกับพ่อตั้งแต่เด็กๆ ไม่ว่าตกปลา ทอดแห…แต่เมื่อมาถึงรุ่นพวกผมก็ออกหาปลาด้วยเรือผีหลอกเป็นประจำ

สมัยนั้นปลาชุมมาก ขอแต่รู้จักทำเลเหมาะๆ ค่อนข้างเงียบสงบก็แล้วกัน ยิ่งแถวท้ายเกาะยมที่จะไปทางบึงบอระเพ็ด เลยค่ำไปแล้วไม่ค่อยมีเสียงเรือยนต์รบกวน…คืนไหนโชคดีก็ได้ปลาตั้งครึ่ง ค่อนลำ

จนกระทั่งถึงคืนสยองขวัญ!!

เราสองคนออกเรือกันตามปกติ สรรพสิ่งค่อนข้างเงียบเชียบ จันทร์ครึ่งดวงลอยพ้นทิวไม้มืดครึ้มขึ้นมา ระลอกคลื่นเล่นไล่เข้าหาฝั่ง สายลมพัดวู่หวิวเหมือนเสียงใครถอนใจยาวด้วยความเหน็ดเหนื่อยเต็มประดา

พี่รุ่งถือท้าย ผมประจำหัวเรือ มองดูกิ่งไม้ชายน้ำที่โน้มลงมาเหนือฟองผุดพราย…ครั้นพี่รุ่งพยักหน้าให้ สัญญาณ ผมก็เอนตัวไปทางแผ่นกระดานทาสีขาวขนาบลำเรือ แหวกน้ำจนกระเซ็นเป็นฟอง…

พวกปลาเล็กปลาน้อยเห็นสีขาวเว่อวูบวาบลงมาดื้อๆ ก็ตระหนกตกใจ กระโดดแผล็วขึ้นมาเหนือน้ำ…ส่วนหนึ่งหล่นลงในเรือที่เอียงกราบรอ ส่วนหนึ่งโชคดีก็ตกลงไปในน้ำตามเดิม…

เสียงซ่า…ดังมาจากกิ่งไม้ใหญ่ที่โน้มลงมาเหนือหัว!

“เอ๊ะ…เสียงอะไรวะ?” พี่รุ่งร้องถามเบาๆ ผมก็ส่ายหน้า รู้สึกอากาศเย็นยะเยือกชอบกล ขนอ่อนที่ต้นคอลุกซ่า ปากคอแห้งผากไปถนัด

 

ผีคาสิโน

ผมเป็นนักเล่นมาตั้งก่อนบ่อนลอยฟ้าดังระเบิดด้วยซ้ำ เข้าแทบทุกบ่อนใหญ่ๆ ในกรุงเทพฯ นับครั้งไม่ถ้วน นานๆ จับแก้บนกันทีก็มีข่าวย้าย 5 เสือประจำสน.ที แต่ที่ออกข่าวประจำน่ะ โอ๊ย! ตำรวจไม่รู้เรื่อง ตำรวจพยายามปราบปรามมาตลอด แต่ก็อย่างว่า จับเช้าเปิดบ่าย จับวันนี้พรุ่งนี้เปิด…เหมือนจับปูใส่กระด้ง!

โทษหนักคือรับทรัพย์ หรือรู้เห็นเป็นใจก็โดนปลด โดนดำเนินคดี โทษเบาคือปล่อยปละละเลยก็โดนย้ายหนึ่งเดือน แล้วก็เงียบหายเหมือนคลื่นกระทบฝั่ง

วันศุกร์ต้นเดือน รถราคับคั่งติดเป็นแพตามระเบียบ ยิ่งตอนเย็นๆ ค่ำๆ แทบไม่ต้องขยับก็ว่าได้…ผมแวะไปบ่อนแรก ส่งซิกเรียบร้อยก็ได้คำตอบว่าปิด ต้องรอจน กว่าเรื่องซาลงไปก่อนถึงจะเปิดได้

ผมเองก็ไม่ได้แตกต่างกว่าผู้อื่นหรอกครับ แถมยังมีข้อด้อยมากกว่าข้อดีเสียด้วยซ้ำ ไหนจะเล่าเรื่องขนหัวลุกสู่กันฟังทั้งที ก็ขอเล่าอย่างหมดเปลือกไปเลย

ถ้าพูดถึงเรื่องการงานต้องขอบอกว่า ผมทำงานในวิสาหกิจใหญ่โต เกี่ยวข้องกับผู้คนมากมาย แต่เรื่องนี้ถือว่าเป็นข้อดีของผมที่ได้รับเงินเดือนสูง โบนัสงาม สำหรับเรื่องความรับผิดชอบในหน้าที่การงานนั้นผมมีอยู่เต็มร้อยก็ว่าได้

เมื่อมีข้อดีก็คือข้อเสีย แต่ไม่ใช่เหล้ายาปลาปิ้งหรือติดเที่ยวหรอกครับ ผมเองน่ะ มีบ้างแต่นานๆ ครั้ง ไม่เคยลุ่มหลงมัวเมา หรือหัวปักหัวปำเหมือนหลายๆ คนที่ทำให้เสียการงาน

แต่ข้อเสียสำคัญที่สุด ขอเปิดอกสารภาพไว้ตรงนี้เลยว่าผมติดการพนันครับ!

ไม่ใช่เล่นม้า เล่นมวย หรือแทงบอลตามแฟชั่นในยุคหลัง แต่ของผมน่ะเข้าบ่อนกันเป็นเรื่องเป็นราวไปเลย ถ้าไม่ตอนเย็นหลังงานเลิกก็เสาร์อาทิตย์ เรื่องนี้เมียผมรู้ครับ แต่เธอไม่เคยปริปากบ่นว่าหรือห้ามปราม เหมือนอย่างเพื่อนฝูงในบ่อน 2-3 คนเคยบ่นให้ฟัง

อาจจะมีสาเหตุมาจากการที่ผมเป็นคนรับผิดชอบสูงก็ได้ ไม่ว่าเรื่องงานหรือในครอบครัว โดยเฉพาะเรื่องค่าใช้จ่าย บางอาทิตย์ก็พาลูกเมียไปเดินห้าง ดูหนัง หาอะไรกิน ซื้อข้าวของกลับบ้าน… แล้วผมก็หลบเข้าบ่อน!

มีเรื่องสำคัญอีกอย่างที่เมียผมทำไม่รู้ไม่ชี้ เอาหูไปนาเอาตาไปไร่ ก็คือผมเล่นได้มากกว่าเสีย ไม่ว่าบักคาร่า, รูเล็ตต์, ยี่อิ้ด, โป๊กเกอร์ แม้แต่ป๊อกเด้ง ก็มักจะ “เป๋าตุง” เป็นประจำ

ไม่ใช่เรื่องการคดโกง หรือมีเล่ห์เหลี่ยมพลิกแพลงอะไรหรอกครับ ใครขืนอุตริทำแบบนั้นมีหวังต้องคลานกลับบ้านหรือนอนหยอดน้ำข้าวต้ม เพราะขึ้นว่า “บ่อน” ย่อมจะมีชั่วโมงบินสูงลิบกว่าลูกค้าอยู่แล้ว ต่อให้เซียนถือแส้แค่ไหนก็อย่าได้คิดแหย็มกับบ่อนเด็ดขาด

ดวงครับดวง!! “ใครว่าแน่ๆ ก็ยังแพ้ดวง” เป็นความจริงครับ ถือคติ “ไปตามดวงไม่ห่วงชีวิต แล้วแต่พรหมลิขิต ปล่อยชีวิตให้ตามดวง” เป็นดีที่สุด!

การไปวัดดวงที่บ่อนก็เหมือนการเดินทางของชีวิต ต่อให้อยู่เฉยๆ ก็ยังเป็นการเดินทางอยู่ดี…ไปสู่ความตายไงล่ะครับ! แต่ระหว่างทางน่ะไม่มีใครรู้ตัวล่วงหน้าหรอกว่าจะพบเห็นหรือเจอะเจอกับอะไร บ้าง กว่าจะถึงปลายทางส่วนมากก็ระหกระเหินบอบช้ำกันทั้งนั้น

จนกระทั่งมีข่าวใหญ่โตว่าต่อไปนี้จะไม่มีบ่อนเถื่อนทั่วประเทศอีกแล้ว!

 

เออ! คราวนี้เอาจริงแฮะ…แล้วผมจะหาเงินสดๆ เป็นลำไพ่พิเศษได้ยังไงกัน?

บ่อนอื่นๆ ก็ยังมีน่ะ! ผมปลอบใจตัวเอง ขับรถไปหาจุดใหม่ทันที…ผีหลอกแฮะ! เพราะผ่านมา 3-4 บ่อนปิดหมด กำลังจะยอมแพ้ก็พอดีนึกถึงบ่อนเฮียฮุยขึ้นมา…ได้การ!

เข้าซอยขรุขระคดเคี้ยวค่อนข้างเปลี่ยวไปจนถึงตึกสามชั้นโดดเด่น รายรอบด้วยต้นไม้ใหญ่ๆ กดออดสั้นครั้งเดียว ช่องเล็กๆ ก็เปิดออกเห็นหน้าดำๆ โผล่ขึ้น…ลุงดำนี่แกหน้าดำ ตัวดำสมชื่อ คุ้นเคยกับผมมาเกือบปีแล้ว มักจะได้รับทิปใบแดงๆ จากผมเป็นประจำ

อ้าฮา! ความหวังกลายเป็นจริง บ่อนนี้เปิดมา 2-3 วันแล้ว ผมเดินลิ่วผ่านเพิงอาหารและเครื่องดื่มเข้าไปในตัวตึก ดิ่วดิ่งขึ้นลิฟต์ไปชั้น 2 บรรยากาศได้-เสีย คึกคักตามเคย

มีหญิงชายวัยกลางคนไปจนถึงรุ่นใหญ่ กำลังกลุ้มรุมอยู่กับโต๊ะพนันที่ตัวโปรดปราน มีทั้งยิ้มแย้มเบิกบาน มีทั้งหน้าดำคร่ำเครียด เสียงโยนเต๋า เสียงเฮฮาระคนกับสบถเบาๆ มันคือบรรยากาศที่ผมคุ้นเคยมาเกือบชั่วชีวิตก็ว่าได้

กำลังตัดสินใจว่าจะแวะโต๊ะไหนดี? ผมก็ต้องยืนตะลึงงันอยู่กับที่ เมื่อภาพต่างๆ อันมีชีวิตชีวาเมื่อพริบตาก่อน ค่อยๆ เลือนรางจางหายไปในแสงไฟเยือกเย็น ก่อนจะดับวูบลง

เผ่นพรวดออกมาจากบ่อนผีสิงโดยไม่สติแตก หรือช็อกตายคาที่ได้ยังไงก็ยังงงๆ บ่อนไหนเปิดใหม่เมื่อไหร่ไม่ต้องบอกกล่าวมานะครับ…ผมสาบานไว้แล้วว่าจะไม่ เข้าบ่อนไปจนวันตาย! บรื๋อออ…

สยองสุดๆ

เรื่องสยองขวัญสุดขีดในชีวิตผมเกิดขึ้นเมื่อคืนวันอังคารที่ 18 ธันวาคมหยกๆ นี่เอง! คืนนั้นเจ้าหมงนัดแนะผมไปกินบุฟเฟต์ที่ห้องระเบียงทอง โรงแรมนารายณ์ สาเหตุคือเพื่อนถูกเลขท้าย 2 ตัว 72 ถึง 3 ใบ รับทรัพย์เหนาะๆ เกือบหกพันบาท แต่วันหวยออกงวดวันที่ 16 ตรงกับวันอาทิตย์ ได้เงินวันจันทร์ วันต่อมาก็นัดเลี้ยงเพื่อนซี้กันให้อร่อยปากลิ้น ข้อสำคัญคือเจ้าหมงทำงานอยู่สาทร ส่วนผมอยู่สีลมก็เลยนัดพบกันที่นั่น ห้องบุฟเฟต์เปิดหกโมงเย็น แต่เราไปจ๊ะเอ๋กันอีตอนผลักประตูกระจกแล้วจะเลี้ยวขวาขึ้นบันไดไปชั้นสอง แขกเริ่มทยอยกันมา เราได้ที่นั่งโต๊ะละสองคนข้างเคาน์เตอร์ของหวาน…แต่ตรงข้ามกับตู้โชว์เหล้าเบียร์พอดี สรุปว่าที่นั่นราคาเป็นกันเองคือหัวละ 700 บาท ไม่มีบวกกับบวกให้รุงรัง อาหารเด็ด คือหูฉลามกับปูม้านึ่ง ส่วนอาหารไทย จีน ฝรั่ง ญี่ปุ่นต้องถือว่าครบครัน…เราสั่งเบียร์มาล้างคอก่อนอื่นกะจ้อกันสารพัดเรื่อง เดี๋ยวๆ ก็ชวนกันลุกไปตักอาหารซะที สลับกับการมองดูเอ๊าะๆ ที่เพิ่งเดินเข้ามา หรือบิดสะโพกแด๊ะๆ ไปตักอาหารรอบใหม่ สาเหตุสำคัญก็เพราะคุณเธอนุ่งขาสั้นจุ๊ดจู๋ บางคนยังเดาะชุดกางเกงยืดสีสวยๆ โอ้อวดขาอ่อนขาวอล่องฉ่อง เข้าตำราสูงยาวเข่าดีเป๊ะ ส่วนสาวสวยที่นุ่งกระโปรงสั้นเต่อ แถมคับปึ๋งชนิดตอนก้มลงมองอาหารน่ะ…แหม! ชายกระโปรงถลกขึ้นไปหวิดถึงซับใน แล้วผ้าผ่อนแสนคับซะปานนั้น ใครเห็นเข้ามีหวังบังเกิดตาทิพย์มองทะลุเข้าไปชนิดถึงไหนเป็นถึงกัน! เฮ้อ… เดี๋ยวเจ้าหมงสะกิดผม เดี๋ยวผมทำสัญญาณให้หันมอง เพลิดเพลินเจริญใจไม่รู้ว่ากี่สิบครั้ง บางสาวก็ขยันเดินผ่านเราไม่หยุดหย่อน…เล่นเอาดวดเบียร์กันเหมือนซดน้ำเปล่างั้น แหละเอ้า! สรุปว่ามื้อนั้นครึกครื้นกำลังดีตอนที่ลงมายืนรอแท็กซี่กลับบ้านน่ะ นักท่องเที่ยวขวักไขว่อยู่ในแสงไฟส่องสว่าง ส่วนมากเป็นฝรั่ง รองลงมาคือจีนกับญี่ปุ่น…ขอให้มาเที่ยวบ้านเรากันเยอะๆ เถอะน่า ต้อนรับเขาดีๆ พวกนี้เอาเงินทองมาให้เรากันทั้งนั้น แต่เรากำลังมีปัญหา…แท็กซี่ไม่ยอมรับคนไทยจริงๆ ย่านนี้น่ะ! ขนาดเปิดไฟ “ว่าง” สว่างโร่ แต่ขับผ่านเราหน้าตาเฉย พอฝรั่งโบกมือถัดไปดันจอดเฉยเลย หลายๆ คันก็มีต่อรองเพราะคงเคยมาเมืองไทย กับคนที่หาข้อมูลมาดิบดี แต่สำหรับเราน่ะมีจอดถามจุดหมาย 2-3 คัน พอบอกว่าไปเมืองทอง แจ้งวัฒนะ คุณพี่ตบเกียร์ผาง บึ่งผ่านไม่แยแส นึกถึงคำประกาศของตำรวจว่า…แท็กซี่ว่างที่ไม่ยอมรับผู้โดยสารย่อมมีความผิดตามกฎหมายตั้งแต่ 1 ตุลาคมเป็นต้นไป…อยากจะหัวเราะให้มันชักดิ้นชักงอตายไปเลย รอขาแข็งราวครึ่งชั่วโมง แท็กซี่ว่างก็โฉบเข้ามา เจ้าหมงยัวะสุดขีด ชะโงกหน้าผ่านกระจกเข้าไป…แจ้งวัฒนะ! ไปไหมวะ? คนขับหนุ่มใหญ่หัวเราะคึ่กๆ ก่อนตอบ…ไปครับเจ้านาย! เฮ้อ! โล่งอกไปที…เราเอนหลังคุยกันถึงเรื่องมักง่าย ซี้ซั้ว แก้ปัญหาแบบขอไปทีเป็นประจำ ตั้งแต่คำถามว่าจะจับคนซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ไม่ใส่หมวกกันน็อก…คราวนี้ก็ลอยลมอีกแล้ว มัวแต่ฝอยกันจนไม่ได้ดูทาง มาเห็นแว่บๆ อีกทีก็เข้าแจ้งวัฒนะแล้ว มีเสียงร้องเฮ้ย! รถกระบะคันหน้าคล้ายจะพุ่งเข้าใส่ ขยายใหญ่มหึมา รถเราหักวูบพุ่งเข้าใส่เสาไฟฟ้าแทบมองไม่ทัน! สีเขียวๆ แดงๆ กระจายพรึ่บเต็มหน้า หัวใจผมคงหยุดเต้นตั้งแต่ได้ยินเสียงโครมสนั่นนั่นแล้ว…โลกทั้งโลกแตกกระจาย ความรู้สึกดับวูบไปพักใหญ่ ก่อนจะโงหัวขึ้นมานั่งจ้องมองมึนงง…เออ! รอดตายแฮะ! หันไปเห็นเจ้าหมงยักแย่ยักยันลุกขึ้นมายืน เดินโซเซมาฉุดผมลุกขึ้นได้สำเร็จ ไม่มีซากแท็กซี่ ไม่มีคนขับ ไม่มีใครไหนอื่นเลย นอก จากรถราบางตาที่ผ่านไปมารวดเร็ว…นี่ไงครับที่ผมบอกว่าถ้าโดนผีหลอกคนเดียวแล้วเอามาเล่า รับรองว่าไม่มีใครเชื่อเด็ดขาด ส่วนเหตุการณ์อุบาทว์นี่จะเกิดจากอะไรผมไม่ทราบจริงๆ แค่นี้ก็ขนหัวลุกแล้วครับ!

ผีโรงหนัง

เรื่องนี้เกิดขึ้นใจกลางกรุงเทพฯ ในโรงหนังหรูหราบนศูนย์การค้าชื่อดังย่านลาดพร้าวค่ะ มารู้ทีหลังว่าที่นั่นผีดุจนคนลือ โดยเฉพาะชั้นที่เป็นโรงหนัง

สาเหตุมาจากมีคนตายสยองมาหลายศพแล้ว ทั้งโดดตึกตาย หัวใจวายตาย โดนตำรวจวิสามัญฆาตกรรม แล้วยังมีพนักงานตายเพราะลิฟต์ขาดตอนเช้าก่อนห้างจะเปิดบริการ ยิ่งส่วนที่เป็นโรงหนังน่ะ บริเวณช่องขายตั๋วและห้องน้ำเป็นจุดน่ากลัวที่สุด คนที่ไปดูหนังรอบดึกมักเจอประสบการณ์แปลกๆ ระคนน่าสยองหลายรายมาแล้ว

เรื่องที่ดิฉันเจอ ไม่ได้เกิดตอนห้างปิดนะคะ ตอนนั้นเพิ่งสิบโมงกว่าๆ ห้างเพิ่งเปิด ดิฉันกับคุณแม่อยากดูหนังขึ้นมา เราไม่ชอบเบียดเสียดหรือต่อคิวยาวก็เลยไปแต่เช้า หาที่จอดรถได้สบายและใกล้ประตูทางเข้าด้วย แล้วขึ้นลิฟต์ไปชั้นบนสุด

ตอนเดินเข้าประตูห้างดิฉันนึกยังไม่รู้ พูดกับแม่ว่า…ตรงนี้ไงที่ตำรวจยิงผู้ร้ายตาย! แล้วตรงนั้นมีคนอกหักมาโดดลงไปข้างล่างด้วย…ตายสมใจอยาก น่าสงสารจัง!

แม่ฟังแล้วก็ได้แต่พยักหน้า ส่วนดิฉันพูดแล้วก็แล้วไป ไม่มีอะไรติดค้างเก็บเอามาคิดเป็นอารมณ์ แต่มันเป็นไงไม่รู้พอพาแม่ขึ้นลิฟต์ก็พูดอีกว่า…ลิฟต์นี่ก็เหมือนกันเมื่อ ไม่ถึงปีมานี้มีพนักงานตกลงไปตาย!

คราวนี้แม่หันมาดุว่า นึกอะไรขึ้นมาน่ะถึงเอาแต่พูดเรื่องคนตาย? ดิฉันเลยเงียบ…เราซื้อตั๋วแล้วเข้าห้องน้ำแล้วออกมาซื้อไส้กรอกกับน้ำถือ ติดมือเข้าโรงหนังด้วยกัน

ความที่เราไปแต่เช้าและดูหนังรอบแรก ทำให้เห็นความไม่พร้อม เช่น ยังไม่ได้เปิดแอร์ ที่นั่งทุกแถวโล่งไร้ผู้คน มีแต่แสงไฟสีส้มส่องลงมา นั่งได้สักพักก็รู้สึกอบอ้าว กำลังหันรีหันขวางก็พอดีเครื่องปรับอากาศเปิด สักพักก็ได้ไอเย็น…อึดใจต่อมาก็ได้กลิ่นน้ำหอมที่พ่นในแอร์น่ะค่ะ

กลิ่นหอมกรุ่นมาพร้อมกับแสงไฟหรี่ลง และมีภาพโฆษณาปรากฏบนจอ…

ดิฉันเหลียวไปดูรอบๆ เพราะมีแต่ตัวเรากับแม่เท่านั้นสองคนเท่านั้น แต่พอหันกลับมาอีกทีก็เห็นมีศีรษะผู้หญิงโผล่อยู่ เอ๊ะ! เข้ามาตอนไหน? ดิฉันจองที่นั่งแถวซี 15-ซี 16 ก็อยู่ตรงกลางพอดี เวลาใครจะมานั่งก็ต้องเดินเบียดเก้าอี้ตัวลีบเข้ามา…ผู้หญิงข้างหน้าเขาคง เดินมานั่งตอนที่ดิฉันหันไปดูทางอื่น

ตอนแรกก็ไม่ได้คิดอะไร สายตามองดูโบผูกผมที่มันสะดุดตาเพราะเป็นสีดำอันใหญ่ สวยและมีเพชรปลอมเม็ดเขื่องส่องประกายวูบวาบ

ขณะ ก้มลงหยิบไส้กรอกจากถุงมากินเข้าไปได้คำเดียว ดิฉันก็เงยหน้าขึ้น…อ้าว? คุณเธอหายไปแล้ว โน่น! ไปโผล่อยู่แถวเอฟ 15…เอ๊ะ! มันชักยังไง? ทำไมเธอโดดไปเร็วนักหนา ข้ามไปสองแถว ดิฉันมองไม่ผิดแน่

ตอนนั้นก็มีคนดูทยอยเข้ามาเรื่อยๆ นับได้ราว 20 กว่าคน ดิฉันมองจ้องผู้หญิงโบดำตาไม่กะพริบ และเมื่อเราต้องยืนขึ้นเคารพกับเพลงสรรเสริญพระบารมีดิฉันไม่เห็นเธอเลย ค่ะ…และแล้วแสงไฟก็มืดสนิท

ดิฉันนั่งไม่เป็นสุข รู้สึกหนาวๆ ร้อนๆ กลัวว่าเธอจะผุดขึ้นมานั่งข้างๆ

จริงด้วยค่ะ พอมองไปทางด้านซ้ายมือ ซึ่งเป็นที่นั่งโล่งตลอด ดิฉันเห็นเธอนั่งถัดไปแค่ 4 ที่นั่งเท่านั้นเอง!

เธอเป็นเด็กวัยรุ่น แสงจากจอหนังส่องให้เห็นขนตางอนขยับ จมูกโด่ง และท่านั่งที่แข็งๆ พิลึก…โธ่! เล่นแบบนี้แล้วจะอยู่ไปทำไมล่ะคะ?

ดิฉันสะกิดแม่ว่า…ออกก่อนเถอะ หนูจะเป็นลม!

ไม่เสียดายเงินสองร้อยยี่สิบบาทแล้วค่ะ ขืนดูไปก็ไม่รู้เรื่อง…พอออกมาจากโรงหนังก็เข้าร้านอาหาร สั่งน้ำเย็นๆ มาดื่มก่อนจะเล่าให้แม่ฟัง…แม่บอกว่านึกแล้วเชียว ตอนมาถึงน่ะเที่ยวทักเขาไปทั่ว…

แต่ในความรู้สึกของดิฉันน่ะ ผี! หรือวิญญาณต่างหากล่ะคะ ที่เข้ามาดลใจและสัมผัสจิตจนดิฉันเอ่ยปากพูดถึงพวกเขาโดยไม่ได้ตั้งใจ…จะ ยังไงก็แล้วแต่ ดิฉันคงไม่ได้เข้าโรงหนังไปอีกพักใหญ่ล่ะค่ะ!

ผีตัวขาด

คนไม่กลัวผีก็บอกว่า เรื่องผีเป็นเรื่องเหลวไหวเอาไว้หลอกเด็ก พิสูจน์ไม่ได้ ไม่มีตัวตน ถูกเผาเป็นเถ้าถ่านหมดแล้ว…ผงธุลีจะยังมีฤทธิ์เดชอะไรอีกล่ะ?
“มากันเยอะแยะเชียววันนี้…” แกออกชื่อตามเคย บางคนผมไม่รู้จัก แต่บางคนก็พอจะรู้ว่าตายไปแล้ว จนได้ยินเสียงตาเครือดังขึ้นอีกว่า “อ้อ! เจ้าหลาดก็มาด้วย…”

“หลาดไหนล่ะตา?” ผมหันไปมองหน้าแก “ลุงหลาดช่างไม้หรือเปล่า?”

“เออ! ก็เจ้าหลาดน่ะแหละ ไอ้หนูเอ๊ย” แกถอนใจยาว…คราวนี้ผมแน่ใจว่าตาเครือเมาแล้ว เพราะลุงหลาดยังไม่ตาย แถมผมยังมองไม่เห็นลุงหลาดเลย

จนกระทั่งวันรุ่งขึ้นถึงได้ข่าวว่าลุงฉลาด หรือ “หลาด-ช่างไม้” โดนรถชนตายที่บางแคเมื่อ

ตายท้องกลม

ผีไทย

แรงอาฆาตของผี
ตรีณา” เล่าประสบการณ์ขนหัวลุกของคนไม่เชื่อเรื่องผี

เป็นอันรู้กันอยู่แล้ว ว่าคือผีผู้หญิงมีครรภ์ที่เสียชีวิตพร้อมกันทั้งแม่ทั้งลูกที่อยู่ในท้องซึ่งผีประเพศนี้พวกพ่อมดหมอผีที่หากินในทางทำเสน่ห์หรือน้ำมั นพรายชอบนักชอบหนา พวกที่เรียนทางด้านไสยศาสตร์หรือมนต์ดำ พอรู้ว่าที่ไหนมีผีตายทั้งกลมล่ะก็ จะต้องตระเตรียมข้าวของเครื่องใช้ในพิธี จัดการหาลูกศิ ษย์หรือสมัครพรรคพวก พากันไปที่ป่าช้าขุดศพขึ้นมาจากหลุมเพื่อใช้เทียนลนคางผีตายทั้งกลม เอาน้ำเหลืองมาปลุกเสกทำน้ำมันพราย

เมื่อมีงานทำก็พอดีลุงเสียชีวิตเพราะอุบัติเหตุ ป้าก็เจ็บป่วยกระเสาะกระแสะจนต้องออกจากงาน คนทั้งสองไม่มีลูก ต้อมต้องทำงานหนักทั้งในบ้านและนอกบ้านยิ่งกว่าตอนเรียนหนังสือด้วยซ้ำไป!

“คิด ว่าใช้ชาติ ใช้เวรใช้กรรมกันค่ะพี่อ๋อย” เธอบอกดิฉันยิ้มๆ แต่แววตาแห้งผากน่าใจหาย “ชาตินี้ใช้กรรมให้หมด เกิดชาติหน้าเผื่อจะสบายกับเขามั่ง”

ถึงแม้ว่าจะไม่เชื่อเรื่องชาติ นี้ชาติหน้า แต่ดิฉันก็นิ่งฟังเงียบๆ เพราะรู้ดีว่านั่นเป็นการปรับทุกข์ ระบายความอัดอั้นกับใครสักคนที่ไว้วางใจ แม้ว่าจะไม่ได้ช่วยเหลืออะไรก็ตาม…แต่ต้อมทำงานหนักได้ราว 3-4 ปีก็ต้องตกงานเพราะปัญหาฟองสบู่แตก

ดิฉันไปเยี่ยมเธอที่บ้านในซอยอา รีย์ พร้อมด้วยอาหารทั้งสดและแห้งค่อนข้างมาก เราสบตากันเงียบๆ โดยไม่จำเป็นต้องพูดจาอะไรฟูมฟาย…ต้อมบอกว่าป้าเธอนอนหลับอยู่ชั้นบน ส่วนเธอกำลังคิดว่าจะฆ่าตัวตายด้วยวิธีไหนดี?

บอกตรงๆ ว่าดิฉันแทบจะช็อก เพราะรู้ว่าต้อมไม่ได้พูดเล่น แล้วเรื่องราวของเธอก็พรั่งพรูออกมา

ต้อ มคบเพื่อนชายชื่อโอม อยู่บริษัทเดียวกัน เมื่อเธอตกงาน แต่โอมรอดตัวได้ ความสัมพันธ์ขาดไปโดยสิ้นเชิง…ขณะที่ต้อมรู้ตัวว่าตั้งครรภ์ได้ 2 เดือน!

ปัญหา หนักอึ้งแบบนี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ หรือจะแก้ไขได้รวดเร็วเพียงลัดนิ้วมือเดียว ดิฉันพูดจาหว่านล้อมให้นึกถึงป้าที่เลี้ยงดูมา นึกถึงตัวเองที่ยังสาว…โดยเฉพาะนึกถึงลูกในครรภ์ที่ไม่ได้รู้เรื่องราว ด้วยเลย คนเราไม่มีสิทธิ์ทำลายชีวิตใครแม้แต่ลูกตัวเอง

ตลอดเวลา ต้อมนิ่งเงียบ ใบหน้าสงบราวรูปสลัก นัยน์ตาแดงช้ำแต่แห้งผาก บางครั้งมุมปากก็เผยอยิ้มนิดๆ คล้ายจะเยาะหยันโชคชะตาที่เล่นตลกไม่จบสิ้น

“มีอะไรให้ช่วยก็บอกมา” ดิฉันจับมือเธอไว้ “พี่เต็มใจช่วยทุกอย่าง”

น้ำตาใสๆ ไหลรินลงมาตามร่องแก้มเธอ ต้อมบีบมือดิฉันพลางพึมพำเสียงแหบแห้ง…มีอะไรต้อมจะบอกพี่อ๋อยเป็นคนแรกค่ะ!

หลังจากนั้นอีกไม่นาน ดิฉันก็ฝันถึงต้อมเป็นครั้งแรกในชีวิต…

ใน ฝันนั้น ดิฉันเห็นต้อมนอนหงายอยู่เตียงติดกับผนังขาวโพลน เธอกำลังเอียงหน้ามามองด้วยนัยน์ตาเปียกชุ่ม ฉายแววเจ็บปวดและทนทุกข์ทรมานแสนสาหัส…ท้องที่แบนแฟบกลับพองอืด…สูง ขึ้นๆ ทุกทีเหมือนคนท้องแก่ใกล้คลอด!

แต่ท้องนั่นก็ยิ่งขยายใหญ่จน น่าสยอง ไม่มีวี่แววว่าจะจบสิ้น ก่อนจะระเบิดตูม เลือดสาดกระจาย ทารกตัวแดงๆ ผุดโผล่ขึ้นมายืนจังก้า ท่ามกลางม่านตาพร่าพราย จนดิฉันกรีดร้องสุดเสียง ลุกผวาขึ้นมากุมหน้าอก หัวใจเต้นกระหน่ำราวจะพังทลายไปบัดดล

รุ่งขึ้นรีบโทร.ไปหาต้อมแต่ เช้า…เธอไม่ได้ฆ่าตัวตายหรอกค่ะ แต่ไปทำแท้งกับหมอเถื่อน กลับมาตกเลือดตายที่บ้าน…ป้าของเธอก็ช็อกตายอยู่หน้าห้องต้อมนั่นเอง

ดิฉัน คิดว่าเป็นกระแสจิตตัวเองมากกว่าเรื่องผี จนกระทั่งเผาศพป้าหลานไปแล้ว เห็นข่าวและภาพโอมขับรถพุ่งชนเสาไฟฟ้าตายคาที่คืนเดียวกับเผาศพต้อม ดิฉันก็ยังคิดว่าเป็นความบังเอิญ…แต่ทำไมขนลุกก็ไม่ทราบจริงๆ ค่ะ!
เพราะคำว่า กม เป็นคำไทยโบราณเก่าแก่ มีหลักฐานในศิลาจารึกสุโขทัยหลักที่หนึ่ง และก็ มีใช้ในหนังสือไตรภูมิพระร่วง คือ คำว่า “กม” แปลว่า “ทั้งหมด” ตายทั้งกมก็แปลว่า ตายทั้งหมด หรือตายหมดทั้งแม่ทั้งลูกที่อยู่ในท้องนั่นเอง

ดิฉันไม่เคยเชื่อว่าเรื่องภูตผีปีศาจมีจริง นอกจากเรื่องเหลวไหล ไร้สาระที่มีแต่เด็กๆ กับคนหัวโบราณ งมงายเรื่องอาถรรพณ์ ปาฏิหาริย์ จิตอ่อน อารมณ์อ่อนไหว เชื่อคนง่าย เห็นอะไรก็คิดว่าเป็นภูตผีไปหมด

คนประเภทนี้มักชอบสะกดจิตตัวเอง ขาดความเข้มแข็ง เชื่อมั่น อยากเห็นในสิ่งที่ตัวเชื่อ ก็เท่านั้นเอง!

แม้แต่จะได้พบกับเหตุการณ์สยดสยองด้วยตัวเองมาแล้ว ดิฉันก็ยังไม่อยากเชื่อเรื่องผี…ส่วนคำตอบแท้จริงจะเป็นอย่างไร ขอบอกว่าไม่ทราบจริงๆ ค่ะ

เพื่อไม่ให้เสียเวลาของท่าน ดิฉันขอเล่าประสบการณ์ขนหัวลุกที่ประสบมาให้ท่านฟังเลยนะคะ

เมื่อครั้งเกิดปัญหาทางเศรษฐกิจรุนแรง ฟองสบู่แตกใหม่ๆ ดิฉันกับเพื่อนร่วมงานโชคดีที่บริษัทของเราเป็นปึกแผ่นมั่นคง ไม่ต้องปลดพนักงาน หรือให้พนักงานลาออกโดยมีเงินล่อใจ 6-8 เดือน ดิฉันต้องคอยปลอบใจเพื่อนๆ ที่ทำงานบริษัทอื่น…แม้แต่ทำงานแบงก์ก็ไม่วายมีผลกระทบค่ะ

ไม่ทราบจะให้กำลังใจอะไรดีไปกว่า ชีวิตก็อย่างนี้แหละ! ทุกข์กับสุข สมหวังกับผิดหวัง หัวเราะและน้ำตาเป็นของคู่กันเสมอมา

บางครั้งก็ปลอบว่า…ปัญหามีไว้ให้แก้ ไม่ใช่มีไว้ให้กลุ้ม! จงพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส! ถ้าคิดว่าตัวเองตกอยู่ในความมืดมนที่สุด นั่นแหละแปลว่ากำลังจะมองเห็นแสงเรืองรองรอคอยอยู่ข้างหน้าแล้ว

ก่อนอรุณจะรุ่งย่อมมืดสนิทเสมอ!

หลายๆ ครั้งก็พลอยเหน็ดเหนื่อย ท้อแท้ไปกับพวกเขาด้วย…พูดน่ะง่ายนะคะ แต่ทำยาก เหมือนความเครียด ก็ชอบบอกกันง่ายๆ ว่า “อย่าเครียด” หรือ “เลิกเครียด” ราวกับความเครียดเหมือนไฟฟ้าที่จะกดสวิตช์เปิด-ปิด ได้ตามใจชอบ

ต้อม-คือเพื่อนรุ่นน้องที่โดนผลกระทบจากฟองสบู่แตกกลายเป็นคนตกงาน

ชีวิตบางคนก็อาภัพ โชคร้ายอย่างเหลือเชื่อมาตลอด เหมือนต้อมที่เป็นลูกกำพร้าเพราะพ่อแม่เสียชีวิตตั้งแต่เล็กๆ มีป้ากับลุงเลี้ยงดูมาอย่างจำใจจนเรียนจบ ต้อมต้องทำงานบ้านเหมือนคนรับใช้ทั้งเช้าและเย็น เสาร์อาทิตย์อย่าหวังเลยว่าจะได้ไปเที่ยวเตร่ เปิดหูเปิดตาอย่างเพื่อนๆ