แรงอาฆาต

11 entries have been tagged with แรงอาฆาต.

จิตสังหารจากผี

 

บ้านดั้งเดิมสมัยพ่อแม่ที่เสียชีวิตไปเมื่อเร็วๆ นี้ อยู่ในซอยอารีย์ สนามเป้า ถือว่ามีบ้านช่องตึกรามคับคั่ง รถราก็ขวักไขว่หนาตาจนพูดได้เต็มปากว่าไม่เปล่าเปลี่ยวน่ากลัวอะไร ยกเว้นแต่จะมีพวกคนร้ายบ้างก็คงไม่แตกต่างกว่าตรอกซอย หรือในชุมชนอื่นๆ ทั่วไป

จนกระทั่งถึงน้ำท่วมใหญ่คราวนี้เอง! เพราะก่อให้เกิดความเดือดร้อนกับผู้คนนับแสนนับล้าน อย่างที่ไม่เคยพบเคยเห็นในชีวิต

เพราะน้ำท่วมใหญ่ที่กำลังทะลักเข้ารายล้อมเมืองหลวง เหมือนโดนข้าศึกเตรียมพร้อมจะโจมตีขั้นแตกหักในเร็ววัน…ทำให้ดิฉันต้อง เจอะเจอกับเรื่องสยองขวัญสั่นประสาทมากที่สุดตั้งแต่จำความได้เลยค่ะ!

ครองสามีปลอดภัย…หนังตาหนักอึ้งจิตใจจมดิ่งเข้าสู่ ภวังค์…ล่องลอยไปสู่ความว่างเปล่าและมืดดำราวกับตกไปสู่ห้วงเหวล้ำลึก…

มารู้สึกตัวอีกทีก็ได้ยินเสียงฝีเท้าหนักๆ ย่ำขึ้นบันไดมา

ทำให้ผลุนผลันจะไปถอดกลอน แต่ประตูเปิดผาง ร่างสามียืนทะมึน ใบหน้าซีกหนึ่งเปรอะเลือดสดๆ จนดิฉันยกมือขึ้นอุดปาก เบิกตาโพลง หัวใจแทบจะหยุดเต้นบัดดล!

คุณพระช่วย! ขณะที่ดิฉันกำลังจะวิ่งเข้าไปหา ใบหน้านั้นก็แสยะยิ้ม นัยน์ตาจ้องมองเย้ยหยัน สืบเท้าเข้ามาหาช้าๆ เล่นเอาดิฉันผงะหน้า ซวนเซถอยหลังไปที่เตียง… ท่ามกลางกลิ่นเลือดกับกลิ่นเหงื่อไคลคละคลุ้ง

นรกเป็นพยาน! แววตาขุ่นขวางเหมือนคนบ้าคลั่งคู่นั้น ไม่ใช่ดวงตาของสามีเราแน่นอน! ตรงกันข้าม มันคืออสุรกายที่แฝงมาในร่างสามีดิฉันนั่นเอง!!

พริบตานั้น ร่างอุบาทว์ก็ถาโถมพรวดเดียวเข้ามาถึงตัว สองแขนตวัดรอบเอวพลางระดมจูบหน้าตาที่เบี่ยงหลบบ้าคลั่ง กลิ่นเหม็นแทบสำลักพลุ่งเข้าจมูก แม้มันจะซุกหน้าลงที่ซอกคอด้วยอาการหื่นกระหาย ดิฉันพยายามดิ้นรนเต็มที่ ท่ามกลางเสียงฟืดฟาดไม่หยุดหย่อนจนแทบจะช็อกตายด้วยความหวาดหวั่นสุดขีด

สามีดิฉันทำงานอยู่แถวคลองจั่น กว่าจะขับรถกลับถึงบ้านก็มืดค่ำ ยิ่งเกิดน้ำท่วมในย่านนั้น ไม่ว่าวิภาวดีฯ โชคชัย จนถึงน้ำล้นคลองลาดพร้าวขึ้นมา ต้องหลบเลี่ยงเข้าซอย 48 มาออกสุทธิสาร ยิ่งทำให้กลับบ้านล่าช้าไปถึง 3-4 ทุ่ม ส่วนดิฉันทำงานอยู่โรงพยาบาลย่านราชวิถีใกล้ๆ บ้าน ทำให้รอดตัวไป

ปัญหาสำคัญก็คือเป็นห่วงสามีน่ะซีคะว่าจะหลบหลีก หรือฟันฝ่าสายน้ำที่เอ่อสูงขึ้นทุกทีมาได้หรือเปล่า?

ได้ยินเสียงแตรรถเบาๆ ป้าแจ่มที่นอนชั้นล่างไปเปิดประตูรับก็โล่งใจแล้วค่ะ

บ้าน ที่มีเพียงผู้หญิงสองคน แม้ว่าจะอยู่ใกล้ถนน มีเพื่อนบ้านเรียงรายคับคั่ง แต่ก็อดใจคอตึ้กๆ ตั้กๆ ไม่ได้…จนกระทั่งถึงคืนสยองขวัญที่ดิฉันคิดว่าคงจะเอาชีวิตไม่รอดแล้ว!

คืน นั้นกินอาหารค่ำแล้วดูทีวีที่มีแต่เรื่องน้ำท่วมจนจิตใจหดหู่ ยิ่งดูมาเป็นเดือนก็ยิ่งเครียดจนตัดสินใจขึ้นห้องนอน ส่วนป้าแจ่มก็ยังคอยดูละครหลังข่าวตามความเคยชิน…จิตใจว้าวุ่นสับสนบอกไม่ ถูก โทร.ไปหาสามีก็บอกว่าเขาห้ามเข้าซอยเดิมแล้ว ต้องย้อนกลับไปทางเก่าเพื่อหาทางออกสุทธิสาร ไม่แน่ใจว่าจะทะลุออกสะพานควายได้หรือเปล่า?

ดิฉันรู้สึกอ่อนล้าอิดโรยแทบจะสิ้นเรี่ยวแรง เอนหลังลงบนเตียง มือกำหลวงพ่อทวด ภาวนาให้ท่านช่วยคุ้ม

บัดดล ราวกับฟ้าแลบเข้าสมอง ดิฉันนึกถึงหลวงพ่อทวดที่เป็นมรดกตกทอดมาร่ำร้องอยู่ในอกว่า “หลวงปู่ช่วยลูกด้วย” ก่อนจะกำกระชากจากสร้อยคอขึ้นมาฟาดใส่หน้ามัน!

คราวนี้ภูตนรกแผดร้องโหยหวน ผงะหน้าราวกับโดนอาวุธประเคนเข้าใส่เต็มรัก สองแขนปล่อยร่างดิฉันที่ชูหลวงพ่อทวดเข้าหาร่างที่ถอยกรูดๆ ออกจากประตูไม่เหลียวหลัง…เกือบพร้อมๆ กับที่เสียงป้าแจ่มร้องเอะอะโวยวายมาเข้าหู

ดิฉันสะดุ้งเฮือก ลืมตาตื่นก็พบว่าตัวเองนั่งอยู่บนเตียงนั่นเอง!

หันขวับไปมองประตูก็พบว่ามันเปิดโล่ง รีบกระโดดลงไปที่นั่น ก่อนจะวิ่งลงบันไดเมื่อรู้แน่ว่าสามีกลับมาแล้ว…แต่แล้วก็ใจหายวาบเมื่อ เห็นป้าแจ่มยืนอยู่ข้างรถ ดิฉันถลาเข้าไปหาก็พบว่าสามีนั่งพิงประตู เลือดเปรอะใบหน้าข้างหนึ่งเหมือนกับภาพในฝันไม่มีผิด

ปรากฏว่ามีมอเตอร์ไซค์คันหนึ่งพุ่งเข้ามาชน ทั้งรถและคนขับกระเด็นไปข้างทาง เขาเองก็สิ้นสติไป…ไม่รู้ว่าขับรถมาถึงบ้านได้ยังไง?

ดิฉันหัวเราะทั้งน้ำตาเมื่อรู้ว่าสามีไม่เป็นอะไรมาก… แต่ขนหัวลุกน่ะซีคะ!

พลังแห่งซาตาน

 

ก้อนหน้านั้นหลายปี ผมเคยให้หมอตรวจกระเพาะด้วยการ “กลืนแป้ง” เอกซเรย์มาก่อนแล้ว แต่ไม่พบสิ่งใดผิดปกติ…แพทย์ชื่อหมออรุณบอกว่าการตรวจลำไส้ใหญ่จะใช้วิธี นั้นไม่ได้ ต้อง “ส่องกล้อง” อย่างเดียวเท่านั้น

ยอมรับว่าหวาดเสียวมากๆ แต่หมออรุณก็บอกให้สบายใจว่าไม่ได้น่ากลัวหรอกเพราะจะ “ดมยา” ให้หลับสบาย ไม่เกินหนึ่งชั่วโมงก็เรียบร้อยหมดทุกอย่าง

ภรรยาจะมาเฝ้าไข้แต่ผมบอกว่าไม่เป็นไร อยู่บ้านกับลูกๆ เถอะ รุ่งขึ้นตอนเย็นค่อยพาลูกแวะมาก็ได้…คืนนั้นพยาบาลก็เอาน้ำโถใหญ่มาให้ ดื่ม เพื่อขับถ่ายกากอาหารออกไปให้หมด รุ่งขึ้นแพทย์จะได้ส่องกล้องดูลำไส้ใหญ่ได้อย่างปลอดโปร่ง ทัศนวิสัยดี ว่างั้นเถอะ!

ก่อนจะดื่มยาระบายครั้งมโหฬารในชีวิต เพื่อนฝูง 2-3 คนก็แวะมาเยี่ยม แถมหอบเบียร์มาหลายกระป๋อง อีกด้วย ผมก็…เลยตามเลย เดี๋ยวก็ต้องกินยาระบายอยู่ดี นี่นา

เพื่อนๆ กลับไปราวสามทุ่ม ผมต้องเข้าห้องน้ำเกือบสิบครั้ง ก่อนจะหลับผล็อยไปอย่างอ่อนเพลียสุดๆ

รุ่งขึ้น ผมก็ถูกเข็นขึ้นเขียง เอ๊ย! เข้าห้องผ่าตัด…เหลือบเห็นสายยางยาวเป็นวาก็แทบจะสลบไปก่อนจะ “ดมยา” ซะด้วยซ้ำ

ครั้นฟื้นขึ้นมาก็ได้ข่าวดีว่าปลอดภัย ไม่มีเนื้อร้ายอะไรงอกงามขึ้นเป็นส่วนเกิน ผมถามว่าเมื่อไหร่ต้องมาส่องกล้องกันอีก? หมออรุณก็หัวเราะอารมณ์ดี บอกว่าถ้าจะเป็นก็อีกนานมาก…อาจจะตายไปก่อนก็ได้!

เฮ้อ…โล่งอกไปที! ภรรยาพาลูกมาเยี่ยมตอนเย็น เพื่อนชุดใหม่โทรศัพท์มาถามข่าวล่วงหน้า ตกค่ำก็หอบเบียร์มาเกือบโหล…ต้องฉลองข่าวดีกันหน่อย พรุ่งนี้ก็กลับบ้านได้แล้ว

จนกระทั่งกลางดึกคืนนั้นเอง!

…ภาพของเพื่อนคู่นั้นค่อยๆ เดินถอยห่างออกไป เลือนรางจางหายไปในแสงไฟเยือกเย็น ผมสะบัดหน้าร้องเฮ้ยๆ อะไรกันวะ? เราคงตาฝาดไปเองแน่ๆ แต่เสียงผมคงดังไปถึงข้างนอก เพราะพยาบาลสาวหุ่นดีคนหนึ่งเดินสวนทางกับผู้ไร้ร่างกายที่หน้าประตูห้องน้ำ เข้ามาทันที

เธอบอกให้ผมนอนพักได้แล้ว ก่อนจะปิดไฟตามเดิม และแล้ว…ร่างสูงระหงที่มีหน้าอกกับสะโพกโดดเด่นก็เดินกลับไปตามเดิม… ละลายหายไปในอากาศธาตุใต้แสงไฟใกล้ๆ ประตูนั่นเอง

ผมหลับตา ความรู้สึกทั้งปวงดับวูบลง…

เมื่อ รู้สึกตัวตอนเช้าก็เห็นหมออรุณเข้ามายิ้มแฉ่งอยู่ข้างๆ เตียง…พยาบาลสาวอวบท้วมผู้หนึ่งยืนเยื้องอยู่ด้านหลัง…ไม่ใช่คนเมื่อคืน แน่นอน ผมอาจจะเมาเบียร์ก็เป็นได้ แต่ภาพที่เห็นคืนนั้นนึกแล้วขนหัวลุกทุกทีเลยครับ!

ผมปิดทีวี ปิดไฟหัวเตียง รูดม่านหนาทึบเรียบร้อย มีแต่แสงไฟหน้าห้องน้ำ ผมนึกถึงญาติสนิทมิตรสหายที่ล่วงลับไปแล้ว ด้วยโรคภัยไข้เจ็บบ้าง ด้วยอุบัติเหตุบ้าง…ทุกคนเกิดมาแล้วก็ต้องตายทั้งนั้น แต่ไม่ว่าใครๆ ก็ล้วนแต่กลัวตาย ไม่อยากตาย…อย่างผมนี่ไง

“รณจักร” เล่าประสบการณ์ขนหัวลุกจากคืนหนึ่งในโรงพยาบาล

ผมประสบ กับเรื่องราวน่าขนลุกขนพองเมื่อราว 5-6 ปีก่อน สาเหตุจากระบบขับถ่ายไม่น่าไว้ใจ ต้องไปนอนโรงพยาบาลแถวสุขุมวิทนี่เองเพื่อตรวจร่างกายเป็นเวลา 2 คืน

ตอน นั้นผมอายุ 40 ปลาย แพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางเดินอาหารที่รู้จักมักคุ้นกันมาราว 3-4 ปี พูดอ้อมๆ ว่าน่าจะตรวจลำไส้ใหญ่ให้แน่นอนว่ามีอะไรผิดปกติหรือเปล่า? จะมีก้อนเนื้อหรือไม่?

ถ้าพูดกันตรงๆ ก็สงสัยว่าจะเป็นมะเร็งน่ะแหละครับ!

ใจหายวูบ นึกถึงเพื่อนรุ่นน้องที่ตายเมื่ออายุแค่ 40 ต้นๆ เท่านั้นเอง

เพื่อนชุดใหม่โผล่เข้ามาสองคน หิ้วเบียร์กระป๋องมาฝากเหมือนรายก่อนๆ แถมบอกว่าขืนเอาเบียร์ขวดมาเยี่ยม ก็ต้องแอบๆ ไปขอที่เปิดฝาจากแม่บ้าน…จำได้ไหม?

ผมเปิดไฟกลางห้อง ลุกขึ้นมานั่งซดเบียร์กับเพื่อน…ถึงจะขัดเขินนิดหน่อยก็ไม่เป็นไร ก็ผมไม่ใช่คนไข้นี่นา เพื่อนก็บอกว่าซดเบียร์เย็นๆ ซักสองกระป๋อง เดี๋ยวก็หลับสบายแล้ว! พวกเราขอลาไปก่อน…

หน้าผมชาเห่อ ขนลุกซ่าไปทั้งตัว ร้องว่า…อะไรนะ? เฮ้ย! นี่พวกลื้อ…แล้วสุ้มเสียงแหบแห้งก็ขาดหายไปในลำคอ แผ่นหลังเย็นวาบเหมือนถูกนาบด้วยก้อนน้ำแข็ง อ้าปากค้าง เบิกตาโพลง ตัวแข็งทื่ออยู่กับที่บัดดล

เพื่อนสองคนที่มาเยี่ยมผมเป็นรายล่าสุดน่ะ ตายไปแล้วทั้งสองคน จากอุบัติเหตุรถชนกัน กับตายเพราะ มะเร็งลำไส้ใหญ่เมื่ออายุ 40 ต้นๆ นั่นปะไร!

 

เมืองผีดิบ

วันหนึ่ง ป้าบุญเหลือคนข้างบ้านดิฉันก็เจ็บป่วยออดๆ แอดๆ ลุงสังข์ผู้เป็นผัวก็จัดให้มีการรำผีฟ้าขึ้นที่บ้าน ดิฉันก็ไปดูกับเพื่อนๆ และชาวบ้านอีกหลายสิบคน

ปรากฏว่าฟ้ามืดครึ้มทั้งที่เป็นเวลาบ่าย ลมพัดอู้น่ากลัว ป้าบุญเหลือที่นอนแซ่วถึงกับลุกพรวดพราดขึ้นมานั่ง เบิกตาจ้องมองอะไรบางอย่าง ลุงสังข์กับคนอื่นๆ ก็ตื่นเต้นที่เห็นคนเจ็บลุกขึ้นนั่งได้เองทั้งๆ ที่อาการหนักอยู่แท้ๆ

พอคนไปถาม แกก็ชี้มือไปที่ศาลเพียงตา บอกว่า…ทำไมนางทรงกินเครื่องเซ่นล่ะ?

ทุก คนหันขวับแต่ไม่เห็นมีใครที่ศาลนั้นเลย นางทรงและคนฟ้อนคนร้องก็ยังอยู่ห่างๆ ลุงสังข์หน้าซีด แข็งใจเดินไปดูที่ศาลแล้วพูดอะไรไม่ออก คนอื่นๆ ก็เช่นกัน เพราะเครื่องเซ่นหมดเกลี้ยง…ส่วนป้าบุญเหลือค่อยทุเลาจนหายดีตามเดิมค่ะ!

 

วันนี้จะขอเล่าเรื่องความเชื่อถือของชาวบ้านที่สืบเนื่องกันมาแต่โบราณกาลแล้ว…

นั่นคือเรื่อง “ผีปู่ตา” ค่ะ!

ที่อำเภอดิฉันและส่วนมากในภาคอีสาน มักจะมีการเลี้ยงผีปู่ตากันทั้งนั้น ถือว่าเป็นผีของบรรพบุรุษ เชื่อกันว่าผีปู่ตาคือวิญญาณของญาติผู้ใหญ่ที่ยังห่วงใยลูกหลาน มาคอยเฝ้าดูแลและคุ้มครองป้องกันไม่ให้เกิดโพยภัยต่างๆ

ชาวบ้านก็ช่วยกันสร้างศาลปู่ตาเป็นเรือนไม้หลังย่อมๆ แต่มีต้นไม้ขนาดใหญ่ขึ้นโดยรอบศาลปู่ตาอีกด้วย เพื่อให้วิญญาณของบรรพชนได้พักอาศัย เรียกกันว่า “ศาลปู่ตา” ค่ะ

พวกผู้ใหญ่เล่าว่า การสร้างศาลปู่ตาไว้ในดงไม้ขนาดใหญ่ นอกจากจะช่วยให้ร่มรื่นแล้ว ยังเป็นการป้องกันคนร้ายไม่ให้บุกบั่นมาตัดโค่นต้นไม้ใหญ่ๆ อันมีค่าอีกด้วย

เมื่อมีศาลปู่ตาอยู่แทบทุกชุมชน ก็ต้องมีผู้สื่อสารระหว่างผีปู่ตากับชาวบ้าน เรียกว่า “เฒ่าจ้ำ”

เรื่องนี้น่าสังเกตว่าหลายจังหวัดในภาคกลางก็มีศาลปู่ตาและผู้สื่อสารเช่น กัน บางแห่งเรียก “เจ้าจ้ำ” บางแห่งก็เรียก “จ้ำ” คำเดียว มีทั้งสระบุรี ลพบุรี และปราจีนบุรี เชื่อว่าลาวพวนตามจังหวัดดังกล่าวคงจะอพยพมาจากอีสาน และนำความเชื่อถือของตนมาด้วยค่ะ

เฒ่าจ้ำในบ้านดิฉันยังมีหน้าที่ดูแลศาลปู่ตา รวมทั้งต้นไม้และสัตว์ต่างๆ ในบริเวณนั้น เพื่อให้สงบร่มรื่นและสะอาดสะอ้านตามสมควร

พิธีเลี้ยงผีปู่ตาก็น่าสนใจนะคะ

ปกติจะทำกันในวันพุธ เป็นประจำทุกปี ปีละ 2 ครั้ง คือตอน “ลงนา” กับ “ขึ้นนา” ตอนแรกจะทำในเดือน 6 เพื่อเสี่ยงทายในการทำนาและเก็บเกี่ยวว่าน้ำท่าจะบริบูรณ์หรือแห้งแล้ง ส่วนตอนหลังคือเดือน 3 ฤดูเก็บเกี่ยวเสร็จก็จะทำพิธีอีกครั้งหนึ่ง

เรียกว่า “เลี้ยงลง” กับ “เลี้ยงขึ้น” ค่ะ

ตอนนี้เป็นหน้าที่ของเฒ่าจ้ำจะไปบอกผู้ใหญ่บ้าน เพื่อให้แจ้งข่าวถึงวันทำพิธีด้วยการตีฆ้องบ้าง ตะโกนบอกกันต่อๆ ไปบ้าง เมื่อถึงวันสำคัญแล้วชาวบ้านทุกครัวเรือนก็จะนำหัวหมู ไก่ต้มและสุราไปร่วมพิธีกันอย่างครึกครื้น…เสร็จพิธีก็นำสุราอาหารเหล่า นั้นมาแบ่งปันกันกิน

อ้อ! ระหว่างที่ทำพิธีไหว้ผีปู่ตาก็จะมีการเสี่ยงทายด้วย เช่น การ “เสี่ยงคางไก่” โดยเฒ่าจ้ำจะจุดธูปบอกกล่าวผีปู่ตาว่า…

“ถ้าบ้านเมืองอยู่เย็นเป็นสุข น้ำท่าและข้าวปลาอาหารบริบูรณ์แล้ว ก็ขอให้ท่านเจ้าปู่ตาจงดัดแปลงคางไก่ให้โค้งเข้าเหมือนคันเคียวสวยงาม แต่ถ้าจะเกิดความแห้งแล้งก็ขอให้เจ้าปู่ตาจงดัดแปลงคางไก่ให้หงิกงอ หรือถ้าจะเกิดฝนตกหนักจนน้ำท่วม ก็ขอให้เจ้าปู่ตาจงช่วยดัดแปลงคางไก่ให้ตรงๆ ด้วยเถิด”

ปรากฏว่าคำทำนายของผีปู่ตามักจะแม่นยำ จนทำให้ผู้คนเชื่อถือตลอดมา

ประสบการณ์ขนหัวลุกสมัยเด็กของดิฉันคือการรำผีฟ้าค่ะ!

นั่นคือพิธีกรรมเพื่อรักษาคนเจ็บไข้ได้ป่วย เพราะแพทย์และพยาบาลยังไม่ก้าวหน้า ชาวบ้านจึงต้องใช้ไสยศาสตร์เข้าช่วย ขอร้องให้ผีฟ้ามาเข้าทรง หรือ “นางทรง” ที่ได้รับการถ่ายทอดสืบต่อจากผีฟ้าในยุคก่อนๆ

อย่างแรกต้องตั้งศาลเพียงตาและเครื่องเซ่น มีคนเป่าแคน ทำพิธีไหว้ครู มีคนฟ้อนรำและขับร้องกันเป็นหมู่เพื่ออ้อนวอนขอพรจากผีฟ้า ให้บันดาลความสุขความเจริญให้แก่คนในหมู่บ้าน และขอให้ผีฟ้าช่วยคนเจ็บป่วยหายขาดโดยเร็วไวด้วยเถิด…

 

คืนเรียกผี

เหตุการณ์สยองขวัญเกิดขึ้นเมื่อดิฉันย้ายไปอยู่ราวเดือนเศษๆ ยังไม่ค่อยคุ้นเคยกับคนอื่นเท่าไหร่ นอกจากเด็กๆ รุ่นน้องที่เราสนิทสนมกันง่าย ตกเย็นโรงเรียนเลิกก็ออกมาวิ่งเล่นกันเกรียวกราว ดิฉันกลายเป็นหัวโจกของพวกเด็กๆ การเคหะไปโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว

เรา เล่นไล่จับ วิ่งเปี้ยว มอญซ่อนผ้า ขี่ม้าส่งเมือง พวกเด็กผู้ชายก็เล่นหยอดหลุมทอยกองไปตามเรื่อง ตกค่ำถึงจะเข้าบ้านอาบน้ำกินข้าว ดูหนังสือหรือทำการบ้านก่อนเข้านอน

ไม่ต้องห่วงว่าจะไม่หลับหรอกค่ะ เพราะเด็กๆ น่ะยังไม่มีปัญหารกสมองเหมือนพวกผู้ใหญ่ พอหัวถึงหมอนก็หลับสนิทเรียบร้อย

จนกระทั่งถึงคืนสยองขวัญ!!

คืน นั้น หลังจากอาบน้ำกินข้าวและท่องหนังสือก่อนสอบแล้ว ดิฉันก็เข้านอนตามปกติ…หลับสนิทตามเคยค่อนข้างยาว เพราะมารู้สึกตัวอีกครั้งก็ตีสี่กว่าๆ แล้ว อันที่จริงก็ยังไม่ถึงเวลาตื่น แต่เกิดตาสว่างจนนอนไม่หลับ ตัดสินใจเปิดมุ้งลุกไปดูวิวที่หน้าต่างยามใกล้รุ่งเล่นเพลินๆ

เมื่อโตขึ้นก็ชอบอ่านเรื่องผี ดูทีวีที่เกี่ยวกับเรื่องผี ไม่ว่าจะเป็นหนังหรือรายการเขย่าขวัญต่างๆ ชนิดเรียกว่าเป็นแฟนพันธุ์แท้เลยล่ะค่ะ

แหม! ไม่นึกว่าตัวเองจะต้องเจอะเจอกับเรื่องสยองขวัญเข้าเต็มเปานี่คะ!

แม้ว่าจะเป็นเหตุ การณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อราวสิบปีมาแล้ว แต่ภาพน่ากลัวสุดขีดที่ได้เห็นก็ยังติดหูติดตามาถึงทุกวันนี้

ตอนนั้นดิฉันอยู่ในวัยรุ่น มาอาศัยอยู่กับน้าที่การเคหะชุมชนธนบุรี เป็นบ้านชั้นเดียวที่เรียงรายยาวเหยียด พวกเราเรียกกันว่า “ยิงยาว” จนติดปาก ด้านหน้ามีต้นไม้ใหญ่และลานจอดรถกว้างขวาง บรรยากาศสงบสุข ไม่น่าจะมีเรื่องผีๆ สางๆ น่าขนหัวลุกหรอกค่ะ

แต่ที่ไหนได้ล่ะ…

ความรู้สึกเสียว สังหรณ์บางอย่างทำให้ดิฉันเย็นวูบที่ท้ายทอย แล่นวาบไปตามไขสันหลัง ขนลุกซ่าไปทั้งตัว…จนกระทั่งใกล้จะผ่านต้นมะม่วงหน้าบ้านอยู่รอมร่อ เขากลับวิ่งเลี้ยวเข้าไปหาช้าๆ

คุณพระช่วย! นั่นเกิดนรกจกเปรตอะไรขึ้นมา?

ตรงโคนต้นนั้นน้าชายดิฉันลงแปลงดอกไม้เล็กๆ ล้อมรอบไว้ แต่ชายประหลาดกลับวิ่งย่ำไปโดยไม่แยแส…ไม่แต่เท่านั้น ร่างกำยำยังวิ่งเข้าหาโคนต้นไม้ แล้วทะลุหายเข้าไปต่อหน้าต่อตาดิฉันในบัดดล!

คุณพระคุณเจ้าโปรดช่วยด้วยเถิด! ดิฉันรู้สึก เหมือนมีดาวนับล้านๆ ดวงกำลังแตกกระจายเต็มหน้า สีเขียวๆ แดงๆ ทำให้ม่านตาลายพร่า แก้วหูลั่นเปรี๊ยะๆ เพราะเสียงหวีดร้องของตัวเอง ก่อนที่สรรพสิ่งจะวูบวับดับหายไปจากความทรงจำ

ดาวเกลื่อนฟ้าจนมองเห็นลานกว้างด้านหน้า ดูเงียบเชียบเยือกเย็นเหมือนโลกร้าง…จนกระทั่งเหลือบไปเห็นชายคนนั้นเข้าพอดี!

ร่าง ใหญ่กำยำในชุดวอร์์มกำลังวิ่งเหยาะๆ ผ่านหน้าบ้านไป มีฮู้ดคลุมหัวเหมือนนักกีฬา หรืออาจจะเป็นนักมวยในละแวกนั้นที่มาออกกำลังก็เป็นได้ แต่รู้สึกว่าท่าทางออกจะแข็งๆ เหมือนหุ่นยนต์มากกว่าคนธรรมดา

เขาวิ่งไปจนสุดทางแล้วอ้อมกลับมาอีกครั้ง…

ใกล้เข้ามา…ใกล้เข้ามาทุกที!

ดิฉัน นึกเอะใจยังไงไม่รู้เมื่อดูคล้ายเขาไร้ศีรษะ หรืออาจจะเป็นเพราะก้มหน้าก็เป็นได้ แต่ท่าทางวิ่งของชายนั้นก็ดูขัดตาพิลึก เพราะคนเราทั่วๆ ไปต้องแกว่งแขนเวลาวิ่งใช่ไหมคะ แม้ว่าจะงอแขนทั้งสองข้างก็เถอะ แต่ทำไมสองแขนเขาดูแข็งทื่อ แนบชิดกับลำตัวอยู่ตลอดเวลาก็ไม่ทราบ

มารู้สึกตัวอีกทีก็เห็นใบหน้าของน้าชายกับน้าสะใภ้กำลังมองดูด้วยความห่วงใย ได้กลิ่นยาหม่องอวลซ่าน มีเสียงปลอบโยนแว่วๆ ว่าไม่มีอะไร…ไม่เป็นอะไรแล้ว…แต่ดิฉันน่ะปล่อยโฮออกมาด้วยความอัดอั้น ใจสุดขีดเลยค่ะ

ไม่มีใครรู้สาเหตุว่าผีตนนั้นมาจากไหน แต่ดิฉันไม่ยอมโผล่หน้าต่างออกไปดูอะไรตอนกลางค่ำกลางคืนอีกเลยค่ะ! บรื๋ออออ….

ผีคาสิโน

ผมเป็นนักเล่นมาตั้งก่อนบ่อนลอยฟ้าดังระเบิดด้วยซ้ำ เข้าแทบทุกบ่อนใหญ่ๆ ในกรุงเทพฯ นับครั้งไม่ถ้วน นานๆ จับแก้บนกันทีก็มีข่าวย้าย 5 เสือประจำสน.ที แต่ที่ออกข่าวประจำน่ะ โอ๊ย! ตำรวจไม่รู้เรื่อง ตำรวจพยายามปราบปรามมาตลอด แต่ก็อย่างว่า จับเช้าเปิดบ่าย จับวันนี้พรุ่งนี้เปิด…เหมือนจับปูใส่กระด้ง!

โทษหนักคือรับทรัพย์ หรือรู้เห็นเป็นใจก็โดนปลด โดนดำเนินคดี โทษเบาคือปล่อยปละละเลยก็โดนย้ายหนึ่งเดือน แล้วก็เงียบหายเหมือนคลื่นกระทบฝั่ง

วันศุกร์ต้นเดือน รถราคับคั่งติดเป็นแพตามระเบียบ ยิ่งตอนเย็นๆ ค่ำๆ แทบไม่ต้องขยับก็ว่าได้…ผมแวะไปบ่อนแรก ส่งซิกเรียบร้อยก็ได้คำตอบว่าปิด ต้องรอจน กว่าเรื่องซาลงไปก่อนถึงจะเปิดได้

ผมเองก็ไม่ได้แตกต่างกว่าผู้อื่นหรอกครับ แถมยังมีข้อด้อยมากกว่าข้อดีเสียด้วยซ้ำ ไหนจะเล่าเรื่องขนหัวลุกสู่กันฟังทั้งที ก็ขอเล่าอย่างหมดเปลือกไปเลย

ถ้าพูดถึงเรื่องการงานต้องขอบอกว่า ผมทำงานในวิสาหกิจใหญ่โต เกี่ยวข้องกับผู้คนมากมาย แต่เรื่องนี้ถือว่าเป็นข้อดีของผมที่ได้รับเงินเดือนสูง โบนัสงาม สำหรับเรื่องความรับผิดชอบในหน้าที่การงานนั้นผมมีอยู่เต็มร้อยก็ว่าได้

เมื่อมีข้อดีก็คือข้อเสีย แต่ไม่ใช่เหล้ายาปลาปิ้งหรือติดเที่ยวหรอกครับ ผมเองน่ะ มีบ้างแต่นานๆ ครั้ง ไม่เคยลุ่มหลงมัวเมา หรือหัวปักหัวปำเหมือนหลายๆ คนที่ทำให้เสียการงาน

แต่ข้อเสียสำคัญที่สุด ขอเปิดอกสารภาพไว้ตรงนี้เลยว่าผมติดการพนันครับ!

ไม่ใช่เล่นม้า เล่นมวย หรือแทงบอลตามแฟชั่นในยุคหลัง แต่ของผมน่ะเข้าบ่อนกันเป็นเรื่องเป็นราวไปเลย ถ้าไม่ตอนเย็นหลังงานเลิกก็เสาร์อาทิตย์ เรื่องนี้เมียผมรู้ครับ แต่เธอไม่เคยปริปากบ่นว่าหรือห้ามปราม เหมือนอย่างเพื่อนฝูงในบ่อน 2-3 คนเคยบ่นให้ฟัง

อาจจะมีสาเหตุมาจากการที่ผมเป็นคนรับผิดชอบสูงก็ได้ ไม่ว่าเรื่องงานหรือในครอบครัว โดยเฉพาะเรื่องค่าใช้จ่าย บางอาทิตย์ก็พาลูกเมียไปเดินห้าง ดูหนัง หาอะไรกิน ซื้อข้าวของกลับบ้าน… แล้วผมก็หลบเข้าบ่อน!

มีเรื่องสำคัญอีกอย่างที่เมียผมทำไม่รู้ไม่ชี้ เอาหูไปนาเอาตาไปไร่ ก็คือผมเล่นได้มากกว่าเสีย ไม่ว่าบักคาร่า, รูเล็ตต์, ยี่อิ้ด, โป๊กเกอร์ แม้แต่ป๊อกเด้ง ก็มักจะ “เป๋าตุง” เป็นประจำ

ไม่ใช่เรื่องการคดโกง หรือมีเล่ห์เหลี่ยมพลิกแพลงอะไรหรอกครับ ใครขืนอุตริทำแบบนั้นมีหวังต้องคลานกลับบ้านหรือนอนหยอดน้ำข้าวต้ม เพราะขึ้นว่า “บ่อน” ย่อมจะมีชั่วโมงบินสูงลิบกว่าลูกค้าอยู่แล้ว ต่อให้เซียนถือแส้แค่ไหนก็อย่าได้คิดแหย็มกับบ่อนเด็ดขาด

ดวงครับดวง!! “ใครว่าแน่ๆ ก็ยังแพ้ดวง” เป็นความจริงครับ ถือคติ “ไปตามดวงไม่ห่วงชีวิต แล้วแต่พรหมลิขิต ปล่อยชีวิตให้ตามดวง” เป็นดีที่สุด!

การไปวัดดวงที่บ่อนก็เหมือนการเดินทางของชีวิต ต่อให้อยู่เฉยๆ ก็ยังเป็นการเดินทางอยู่ดี…ไปสู่ความตายไงล่ะครับ! แต่ระหว่างทางน่ะไม่มีใครรู้ตัวล่วงหน้าหรอกว่าจะพบเห็นหรือเจอะเจอกับอะไร บ้าง กว่าจะถึงปลายทางส่วนมากก็ระหกระเหินบอบช้ำกันทั้งนั้น

จนกระทั่งมีข่าวใหญ่โตว่าต่อไปนี้จะไม่มีบ่อนเถื่อนทั่วประเทศอีกแล้ว!

 

เออ! คราวนี้เอาจริงแฮะ…แล้วผมจะหาเงินสดๆ เป็นลำไพ่พิเศษได้ยังไงกัน?

บ่อนอื่นๆ ก็ยังมีน่ะ! ผมปลอบใจตัวเอง ขับรถไปหาจุดใหม่ทันที…ผีหลอกแฮะ! เพราะผ่านมา 3-4 บ่อนปิดหมด กำลังจะยอมแพ้ก็พอดีนึกถึงบ่อนเฮียฮุยขึ้นมา…ได้การ!

เข้าซอยขรุขระคดเคี้ยวค่อนข้างเปลี่ยวไปจนถึงตึกสามชั้นโดดเด่น รายรอบด้วยต้นไม้ใหญ่ๆ กดออดสั้นครั้งเดียว ช่องเล็กๆ ก็เปิดออกเห็นหน้าดำๆ โผล่ขึ้น…ลุงดำนี่แกหน้าดำ ตัวดำสมชื่อ คุ้นเคยกับผมมาเกือบปีแล้ว มักจะได้รับทิปใบแดงๆ จากผมเป็นประจำ

อ้าฮา! ความหวังกลายเป็นจริง บ่อนนี้เปิดมา 2-3 วันแล้ว ผมเดินลิ่วผ่านเพิงอาหารและเครื่องดื่มเข้าไปในตัวตึก ดิ่วดิ่งขึ้นลิฟต์ไปชั้น 2 บรรยากาศได้-เสีย คึกคักตามเคย

มีหญิงชายวัยกลางคนไปจนถึงรุ่นใหญ่ กำลังกลุ้มรุมอยู่กับโต๊ะพนันที่ตัวโปรดปราน มีทั้งยิ้มแย้มเบิกบาน มีทั้งหน้าดำคร่ำเครียด เสียงโยนเต๋า เสียงเฮฮาระคนกับสบถเบาๆ มันคือบรรยากาศที่ผมคุ้นเคยมาเกือบชั่วชีวิตก็ว่าได้

กำลังตัดสินใจว่าจะแวะโต๊ะไหนดี? ผมก็ต้องยืนตะลึงงันอยู่กับที่ เมื่อภาพต่างๆ อันมีชีวิตชีวาเมื่อพริบตาก่อน ค่อยๆ เลือนรางจางหายไปในแสงไฟเยือกเย็น ก่อนจะดับวูบลง

เผ่นพรวดออกมาจากบ่อนผีสิงโดยไม่สติแตก หรือช็อกตายคาที่ได้ยังไงก็ยังงงๆ บ่อนไหนเปิดใหม่เมื่อไหร่ไม่ต้องบอกกล่าวมานะครับ…ผมสาบานไว้แล้วว่าจะไม่ เข้าบ่อนไปจนวันตาย! บรื๋อออ…

ผีหลุดนรก

เพื่อนๆ ที่อยู่หอเดียวกันต่างก็หัวเราะต่อกระซิก พากันออกไปเที่ยวสนุกหมดทั้งในเมืองแปดริ้วและบริเวณใกล้นิคมฯ ซึ่งมีทั้งร้านอาหารและร้านคาราโอเกะเต็มไปหมด…ผิดกับเมื่อก่อนที่บริเวณ นั้นมีแต่ไร่มันสำปะหลังกับไร่อ้อย แต่เดี๋ยวนี้ได้เปลี่ยนแปลงไปหมดแล้วตามความเจริญของนิคมฯ และมีคนมาอยู่อาศัยมากมาย

วรรณไม่ค่อยได้ออกไปเที่ยวสนุกเหมือนเพื่อนๆ คงเก็บตัวอยู่แต่ในห้องพักเป็นส่วนใหญ่…เงินทองที่ทำมาหาได้ก็ต้องเก็บส่ง ไปให้ครอบครัวที่ต่างจังหวัด เพราะมีภาระต้องเลี้ยงดูพ่อแม่และน้องๆ อีกหลายคน

เกือบเที่ยงคืนแล้ว แต่วรรณยังไม่นึกง่วงเหงาหาวนอนแม้แต่น้อยนิด

เธอออกมายืนที่ระเบียงตึกหอพัก ที่มีความสูง 6 ชั้น เธออยู่ชั้น 5 ห้องหัวมุมของตัวตึกพอดี!

เรื่องราวอันน่าอกสั่นขวัญแขวน ประสาทหลอนจนแทบหลุดเรื่องนี้ จะเกิดจากจิตอ่อนหรือวิญญาณหลอนก็ไม่อาจคาดเดาได้

เหตุสยองเกิดขึ้นในจังหวัดฉะเชิงเทรา ที่คนทั่วประเทศรู้จัก และเคยไปนมัสการกราบไหว้ขอพรจากหลวงพ่อพุทธโสธร อันเป็นที่เคารพนับถือสำหรับพุทธศาสนิกโดยทั่วไป

ไม่เฉพาะชาวแปดริ้วเท่านั้น ความเป็นพระคู่บ้านคู่เมือง ที่มาจากปาฏิหาริย์ในการมาสถิตที่วัดนี้ ทั้งสามองค์ได้ไปสถิตที่วัดต่างๆ ตามตำนานเล่าขานกันต่อๆ มาเช่น หลวงพ่อวัดบ้านแหลม, หลวงพ่อโตวัดบางพลีใหญ่ คุณผู้อ่านคงเคยไปนมัสการท่านมาแล้ว หลายๆ คนก็นับครั้งไม่ถ้วนอีกต่างหาก

เรื่องที่ผมจะเล่าต่อไปนี้เกิดขึ้นในนิคมใหญ่แห่งหนึ่งในจังหวัดฉะเชิงเทรา

นิคมอุตสาหกรรมนี้มีโรงงานผลิตรถยนต์ของค่ายต่างๆ มากมาย เป็นแหล่งผลิตรถยนต์เพื่อการส่งออกเป็นอันดับต้นๆ ของเมืองไทย

“วรรณ” เป็นเด็กสาวชาวอีสาน ที่มีโอกาสได้มาทำงานเป็นสาวโรงงานนี้ เธอพักอยู่ในหอพักของบริษัทในนิคมนั่นเอง

จนกระทั่งถึงวันเกิดเหตุ!

วันนั้นเป็นวันที่พนักงานทุกคนหน้าตาสดชื่นแจ่มใส เพราะเป็นวันที่ 25 ของเดือน นอกจากเป็นวันเงินเดือนออกแล้ว ยังเป็นวันพระขึ้น 15 ค่ำอีกด้วย

เมื่อมองไปทางซ้ายมือจะเห็นทิวเขาสูง 3-4 ลูกเรียงรายกันเป็นแนวยาว ราวกับจะเป็นฉากกั้นของนิคมฯ ทางทิศตะวันออก ภูเขาในฤดูฝนดูมีต้นไม้เขียวครึ้ม มองเห็นในเวลากลางคืนเดือนหงาย แสงจันทร์ขาวนวลสาดส่องให้เห็นค่อนข้างชัดเจน เพราะอยู่ไม่ไกลจนเกินไปนัก

เนื่องจากเป็นคืนเพ็ญ เดือนเต็มดวงลอยขึ้นเลยยอดเขามากแล้ว ท่ามกลางสายลมพัดหวีดหวิวฟังคล้ายเสียงใครคร่ำครวญล่องลอยมาจากที่ไกลๆ อากาศยามดึกหนาวเย็นจนแทบสะท้านไปถึงหัวใจ

ขณะที่ยืนมองทิวเขาและดวงจันทร์กลมโตอยู่นั้น…ทันใดร่างๆ หนึ่งก็โผล่พรวดขึ้นมาจากทิวไม้เหนือภูเขาทะมึน!

ร่างนั้นสูง ยาว ขาวโพลน สูงเด่นอยู่เหนือยอดไม้ แสงจันทร์ทำให้เห็นรูปร่างนั้นชัดขึ้น…ชัดขึ้นทุกที…

คุณพระช่วย! ขายาวโย่งเย่ง แขนยาวลงมาเลยเข่า หัวใหญ่โตมหึมา จนไม่น่าจะตั้งอยู่บนร่างสูงเพรียวผิดมนุษย์มนานั่นได้ พร้อมๆ กันนั้น…เสียงร้องหวีดแหลมไม่ผิดกับเสียงนกหวีดที่เป่าเต็มที่ ดังสะท้อนสะท้าน แหวกอากาศไปทั่วขุนเขายามดึกสงัด ประหนึ่งดังก้องมาจากนรกอเวจี!

วรรณตกใจสุดขีดแทบจะสิ้นสติ เนื้อตัวแข็งทื่อเหมือนกลายเป็นท่อนหินหนักอึ้ง ครั้นตั้งสติได้ก็นึกถึงคำสอนของแม่ที่ว่าให้สวดมนต์ก่อนนอน หรือทำบุญกุศลใดๆ ไว้ก็ตาม ให้กรวดน้ำแผ่ส่วนกุศลไปให้เจ้ากรรมนายเวรทุกครั้งไป

เมื่อนึกได้จึงรีบวิ่งเข้าห้อง และตั้งจิตสวดมนต์โดยที่เสียงกรีดแหลมน่าสยองนั้นยังดังมากระทบโสตประสาทอยู่ตลอดเวลา เวลาผ่านไปครู่ใหญ่ เสียงอุบาทว์นั้นจึงค่อยเงียบหายไป…

ผีในบ่อ

บ้านของบิ๊กมีบรรยากาศของชนบท เป็นบ้านเก่าครึ่งตึกครึ่งไม้หลังใหญ่โตอยู่ในพื้นที่หลายไร่ที่มีแต่ต้นไม้ เยอะแยะ อย่างมะม่วง ชมพู่ มะขาม ขนุนและพืชผักสวนครัวอีกมากมาย ที่ท้ายสวนที่สระน้ำกว้างขวางพอที่จะพายเรือเล่นได้สบาย วันตายของคุณยายของเพื่อนปุ้ยแทน พวกเราร่วมสิบคนจึงยกโขยงกันไปช่วยงานศพที่นครสวรรค์ อันเป็นบ้านเกิดของเจ้าบิ๊ก หลานชายคุณยายผู้วายชนม์นั่นเอง

เจ้าภาพตั้งศพไว้ที่บ้านจนกว่าจะถึงวันกระทำพิธีฌาปนกิจค่ะ!

ในสระมีบัวสีชมพูด้วยค่ะ สวยมากๆ

วันเกิดเหตุจำได้ว่าเป็นวันจันทร์ที่ 24 ธันวาคม อากาศที่อบอ้าวมานานเริ่มเย็นสบายทั้งวัน ปุ้ยชอบบรรยากาศแบบนี้จริงๆ เลย

ตอนเย็นราวๆ เกือบหกโมงเย็น พวกเด็กๆ ที่ตามผู้ใหญ่มางานศพคุณยายก็เล่นกันสนุกสนาน เล่นอะไรก็ไม่เล่น…ดูเถอะ ดันมาเล่นซ่อนแอบ! แต่จะว่าไปแล้วมันก็น่าเล่นนะคะเพราะต้นไม้เยอะ บางคนปีนขึ้นไปหลบบนต้นมะขาม บางคนซ่อนตัวอยู่ตามพุ่มดอกเข็ม เล่นแบบไม่กลัวผีลักซ่อนค่ะ!

พวกผู้ใหญ่บอกให้ไปตามกันกลับมาเถอะ มืดค่ำแล้ว เดี๋ยวจะตกน้ำตกท่ากันซะ พวกเรานักศึกษาจึงพากันไปตามเก็บเด็กๆ แสนซนเหล่านั้น

ปุ้ยเห็นเพื่อนๆ ต้อนมาได้หลายคน แต่ปุ้ยยังกังวลเลยเดินไปทางสระน้ำ

เสียงเทียบเวลาหกโมงเย็น และเพลงเคารพธงชาติแว่วมาแต่ไกล บรรยากาศสลัวลงอย่างรวดเร็วแต่ยังพอมองเห็นอะไรได้ชัดเจนอยู่ ปุ้ยเห็นเด็กคนหนึ่งนั่งเงียบๆ อยู่ใต้กอไผ่ แกอายุราว 6-7 ขวบ นุ่งกางเกงนักเรียนสีกากี ไม่ใส่เสื้อ ไม่ใส่รองเท้า ผมเกรียนเห็นหัวทุยน่ารัก…

“ไอ้อู๋! อย่ากวนพี่เขานะ กลับไปอยู่ในที่ของแกเดี๋ยวนี้!”

ไม่ต้องรอดูอะไรแล้วค่ะ ปุ้ยรีบลุกขึ้นวิ่งแน่บ หลับหูหลับตาวิ่งอย่างเดียว จนมีคนมาจับตัวกอดไว้และเขย่าแรงๆ ปุ้ยถึงได้สติ ใครต่อใครเข้ามากลุ้มรุมถามเสียงแซดว่าปุ้ยเป็นอะไร? เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือเปล่า?

ปุ้ยก็เล่าให้พวกเขาฟัง…

ในที่สุดปุ้ยก็รู้ว่า เด็กอู๋เป็นลูกคนงานของคุณยาย แกตกน้ำตายเมื่อปีก่อนนี่เอง!

ส่วนเสียงหญิงชราที่มาช่วยปุ้ย จะเป็นใครไปไม่ได้ ทุกคนเชื่อตรงกันทั้งนั้นว่าเป็นคุณยายของบิ๊กนั่นเองค่ะ

อย่างไรก็ตาม ปุ้ยอยู่ช่วยจนเผาศพคุณยายเรียบร้อย แต่ต้องนอนกันเป็นกลุ่มเป็นก้อนนะคะ เพราะบอกตรงๆ อย่างกล้าหาญเลยว่า…พวกเรากลัวผีค่ะ! บรื๋อออ….

สะดุดตาตรงที่ผิวแกดำมากนะคะ ดำจนดูมืดไปเลย!

ปุ้ยเดินเข้าไปนั่งข้างๆ แกแล้วถามว่า “มานั่งที่นี่ทำไมคะ ใกล้มืดค่ำแล้ว กลับไปที่งานกับพี่ดีกว่านะ”

ลมเย็นๆ พัดวูบ ยอดไม้สะบัดกิ่งใบเกรียวกราว ทำให้บรรยากาศยิ่งดูเยือกเย็น ชวนให้วังเวงบอกไม่ถูก รู้สึกหวาดระแวง ไม่ไว้ใจสรรพสิ่งที่อยู่รอบๆ ตัวเอาซะเลย

ทันใดนั้นเอง!

เด็กน้อยหันมามองหน้าปุ้ยเชื่องช้า…บอกตรงๆ ว่าเล่นเอาปุ้ยขนลุกซ่าไปทั้งตัว เพราะอาการหันหัวของแกดูแปลกๆ เด็กน้อยหน้าคว่ำ ตาคว่ำ…แวบหนึ่ง ปุ้ยเห็นตาแกขาวโพลนไม่มีตาดำแต่พอปุ้ยกะพริบตา แกก็ดูเป็นปกติค่ะ

“อยากกลับบ้าน…? เสียงแกแหบโหยพิกล…คุณพระช่วย! ปุ้ยเพิ่งสังเกตว่าผิวแกน่ะไม่ได้ดำแบบผิวคนธรรมดาหรอกค่ะ แต่มันเป็นสีม่วงคล้ำ ช้ำเป็นจ้ำๆ ริมฝีปากของแกก็เข้มจนเกือบดำสนิท

ปุ้ยใจหายวาบ เด็กนี่ไม่ใช่คนแน่แล้ว!

ฉับพลันที่คิดอย่างนี้ แกก็ทำท่ากางมือจะโผเข้ามาหาปุ้ย…

ทันใดนั้น มีเสียงผู้หญิงแก่ๆ ดังมาจากไหนไม่รู้

บ้านร้างผีสิง

ตอนเย็นราวๆ เกือบหกโมงเย็น พวกเด็กๆ ที่ตามผู้ใหญ่มางานศพคุณยายก็เล่นกันสนุกสนาน เล่นอะไรก็ไม่เล่น…ดูเถอะ ดันมาเล่นซ่อนแอบ! แต่จะว่าไปแล้วมันก็น่าเล่นนะคะเพราะต้นไม้เยอะ บางคนปีนขึ้นไปหลบบนต้นมะขาม บางคนซ่อนตัวอยู่ตามพุ่มดอกเข็ม เล่นแบบไม่กลัวผีลักซ่อนค่ะ!

พวกผู้ใหญ่บอกให้ไปตามกันกลับมาเถอะ มืดค่ำแล้ว เดี๋ยวจะตกน้ำตกท่ากันซะ พวกเรานักศึกษาจึงพากันไปตามเก็บเด็กๆ แสนซนเหล่านั้น

ปุ้ยเห็นเพื่อนๆ ต้อนมาได้หลายคน แต่ปุ้ยยังกังวลเลยเดินไปทางสระน้ำ

เสียงเทียบเวลาหกโมงเย็น และเพลงเคารพธงชาติแว่วมาแต่ไกล บรรยากาศสลัวลงอย่างรวดเร็วแต่ยังพอมองเห็นอะไรได้ชัดเจนอยู่ ปุ้ยเห็นเด็กคนหนึ่งนั่งเงียบๆ อยู่ใต้กอไผ่ แกอายุราว 6-7 ขวบ นุ่งกางเกงนักเรียนสีกากี ไม่ใส่เสื้อ ไม่ใส่รองเท้า ผมเกรียนเห็นหัวทุยน่ารัก…

สะดุดตาตรงที่ผิวแกดำมากนะคะ ดำจนดูมืดไปเลย!

ปุ้ยเดินเข้าไปนั่งข้างๆ แกแล้วถามว่า “มานั่งที่นี่ทำไมคะ ใกล้มืดค่ำแล้ว กลับไปที่งานกับพี่ดีกว่านะ”

ลมเย็นๆ พัดวูบ ยอดไม้สะบัดกิ่งใบเกรียวกราว ทำให้บรรยากาศยิ่งดูเยือกเย็น ชวนให้วังเวงบอกไม่ถูก รู้สึกหวาดระแวง ไม่ไว้ใจสรรพสิ่งที่อยู่รอบๆ ตัวเอาซะเลย

บ้านของบิ๊กมีบรรยากาศของชนบท เป็นบ้านเก่าครึ่งตึกครึ่งไม้หลังใหญ่โตอยู่ในพื้นที่หลายไร่ที่มีแต่ต้นไม้ เยอะแยะ อย่างมะม่วง ชมพู่ มะขาม ขนุนและพืชผักสวนครัวอีกมากมาย ที่ท้ายสวนที่สระน้ำกว้างขวางพอที่จะพายเรือเล่นได้สบาย

ในสระมีบัวสีชมพูด้วยค่ะ สวยมากๆ

ปุ้ยก็เล่าให้พวกเขาฟัง…

ในที่สุดปุ้ยก็รู้ว่า เด็กอู๋เป็นลูกคนงานของคุณยาย แกตกน้ำตายเมื่อปีก่อนนี่เอง!

ส่วนเสียงหญิงชราที่มาช่วยปุ้ย จะเป็นใครไปไม่ได้ ทุกคนเชื่อตรงกันทั้งนั้นว่าเป็นคุณยายของบิ๊กนั่นเองค่ะ

วันเกิดเหตุจำได้ว่าเป็นวันจันทร์ที่ 24 ธันวาคม อากาศที่อบอ้าวมานานเริ่มเย็นสบายทั้งวัน ปุ้ยชอบบรรยากาศแบบนี้จริงๆ เลย

ทันใดนั้นเอง!

เด็กน้อยหันมามองหน้าปุ้ยเชื่องช้า…บอกตรงๆ ว่าเล่นเอาปุ้ยขนลุกซ่าไปทั้งตัว เพราะอาการหันหัวของแกดูแปลกๆ เด็กน้อยหน้าคว่ำ ตาคว่ำ…แวบหนึ่ง ปุ้ยเห็นตาแกขาวโพลนไม่มีตาดำแต่พอปุ้ยกะพริบตา แกก็ดูเป็นปกติค่ะ

“อยากกลับบ้าน…? เสียงแกแหบโหยพิกล…คุณพระช่วย! ปุ้ยเพิ่งสังเกตว่าผิวแกน่ะไม่ได้ดำแบบผิวคนธรรมดาหรอกค่ะ แต่มันเป็นสีม่วงคล้ำ ช้ำเป็นจ้ำๆ ริมฝีปากของแกก็เข้มจนเกือบดำสนิท

ปุ้ยใจหายวาบ เด็กนี่ไม่ใช่คนแน่แล้ว!

ฉับพลันที่คิดอย่างนี้ แกก็ทำท่ากางมือจะโผเข้ามาหาปุ้ย…

ทันใดนั้น มีเสียงผู้หญิงแก่ๆ ดังมาจากไหนไม่รู้

“ไอ้อู๋! อย่ากวนพี่เขานะ กลับไปอยู่ในที่ของแกเดี๋ยวนี้!”

ไม่ต้องรอดูอะไรแล้วค่ะ ปุ้ยรีบลุกขึ้นวิ่งแน่บ หลับหูหลับตาวิ่งอย่างเดียว จนมีคนมาจับตัวกอดไว้และเขย่าแรงๆ ปุ้ยถึงได้สติ ใครต่อใครเข้ามากลุ้มรุมถามเสียงแซดว่าปุ้ยเป็นอะไร? เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือเปล่า?

รถจากนรก

มอเตอร์ไซค์กับรถตู้ราวกับจะกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิต ของคนกรุงเทพฯ ไปเสียแล้ว เพราะชีวิตที่รีบเร่ง ต้องการทั้งความสะดวกและรวดเร็ว… แม้ว่าจะไม่ต้องพึ่งรถตู้ แต่ดิฉันก็ต้องอาศัยมอเตอร์ไซค์รับจ้างที่ซอยบ้านในซอยลาดพร้าวต้นๆ ที่มักจะแล่นผ่านทางแยกหน้าบ้านดิฉันเพื่อไปส่งที่ป้ายรถเมล์ อาศัยซ้อนท้ายกลับบ้านในตอนใกล้ค่ำอีกด้วย

ดิฉันพบกับเรื่องสยองในตอนเช้า ถือว่ากลางวันแสกๆ เลยนะคะ!

เช้า นั้นอากาศเยือกเย็นยังแผ่ซ่านไปทั้งกรุงเทพฯ แต่คนทำงานก็ต้องลุกขึ้นมาอาบน้ำแต่งตัว หาอะไรรองท้องง่ายๆ แล้วรีบแจ้นออกจากบ้าน เพื่อไปซ้อนแมงกะไซค์ไปส่งปากซอยเหมือนเช่นทุกวัน
“หนูกำลังจะกลับบ้านพอดี เลยไม่ได้สวมเสื้อวิน…”

ได้ ยินเสียงเธอแว่วๆ ทำให้นึกอยู่ว่า แปลก…จะกลับบ้านแต่เช้า สงสัยคงออกมาตั้งแต่ตี 4 ตี 5 แน่ๆ เอ๊ะ! แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเสื้อวินด้วยล่ะ?

ชั่วระยะเวลาสั้นๆ ทำไมดิฉันคิดฟุ้งซ่านไปได้ตั้งหลายเรื่องก็ไม่ทราบ

ที่ แน่ๆ คือในซอยนั้นมีผู้หญิงขับมอเตอร์ไซค์รับจ้าง 2-3 คน แต่คนนี้ไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน…ถ้าเป็นตอนขากลับค่ำๆ คงจะน่าหวาดระแวงแน่ แต่นี่มันกลางวันแสกๆ

อ้าว? ถึงแล้ว! ดิฉันก้าวลงจากรถ มือหนึ่งล้วงกระเป๋ากระโปรงเพื่อหยิบเงิน ส่วนนัยน์ตาก็หันไปมองถนนว่ารถเมล์ที่เราจะขึ้นใกล้มาหรือยัง…ก่อนจะหันไป ส่งแบงก์ยี่สิบให้เธอ เพราะไม่มีเหรียญสิบบาทติดตัวมาด้วย…

วันรุ่งขึ้น ดิฉันก็ไปขึ้นรถหน้าบ้านที่จอดอยู่เหมือนวันก่อนๆ

ขณะ ที่ก้าวขึ้นนั่งก็ได้ยินเสียงมอเตอร์ไซค์ดังมาจากก้นซอย หันขวับไปมองก็แทบจะล้มแผละลงทันที เมื่อเห็นเธอผู้นั้นยิ้มระรื่นกับดิฉันคล้ายจะทักทาย… ก่อนจะห้อรถตะบึงไปทางปากซอยคล้ายจะหายวับไปกับตา

วันนั้นดิฉันไป จับไข้ในที่ทำงาน รุ่งขึ้นรีบตักบาตรอุทิศส่วนกุศลให้เธอ…วันต่อๆ มาก็ไม่ได้พบเห็นเธออีกต่อไป นึกแล้วขนลุกทุกทีเลยค่ะ!

คุณพระช่วย! ไม่มีรถคันนั้นอยู่แล้วค่ะ!!

เป็นไปไม่ได้…ดิฉันมองตามเข้าไปในซอยก็ไม่เห็นมอเตอร์ไซค์แม้แต่คันเดียว ไม่ว่าเพิ่งแล่นเข้าไปหรือจะวิ่งออกมา

ชั่วพริบตาเดียวแท้ๆ ทั้งรถทั้งคนหายวับไปดื้อๆ ได้ยังไง?

ที่ กำแพงติดกับปากซอยมีที่ว่างกำลังสร้างตึกแถวอยู่ ดิฉันเดินไปดูให้แน่ใจก็ไม่เห็นวี่แววของรถคันนั้นเลย…ขนลุกเกรียวขึ้นมา ดื้อๆ ปากคอแห้งผากจนต้องกระเดือกน้ำลายอึกใหญ่ ขาสั่นจนแทบจะเดินไปที่ป้ายรถเมล์ไม่ไหว

นี่มันเกิดนรกจกเปรตอะไรขึ้นมา?

อย่า ไปพูดถึงเรื่องเสี่ยงหรือไม่เสี่ยงเลยค่ะ ขนาดหมวกนิรภัยยังไม่มีสวมนี่คะ…ได้ยินว่าจะมีการบังคับให้สวมคนนั่งซ้อน ท้ายทุกคน ไม่งั้นจะโดนจับ โดนปรับ อยากหัวเราะให้ฟันหักจริงๆ โธ่! ถนนใหญ่อย่างลาดพร้าวน่ะลองไปดูซีคะว่าสวมหมวกกันหรือเปล่า?

เข้าเรื่องของเราดีกว่าค่ะ!

เช้านั้นแปลกมากที่ไม่มีมอเตอร์ไซค์จอดอยู่แถวหน้าบ้านซักคันเดียว

อ้อ! ลืมบอกไปว่าวินเขาอยู่ที่ปากซอยก็จริง แต่ตอนเช้าๆ จะมีมาจอด 2-3 คันเป็นประจำ เพื่อรอรับผู้โดยสารที่ต้องการใช้บริการหลายคน บางทีก็เป็นขาประจำ มีทั้งผู้ใหญ่และเด็กนักเรียน แต่เช้านั้นพวกเขาคงไปส่งคนที่ปากซอยกันหมด

เดี๋ยวก็คงมาละ น่า…นั่นไง! มาจริงๆ แต่เป็นผู้หญิงที่ชะลอรถมาจอด เพิ่งสังเกตว่าเธอสวมหมวกที่เปิดหน้า แถมไม่ได้ใส่เสื้อวินสีแดงด้วย…อารามรีบร้อนดิฉันก็บอกว่าไปปากซอย ทั้งๆ ที่ไม่จำเป็น…แล้วรีบซ้อนท้ายกอดสะเอวเธอเพราะเห็นเป็นผู้หญิงด้วยกัน

มอง ในแง่ดี…หรือว่าเธอจะรีบกลับบ้านตามที่บอกไว้ตอนแรก จนไม่สนใจเงินสิบบาท? หรือเธอแน่ใจว่าเราคงจะพบกันอีก แล้วดิฉันจะจ่ายเงินให้เธอเอง?

ช่าง เถอะ! ลืมเสียดีกว่า…ดิฉันตัดใจได้สำเร็จ จนถึงขากลับบ้านก็หวนนึกขึ้นมาอีก ทำให้มองหน้าคนขี่มอเตอร์ไซค์ 3-4 คนจนพบขาประจำ นึกจะถามเขาก็คิดได้ว่าเสียเวลาเปล่าๆ แถมไม่มีประโยชน์อะไรด้วยซ้ำ

toilet scraming

The only thing that I need to tell my housekeeper but he worked for. He also raising it. But he also says that many people. Whether it’s a lullaby. Daylight when alone in the room. When I came to college I had to take a bunch I know that the previous work. The work also will tell you that the day after it. Or whether it is due to the frequent (Friday the 13th) would tell me that the story is true, I was very afraid of ghosts.
Because of the history that I know that I will be the old hospital. I noticed that it’s basically down to a sauce like most troubling troubling my car into the bay well. That day I had to work a shift 14:00 to 22:00 am

I was not late, but the staff would return home exhausted. Abdominal pain is a common bathroom. I was at about 19:00 pm and went into the bathroom, where I saw my fellow employees and I went to see the behind. And I thought it was going to the bathroom with a friend. And he went into the final room. Which I had seen during his closed door.

I did.

Have not found anything. Leave a room empty room that I was in the next room. I finished my errands. The room was not open and there was no sound except the silence. And even then I have to run anyway. I remember that you can not use the bathroom for a long time.

And when I asked you to make sure that the room is available or not. It turns out that it is not. It is not a man to climb and be with me, but it turns out that the cleaning equipment.