ไสยศาสตร์

8 entries have been tagged with ไสยศาสตร์.

ห้องเช่าวิญญาณหลอน

ไม่รู้ว่าหลับไปนานแค่ไหนตอนที่รู้สึกตัวตื่นขึ้นมา แว่วเสียงซู่ซ่าในห้องน้ำด้านใกล้เตียง แม่ยังนอนตัวอุ่นๆ ระบายลมหายใจสม่ำ เสมอ ได้ยินชัดเจนในความเงียบ…ถ้างั้นคงจะเป็นพ่อที่เข้าไปอาบน้ำแน่ๆ เลย

ห้องน้ำที่นั่นไม่มีอ่างหรอกค่ะ แต่เขาทำเป็นม่านกั้นให้ยืนอาบจากฝักบัวด้านใน เอ๊ะ! พ่ออาบน้ำก่อนนอนแล้วนี่นา ดึกดื่นค่อนคืนแบบนี้จะต้องอาบน้ำอีกทำไมกัน? ด้วยความสงสัยหนูจึงชะแง้จากผ้าห่มไปที่เตียงพ่อ…นั่นปะไร! พ่อยังนอนกรนเบาๆ อยู่ที่เตียงตามเดิม

ออกเดินทางหน้าจุฬาฯ ตั้งแต่เจ็ดโมงเช้า ราวสามชั่วโมงก็ไปถึงเมืองแกลง แวะสักการะศาลสมเด็จกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ หรือเรียกกันว่า “เสด็จเตี่ย” ท่านโปรดประทัดมากค่ะ คนไปจุดประทัดแก้บนเสียงเปรี้ยงปร้างเกือบตลอดเวลา

จากนั้นก็ไปชมป่าโกงกางที่มีสะพานไม้ให้เดินทอดน่องตามสบาย จนไปได้ครึ่งทางมีโกง กางสีทองเวิ้งว้างเหมือนทะเลต้นไม้ลิบลับ พ่อถ่ายรูปเยอะแยะ โดยเฉพาะหนูกับแม่กลายเป็นดาราหน้ากล้องไปเลย!

เสร็จจากอาหารกลางวันก็ไปเที่ยวบ้านจำรุง ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง จนได้กลายเป็นเครือข่ายองค์กรชุมนุมบ้านจำรุง พวกคุณป้าคุณย่าคุณยายในคณะเราเลือกซื้อผลิต ภัณฑ์ โดยเฉพาะหมวกสวยๆ เป็นที่ระลึกกันแทบทุกคนเลยค่ะ

จากนั้นก็ไปชมอนุสาวรีย์สุนทรภู่ ผีเสื้อสมุทรกลายเป็นดาราดวงเด่นเพราะรูปร่างปั้นไว้ใหญ่โตมากอยู่ด้านหน้า ไม่ว่าใครผ่านมาเห็นก็ต้องถ่ายรูปทุกคน ส่วนพระอภัย นางละเวง สินสมุทร สุดสาคร กับม้ามังกรก็น่ารักน่ามองค่ะ

ดาราที่ไม่มีใครมองข้ามคือชีเปลือยไงคะ!

ศิลปินเขาปั้นเอาไว้ไม่ผิดเพี้ยนจากจินตนาการที่ทุกๆ คนยังจำได้ดี นั่นคือ “หนวดถึงเข่า เคราถึงนม ผมถึงตีน”

นักท่องเที่ยวสาวๆ ชอบถ่ายคู่กับผีเสื้อสมุทรและชีเปลือย ไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่ค่ะ? หนูเห็นพ่อถ่ายรูปมหากวีสุนทรภู่ที่อยู่ด้านในไกลลิบ คงต้องซูมภาพกันน่าดูนะคะ งานนี้น่ะ

แดดร้อนมากเลยต้องเร่ไปตึกแถวที่ขายของฝาก …เสียงพูดแต่ว่าไม่ซื้อๆ ขี้เกียจหอบกลับบ้าน เอาจริงเข้าหิ้วถุงทุเรียนกวน ผลไม้กวนกันไหล่ลู่ตามๆ กัน บอกว่าอดไม่ได้ค่ะ

หลังอาหารค่ำก็ชวนกันไปถนนคนเดิน แทบไม่น่าเชื่อว่าเขาออกร้านรวงกันคึกคัก แถมมีดนตรีสุน ทราภรณ์วงใหญ่มาประเดิมอีกด้วย ถึงจังหวะเต้นรำสนุกๆ ก็มีหญิงชายออกไปวาดลวดลายกันเพลิด เพลิน ของกินของเล่นมากมายจนตาลาย น่าสนุกจนเดินหลั่งไหลไปตามกันไม่รู้เบื่อเลยค่ะ…

ตายจริง! หนูมัวแต่เพ้อเจ้อเรื่องท่องเที่ยว เดี๋ยวก็ลืมเล่าเรื่องขนหัวไปจนได้!

โรงแรมที่เราพักหรูหราอยู่ใจกลางเมือง ห้องพักก็แสนสะอาดและสุดสวย มีทั้งเตียงคู่และโซฟาริมหน้าต่าง หลังจากอาบน้ำจนสบายตัวแล้วหนูก็นอนเตียงเดียวกับแม่ ส่วนพ่อนอนเตียงติดๆ กัน ดับไฟจนมืดสลัว เหลือแต่แสงสว่างจากห้องน้ำที่แง้มประตูไว้เท่านั้น

ความที่เหน็ดเหนื่อยอ่อนเพลียมาทั้งวัน ทำให้หนูหลับผล็อยอยู่ใต้ผ้าห่มผืนเดียวกับแม่ ท่ามกลางแอร์เย็นฉ่ำกำลังสบาบ

แล้วใครที่ไหนดอดเข้ามาอาบน้ำในห้องเราล่ะ?

วูบหนึ่ง หนูขนลุกซ่าไปทั้งตัว เคยอ่านเรื่องผีที่เขาเจอแบบนี้แต่ไม่กล้าลุกไปดู จนมันเงียบไปเอง แต่คนใจถึงผลักประตูผางเข้าไปก็พบแต่ความว่างเปล่า แถมพื้นห้องน้ำยังแห้งผาก ไม่มีร่องรอยว่าใครเพิ่งจะมาอาบน้ำซู่ซ่าอยู่หยกๆ เลยแม้แต่น้อยนิด

ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง อาจจะเป็นเพราะอยากรู้อยากเห็น หรือไม่ก็กลัวเสียจนไม่กล้า เกิดอาการบ้าบิ่น ค่อยๆ เลื่อนตัวออกจากผ้าห่ม ลงเตียงไปที่หน้าห้องน้ำ…เสียงซู่ซ่าเงียบหาย แต่หนูผลักประตูเปิดผางทันใด

คุณพระช่วย! ร่างชายซีดขาวเปล่าเปลือย ผ่ายผอมเหมือนมีแต่หนังหุ้มกระดูกกำลังยืนถือฝักบัวรดหัวที่มีผมขาวๆ ขึ้นหร็อมแหร็ม…หันขวับมาทางหนูแล้วแสยะยิ้มน่าสยอง

หนูได้ยินเสียงตัวเองร้องกรี๊ดๆ จนแสบแก้วหู ไฟสว่างพึ่บ พ่อแม่วิ่งเข้ามากอดและเขย่าตัว หนูร้องไห้โฮ…ยังสงสัยว่าทำไมถึงไม่สิ้นสติไปก็ไม่รู้ซีคะ…ขนหัวลุกค่ะ!

วิญญาณร่อนเร่

เมื่ออาทิตย์ก่อนไปเยี่ยมญาติที่พิษณุโลกเสียหลายวัน ถามข่าวคราวถึงพี่น้องที่บางระกำว่าจะทนทานไปได้แค่ไหน? คนเราจะเห็นใจกันก็ในยามทุกข์ยากเดือดร้อนแบบนี้ล่ะค่ะ ช่วยอะไรไม่ได้ก็ปลอบอกปลอบใจกันไปตามเพลง

กลับบ้านคืนแรกก็เจอดีเลยเชียว!

วัน นั้นฟ้าครึ้มทั้งวันแต่ไม่มีฝน พวกลูกๆ หลานๆ ป้าได้รับของฝากจากเมืองสองแควแล้วก็หายเงียบ อยู่ข้างบน ป้าอาบน้ำกินข้าวว่าจะเข้าไปเอนหลังเสียหน่อย ราวสองทุ่มกว่าๆ ก็ได้ยินเสียงเรียกป้าแย้ม…ป้าแย้ม…มาจากหน้าต่าง

ได้ยินเสียงก็ จำได้ว่าเป็น แม่แตง คนในซอย เป็นม่ายผัวตายตั้งแต่อายุสี่สิบต้นๆ แต่แกก็ขยันทำมาหากินเลี้ยงลูกชายสองคน กลางวันขี่จักรยานส่งขนมปัง หรือเรียกกันโก้ๆ ว่า “เอเยนต์เบเกอรี่” ตอนบ่ายเดินโพยหวย ตกค่ำออกตามขาไพ่ถ้ามากันไม่ครบสำหรับไพ่ตอง หรือน้อยคนเกินไปสำหรับวงผสมสิบกับป๊อกเด้ง

ไหนจะปั่นรถไปซื้ออาหารมา เลี้ยงพวกขาไพ่อีกล่ะ อย่างก๋วยเตี๋ยว บะหมี่ หรือราดหน้า ผัดซีอิ๊ว …ขาดขา (ไพ่) จริงๆ แม่แตงก็ต้องลง “คันขา” ไม่งั้นไม่ครบองค์ประชุมเจ้าค่ะ

น้ำท่วมบ้านถึงชั้นสอง หลายๆ หลังอยู่ที่ลุ่มหน่อยก็ถึงกับเกือบมิดหลังคา ข้าวของพินาศวอด วายไปกับสายน้ำ ไร่นาล่มจมถึงกับสิ้นเนื้อประดาตัวไปตามๆ กัน ต้องออกมานอนเรียงรายตามข้างถนนเป็นคนจรจัด! ไม่รู้ว่ารัฐบาลจะช่วยเหลือหรือแก้ไขเยียวยายังไงมั่ง?

ข้อสำคัญจงอย่าลืมผู้คนทุกข์ยาก แสนจะลำเค็ญสุดๆ ก็แล้วกัน เจ้าประคุณเอ๋ย!

จะว่ารอดตัวเพราะมาอยู่ตลิ่งชันก็พูดไม่ได้เต็มปาก ไม่รู้ว่าน้ำเหนือ จะไหลบ่าเข้ามาถล่มกรุงเทพฯ เมื่อไหร่? ยิ่งแถวเหนือขึ้นไปมีฝนตกกระหน่ำทั้งวันทั้งคืน จนเขื่อนเจ้าพระยา รับน้ำไม่ไหว คนปากน้ำโพอ้อนวอนให้ปล่อยน้ำ แต่คนอยุธยาขอให้กักกันไว้ก่อนซักครึ่งนางกลางเดือน จะได้เก็บเกี่ยวข้าวกล้าได้ทันการณ์

แต่พระพิรุณท่านซ้ำเติมจนทางเขื่อนก็สุดทน ต้องพร่องน้ำลงมาจนได้แหละคุณ

ในยามเดือดร้อนกันแทบทุกหัวระแหงแบบนี้ ผีสางอีนางโกงก็คงจะอดอยากปากหมองเพราะไม่ มีใครทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ เลยออกมาเพ่น พ่านขอส่วนบุญ แต่ผู้คนเห็นเข้าก็อกสั่นขวัญแขวน บอกว่าโดนผีหลอกจนขนหัวลุกไปตามๆ กัน

ป้าเองก็โดนเข้าจังเบอร์เลยค่ะ!

 

ร่างผอมดำ ผมตัดสั้นเป็นกระเซิง ดูแข็งแรงเกินตัว ไม่ว่าใครก็เวทนาแม่ม่ายตัวคนเดียวที่ต้องเลี้ยงลูกกำลังกินกำลังนอน และเรียนหนังสือถึงสองคนกันทั้งนั้น…ขนาดป้าว่าจะเอนหลังเสียหน่อยก็ยังอด ตามแกไปบ้านแม่ระเบียบที่เขาติดบ่อนป๊อกเด้งไม่ได้

อ้อ! ต้องมาเรียกขานกันเบาๆ แล้วตามกันไปเงียบๆ ด้วยนะคะ เพราะพวกลูกหลานป้ามันคอยห้ามปราม หรือไม่ก็กระแหนะกระแหน ไม่อยากให้ไปเล่นไพ่ดึกๆ ดื่นๆ อดตาหลับขับตานอน เดี๋ยวก็จะเป็นลมเป็นแล้งไป แต่ป้าก็ทำเสียงแข็งว่าเรื่องของฉัน ทำงานงกๆ มาแต่สาวยันแก่แล้ว ก็อยากจะหาความสุขก่อนตายให้ตัวเองมั่ง!

ที่จริงป้าชอบไพ่ตองมากกว่า มันสุขุมนุ่มนวล ดี ไม่ต้องรีบล่กๆ ตาหูเหลือกเหมือนผสมสิบหรือป๊อกเด้ง เสียแต่ขาไพ่ตองมักเป็นคนแก่ขนาด 70-80 ขึ้นทั้งนั้น ค่อยๆ ทยอยอำลาไปเกิด ใหม่ แทบจะหาคนเล่นให้ครบ 7 คนได้ยากเย็นเต็มที

ป๊อกเด้งก็ป๊อกเด้ง เดี๋ยวก็ 2 เด้ง 3 เด้ง…จะเด้งเขาหรือเด้งเราก็วัดดวงดูแล้วกัน

ขึ้นบันไดไปบนบ้านแม่ระเบียบ มีรั้วรอบขอบชิด หมาเห่าเบาๆ ตามประสาหมาปากเปราะแม้ว่าจะคุ้นเคยกันดี เจอะเจอขาไพ่ 3-4 คน ก็ไม่แปลกใจอะไรเพราะแม่แตงบอกว่าจะไปตามขาไพ่อีก 2-3 คน มาเพิ่มเติมให้ครึกครื้นหน่อย ก่อนจะแยกกันที่หน้าประตู

พี่ทองทิพย์ เท้าแชร์ประจำซอย แม่ถวิล แม่ชื่น กลับล้อมวงอยู่บนเสื่อกับเจ้าของบ้าน ถามไถ่กันว่าป้าหายไปไหนมาหลายวัน? ได้ข่าวว่าไปเยี่ยมญาติโดนน้ำท่วมต่างจังหวัด…อ้อ! แล้วนี่ป้ากลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่? ทำไมถึงรู้ว่าพวกเรากำลังรอขาอยู่พอดี?

“แม่แตงไปตามน่ะซี” ป้าตอบไปตามตรง “เพิ่งแยกกันที่หน้าบ้านเมื่อตะกี้…”

เสียงวี้ดว้ายดังระงม ทุกคนผงะหน้าเบิกตากว้าง แม่ชื่นยกมือปิดปาก เบิกตาโพลง ส่วนพี่ทองทิพย์อ้าปากค้าง แม่ถวิลเรอเอิ๊กเหมือนจะเป็นลม แม่ระเบียบเจ้าของบ้านครางเบาๆ ว่า…ยายแตงเป็นลมตายเมื่อตอนเย็นนี้เอง ตอนนี้ศพยังอยู่ที่วัด! โอย…

บ่อนป๊อกเด้งยังปิดเงียบเชียบมาจนเดี๋ยวนี้…แต่ป้าน่ะเข็ดเรื่องเล่นไพ่ไปจนตายเลยค่ะ กลัวจะมีผีมาตามเข้าบ่อนน่ะซีคะ! บรื๊ออออ….

ผีหลุดนรก

เพื่อนๆ ที่อยู่หอเดียวกันต่างก็หัวเราะต่อกระซิก พากันออกไปเที่ยวสนุกหมดทั้งในเมืองแปดริ้วและบริเวณใกล้นิคมฯ ซึ่งมีทั้งร้านอาหารและร้านคาราโอเกะเต็มไปหมด…ผิดกับเมื่อก่อนที่บริเวณ นั้นมีแต่ไร่มันสำปะหลังกับไร่อ้อย แต่เดี๋ยวนี้ได้เปลี่ยนแปลงไปหมดแล้วตามความเจริญของนิคมฯ และมีคนมาอยู่อาศัยมากมาย

วรรณไม่ค่อยได้ออกไปเที่ยวสนุกเหมือนเพื่อนๆ คงเก็บตัวอยู่แต่ในห้องพักเป็นส่วนใหญ่…เงินทองที่ทำมาหาได้ก็ต้องเก็บส่ง ไปให้ครอบครัวที่ต่างจังหวัด เพราะมีภาระต้องเลี้ยงดูพ่อแม่และน้องๆ อีกหลายคน

เกือบเที่ยงคืนแล้ว แต่วรรณยังไม่นึกง่วงเหงาหาวนอนแม้แต่น้อยนิด

เธอออกมายืนที่ระเบียงตึกหอพัก ที่มีความสูง 6 ชั้น เธออยู่ชั้น 5 ห้องหัวมุมของตัวตึกพอดี!

เรื่องราวอันน่าอกสั่นขวัญแขวน ประสาทหลอนจนแทบหลุดเรื่องนี้ จะเกิดจากจิตอ่อนหรือวิญญาณหลอนก็ไม่อาจคาดเดาได้

เหตุสยองเกิดขึ้นในจังหวัดฉะเชิงเทรา ที่คนทั่วประเทศรู้จัก และเคยไปนมัสการกราบไหว้ขอพรจากหลวงพ่อพุทธโสธร อันเป็นที่เคารพนับถือสำหรับพุทธศาสนิกโดยทั่วไป

ไม่เฉพาะชาวแปดริ้วเท่านั้น ความเป็นพระคู่บ้านคู่เมือง ที่มาจากปาฏิหาริย์ในการมาสถิตที่วัดนี้ ทั้งสามองค์ได้ไปสถิตที่วัดต่างๆ ตามตำนานเล่าขานกันต่อๆ มาเช่น หลวงพ่อวัดบ้านแหลม, หลวงพ่อโตวัดบางพลีใหญ่ คุณผู้อ่านคงเคยไปนมัสการท่านมาแล้ว หลายๆ คนก็นับครั้งไม่ถ้วนอีกต่างหาก

เรื่องที่ผมจะเล่าต่อไปนี้เกิดขึ้นในนิคมใหญ่แห่งหนึ่งในจังหวัดฉะเชิงเทรา

นิคมอุตสาหกรรมนี้มีโรงงานผลิตรถยนต์ของค่ายต่างๆ มากมาย เป็นแหล่งผลิตรถยนต์เพื่อการส่งออกเป็นอันดับต้นๆ ของเมืองไทย

“วรรณ” เป็นเด็กสาวชาวอีสาน ที่มีโอกาสได้มาทำงานเป็นสาวโรงงานนี้ เธอพักอยู่ในหอพักของบริษัทในนิคมนั่นเอง

จนกระทั่งถึงวันเกิดเหตุ!

วันนั้นเป็นวันที่พนักงานทุกคนหน้าตาสดชื่นแจ่มใส เพราะเป็นวันที่ 25 ของเดือน นอกจากเป็นวันเงินเดือนออกแล้ว ยังเป็นวันพระขึ้น 15 ค่ำอีกด้วย

เมื่อมองไปทางซ้ายมือจะเห็นทิวเขาสูง 3-4 ลูกเรียงรายกันเป็นแนวยาว ราวกับจะเป็นฉากกั้นของนิคมฯ ทางทิศตะวันออก ภูเขาในฤดูฝนดูมีต้นไม้เขียวครึ้ม มองเห็นในเวลากลางคืนเดือนหงาย แสงจันทร์ขาวนวลสาดส่องให้เห็นค่อนข้างชัดเจน เพราะอยู่ไม่ไกลจนเกินไปนัก

เนื่องจากเป็นคืนเพ็ญ เดือนเต็มดวงลอยขึ้นเลยยอดเขามากแล้ว ท่ามกลางสายลมพัดหวีดหวิวฟังคล้ายเสียงใครคร่ำครวญล่องลอยมาจากที่ไกลๆ อากาศยามดึกหนาวเย็นจนแทบสะท้านไปถึงหัวใจ

ขณะที่ยืนมองทิวเขาและดวงจันทร์กลมโตอยู่นั้น…ทันใดร่างๆ หนึ่งก็โผล่พรวดขึ้นมาจากทิวไม้เหนือภูเขาทะมึน!

ร่างนั้นสูง ยาว ขาวโพลน สูงเด่นอยู่เหนือยอดไม้ แสงจันทร์ทำให้เห็นรูปร่างนั้นชัดขึ้น…ชัดขึ้นทุกที…

คุณพระช่วย! ขายาวโย่งเย่ง แขนยาวลงมาเลยเข่า หัวใหญ่โตมหึมา จนไม่น่าจะตั้งอยู่บนร่างสูงเพรียวผิดมนุษย์มนานั่นได้ พร้อมๆ กันนั้น…เสียงร้องหวีดแหลมไม่ผิดกับเสียงนกหวีดที่เป่าเต็มที่ ดังสะท้อนสะท้าน แหวกอากาศไปทั่วขุนเขายามดึกสงัด ประหนึ่งดังก้องมาจากนรกอเวจี!

วรรณตกใจสุดขีดแทบจะสิ้นสติ เนื้อตัวแข็งทื่อเหมือนกลายเป็นท่อนหินหนักอึ้ง ครั้นตั้งสติได้ก็นึกถึงคำสอนของแม่ที่ว่าให้สวดมนต์ก่อนนอน หรือทำบุญกุศลใดๆ ไว้ก็ตาม ให้กรวดน้ำแผ่ส่วนกุศลไปให้เจ้ากรรมนายเวรทุกครั้งไป

เมื่อนึกได้จึงรีบวิ่งเข้าห้อง และตั้งจิตสวดมนต์โดยที่เสียงกรีดแหลมน่าสยองนั้นยังดังมากระทบโสตประสาทอยู่ตลอดเวลา เวลาผ่านไปครู่ใหญ่ เสียงอุบาทว์นั้นจึงค่อยเงียบหายไป…

สยองสุดๆ

เรื่องสยองขวัญสุดขีดในชีวิตผมเกิดขึ้นเมื่อคืนวันอังคารที่ 18 ธันวาคมหยกๆ นี่เอง! คืนนั้นเจ้าหมงนัดแนะผมไปกินบุฟเฟต์ที่ห้องระเบียงทอง โรงแรมนารายณ์ สาเหตุคือเพื่อนถูกเลขท้าย 2 ตัว 72 ถึง 3 ใบ รับทรัพย์เหนาะๆ เกือบหกพันบาท แต่วันหวยออกงวดวันที่ 16 ตรงกับวันอาทิตย์ ได้เงินวันจันทร์ วันต่อมาก็นัดเลี้ยงเพื่อนซี้กันให้อร่อยปากลิ้น ข้อสำคัญคือเจ้าหมงทำงานอยู่สาทร ส่วนผมอยู่สีลมก็เลยนัดพบกันที่นั่น ห้องบุฟเฟต์เปิดหกโมงเย็น แต่เราไปจ๊ะเอ๋กันอีตอนผลักประตูกระจกแล้วจะเลี้ยวขวาขึ้นบันไดไปชั้นสอง แขกเริ่มทยอยกันมา เราได้ที่นั่งโต๊ะละสองคนข้างเคาน์เตอร์ของหวาน…แต่ตรงข้ามกับตู้โชว์เหล้าเบียร์พอดี สรุปว่าที่นั่นราคาเป็นกันเองคือหัวละ 700 บาท ไม่มีบวกกับบวกให้รุงรัง อาหารเด็ด คือหูฉลามกับปูม้านึ่ง ส่วนอาหารไทย จีน ฝรั่ง ญี่ปุ่นต้องถือว่าครบครัน…เราสั่งเบียร์มาล้างคอก่อนอื่นกะจ้อกันสารพัดเรื่อง เดี๋ยวๆ ก็ชวนกันลุกไปตักอาหารซะที สลับกับการมองดูเอ๊าะๆ ที่เพิ่งเดินเข้ามา หรือบิดสะโพกแด๊ะๆ ไปตักอาหารรอบใหม่ สาเหตุสำคัญก็เพราะคุณเธอนุ่งขาสั้นจุ๊ดจู๋ บางคนยังเดาะชุดกางเกงยืดสีสวยๆ โอ้อวดขาอ่อนขาวอล่องฉ่อง เข้าตำราสูงยาวเข่าดีเป๊ะ ส่วนสาวสวยที่นุ่งกระโปรงสั้นเต่อ แถมคับปึ๋งชนิดตอนก้มลงมองอาหารน่ะ…แหม! ชายกระโปรงถลกขึ้นไปหวิดถึงซับใน แล้วผ้าผ่อนแสนคับซะปานนั้น ใครเห็นเข้ามีหวังบังเกิดตาทิพย์มองทะลุเข้าไปชนิดถึงไหนเป็นถึงกัน! เฮ้อ… เดี๋ยวเจ้าหมงสะกิดผม เดี๋ยวผมทำสัญญาณให้หันมอง เพลิดเพลินเจริญใจไม่รู้ว่ากี่สิบครั้ง บางสาวก็ขยันเดินผ่านเราไม่หยุดหย่อน…เล่นเอาดวดเบียร์กันเหมือนซดน้ำเปล่างั้น แหละเอ้า! สรุปว่ามื้อนั้นครึกครื้นกำลังดีตอนที่ลงมายืนรอแท็กซี่กลับบ้านน่ะ นักท่องเที่ยวขวักไขว่อยู่ในแสงไฟส่องสว่าง ส่วนมากเป็นฝรั่ง รองลงมาคือจีนกับญี่ปุ่น…ขอให้มาเที่ยวบ้านเรากันเยอะๆ เถอะน่า ต้อนรับเขาดีๆ พวกนี้เอาเงินทองมาให้เรากันทั้งนั้น แต่เรากำลังมีปัญหา…แท็กซี่ไม่ยอมรับคนไทยจริงๆ ย่านนี้น่ะ! ขนาดเปิดไฟ “ว่าง” สว่างโร่ แต่ขับผ่านเราหน้าตาเฉย พอฝรั่งโบกมือถัดไปดันจอดเฉยเลย หลายๆ คันก็มีต่อรองเพราะคงเคยมาเมืองไทย กับคนที่หาข้อมูลมาดิบดี แต่สำหรับเราน่ะมีจอดถามจุดหมาย 2-3 คัน พอบอกว่าไปเมืองทอง แจ้งวัฒนะ คุณพี่ตบเกียร์ผาง บึ่งผ่านไม่แยแส นึกถึงคำประกาศของตำรวจว่า…แท็กซี่ว่างที่ไม่ยอมรับผู้โดยสารย่อมมีความผิดตามกฎหมายตั้งแต่ 1 ตุลาคมเป็นต้นไป…อยากจะหัวเราะให้มันชักดิ้นชักงอตายไปเลย รอขาแข็งราวครึ่งชั่วโมง แท็กซี่ว่างก็โฉบเข้ามา เจ้าหมงยัวะสุดขีด ชะโงกหน้าผ่านกระจกเข้าไป…แจ้งวัฒนะ! ไปไหมวะ? คนขับหนุ่มใหญ่หัวเราะคึ่กๆ ก่อนตอบ…ไปครับเจ้านาย! เฮ้อ! โล่งอกไปที…เราเอนหลังคุยกันถึงเรื่องมักง่าย ซี้ซั้ว แก้ปัญหาแบบขอไปทีเป็นประจำ ตั้งแต่คำถามว่าจะจับคนซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ไม่ใส่หมวกกันน็อก…คราวนี้ก็ลอยลมอีกแล้ว มัวแต่ฝอยกันจนไม่ได้ดูทาง มาเห็นแว่บๆ อีกทีก็เข้าแจ้งวัฒนะแล้ว มีเสียงร้องเฮ้ย! รถกระบะคันหน้าคล้ายจะพุ่งเข้าใส่ ขยายใหญ่มหึมา รถเราหักวูบพุ่งเข้าใส่เสาไฟฟ้าแทบมองไม่ทัน! สีเขียวๆ แดงๆ กระจายพรึ่บเต็มหน้า หัวใจผมคงหยุดเต้นตั้งแต่ได้ยินเสียงโครมสนั่นนั่นแล้ว…โลกทั้งโลกแตกกระจาย ความรู้สึกดับวูบไปพักใหญ่ ก่อนจะโงหัวขึ้นมานั่งจ้องมองมึนงง…เออ! รอดตายแฮะ! หันไปเห็นเจ้าหมงยักแย่ยักยันลุกขึ้นมายืน เดินโซเซมาฉุดผมลุกขึ้นได้สำเร็จ ไม่มีซากแท็กซี่ ไม่มีคนขับ ไม่มีใครไหนอื่นเลย นอก จากรถราบางตาที่ผ่านไปมารวดเร็ว…นี่ไงครับที่ผมบอกว่าถ้าโดนผีหลอกคนเดียวแล้วเอามาเล่า รับรองว่าไม่มีใครเชื่อเด็ดขาด ส่วนเหตุการณ์อุบาทว์นี่จะเกิดจากอะไรผมไม่ทราบจริงๆ แค่นี้ก็ขนหัวลุกแล้วครับ!

บ้านร้างผีสิง

ตอนเย็นราวๆ เกือบหกโมงเย็น พวกเด็กๆ ที่ตามผู้ใหญ่มางานศพคุณยายก็เล่นกันสนุกสนาน เล่นอะไรก็ไม่เล่น…ดูเถอะ ดันมาเล่นซ่อนแอบ! แต่จะว่าไปแล้วมันก็น่าเล่นนะคะเพราะต้นไม้เยอะ บางคนปีนขึ้นไปหลบบนต้นมะขาม บางคนซ่อนตัวอยู่ตามพุ่มดอกเข็ม เล่นแบบไม่กลัวผีลักซ่อนค่ะ!

พวกผู้ใหญ่บอกให้ไปตามกันกลับมาเถอะ มืดค่ำแล้ว เดี๋ยวจะตกน้ำตกท่ากันซะ พวกเรานักศึกษาจึงพากันไปตามเก็บเด็กๆ แสนซนเหล่านั้น

ปุ้ยเห็นเพื่อนๆ ต้อนมาได้หลายคน แต่ปุ้ยยังกังวลเลยเดินไปทางสระน้ำ

เสียงเทียบเวลาหกโมงเย็น และเพลงเคารพธงชาติแว่วมาแต่ไกล บรรยากาศสลัวลงอย่างรวดเร็วแต่ยังพอมองเห็นอะไรได้ชัดเจนอยู่ ปุ้ยเห็นเด็กคนหนึ่งนั่งเงียบๆ อยู่ใต้กอไผ่ แกอายุราว 6-7 ขวบ นุ่งกางเกงนักเรียนสีกากี ไม่ใส่เสื้อ ไม่ใส่รองเท้า ผมเกรียนเห็นหัวทุยน่ารัก…

สะดุดตาตรงที่ผิวแกดำมากนะคะ ดำจนดูมืดไปเลย!

ปุ้ยเดินเข้าไปนั่งข้างๆ แกแล้วถามว่า “มานั่งที่นี่ทำไมคะ ใกล้มืดค่ำแล้ว กลับไปที่งานกับพี่ดีกว่านะ”

ลมเย็นๆ พัดวูบ ยอดไม้สะบัดกิ่งใบเกรียวกราว ทำให้บรรยากาศยิ่งดูเยือกเย็น ชวนให้วังเวงบอกไม่ถูก รู้สึกหวาดระแวง ไม่ไว้ใจสรรพสิ่งที่อยู่รอบๆ ตัวเอาซะเลย

บ้านของบิ๊กมีบรรยากาศของชนบท เป็นบ้านเก่าครึ่งตึกครึ่งไม้หลังใหญ่โตอยู่ในพื้นที่หลายไร่ที่มีแต่ต้นไม้ เยอะแยะ อย่างมะม่วง ชมพู่ มะขาม ขนุนและพืชผักสวนครัวอีกมากมาย ที่ท้ายสวนที่สระน้ำกว้างขวางพอที่จะพายเรือเล่นได้สบาย

ในสระมีบัวสีชมพูด้วยค่ะ สวยมากๆ

ปุ้ยก็เล่าให้พวกเขาฟัง…

ในที่สุดปุ้ยก็รู้ว่า เด็กอู๋เป็นลูกคนงานของคุณยาย แกตกน้ำตายเมื่อปีก่อนนี่เอง!

ส่วนเสียงหญิงชราที่มาช่วยปุ้ย จะเป็นใครไปไม่ได้ ทุกคนเชื่อตรงกันทั้งนั้นว่าเป็นคุณยายของบิ๊กนั่นเองค่ะ

วันเกิดเหตุจำได้ว่าเป็นวันจันทร์ที่ 24 ธันวาคม อากาศที่อบอ้าวมานานเริ่มเย็นสบายทั้งวัน ปุ้ยชอบบรรยากาศแบบนี้จริงๆ เลย

ทันใดนั้นเอง!

เด็กน้อยหันมามองหน้าปุ้ยเชื่องช้า…บอกตรงๆ ว่าเล่นเอาปุ้ยขนลุกซ่าไปทั้งตัว เพราะอาการหันหัวของแกดูแปลกๆ เด็กน้อยหน้าคว่ำ ตาคว่ำ…แวบหนึ่ง ปุ้ยเห็นตาแกขาวโพลนไม่มีตาดำแต่พอปุ้ยกะพริบตา แกก็ดูเป็นปกติค่ะ

“อยากกลับบ้าน…? เสียงแกแหบโหยพิกล…คุณพระช่วย! ปุ้ยเพิ่งสังเกตว่าผิวแกน่ะไม่ได้ดำแบบผิวคนธรรมดาหรอกค่ะ แต่มันเป็นสีม่วงคล้ำ ช้ำเป็นจ้ำๆ ริมฝีปากของแกก็เข้มจนเกือบดำสนิท

ปุ้ยใจหายวาบ เด็กนี่ไม่ใช่คนแน่แล้ว!

ฉับพลันที่คิดอย่างนี้ แกก็ทำท่ากางมือจะโผเข้ามาหาปุ้ย…

ทันใดนั้น มีเสียงผู้หญิงแก่ๆ ดังมาจากไหนไม่รู้

“ไอ้อู๋! อย่ากวนพี่เขานะ กลับไปอยู่ในที่ของแกเดี๋ยวนี้!”

ไม่ต้องรอดูอะไรแล้วค่ะ ปุ้ยรีบลุกขึ้นวิ่งแน่บ หลับหูหลับตาวิ่งอย่างเดียว จนมีคนมาจับตัวกอดไว้และเขย่าแรงๆ ปุ้ยถึงได้สติ ใครต่อใครเข้ามากลุ้มรุมถามเสียงแซดว่าปุ้ยเป็นอะไร? เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือเปล่า?

รถจากนรก

มอเตอร์ไซค์กับรถตู้ราวกับจะกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิต ของคนกรุงเทพฯ ไปเสียแล้ว เพราะชีวิตที่รีบเร่ง ต้องการทั้งความสะดวกและรวดเร็ว… แม้ว่าจะไม่ต้องพึ่งรถตู้ แต่ดิฉันก็ต้องอาศัยมอเตอร์ไซค์รับจ้างที่ซอยบ้านในซอยลาดพร้าวต้นๆ ที่มักจะแล่นผ่านทางแยกหน้าบ้านดิฉันเพื่อไปส่งที่ป้ายรถเมล์ อาศัยซ้อนท้ายกลับบ้านในตอนใกล้ค่ำอีกด้วย

ดิฉันพบกับเรื่องสยองในตอนเช้า ถือว่ากลางวันแสกๆ เลยนะคะ!

เช้า นั้นอากาศเยือกเย็นยังแผ่ซ่านไปทั้งกรุงเทพฯ แต่คนทำงานก็ต้องลุกขึ้นมาอาบน้ำแต่งตัว หาอะไรรองท้องง่ายๆ แล้วรีบแจ้นออกจากบ้าน เพื่อไปซ้อนแมงกะไซค์ไปส่งปากซอยเหมือนเช่นทุกวัน
“หนูกำลังจะกลับบ้านพอดี เลยไม่ได้สวมเสื้อวิน…”

ได้ ยินเสียงเธอแว่วๆ ทำให้นึกอยู่ว่า แปลก…จะกลับบ้านแต่เช้า สงสัยคงออกมาตั้งแต่ตี 4 ตี 5 แน่ๆ เอ๊ะ! แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเสื้อวินด้วยล่ะ?

ชั่วระยะเวลาสั้นๆ ทำไมดิฉันคิดฟุ้งซ่านไปได้ตั้งหลายเรื่องก็ไม่ทราบ

ที่ แน่ๆ คือในซอยนั้นมีผู้หญิงขับมอเตอร์ไซค์รับจ้าง 2-3 คน แต่คนนี้ไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน…ถ้าเป็นตอนขากลับค่ำๆ คงจะน่าหวาดระแวงแน่ แต่นี่มันกลางวันแสกๆ

อ้าว? ถึงแล้ว! ดิฉันก้าวลงจากรถ มือหนึ่งล้วงกระเป๋ากระโปรงเพื่อหยิบเงิน ส่วนนัยน์ตาก็หันไปมองถนนว่ารถเมล์ที่เราจะขึ้นใกล้มาหรือยัง…ก่อนจะหันไป ส่งแบงก์ยี่สิบให้เธอ เพราะไม่มีเหรียญสิบบาทติดตัวมาด้วย…

วันรุ่งขึ้น ดิฉันก็ไปขึ้นรถหน้าบ้านที่จอดอยู่เหมือนวันก่อนๆ

ขณะ ที่ก้าวขึ้นนั่งก็ได้ยินเสียงมอเตอร์ไซค์ดังมาจากก้นซอย หันขวับไปมองก็แทบจะล้มแผละลงทันที เมื่อเห็นเธอผู้นั้นยิ้มระรื่นกับดิฉันคล้ายจะทักทาย… ก่อนจะห้อรถตะบึงไปทางปากซอยคล้ายจะหายวับไปกับตา

วันนั้นดิฉันไป จับไข้ในที่ทำงาน รุ่งขึ้นรีบตักบาตรอุทิศส่วนกุศลให้เธอ…วันต่อๆ มาก็ไม่ได้พบเห็นเธออีกต่อไป นึกแล้วขนลุกทุกทีเลยค่ะ!

คุณพระช่วย! ไม่มีรถคันนั้นอยู่แล้วค่ะ!!

เป็นไปไม่ได้…ดิฉันมองตามเข้าไปในซอยก็ไม่เห็นมอเตอร์ไซค์แม้แต่คันเดียว ไม่ว่าเพิ่งแล่นเข้าไปหรือจะวิ่งออกมา

ชั่วพริบตาเดียวแท้ๆ ทั้งรถทั้งคนหายวับไปดื้อๆ ได้ยังไง?

ที่ กำแพงติดกับปากซอยมีที่ว่างกำลังสร้างตึกแถวอยู่ ดิฉันเดินไปดูให้แน่ใจก็ไม่เห็นวี่แววของรถคันนั้นเลย…ขนลุกเกรียวขึ้นมา ดื้อๆ ปากคอแห้งผากจนต้องกระเดือกน้ำลายอึกใหญ่ ขาสั่นจนแทบจะเดินไปที่ป้ายรถเมล์ไม่ไหว

นี่มันเกิดนรกจกเปรตอะไรขึ้นมา?

อย่า ไปพูดถึงเรื่องเสี่ยงหรือไม่เสี่ยงเลยค่ะ ขนาดหมวกนิรภัยยังไม่มีสวมนี่คะ…ได้ยินว่าจะมีการบังคับให้สวมคนนั่งซ้อน ท้ายทุกคน ไม่งั้นจะโดนจับ โดนปรับ อยากหัวเราะให้ฟันหักจริงๆ โธ่! ถนนใหญ่อย่างลาดพร้าวน่ะลองไปดูซีคะว่าสวมหมวกกันหรือเปล่า?

เข้าเรื่องของเราดีกว่าค่ะ!

เช้านั้นแปลกมากที่ไม่มีมอเตอร์ไซค์จอดอยู่แถวหน้าบ้านซักคันเดียว

อ้อ! ลืมบอกไปว่าวินเขาอยู่ที่ปากซอยก็จริง แต่ตอนเช้าๆ จะมีมาจอด 2-3 คันเป็นประจำ เพื่อรอรับผู้โดยสารที่ต้องการใช้บริการหลายคน บางทีก็เป็นขาประจำ มีทั้งผู้ใหญ่และเด็กนักเรียน แต่เช้านั้นพวกเขาคงไปส่งคนที่ปากซอยกันหมด

เดี๋ยวก็คงมาละ น่า…นั่นไง! มาจริงๆ แต่เป็นผู้หญิงที่ชะลอรถมาจอด เพิ่งสังเกตว่าเธอสวมหมวกที่เปิดหน้า แถมไม่ได้ใส่เสื้อวินสีแดงด้วย…อารามรีบร้อนดิฉันก็บอกว่าไปปากซอย ทั้งๆ ที่ไม่จำเป็น…แล้วรีบซ้อนท้ายกอดสะเอวเธอเพราะเห็นเป็นผู้หญิงด้วยกัน

มอง ในแง่ดี…หรือว่าเธอจะรีบกลับบ้านตามที่บอกไว้ตอนแรก จนไม่สนใจเงินสิบบาท? หรือเธอแน่ใจว่าเราคงจะพบกันอีก แล้วดิฉันจะจ่ายเงินให้เธอเอง?

ช่าง เถอะ! ลืมเสียดีกว่า…ดิฉันตัดใจได้สำเร็จ จนถึงขากลับบ้านก็หวนนึกขึ้นมาอีก ทำให้มองหน้าคนขี่มอเตอร์ไซค์ 3-4 คนจนพบขาประจำ นึกจะถามเขาก็คิดได้ว่าเสียเวลาเปล่าๆ แถมไม่มีประโยชน์อะไรด้วยซ้ำ

พลังของขลัง

 

ลุงดั่นบอกว่าคนเล่นของจะไม่ยอมไปกินอาหารในงานศพ ถ้าไปงานศพกลับมาต้องรีบล้างหน้าด้วยน้ำมนต์ หรือน้ำแช่ใบทับทิม

ไม่กินผลไม้ เช่น มะเฟืองและละมุดเด็ดขาด เพราะถือว่าคล้ายคลึงกับอวัยวะเพศของสตรี แม้แต่น้ำเต้าก็ไม่กิน เพราะทั้งชื่อและลักษณะเหมือนทรวงอกผู้หญิง

ไม่ลอดราวตากผ้า ไม่ลอดใต้บันได เพราะเชื่อว่าจะทำให้ของเสื่อม

ถ้าเข้าส้วม (หรือเว็จ) ข้างๆ บ้าน แล้วมีใครมาตะโกนเรียกก็จะไม่ยอมขานรับเลย จนกว่าจะโผล่ออกมาแล้ว

ลุงดั่นมีห้องพระเล็กๆ อยู่ข้างห้องนอน แกเคยพาผมเข้าไปดูครั้งหนึ่งก็เห็นบรรยากาศดูทึบทึมน่ากลัว มีพระ บูชากับเทวรูป ตุ๊กตาเด็กสูงราวหนึ่งศอก ปิดทองแทบทั้งตัว…แกบอกว่าเลี้ยงกุมารทองไว้เฝ้าบ้านด้วย

“ถ้ามีใครคิดร้ายบุกเข้ามา กุมารทองของข้าก็จะจัดการมันเอง” แกบอกผมพร้อมเสียงหัวเราะ แต่แววตาดูเหี้ยมเกรียมน่าขนลุก

สมัยเด็กผมอยู่ อ.บ้านนา จ.นครนายก ได้พบเห็นเรื่องแปลกๆ เกี่ยวกับไสยศาสตร์ ส่วนมากเกี่ยวกับอยู่ยงคงกระพัน บ้างก็มีพระห้อยคอ บ้างก็มีตะกรุดหรือผ้ายันต์ติดตัว ที่แน่ๆ คือผู้ชายจะสักยันต์ต่างๆ กันทุกคนไป

ชาย ชราอายุห้าสิบเศษชื่อลุงดั่น มีอาชีพทำสวนผักอยู่ใกล้ๆ บ้านผม ลูกๆ แกเติบโตแยกย้ายกันไปหมดแล้ว อยู่กับเมียชื่อป้าแววเพียงสองคนตายาย เป็นคนเล่าเรื่องของขลังต่างๆ ให้ผมฟังหลายครั้ง โดยเฉพาะความเชื่อถือในกฎเกณฑ์เก่าๆ อย่างเคร่งครัดแทบไม่น่าเชื่อ

พ่อผมเล่าว่า เมื่อหนุ่มๆ ลุงดั่นเป็นนักเลงใหญ่ ก่อศัตรูไว้มากมาย แม้ว่าต่อมาแกจะวางมือ หรือ “ถอดเขี้ยวถอดเล็บ” แล้ว แต่ก็ไม่แน่ว่าพวกศัตรูเก่าๆ ยังจะอาฆาตจองเวรอยู่หรือเปล่า? ด้วยเหตุนี้เอง ลุงดั่นจึงต้องระวังตัวอยู่ตลอดเวลา

คืนหนึ่งก็เกิดเหตุร้ายขึ้น เมื่อชาวบ้านได้ยินเสียงคล้ายสัตว์ขู่คำราม ระคนกับเสียงเด็กแผดร้องโหยหวน ตามด้วยเสียงแช่งด่าของลุงดั่น…จนกระทั่งเสียงน่ากลัวต่างๆ เงียบหายไป พวกเราจึงจุดไฟออกไปดู

ภาพที่เห็นทำให้ตกตะลึงไปตามๆ กัน!

สิ่งที่ทำให้เพื่อนบ้านขนหัวลุกก็คือ ตอนดึกๆ เมื่อลุงดั่นขึ้นไปนอนแล้ว มักมีเสียงหมาหอนโหยหวน ดังเยือกเย็นเข้าไปถึงหัวใจ…หลายๆ คนโผล่หน้าต่างดูก็เห็นป้าแววเดินเลาะอยู่ริมรั้วไม้ไผ่ที่มีสายสิญจน์ล้อม รอบ พลางร่ำไห้สะอึกสะอื้นก่อนจะเดินหายลับไปทางป่าช้า

อีกราวเดือน เศษ ลุงดั่นก็นอนหลับไปตลอดกาล ไม่ปรากฏว่ามีบาดแผลใดๆ เลย คนลือกันว่าป้าแววหาโอกาสเข้าไปในบ้านจนได้ บางคนก็เชื่อว่าเป็นฝีมือของศัตรูเก่า เข้าทำนอง “เหนือฟ้ายังมีฟ้า” คนเล่นของอย่างลุงดั่นจึงปิดตำนานลงเพียงนี้เอง!

ลุงดั่นนุ่งกางเกงขาก๊วยตัวเดียว หน้าอกกับแผ่นหลังพราวด้วยลายสักยันต์ มือถือดาบยืนจังก้าอยู่ที่หัวบันได สายลมพัดยอดไม้ดังซู่ซ่าเกรียวกราว ฟังเหมือนเสียงใครกลุ่มหนึ่งกำลังหัวเราะครืนอย่างเย้ยหยัน

“มาฆ่ากูซีวะ ไอ้เดนนรก! เมียกูไปทำอะไรให้มึง ไอ้หน้าตัวเมีย…รังแกผู้หญิงไม่มีทางสู้”

เพื่อนบ้านช่วยกันปลอบโยน ลุงดั่นโยนดาบทิ้ง นั่งซบหน้ากับฝ่ามือสะอื้นฮัก…เมื่อเข้าไปในห้องก็ผงะหน้าไปตามๆ กัน

ป้าแววนอนหงายลืมตาโพลง เลือดท่วมตัว ใบหน้าและทรวงอกมีริ้วรอยเหมือนถูกกรงเล็บสัตว์ฉีกเหวอะหวะอย่างน่า สยอง…ใกล้ๆ กันนั้นมีร่างของตุ๊กตาที่เรียกกันว่ากุมารทอง คอขาด แขนขาหักรุ่งริ่งแทบกลายเป็นเศษดินด้วยซ้ำไป!

ไม่ต้องบอกก็รู้กันดีว่า ศัตรูเก่าของลุงดั่นตามมาอาฆาตจองเวรอย่างไม่ลดละ…แม้ว่าจะทำร้ายลุงดั่น ไม่ได้ เมีย ของแกก็ต้องรับเคราะห์แทน

เมื่อเผาศพป้าแววแล้ว ลุงดั่นก็หาสายสิญจน์มาล้อมบ้านไว้ ตอนกลางคืนก็ถือดาบลงไปเดินวนเวียนรอบบ้าน ด้วยความหวาดระแวงว่าจะถูกศัตรูปองร้ายอีกครั้ง

 

ชาติหน้ามีจริง

Ghostผีมีอำนาจแม่เหล็กไฟฟ้าจึงถูกบันทึกภาพได้ อย่าว่าแต่ถ่ายรูปเลย การมีพลังเช่นนี้อาจจะทำได้ถึงขนาดออกแรงเปิด-ปิดประตูหน้าต่าง หรือทำให้วัตถุเคลื่อนที่ แม้แต่การส่งเสียง ส่งกลิ่น ก็ต้องใช้พลังในกรณีนี้เช่นกัน

ถามว่า ฟิสิกส์ของผี วิญญาณ หรือผู้ไร้ร่างกายคืออะไรกันแน่?

นัก วิทยาศาสตร์ได้ตั้งทฤษฎีไว้หลายอย่าง เช่น ข้อแรกเขาว่า เหตุการณ์บางอย่างที่เราคิดว่าเป็นผี แท้จริงคือพลังจากสิ่งของ หรือผู้คนที่กระจายผ่านทะลุมิติแห่งกาลเวลา ในระยะเวลาพิเศษเป็นช่วงสั้นๆ

ภาพที่เห็นอาจจะมาได้ทั้งจากอดีตและอนาคต!

ทฤษฎี ที่สอง เขาว่าสิ่งที่เราเห็นและคิดว่าผี คืออำนาจของพลังแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีอยู่เป็นปกติในสิ่งของและคนเรา บางครั้งพลังดังกล่าวก็ถูกบันทึกไว้ในบรรยากาศแล้วปรากฏเป็นภาพเมื่อสิ่งแวด ล้อมเหมาะสม เหมือนกับการบันทึกเทปเพลงหรือวิดีโอ

ร่างกายอาจจะดูเหมือนถูกทำลายโดยสิ้นเชิง แต่ความจริงแล้วไม่ใช่เลย!
เมื่อ วิทยาศาสตร์และไสยศาสตร์กลับมารวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ใครจะรู้…สิ่งนี้อาจเป็นก้าวแรกของวิทยา การชั้นสูง ที่จะนำมนุษย์ออกไปสู่จักรวาลอันยิ่งใหญ่ไพศาลเป็นผลสำเร็จก็ได้!
ใน ขณะที่กระแสแม่เหล็กไฟฟ้าซึ่งเคยทำให้คนเราคิดได้ พูดได้ สัมผัสได้เมื่อครั้งยังมีชีวิต ก็ยังคงอยู่ ไม่ว่าเราจะเรียกกระแสนั้นว่าอะไรก็ตามแต่…จะเป็นดวงจิต, ผี, เจตภูต หรือวิญญาณ

ทฤษฎีสุดท้ายนั้นน่าสนใจไม่ใช่น้อย

เมื่อใดก็ ตามที่วิทยาศาสตร์ยอมรับ หรือพิสูจน์ได้ว่า เรื่องผีที่จริงแล้วเป็นเรื่องอธิบายได้ และมีความเกี่ยวข้องเป็นปกติ อันเป็นวงจรของชีวิต เมื่อนั้นก็เท่ากับว่าวิทยาศาสตร์ได้ไขความลับที่อยู่คู่โลกมาตั้งแต่พื้น พิภพนี้มีมนุษย์

หากคนเรายอมรับเรื่องวิญญาณ การเวียนว่ายตายเกิด และผลแห่งพลังของความดี-ความชั่ว โลกเราและการดำเนินชีวิตจะต้องเปลี่ยนแปลงไปอย่างคาดไม่ถึง
เช่น เรายังฟังเสียงเพลงของสุนทราภรณ์ หรือบุษยา รังสี ได้ แม้เขาและเธอจะล่วงลับไปแล้วก็ตาม

เมื่อ เปิดเทป (หรือซีดีในปัจจุบัน) ดูพวกเขาในทีวี ก็ไม่ได้หมายความว่าเรากำลังถูกผีหลอก แต่เรากำลังดูอำนาจแม่เหล็กไฟฟ้าของเขาที่ถูกบันทึกไว้นั่นเอง!

ทฤษฎี ที่สาม เขาเชื่อว่าวิญญาณมีจริง และล่องลอยอยู่ระหว่าง “ชีวิตในภพนี้กับชีวิตในภพหน้า” พวกเขากำลังรอการเวียนว่ายตายเกิด ซึ่งจะมีขึ้นอีกครั้ง…และอีกครั้งโดยไม่รู้จบสิ้น

การปรากฏของ ผี อาจมีสาเหตุจูงใจมาจากความเป็นห่วง หวงสมบัติ ความรัก อาลัยอาวรณ์ อาฆาตพยาบาท หรือแม้แต่พยายามกลับมาเพื่อแก้ปัญหา แก้ความข้องขัดใจที่ยังค้างคาอยู่ก็เป็นได้

แม้แต่การที่ไม่ยอมรับ และไม่รู้ว่าตัวเองได้ตายไปแล้ว ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผีปรากฏตัวได้

อย่าง ไรก็ตาม เขามีทฤษฎีที่สี่ ซึ่งเกี่ยวข้องกับวิทยา ศาสตร์เป็นอย่างมาก คือวิทยาศาสตร์สอนว่า วัตถุต่างๆ ในโลกไม่มีวันสูญหาย หรือสาบสูญไปไหน ถ้าเช่นนั้นเมื่อคนเราตายไป ร่างกายและลมหายใจ เลือดเนื้อทั้งมวลก็กลับคืนสู่สภาวะ ดิน น้ำ ลม ไฟ