blood

10 entries have been tagged with blood.

การพนันเมืองผีโหง

จู่ๆ ก็มีเสียงดังขึ้นใกล้ๆ เล่นเอาหวิดสะดุ้ง หันไปเห็นสาวผมยาวในชุดสีดำ แสงสลัวและวูบวาบจากจอทำให้เห็นใบหน้าสะสวยพอใช้ อายุมากกว่าผมนิดหน่อย กำลังนั่งข้างๆ พร้อมกับชะโงกหน้ามายิ้ม นัยน์ตาเป็น ประกาย…อดสงสัยไม่ได้ว่าเธอเข้ามาหาผมจากตรง ไหนกัน?

ขณะที่ผมกำลัง อึกอัก เธอก็ยิ้มมุมปาก เอื้อมมือมาวางบนโคนขาผมพลางบีบเบาๆ ก่อนจะเลื่อนขึ้นมาช้าๆ แล้วก็เอนศีรษะอิงไหล่ผมจนได้กลิ่นกรุ่นจากสาบสาว ทำให้ผมใจเต้นแรงกว่าเดิม

รู้อยู่เต็มอกว่าเธอเป็นผู้หญิงอย่างว่า มาคอยล่าเหยื่อในโรงหนัง พวกเพื่อนๆ เคยเล่าให้ฟังมาแล้ว ผมเคยเห็นก็จริง แต่ยังไม่เคยโดนจู่โจมจนถึงตัวอย่างนี้มาก่อนเลย

ด้วยความที่ไม่อยาก ให้เธอว่าตัวเองคือไก่อ่อน ทำให้ผมนั่งเฉยราวกับเจนจัดมามาก เธอชมว่าผมรูปหล่อ อยากมีแฟนหน้าตาอย่างนี้…ก่อนจะลงเอยว่าเราไปหาความสุขกันดีกว่า!

ผมทำเป็นใจกับภาพพิศวาสในจอ ถามยิ้มๆ ว่าไม่คิดเงินใช่มั้ย?

เธอทำท่าออเซาะ บอกว่าขอสองร้อยเอง ผมนิ่ง แต่ใจเต้นแรงยิ่งขึ้นเมื่อเธอใช้มือกระตุ้นอารมณ์ชายอย่างช่ำชอง

ใน ที่สุดเธอบอกว่าร้อยเดียวก็ได้ แล้วจัดการกับซิปกางเกงผม ผมรีบปัดมือเธอออก เธอพึมพำว่างั้นก็ไปห้องน้ำ แล้วออกเดินนำหน้าผมที่ลุกเดินตามไปอย่างว่าง่าย…ในตัวผมมีเงินอยู่ร้อย บาทเศษๆ เท่านั้นเอง

 

ตอนนั้นหนังเอ็กซ์หนังอาร์กำลังฮิต ค่าเช่าวิดีโอก็ปาเข้าไปม้วนละ 50 บาทในยุคแรกๆ เสาร์อาทิตย์ผมมักจะแวบไปดูหาประสบการณ์บ่อยๆ ยอมรับว่าใจยังไม่ถึงอย่างพวกเพื่อนๆ ที่เข้าไปดูทั้งชุดนักเรียนเลย กลัวสารวัตรนักเรียนจับได้อย่างจับเด็กโดดเรียนเล่นเน็ตในสมัยนี้…เดี๋ยว พ่อตีตาย!

วันนั้นสบโอกาส ผมก็ออกจากบ้านไปเดินเที่ยวห้างเมอร์รี่คิงส์ก่อน ดูนั่นดูนี่พอเพลินๆ ใจ พอราวบ่ายสองโมงก็มุ่งหน้าไปโรงหนังที่หมายตาไว้เมื่อวาน เป็นหนังฝรั่งทั้งสองเรื่องเลย

คนดูค่อนข้างบางตา อาจจะเป็นเพราะฉายมาหลายวันแล้วก็ได้ ผมเลือกที่นั่งห่างจากคนอื่นๆ จะได้ดูสบายๆ มีสมาธิเต็มที่

ก็เป็นหนังเรตอาร์ธรรมดา แต่ทำให้วัยรุ่นอย่างผมใจเต้นแรงได้เอาการ

ผมดูหนังบ้าง ดูคนอื่นๆ บ้าง ทุกคนดูคล้ายไม่สนใจนัก แต่บางคู่ก็มีกอดจูบและอาจจะลูบคลำกันบ้าง อันที่จริงผมก็เคยเห็นมาหลายครั้งแล้ว แต่ทำไมถึงใจเต้นผิดจังหวะทุกครั้งก็ไม่รู้ซีครับ?

“พี่ๆ มาคนเดียวเหรอ?”

 

ใจจริงอยากรู้มากกว่า ว่าเสียงเล่าลือที่ฟังมามากถึงเรื่องแบบนี้ในโรงหนังจะเป็นยังไง?

ในห้องน้ำชายมีกลิ่นไม่สะอาดเลย แต่ก็ไม่มีคนอื่นๆ เลยเช่นกัน!

“ขอเข้าส้วมแป๊บนึงนะพี่” เธอบอกยิ้มๆ เพิ่งสังเกตว่าเธอนุ่งกระโปรงสั้น สวมเสื้อยืดคอกลม รูปร่างเล็กบางแต่ก็สมส่วนพอใช้ ผมพยักหน้าส่งเดช แต่ใจเต้นระทึก คอยเหลียวมองว่าจะมีใครเข้ามาหรือเปล่า?

จะทำยังไง? ที่ไหน?

พักใหญ่ๆ แล้วเธอก็ยังไม่ออกมา คล้ายกับว่าจะหายสาบสูญเข้าไปในนั้นเลย กลิ่นสกปรกฉุนเฉียวแสบจมูก ขณะที่อากาศเย็นเฉียบกว่าเดิมจนขนลุกซ่า ยิ่งทำให้ผมกระสับกระส่ายมากขึ้น…กลัวว่าคนอื่นจะโผล่เข้าเมื่อไหร่ก็ไม่ รู้ ไม่ว่าจะมาคนเดียว หรือควงกันมาเป็นคู่อย่างผมกับเธอ…

เงียบกริบ ไม่มีสุ้มเสียงอะไรเลย!!

เธอเข้าห้องน้ำริมสุดด้านใน อีก 3-4 ห้องแง้มประตูไว้ ผมชักอึดอัดมากขึ้นเพราะต้องยืนรอแกร่วนานเกือบสิบนาทีแล้ว อดรนทนไม่ไหวเลยร้องถามเข้าไปว่า…เสร็จรึยัง ทำไมเข้าไปนานจัง เดี๋ยวไม่คอยแล้วนะ…

คำตอบคือความเงียบ ผมสุดจะทนแล้ว ตัดสินใจก้าวเข้าไปเคาะประตูเบาๆ แต่มันเปิดผลัวะเข้าไปบัดดล!

นรกเป็นพยาน! ในนั้นมีแต่ความว่างเปล่า ผมรู้สึกคล้ายโดนตีเข้าตรงแสกหน้าจังๆ ม่านตาพร่าพราย ร้องเฮ้ย…! ออกมาคำเดียวก็เผ่นออกจากห้องน้ำนรกจกเปรตนั่นราวกับลมพัด หัวใจเต้นระทึกเหมือนจะแตกทำลายไป

เด็กส่องไฟวิ่งมาที่หน้าประตู เราชนกันจังๆ เขาคว้าแขนผมไว้ได้ทันท่วงทีก่อนจะเสียหลักล้มลงไป แล้วร้องออกมาว่า… เอาอีกแล้วเรอะเนี่ย?

ผมเผ่นกลับบ้านตัวสั่น เข้าห้องปิดประตูยังใจเต้นโครมคราม มือตีนเย็น รู้สึกหนาวๆ ร้อนๆ คล้ายจะเป็นไข้…ประสาทกินจนหวาดระแวงห้องน้ำนอกบ้านทุกแห่ง มาตั้งเกือบปีกว่าจะหาย

ตั้งแต่วันนั้นมาจนถึงวันนี้ยี่สิบกว่าปีแล้ว ผมยังไม่เคยเข้าโรงหนังชั้นสองอีกเลยครับ!

ที่มีของ

เรื่องราวของ “ผีตาฮก” เป็นคำตอบที่ชัดเจนอย่างยิ่งเลยละครับ ท่านที่เคารพ

ตาฮกเป็นคนหาปลาในย่านนั้น วันเกิดเหตุแกก็ไปทอดแหหาปลากับลูกชายตามปกติ โดยแกเหวี่ยงแหลากลงไปในแถวถิ่นปลาชุม ลูกชายเป็นคนถือท้าย

วันเกิดเหตุ สองพ่อลูกก็ไปหาปลาตามเคย!

พอ ตาฮกเหวี่ยงแหโครม ก่อนจะลากขึ้นเรือ…ปรากฏว่าพญากุมภีล์ตัวยาวหลายวาก็ทะลึ่งพรวดขึ้นมาอ้า ปากกว้าง งับผางเข้ากลางลำตัวคนชะตาขาดผู้ยังตะลึงงัน แล้วโดดผึงตึงตังลงน้ำเสียงโครมคราม สะท้านสะเทือนจนลูกชายตาฮกตกใจแทบจะตกน้ำตายไปอีกคน

ผีตาฮกดุร้ายสาหัสเพราะแกตายโหงน่าสยดสยองเหลือหลาย!

แม่ ผมเล่าว่าตอนดึกๆ ชาวบ้านใกล้เคียงแกไม่เป็นอันหลับอันนอน เพราะเสียงตึงตังโครมครามเหมือนแผ่นกระดานตีกันดังสนั่น คนที่ได้ยินก็พากันขนลุกขนพองด้วยความสยดสยองไปตามๆ กัน

วันนี้จะเล่าเรื่อง “ศาลเจ้าพระยา” ที่หน้าวัดท่าข้ามสู่กันฟังครับ

ที่นั่นอยู่ใน อ.พุนพิน จ.สุราษฎร์ฯ บ้านเกิดเมืองนอนของผมเอง มีเรื่องราวน่าขนหัวลุกหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นแม่น้ำตาปี ที่ขึ้นชื่อลือชาว่าจระเข้ชุกชุมนักหนาในอดีต แถมเรื่องของโจรผู้ร้ายฉกาจฉกรรจ์ รวมทั้งเรื่องฆ่าฟันกันชนิดไม่ปรานีปราศรัยของคนที่แตกต่างกันในลัทธิอีก ต่างหาก

นั่นคือตอนหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม อันน่าขนพองสยองเกล้า แถบถิ่นนั้นกลายเป็นพื้นที่สีแดงที่เจ้าหน้าที่ของบ้านเมืองก็ทำอะไรมากไม่ ได้หรอกครับ

โดยเฉพาะเรื่องราวแถวย่านวัดท่าข้าม ที่พวกเรานิยมเรียกกันว่า “วัดหัวแหลม”

สาเหตุก็คือ วัดนั้นตั้งอยู่ตรงหัวมุมที่แม่น้ำตาปีมาบรรจบกับแม่น้ำพันดุง หรือเรียกตามภาษาทางการว่า “แม่น้ำคีรีรัฐ” ก่อนจะไหลลงสู่ทะเลระยะทางราว 20 กิโลเมตร

สมัยนั้นเป็นทั้งถิ่นนักเลงโตที่ทางการทำอะไรไม่ได้ ตอนหลังต้องใช้วิธีเกลือจิ้มเกลือ โดยแต่งตั้งหัวหน้าใหญ่ให้เป็นกำนันซะเลย เพราะไหน จะเป็นพื้นที่สีแดงอย่างที่ว่า จนมีการฆ่าแกงกัน ดุเดือดเลือดพล่าน…

ประจักษ์พยานคือมีศพลอยน้ำมาตามแม่น้ำทั้งสองสาย ผ่านวัดหัวแหลมแทบไม่เว้นตะละวัน!

ทุกศพล้วนแต่มีร่องรอยโดนยิงโดนฟัน หรือโดนแทงมาทั้งนั้นแหละ ไม่ใช่ว่าตกน้ำตายธรรมดาๆ เสียที่ไหนเล่า

“ศาลเจ้าพระยาท่าข้าม” ที่ว่านั้น เชื่อถือกันมาตั้งแต่ครั้งปู่ย่าตายายว่าเป็นที่สิงสถิตของพญาชาละวัน หรือจระเข้ยักษ์ผู้เป็นใหญ่แห่งลุ่มน้ำตาปี มีถ้ำอยู่ใต้น้ำ อิทธิฤทธิ์สูงส่งน่าเกรงขามครั่นคร้ามเป็นยิ่งนัก เรียกขานกันอีกแบบหนึ่งว่า “ศาลเจ้าพญาท่าข้าม” ซึ่งหมายถึงพญาจระเข้นั่นเอง

จระเข้ชุกชุมขนาดขึ้นมานอนเกยตลิ่งอาบ แดด เป็นประจักษ์พยานอันดีว่าที่นั่นมีชาละวันชุกชุมปานใด!

เปรียบเทียบให้เห็นภาพว่า เรือที่ขึ้นล่องในยุคนั้นต้องทำลูกกรงล้อมประทุนไว้แม้แต่คนแจวเรือก็ต้อง เอาไม้ไผ่มาล้อมคอกไว้ เพื่อป้องกันจระเข้ไม่ให้พุ่งพรวดจากใต้น้ำ โดดโผงผางขึ้นมาขย้ำกลางตัว ลากลงไปเป็นเหยื่อได้ง่ายๆ

หลายๆ คนในภาคอื่นเคยกังขาว่าจระเข้ลุ่มตาปีดุร้ายฉกาจฉกรรจ์ถึงปานนั้นเชียวละหรือ?

เท่านั้นยังไม่พอ!!

ตอนกลางวันแสกๆ เสียงอุบาทว์นั่นก็ดังขึ้นอีกหลายครั้ง แม่เล่าว่าชาวบ้านพากันแห่ไปดูก็เห็นกระดานท้องเรือของตาฮกกระดกขึ้นมาทุก แผ่น แล้วฟาดปังๆ ลงไปเหมือนมีใครจับกระแทกกระทั้นให้เห็นคาตา…

รายการนี้เล่นเอาคนขวัญอ่อนเป็นลมเป็นแล้งไปหลายราย!

เมื่อราวๆ สามสิบกว่าปีมาแล้ว ชาวบ้าน สร้างศาลเจ้าพระยาท่าข้ามไว้ที่หน้าวัดหัวแหลม…เมื่อความเจริญแผ่กระจาย เข้ามาเรื่อยๆ ก็เหลือแต่เรื่องราวน่าขนหัวลุกไว้เล่าสู่กันฟังเท่านั้นครับ

คืนอาถรรณ์

นักจิตวิทยาพบว่า ในบางคนจะมีโอกาสที่จะเกิดอุบัติเหตุหรือล้มป่วยในวันศุกร์ที่ 13 ซึ่งมีการให้เหตุผลเอาไว้ว่าเป็นเพราะบางคนรู้สึกวิตกจริตเป็นอย่างมากในวัน ศุกร์ที่ 13 โดยทางศูนย์จัดการความเครียดและสถาบันอาบำบัดการกลัวในเมืองแอชวิลล์ มลรัฐนอร์ทแคโรไลนา ประเมินว่าในแต่ละครั้งที่มีวันศุกร์ที่ 13 สหรัฐอเมริกาต้องสูญเสียทางเศรษฐกิจเป็นเงิน 800 – 900 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ทีเดียว เพราะว่าประชาชนบางคนไม่กล้าเดินทางไปไหนและไม่กล้าแม้แต่จะไปทำงาน

ว่า กันว่าความเชื่อที่ว่าถ้าวันศุกร์เกิดไปตรงกับวันที่ 13 ของเดือนใดก็ตามแล้ว จะกลายเป็นวันแห่งความโชคร้ายนั้นเป็นความเชื่อของชาวตะวันตก โดยต้นตอแห่งความเชื่อนี้มาจาก อาหารมื้อสุดท้ายของพระเยซู (The Last Supper) โดยเชื่อกันว่าในอาหารมื้อนั้นมีผู้ร่วมรับประทานอาหารกับพระองค์ 13 คนก่อนที่พระองค์จะถูกนำตัวไปตรึงบนไม้กางเขนใน วันศุกร์ประเสริฐ (Good Friday)

ในขณะที่มีอีกความเชื่อหนึ่งกล่าวว่าวันศุกร์ที่ 13 ตุลาคม 1307 เป็นวันที่พระเจ้าฟิลิปที่ 4 แห่งฝรั่งเศส ทำการจับกุมตัวบรรดาอัศวินเทมพลาร์ชาวฝรั่งเศสจำนวนหลายร้อยคนไป ก่อนจะนำตัวไปทรมานและสังหาร เพื่อนำทรัพย์สินของพวกเขามาเป็นของฝรั่งเศส

จน ทำให้เกิดโรคกลัววันศุกร์ที่ 13 มีชื่อเรียกว่า Paraskavedekatriaphobia หรือ paraskevidekatriaphobia หรือfriggatriskaidekaphobia ซึ่งเป็นอาการหนึ่งของโรค triskaidekaphobia คือ โรคกลัวหมายเลข 13

และ ที่มาที่ทำให้วันศุกร์ 13 กลายเป็นวันโชคร้ายไปทั่วนั้นน่าจะมาจากภาพยนตร์สยองขวัญอย่าง ศุกร์ 13 ฝันหวาน หรือ “Friday the 13th” ซึ่งเรื่องเกี่ยวกับฆากรต่อเนื่องในสหรัฐอเมริกา ซึ่งตัวเอกของเรื่องมีเอกลักษณ์เด่นคือการสวมหน้ากากฮ็อกกี้ เพื่อปกปิดใบหน้า ก่อนทำการฆาตกรรมเหยื่อ

สำหรับความเชื่อเรื่อง ศุกร์ 13 เป็นวันไม่ดีนั้นส่วนใหญ่จะเชื่อกันในหมู่ชาวตะวันตกเสียเป็นส่วนมาก ซึ่งเรื่องแบบนี้นั้นถือเป็น

เสียงจากขุมนรก

ผมได้ห้องพักติดกับพี่ชาญในเรือนไม้เตี้ยๆ ค่อนข้างเก่า มีพืชผักสวนครัวอยู่ด้านหลัง มองไปรอบๆ เห็นแต่ต้นยางสูงทะมึนรายรอบ ถัดไปเห็นยอดเขาสีเทาด้านหลังอยู่ลิบๆ ห่างไกลจากแสงสีแบบเมืองหลวงโดยสิ้นเชิง หงอยเหงาเปล่าเปลี่ยวทั้งกายใจน่าดู

หลังจากเจ้าอู๋ขับรถจากไป ผมก็อาบน้ำอาบท่ามาช่วยพี่ชาญหุงข้าวต้มแกงกินกัน มีต้มยำปลากระป๋องรสแซบกับผัดบวบใส่ไข่แค่สองอย่าง แต่ยามเหน็ดเหนื่อยหิวโหยก็เหมือนได้กินอาหารทิพย์

พี่ชาญเป็นคนพูด น้อย แต่ยังอุตส่าห์อธิบายให้ความรู้ว่าต้นยางพวกนี้จะเริ่มให้น้ำยางเมื่ออายุ 7-8 ปี แต่คนใจร้อนเพราะร้อนเงินมักจะกรีดยางเมื่ออายุ 7 ปี ถ้าปล่อยไปจนถึง 8-9 ปีจะได้ผลดีกว่า จนกระทั่งอายุราว 30 ปีก็โค่นทิ้ง ขายเหมาไปได้เงินเป็นกอบเป็นกำสำหรับเริ่มลงมือปลูกกล้ายางกันใหม่

ตอนนั้นยางราคาดีครับ ยางแผ่นกิโลกรัมละ 40-50 บาท ยังไม่ทะลุดทะลาดลงมาเหลือแค่ 20-30 บาทจนเจ๊งกันเป็นทิว จนต้องตัดต้นยางทิ้งแล้วหันไปปลูกผลไม้อย่างเงาะ ลองกอง แล้ว กลับมาแพงลิ่วในระยะหลังๆ จนพุ่งไปถึง 100 กว่าบาทอย่างที่รู้ๆ กันอยู่

ใครมีต้นยาง 1,000 ต้น แค่รองน้ำยางได้ต้นละ 4-5 บาทก็เท่ากับรับทรัพย์เหนาะๆ วันละ 4-5 พันบาทแล้ว ไม่นับตอนกรีดยางได้เป็นกอบเป็นกำอีกต่างหาก

เจ้าอู๋ขับรถปิกอัพเข้าสวนยางไปไกลโขจนถึงบ้านพักหัวหน้าคนงานวัยสี่สิบเศษ ชื่อ พี่ชาญ หน้าเข้ม ร่างสูงใหญ่กำยำสมหน้าที่ แต่อัธยาศัยใจคอน่ารัก โดยฝากฝังให้ผมอยู่กินที่นั่นเลย ถึงเวลาก็จะมีรถเสบียงมาส่งอาหารให้เรียบร้อย

ถึงแม้จะไม่เคยทำงานในป่าดงหรือไร่สวนมาก่อน แต่เมื่อถึงคราวจำเป็นก็ต้องลองสู้กับมันสักตั้ง จะไหวหรือไม่ไหวเดี๋ยวก็รู้เองละน่า!

 

ผมเจอะเจอเรื่องขนหัวลุกตั้งแต่คืนแรกเลยครับ!

คืนนั้นหัวถึงหมอนก็หลับทันที…คิดว่าคงหลับไปนานโขแบบหลับสนิท หลับลึกจนไม่น่าจะตื่นง่ายๆ แต่ก็ลืมตาตื่นขึ้นมานอนนิ่งๆ ด้วยความสงสัยตัวเอง…จนกระทั่งได้ยินเสียงแปลกประหลาดดังอยู่ข้างๆ เรือนพักนั่นเอง

คุณพระช่วย! เสียงสะอื้นเบาๆ ดังขึ้นมาแทนที่ ก่อนจะดังขึ้นทุกที จนรู้แน่ว่าเป็นเสียงผู้หญิง…ส่วน จะดังมาจากไหนไม่สามารถจับได้ นอก จากจะรู้แต่ว่าดังมาจากใกล้ๆ บ้านพักเท่า นั้นเอง

จากเสียงหัวเราะกลายเป็นเสียงผู้หญิงสะอึกสะอื้น ฟังแล้วขนลุกซ่าไปทั้งตัว ปากคอแห้งผากเหมือนกลืนทรายเข้าไปหนึ่งกำมือ!

ผม กระเดือกน้ำลายอย่างช่วยไม่ได้ หายง่วงเป็นปลิดทิ้ง เหลียวซ้ายแลขวาอยู่ในความมืดสลัว นึกจะออกไปเคาะประตูเรียกพี่ชาญก็เกรงใจ…แกอาจจะกำลังหลับสนิทอยู่ก็เป็น ได้

หรือจะเป็นโจรผู้ร้าย?

เสียงเด็กกลุ่มหนึ่งหัวเราะคิกคัก ได้ยินถนัดชัดเจนจนแน่ใจว่าไม่ได้หูแว่วไปเองแน่ๆ นอกจากสงสัยว่าเด็กที่ไหนมาเล่น มาหัวเราะในสวนยางเปล่าเปลี่ยวยามดึกดื่นแบบนี้?

“อะไรกันวะ?” ผมหลุดปากพึมพำกับตัวเอง แทบไม่น่าเชื่อว่าขาดคำเสียงคิกคักพวกนั้นก็เงียบกริบไปทันใด…มีแต่เสียง ยอดไม้สะบัดใบซู่ซ่ากับสายลม ผมถอนใจยาว พลิกตัวจะหลับต่อ แต่แล้วก็ต้องชะงักงันเหมือนหนังค้างยังไงยังงั้น

 

แต่ที่นี่แค่เรือนพักเก่าๆ ไม่มีสมบัติพัสถานอะไรมีค่านี่นา โจรบ้าที่ไหนจะบุกบั่นเข้ามาปล้นสะดมให้เสียเวลา…

นรกเป็นพยาน! เสียงสะอึกสะอื้นยังดังระงมอยู่รอบๆ ด้าน จนผมใจเต้นแรง สองมือชุ่มไปด้วยเหงื่อทั้งที่อากาศเย็นยะเยือก…ทันใดเสียงหัวเราะครืน ใหญ่ก็ดังมาจากเบื้องบนเล่นเอาผมเผ่นพรวดขึ้นโดยไม่รู้ตัว สุดจะทนทานหรือทู่ซี้กับเสียงสยองเพียงลำพังได้อีกแล้ว

ตะกายออกไปทุบประตูห้องพี่ชาญ ไฟสว่างขึ้นเมื่อประตูห้องเปิดกว้าง ผมถลาเข้าไปบอกกล่าวละล่ำละลัก…ผีหลอกครับพี่ ทั้งเสียงเด็กหัวเราะ ผู้หญิงร้องไห้ ผู้ชายหัวเราะ…พี่ชาญปิดประตูใส่กลอน พยักหน้ารับฟังก่อนจะบอกเสียงเรียบๆ ว่า

“เจ้าที่เจ้าทางน่ะ ไม่มีอะไรหรอก ไม่ต้องกลัว คืนนี้จะนอนห้องพี่ก่อนก็ได้”

สาเหตุเพราะพี่ชาญลืมบอกให้ผมจุดธูปบอกกล่าวเจ้าที่ก่อนจะหลับนอนน่ะครับ เล่นเอาขนหัวลุกแทบตายแน่ะ…บรื๋อส์!!

ไปสู่ความหลัง

 

เมื่อเดือนก่อนผมพาลูกหลานเป็นโขยงไปเยี่ยมบ้าน ได้ข่าวว่าตากรายเป็นโรคปอดตาย เพิ่งเผาไปเมื่อวันก่อนนี่เอง…นึกถึงแล้วใจหายเหมือนกัน เพราะจำได้ว่าสมัยเด็กๆ ชอบฟังนิทานของแก ไม่ว่าเรื่องตลก เรื่องผี เรื่องเพลงพื้นเมืองโด่งดังประจำจังหวัด “เพลงอีแซว” ไงล่ะครับ ตากรายแกเล่าได้สนุกสนานดีนัก

ชื่อแกก็คล้ายกับ “พ่อกร่าย” พ่อเพลงรุ่นพ่อไสว พ่อบัวเผื่อน พ่อโปรย…ตากรายบอกว่าแต่ก่อนเพลงอีแซวที่พ่อไสวสันนิษฐานว่าคงจะมาจากการ “ร้องแซวกันทั้งคืน” แต่เดิมขึ้นต้นว่า…ตั้งวงไว้เผื่อ ปูเสื่อไว้ท่า เอย…จะให้วงฉันราซะแล้วทำไม เอย…

ตากร่ายเป็นคนทำให้มีการเปลี่ยนคำขึ้นต้นเป็น…เอ้ามาเถอะหนากระไรแม่มา… แล้วแตกช่อต่อดอกไปตามใจชอบ เช่น แม่คุณอย่าช้านะแม่หน้านวลใย, แม่จะมัวชักช้าอยู่ทำไม

จนกระทั่งเอามาเล่นมุขโลดโผน เช่น ไหนๆ พี่ก็มาหาถึงที่ แล้วน้องจะมัวยืนคลำเก้าอี้อยู่ทำไม? เพื่อเรียกเสียงฮาจากท่านผู้ชม

อาศัยว่าบ้านเดิมอยู่ใกล้ๆ แค่นี้ รถแล่นสองชั่วโมงจนเหลือแค่ชั่วโมงกว่าก็ถึงแล้ว ผมเลยไปเยี่ยมบ้านบ่อย อย่างน้อยก็เดือนละครั้งให้พ่อแม่ชื่นใจ ไหนจะได้เจอะเจอเพื่อนฝูงทั้งหญิงและชายที่เติบโตมาด้วยกัน พูดคุยกันถึงความหลังตั้งแต่สมัยเด็ก จนแตกหนุ่มแตกสาว มีผัวมีเมีย ลูกเต้าเป็นพรวนไปหมดแล้ว

นอกจากนั้น ยังมีญาติมิตรกับคนอื่นๆ ที่เราเรียกขานกันว่า “พวกบ้าน” สำเนียงสุพรรณเซ็งแซ่ไปหมด คนกรุงเทพฯ เขาว่าพวกเราพูดเหน่อ แต่คนเก่าแก่บ้านผมกลับออกปากว่า…กรุงเทพฯ ก็อยู่ไม่ไกล ทำไมคนที่นั่นมันถึง “พูดเยื้อง” กันทุกคนเลยวะ ไอ้หม่า?

“พูดเยื้อง” ก็หมายถึง “พูดเหน่อ” นั่นแหละครับ

จำได้ว่าแม่เพลงดังๆ รุ่นนั้นก็มีแม่ตลุ่ม แม่บัวผัน ลงมาถึงแม่ขวัญจิตที่เล่นอีแซวมาตั้งแต่เด็ก จนโด่งดังได้เป็นศิลปินแห่งชาติแบบแม่บัวผัน เดี๋ยวนี้ก็ปาเข้าไปหกสิบกว่าแล้ว แต่ยังมีชื่อเสียงไม่ลดราลงไปเลย

“เอย…เขาว่าคนเราเกิดมาย่อมจะมีขันธ์ 5 ไม่ว่าทั้งหญิงทั้งชาย หนุ่มตายก่อนแก่ แก่ตายก่อนหนุ่ม เขาตายกันเสียออกกลุ้มเอ็งรู้ไหม เขาเวียนเจ็บเวียนไข้เวียนตายเวียนเกิด เอากำหนัดมากำเนิดแต่ไหน เราเวียนเจ็บไข้ในวัฏสงสาร ชีวิตของเรามันจะนานไปซักแค่ไหน เอ็งจะหลงระเริงเพลิงมันจะเผา ชีวิตเอ็งจะเข้ากองไฟ เอ่ชา…”

ผมกระเดือกน้ำลายลงคอยากเย็น สายลมพัดผ่านยอดไม้ร่มครึ้มอยู่ในแสงจันทร์เหมือนจะโบกสะบัดเอาเสียงเพลง พื้นเมืองเก่าแก่ที่ซึมซับไว้หลายสิบปี ให้ล่องลอยออกมาขับกล่อมผู้คนในยามราตรีอันเยือกเย็นจับใจ!

เสียงพ่อเพลงตอบโต้ ผสมผสานกับเสียงคอสอง คอสาม ร้องขัดเข้าจังหวะ ดังกระท่อนกระแท่นเต็มที ไม่ชัดเจนเหมือนเสียงแม่เพลงเก่าแก่ ถ้าจำไม่ผิดก็คือแม่ตลุ่ม คู่ปรับตัวลือของพ่อกร่าย

คืนนั้นผมแยกย้ายจากเพื่อนฝูงเก่าๆ ที่ร้านในตลาดกลับบ้าน แสงจันทร์ขาวนวลอย่างที่เขาเรียกว่า “แทบจะจับมดได้” มาถึงบ้าน ลมเย็นฉ่ำพัดโชยไม่ขาดสายทำให้อาการมึนนิดๆ แทบจะหายไปจนหมดสิ้น ขณะที่เสียงอะไรคุ้นๆ หูดังล่องลอยมาตามลม…

เสียงเพลงพื้นบ้านแน่ๆ แต่แทนที่จะเป็นอีแซว กลับเป็นเพลงฉ่อยที่ไม่มีรำมะนา แต่เป็นเสียงกลองสองหน้า ฉิ่ง กรับและการตบมือให้จังหวะครึกครื้น

คุณพระช่วย! เสียงแม่บัวผันครับ สุดยอดแม่เพลงอีแซวแห่งเมืองสุพรรณบุรี!

“เอย…เอ็งมีเงินกี่กอง มีทองกี่หาบ มาถึงก็จะคาบเม็ดใน เอ่ชา…”

เสียงแม่บัวผันดังขึ้นชัดเจนอีกครั้ง สำเนียงละห้อยหวนคล้ายจะกล่าวคำอำลาอยู่ในที…

“วิสัยไก่ดีมันต้องตีกันด้วยแข้ง ถ้าเพลงดีว่า แดงค่อยกันไม่ได้…เราว่ากันพอนวลๆ พอหอมหวนปลายหู ผู้คนเขาก็ดูกันได้ เอ่ชา…”

ผมยืนนิ่งงันอยู่ที่ระเบียงบ้านเหมือนกลายเป็นรูปปั้น สายลมเย็นยะเยือกหอบเอาเสียงเพลงและเสียงดนตรีคึกคักระคนกับเสียงหัวเราะ เฮฮา ล่องลอยไปกับสายลมยามดึกเหมือนการทักทายของอดีตกาลไม่ผิดเลย…

ขอยืนยันว่าไม่ได้หวาดกลัวต่อเสียงเพลงเก่าๆ เหล่านั้นหรอกครับ ตรงกันข้าม กลับซาบซึ้งต่อเสียงเพลงแห่งความหลังสมัยเด็กและวัยหนุ่มด้วยซ้ำ แต่ทำไมขนหัวลุกก็ไม่ทราบเหมือนกันครับ!

Ghost students

The bus went off a good loaf. Among the actively cars and beautiful people. General contractors are much pillion was not wearing a helmet, too. I would buy the alcohol’s Eleven trustees thunderous crash was fitted up any resistance.

Truck pushed the motorcycle of floating rate plummeted out. Before crashing down on the foot spa bath. Oh the whistling sound. People stood there stunned by the Ken ran into the rapture.

Where is the evidence? The bodies of two men แaggแmgg there. But then a man wearing a helmet, he got up and stood confused. As if nothing happened. Looked at the fallen body of a man bleeding profusely is centered on the helmet … finely ridged side faces. I forgot to draw the eye down. Indicate that a slip of the perished.

I was studying in a different city than it was in my dorm mates Klongchan the camaraderie that we have 3-4 people all attend the same. It is the room next door. To another.

I, Otto and Ken is a group of friends that evening, if I do not have to always be ready to sit and eat some of it now I think.

Oh! Not to gossip about friends and fun and comfortable Cinema Do not tell me!

Ken – is the star of the gossip. The story and liposuction. I do not know from where to recruit. Ekgaasg are all fun. The action comedy about a love story as well as the ghost of the week, it’s clear to me endlessly.

Where tongues. Exciting phrase to throw jokes funny calls the room has really boomed.

The word “sex” in the coming 2-3 years ago, I’ve been told that Ken is now the “nail” and when we saw it, it was answer Chetek’s “nail” comes from the word “stock” means. There are many gigs. Lot size as stock as you like it!

It’s a strange phrase “to tell the Venerable mind” that we have heard his voice fighter. Ken’s unnatural to you. “… The pastor”.
To you I will curse it to the game with you. But I must admit that I did not laugh.

I have a lot of jokes about Ken. But today’s story, raising it to my other graph. The pulpit and overindulgence. I have a good friend who is also my mouth full haunted me. Habakg head to be near naked as you like it.

During the festival, it’s already …

Saturday evening you say carrying a large pack of beer from a convenience store as you enter the room, I had the fried catfish with spicy and sour sauce with spicy fried pig’s head that I was finished with squid. Sweet mango pickle. Prawn crackers. Located on the ground floor with good climbers here.

Lacks the other Cane. I just now complaining about it. Suddenly, it was pushed back!

“I’ve yet to encounter extreme register but” it was a gasp. Since it’s not a “Oh! Oh my spine. I was not otherwise “.

Ken, you say you grab a beer and turn up the westbound Plaek. By indifferent owners. I took it before I got to open Pึm beer fridge to sit by it. Ken used to hand cut the foam at the mouth and sighed heavily.

“Have u ever seen. I was a child my eyes a little? Oh! Eyes to see it. The eyes of the law, but I have since moved … to the advent of angels here but I just saw this just now. ”

“Where the hell?” It seems that we are asked to improvise together.

“We Soi Home Art Gallery was not just” drink beer quickly before it goes on …

“… The story of the election. Elected “King Ken Adam saliva. “I really like that slip away. I swear I’m not. I already know? I stared into my eyes, that I forget to blink repeatedly accurately before one! Oh my … I ran straight through the body, it comes here! Ow … “.

“He would not have killed me,” I say, leave a comment. Ken is not the answer, they just knock on the door. I got to see but did not see anyone. The TARDIS is a knock sounded again. This time I got to open it, Ken. That’s it. That sound you hear? We turned sharply to see.

Ken draws the bulge facing tight down the bottom of the page Hgmebga hold your mouth open eyes … We got to see it trembling hand pointed forward. But it appears that no one was there alone.

Since then Ken, you have to go to the bedroom and I think this is the night. I curse myself that I did not listen to us as well. Not gibberish. It scared me to death … really!

Scary night

I was the one who believes that the ghost is actually a ghost wandering around. Or Sampewsi everywhere. Such as electrocardiogram. With both radio and TV. There is some risk. All images and some audio. But we have not seen and not heard. If we do not have a receiver.

To be afraid of ghosts and spiritualism. I’m sure there is something like the Holy Ghost the same fear!

Buddha and prestige of something we respect you anyway. To protect us … I just love it and the conscious. We believe that the bad things will be different. I was certainly not.

I’ve been faced with the most daunting about 6-7 years before this.

As of mid-December of that year. 1 Phaholyothin Soi Ari Samphan (Brahma Lane), Bangkok at about 17.00 pm I am concerned about the bottom lane for taxis. It is almost finished, you’ll have eight.

Dark winter fast. I would walk out to the car, it was thought that far. The shortcut is forgiven once the RAM or the olive to the street in front of the hospital is close to the crown fits. Up to 14 bus back to Bangkok.

Except that it was still cold … they are inspiring to know that it is wrong to call it.

A narrow passage. But both sides are overgrown bushy tree grove, but a small stand loomed high overhead. The wind was blowing at a flick of breathtaking synthesizer sounds. I feel cold and lonely … I do not need to be turned left and right almost all the time.

I do not see anyone walking past. Exis apart. But Libby was light. View bleak horror as I passed the final night. Whether women or men.

I thought it was more dangerous kinds of traps that may await us!

Where the junkie’s stealthy the hell do drugs again. The corner out of sight of people in this city that are normally abundant. Where will the homeless. I mingle with teenagers sniffing glue another Dodge.

These people are caned but I do not mind hearing it. To run away with stealing. Attacked and severely injured victims. Or gag raped and murdered at any time! I think it is awesome. The visualization itself tremble searchlights to me … I would say … Makin parish olive

Look up at the train and head to the buzzing sound I heard chants!

The glowing lights along the right side of the mouth, throat, dry wood facade over. แkegใh walk again. I do not fear anything. I see a group of young men and women sit together in a circle. The candle on the tin. And a plastic bag … I’ll See the whimsical I think that these children sniff glue until symptoms “dumbstruck” up.

White eyes turned to stare at me the same look. แkegใh while smiling at the sound of that … this is to measure the olive right?

No answer. The girl nodded silently. I mumbled thanks and quickly with long steps. Passed quickly … around. But the dim facility tracks a terrible desolation. I do not put pressure on the heart.

See it on the black canal runs forward. See it briefly stunned. Femur, tibia, it was almost quaking fell limply to the ground immediately.

There is … the hospital after the crown itself!

Everyone knows that the mortuary. Or the morgue behind the hospital too.

I drew a long breath. The eyes are looking ahead. I know it’s near the end of the olive … despite knowing that there is not a boy’s body was decomposed. But I was not afraid. I have to ask what it is.

Suddenly, a black canal bursts at the hospital after I was not dreaming!

This time, not only deflating thigh. But still trembling in the balance … almost like heart stop beating for a moment. Dazzle up the curtain down. I turned away to look around but the spell.

Dark figure loomed bolder look that stands staring pointedly at me compose your parents think of the Buddha as refuge. I spread the charity he set up to make him …

This is apparent gradually. Blur fade away … I went to my parish. Returned home safely … but vowed not to walk through there at night anymore! Miserable on …

Aitport ghost

In the first section  I will work for the last 7 hours. During a run. The eye could see that there was a long straight hair. Sitting behind a desk. I realized that many people. I turned to say. But found nothing.

The other two are on order before 2 pm the same day, the first stop. There are regular bus company (behind the seat. The second row) to get out of the area. I walk up to a woman is seen sitting in front of it. I wear company. I sat in the back. I went to the car. I see that the seat beckoned. Friends said he immediately went as soon as I got into the car and the backseat before I was told. I just know. That sit in front of it. I also told him to leave the car. I and another friend told me to get back is another altogether. Now, at the end of 4 people. Shouted the driver of that car.

Last Saturday past. I work with people from Cleary. In the afternoon I was talking about it. Till 4 pm. Told the court he turned to see a woman with long hair. I sat in a chair near the poles. I turned to my friend. I was told there was not. My friend told me I’ve long. Well ….. I had a friend that was leaning against a pillar. But that’s only half the 2 pm 4 pm today so I’m off.

I was the last one off it went to the park, it’s old and it’s doubtful that anyone would face. I think there may be others too. Be the first to tell your friends. I do not see it. We realized that ผiam play. I just need someone to see me. Except that when I was the last person to say it’s not. We the people did not believe it until I see it is true. Asked the driver if no one really. He’s the only one I can not answer why we went to the bus to go home. The manager also told me that he was just some merit to that, he told me that I had not seen it

การเห็นผี

หลับตานึกถึงใบไม้ที่อยู่ในมือ กับต้นเจ้าของใบไม้ แล้วให้คิดว่าใบไม้ในมือ คือพลังงานอย่างหนึ่งที่จะเรียกวิญญาณมาได้ และนึกเอาว่าใบไม้นี้ได้ตายไปแล้วจึงได้หลุดมาจากต้นไม้ เพราะฉะนั้นเราติดต่อกับวิญญาณได้ เหมือนที่ติดต่อกับใบไม้ที่ตายแล้วใบนี้

6. ค่อย ๆ ก้มหน้าลง (ระหว่างนี้ห้ามลืมตาเด็ดขาด) เมื่อคุณก้มและพร้อมแล้ว “ให้ตั้งสติดี ๆ” แล้วลืมตา

7. แล้วผีจะมาให้เห็น

***หากเห็นอะไรห้ามวิ่ง ไม่ว่าสิ่งที่เห็นจะอยู่ไกล หรือมาประจันหน้าก็ตาม ต้องทำตามนี้ก่อน***

1. เงยหน้าขึ้น ทิ้งใบไม้ลงพื้นทันที
2. หมุนตัวทวนเข็มนาฬิกา (หมุนย้อนกลับไปทางขวานั่นเอง) 3 รอบ โดยไม่ต้องท่องอะไรเลย
3. เมื่อกลับถึงบ้านต้องล้างหน้า 3 ครั้ง ก่อนล้างให้ท่อง “พุทโธ” แล้วเป่าลมลงน้ำจึงค่อยล้างหน้าทำแบบนี้ 3 ครั้ง

*วิธีที่2* “ตัดเล็บตอนกลางคืน” (เห็นผี 12 คน)

***ขอย้ำเลยวิธีนี้ ต้องทำระหว่าง 4 ทุ่ม ถึง เที่ยงคืน เพราะต้องไม่ให้โพล้เพล้ หรือ เป็นวันใหม่”***

1. ตัดเล็บมือเท่านั้น โดยเริ่มจากนิ้วก้อย ,นิ้วโป้ง ,นิ้วนาง ,นิ้วชี้ และนิ้วกลาง (ตัดจากนอกเข้าในนั่นเอง) โดยเริ่มตัดจากมือขวาก่อน และทำแบบเดียวกันกับมือซ้าย  *เล็บที่ตัดห้ามหักหรือขากเด็ดขาดต้องเป็นโค้งตามรูปเล็บ มิเช่นนั้นจะไมได้ผล*

2. น้ำเศษเล็กที่ตัดห่อใส่ผ้าอะไรก็ได้แต่ต้องเป็นสีดำ (ต้องใช้แล้ว ไม่ใช่ผ้าใหม่)

3. นำไปวางไว้ทางทิศตะตก (เช่นเคย) ของที่พัก

4. เมื่อคุณเข้านอนได้ไม่นาน จะมีคนมานั่งตัดเล็บอยู่ตรงปลายเท้าที่คุณนอน (เสียงดัง “แก๊กๆ” นั่นแหละ) เป็นการตัดเล็บของเค้ามาคืนคุณ

5. ถ้าอยากเห็นก็ลืมตาแต่ห้ามโวยวาย เพราะเขาจะไปแล้วคุณอาจจะซวยได้ (เพราะถือว่าเค้ามาดี โดยที่เขาคิดว่าเราเอาเล็บไปแลก หรือไปเล่นกับเขา แล้วเขาก็เลยเอาของเขามาคืน

6. เมื่อคุณตื่นในตอนเข้า ให้ไปยังจุดที่คุณเอาเล็บไปวางไว้ คลี่ห่อผ้าออก จะพบเล็บของคนอื่นไม่ใช่ของคุณ

7. ให้คุณพูดเบา ๆ ว่า “ขอบคุณ” แล้วเอาไปฝังไว้ที่ใดก็ได้ โดยไม่จำเป็นต้องอยู่ในที่พักอาศัยของคุณ (แต่ห้ามทิ้งหรือเผาโดยเด็ดขาด)

*วิธีที่3* “หันหลังให้กระจกแล้วกลืนน้ำลาย” (เห็นผี 16 คน)

วิธีนี้ต้องทำคนเดียวเท่านั้น วิธีนี้ต้องทำก่อนเที่ยงคืน 6 นาที

นาฬิกาที่คุณใช้เป็นเกณฑ์ในการวัด ให้ยึดเรือนใดเรือนหนึ่งในบ้านได้เลย

1. ยืนหันหลังให้กระจก (ครั้งนี้จะทิศใดก็ได้) ตอนเวลา 5 ทุ่ม 54 นาที

2. กลืนน้ำลาย 1 ครั้ง ทุก ๆ 1 นาที

3. พอครบ 6 นาที หมายความว่าคุณกลืนน้ำลายไปแล้ว 6 ครั้ง และถึงเวลาเที่ยงคืนพอดี

4. หลับตาแล้วหันไปทางกระจก (จะหันซ้ายหรือขวาก็ได้แต่ช้า ๆ) แล้วกลืนน้ำลายอีกครั้ง (เป็นครั้งที่7) แล้วลืมตา และผีจะมาให้เห็น

5. เมื่อคุณต้องการยุติพิธี ให้หลับตากลืนน้ำลายอีกครั้ง เป็นอันจบพิธี

*วิธีที่4* “ดีดลูกคิดตอนกลางคืน” (เห็นผี 32 คน)

ลูกคิดที่ใช้ดีด ให้ดีดอันที่มีรางยาวที่สุดเท่านั้น ต้องอยู่คนเดียว เพราะต้องใช้สมาธิอย่างมาก

1. ให้ลูกคิดทุกลูก ในทุกรางอยู่สุดรางที่หันมาหาตัวเรา

2. ดีดีลูกคิดขึ้นโดยให้ลูกคิดออกจากตัวทีละลูก(ต้องมีสมาธิมากๆ) ไล่ไปตั้งแต่รางแลก ไปจนรางสุดท้าย

3. ตั้งสมาธิให้ดีอย่างมาก แล้วจับรางลูกคิดตั้งขึ้น ให้ลูกคิดวิ่งกลับมาที่เดิมในตอนแรก

4. มองรอดช่องรางลูกคิด(รางใดก็ได้) แล้วผีก็จะมาให้เห็น

5. หลังจาการทำเรียบร้อยแล้ว ให้ทิ้งลูกคิดนั้นทันที *ห้าม* นำกลับมาใช้อีกเป็นเป็นอันขาด

*วิธีที่5* “เอามุ้งคลุมหัวตอนกลางคืน” (เห็นผี 6 คน)

1. เอามุ้งมาครอบหัวไว้ (หลับตาตั้งแต่ก่อนคลุมแล้ว)

2. ท่อง มะ-อะ-อุ 7 ครั้ง (อย่าลืมว่าต้องหลับตา)

3. ลืมตา แล้วผีจะมาให้เห็น

*วิธีที่6* “ใส่เสื้อกลับแล้วนอนห้อยหัว” (เห็นผี 31 คน) ต้องทำคนเดียว

1. ใส่เสื้อโดยการเอาข้างหลังมาอยู่ข้างหน้า (ถ้ามีกระดุม ก็เอากระดุมไว้ขางหลังนั่นเอง)

2. นอนลงบนที่นอนที่สูงกว่าพื้น แล้วห้อยหัวลงมอง (เหมือนแหงนหน้า)

3. แล้วผีจะมาให้เห็น

*วิธีที่7* “แหงนหน้ามองตรงบันได” (เห็นผี 42 คน) ต้องทำคนเดียว

1. นั่งบนบันไดชั้นบนสุด แล้วลงมาทีละขั้นทั้งที่ยังนั่งอยู่ (ใช้ก้อนลงบันได้นั่นเอง)

2.เมื่อถึงขั้นสุดท้าย ให้ยังคงนั่งอยู่ที่ขั้นสุดแล้ว แล้วจึงแหงนหน้ามองกลับขึ้นไปชั้นบนสุด

3. แล้วผีจะมาให้เห็น

*วิธีที่8* “สวมพระกลับหลัง” (เห็นผี 28 คน) ต้องทำคนเดียว

Ghost Story Death

Ghost

Within an hour of my arrival at Fort Union, my new post, my best friend Johnny came to the barracks with a broad grin and a friendly clout on the shoulder. He’d hurried over as soon as he heard I had come, and we talked ’til sunset and beyond.

As soon as Johnny mentioned Celia’s name, I knew he had it bad for her. To hear him talk, Celia was the most amazing woman who had ever graced God’s green earth. She was the sister-in-law of the captain, and all the young men on the base were infatuated with her. Celia was the prettiest of the eligible ladies that graced Fort Union society. She liked the spice of adventure to be found so near the wilds.

Johnny alternated between elation when Celia talked with him and despair when she flirted with another man. I watched their courtship from afar and was troubled. There was something about Celia that I didn’t like. I never mentioned it to Johnny, but I thought she was too much of a flirt. I wished Johnny had fallen for a nicer woman.

About a month after I arrived at Fort Union, a birthday dance was given for one of the officers. To Johnny’s elation, Celia agreed to be his partner at the dance. Johnny was dancing on cloud nine all night, until a messenger came gasping into the room to report an Apache raid. With a small scream of terror, Celia clung shamelessly to Johnny and begged him not to go even though he was the lieutenant put in charge of the mission. Well sir, Johnny proposed to her right then and there and Celia accepted. Furthermore, Celia told Johnny that she would wait for him, and that if he didn’t come back she would never marry. I doubted Celia’s sincerity, but Johnny just ate it up.

I was assigned to Johnny’s troop, so I had to leave too. We started out the next morning, and had a rough week tracking down and fighting the Apaches. Johnny split up the troop; taking command of the first group and giving me command of the second. My men reached the rendezvous point with no casualties, but only half of the other group arrived, and Johnny was not among them. They’d been ambushed by the Apaches. I had to take command of the troop. We searched for survivors, but never found Johnny’s body. As soon as I could, I ordered the men to turn for home.

Celia made a terrible, heart-rending scene when she found out Johnny was missing. She flung herself into my arms when I gave her the news and sobbed becomingly. The display turned my stomach, it was so obviously insincere. I excused myself hastily and left her to the ministrations of the other soldiers. From that time on, I was careful to stay away from Celia, who mourned less than a week for my friend before resuming her flirtatious ways.

About a month later, a rich handsome lieutenant arrived at Fort Union. He was from the East, and Celia took a real shine to him. Johnny was completely forgotten and so was her promise to him. It wasn’t long before Celia and the lieutenant were engaged and started planning a big wedding. Nothing but the very best would suit Celia, and her bridegroom had the money to indulge her.

Everyone in Fort Union was invited to the ceremony, and the weather was perfect on the day of the wedding. Everyone turned out in their best clothes and the wedding was a social success. After the ceremony, all the guests were invited to a celebratory ball.

We were waltzing around the ballroom when the door flew open with a loud bang. A gust of cold air blew in, dimming the candles. A heart-wrenching wail echoed through the room. The music stopped abruptly and everyone turned to look at the door. Standing there was the swollen, dead body of a soldier. It was dressed in an officer’s uniform. The eyes were burning with a terrible fire. The temple had a huge gash from a hatchet-blow. There was no scalp. It was Johnny.

The whole crowd stood silent, as if in a trance. No one moved, no one murmured. I wanted to cry out when I recognized Johnny, but I was struck dumb like the rest of the wedding guests.

Johnny walked across the room and took Celia out of her bridegroom’s arms. She was frozen in horror and could not resist. Johnny looked at the musicians. Still in a trance, they began to play a horrible, demonic sounding waltz. Johnny and Celia began to dance. They swept around and around the room, doing an intricate waltz. Johnny held the white-clad bride tight against his dead body while a deathly pallor crept over her face. Her steps slowed but still Johnny held her tight and moved them around in a grisly parody of a waltz. Celia’s eyes bulged. She turned as white as her gown and her mouth sagged open. She gave one small gasp, and died in his arms.

Johnny dropped Celia’s body on the floor and stood over her, wringing his blood-stained hands. He threw back his head and gave another unearthly wail that echoed around the room. Then he vanished through the door.

Released from the trance, the crowd gasped and exclaimed. The bridegroom ran to Celia and knelt beside her, wringing his hands in the same manner as Johnny. His cries were all too human.

Unable to bear the sight of the stricken bridegroom, I took my captain aside and asked permission to take a small detail back to the place where our troop had been attacked by the Apaches to search once more for my dead friend. He sent a dozen men with me. We combed the area, and finally found Johnny’s body hidden in a crevice. It looked exactly the same as it had appeared on the night of Celia’s wedding.

We brought Johnny back to the fort with us and the captain buried him beside Celia. Celia’s bridegroom went back East shortly after we buried Johnny, and I resigned my commission a few days later and went home, never wanting to see that cursed place again.

I heard later that Celia’s ghost was often seen at dusk, weeping over Johnny’s grave, but I never went back to Fort Union to see it for myself.