buried

8 entries have been tagged with buried.

ผีกับวิญญาณ

คืนนั้นรถในกรุงเทพฯ ติดสาหัสสากรรจ์ กว่าจะหลุดออกมาได้ก็สองยามเศษแล้ว โอ๊ตแนะนำว่าให้ไปเช้าวันเสาร์ดีกว่ามั้ย? แต่ผมบอกว่าไปคืนนี้แหละน่า เรายังหนุ่มไฟแรงจะกลัวเหนื่อยกลัวเพลียไปทำไม!

อีกอย่างหนึ่งผมก็คน นอนดึก ถ้าโอ๊ตง่วงก็นอนไปในรถแล้วกัน เราคงไปถึงปากช่องราวตีสองไม่เกินตีสาม สบายมาก! ถึงที่นั่นแล้วจะนอนให้สบาย ตื่นสายๆ สักเก้าโมงสิบโมงก็ยังได้

ขับรถตอนกลางคืนน่ะผมชอบมากเลย ไม่ร้อนและรู้สึกสงบลึกลับบอกไม่ถูกครับ

ตอน เข้าเขตปากช่องเครื่องยนต์เกิดสะดุดจนดับไปพักหนึ่ง ขณะนั้นราวตีสอง…บริเวณนั้นมืดสลัว…น่าแปลกที่แทบไม่มีรถร่วมทางเลย! มันน่าจะมีรถบรรทุก รถทัวร์บ้าง แต่นี่ว่างจริงๆ ถนนโล่งมองเห็นแล้วนึกถึงบรรยากาศในแดนสนธยา…ลมหนาวพัดวูบเล่นเอาผมขนลุก เกรียว

จู่ๆ เครื่องก็ติด เฮ้อ…โล่งอกไปที!

ผมออกรถแล่นไปได้ เดี๋ยวเดียว แสงไฟหน้ารถก็ส่องกระทบกับชายหนุ่มคนหนึ่ง ใส่เสื้อยืดสีขาวๆ กางเกงสามส่วนสีดำๆ เขาเป็นคนตัวเล็ก เตี้ยล่ำ ผมคงไม่ลืมใบหน้านั้นไปอีกนาน…หน้าที่แป้นกว้าง ผมกระเซิง จมูกแบน ตาโตและดำมากด้วย

ที่ผมมีเวลาพิศดูเขาขนาดนั้น เพราะทันทีที่แสงไฟส่องเขา หนุ่มนั่นก็โบกมือขอติดรถไปด้วย ผมชะลอรถทำท่าจะให้เขาขึ้นมา แต่โอ๊ตตบไหล่ผมอย่างแรง

“อย่าหยุด! ไปเลยๆ ไปเดี๋ยวนี้!”

ผม ได้สติก็บึ่งรถฉิว ความรู้สึกตอนนั้นบอกไม่ถูกเลยครับ คือจำได้ว่าเมื่อเห็นเขาโบกรถน่ะผมมึนๆ งงๆ เหมือนเคลิ้มฝัน จนได้ยินเสียงโอ๊ตสติก็กลับมา ครั้นแล้วก็อดรู้สึกผิดไม่ได้…ผมน่าจะรับเขาขึ้นมาด้วย เหมือนคนใจร้ายจริงๆ

“ไม่เห็นเหรอ…” โอ๊ตเสียงสั่น “ตอนแกจอดรถน่ะ แสงไฟกระทบตามันแดงจ้าออกมาเลย น่ากลัวเป็นบ้า..ท่าจะไม่ใช่คน!”

ฟัง แล้วสยอง…ผมไม่ได้เห็นแสงจากนัยน์ตาคู่นั้นหรอกครับ เพียงแต่สะกิดใจว่ามันดำเหลือเกิน…เป็นลูกตาที่ดำใหญ่เกือบเต็มรูปตา ยอมรับเลยครับว่ามือไม้อ่อน เสียวที่มือและฝ่าเท้าแต่ก็ตั้งสติให้มากขึ้น ไม่ขับตะบึงแบบคนเสียสติ ตาก็มองกระจกหลังตลอด

ผมกับโอ๊ตเสียวสันหลังจนกระทั่งรถเลี้ยวเข้ารีสอร์ตของเรา แต่ความกลัวก็ยังอยู่ในใจ

 

หลังจากนั้นก็จัดการปรับปรุงพื้นที่ ปลูกต้นไม้ ดอกไม้และทำสระว่ายน้ำกับบังกะโลสิบกว่าหลัง ทางด้านตะวันตกยังมีภูเขาซึ่งระเบิดทำหิน จนกลายเป็นเนินเขาเตี้ยๆ ดูสวยไปอีกแบบ

ผมมีอาชีพทางนี้อยู่แล้วก็เลยไปช่วยดูแลการเริ่มต้นของกิจการด้วยความเต็มใจ

ทีแรกกะว่าจะเปิดรีสอร์ตนี้ในเดือนตุลาคม ซึ่งเป็นช่วงเปิดเทอมภาคกลาง และต้อนรับการท่องเที่ยวป่าเขาในฤดูหนาว แต่ด้วยปัญหาการก่อสร้างทำให้ทุกอย่างล่าช้าก็เลยต้องเลื่อนไปเปิดตัวเอา เดือนธันวาคม ช่วงเทศกาลปีใหม่

ระหว่างนั้น ผมกับโอ๊ตก็ขึ้นๆ ล่องๆ กรุงเทพฯ กับปากช่องแทบทุกสัปดาห์ โดยผมพยายามเคลียร์งานให้เสร็จภายในวันศุกร์ โอ๊ตจะมาหาที่ทำงานและใช้รถผมขับไปปากช่องด้วยกัน…

ศุกร์สุดท้ายของเดือนนั้นก็ตรงกับคืนฮัลโลวีนพอดี!

ผมไม่ได้คิดอะไรมาก แต่กว่าจะเสร็จงานก็ปาเข้าไปเกือบห้าทุ่มแล้วครับ

 

ถ้าผมหยุดรับเขาขึ้นมาล่ะ จะเกิดอะไรขึ้น?

เราเอาของออกจากรถ แล้วเดินเข้าบังกะโลหลังหนึ่งที่แม่บ้านเตรียมเปิดห้องไว้ให้แอร์เย็นฉ่ำ เชียว…ขณะเดินออกมาเพื่อจะหยิบแล็ปท็อปในรถ ผมเห็นใครคนหนึ่งด้อมๆ มองๆ อยู่ข้างนอกรั้ว…เห็นหน้าแล้วเข่าแทบทรุดฮวบเลยครับ!

ผู้ชายคนนั้นเอง! ตาผมไม่ได้ฝาดแน่ รีบเรียกให้เพื่อนดู โอ๊ตก็เห็น…รีบบอกยามที่อยู่ตรงนั้น ยามหันไปมองแต่ไม่มีใครที่รั้วเลยสักคนเดียว

นับแต่วินาทีนั้น ผมไม่ได้เห็นเขาอีกเลย!

เขาเป็นใครก็ไม่รู้ แต่ทบทวนดูแล้วไม่น่าจะใช่คนแน่ จะว่าเป็นเจ้าป่าเจ้าเขาก็ไม่น่าจะใช่ หรือเป็นคนที่ประสบอุบัติเหตุตรงนั้นแล้วไม่รู้จะไปไหน… เอ๊ะ! หรือว่าเขาต้องการตัวตายตัวแทน

แต่ที่แน่ๆ คือผมจะพยายามไม่ขับรถผ่านเส้นทางนั้นตอนกลางคืนเด็ดขาด ถ้าเกิดเจอเขาเข้าอีกครั้งในยามค่ำคืน เผลอๆ ก็อาจจะช็อกตายคาที่ก็ได้ครับ! บรื๋อออ…

ผีตายไม่ไปไหน

เพื่อนแม่ชื่อป้ารุ้ง ฉันเคยพบครั้งเดียวเอง ตอนที่พาแม่ไปส่งในงานเลี้ยงรุ่นของแม่ แต่บ้านป้ารุ้งหาไม่ยากหรอกค่ะเพราะซอยนี้ฉันถนัดมาก เพื่อนสนิทของฉันก็อยู่ในนี้นี่คะ… เดี๋ยวเอาน้ำพริกกุ้งให้ป้ารุ้งเสร็จก็จะไปหาเพื่อนเป็นรายการต่อไป

นั่นไง! บ้านป้ารุ้งเป็นกำแพงอิฐทาสีปูนแห้ง คือสีส้มอมชมพู ประตูเป็นไม้ระแนงสีน้ำตาลไหม้ สีสนามหญ้าเล็กๆ เขียวขจีอยู่หน้าบ้าน

ฉัน จอดรถริมกำแพงอย่างดิบดีแล้วลงไปกดออด เมฆครึ้มเต็มฟ้าบดบังแสงแดดดีนัก…เอ! บ้านเงียบจัง มีใครอยู่หรือเปล่าหนอ? นี่ก็สิบโมงเช้าพอดี หรือว่าคุณป้าจะนอนตื่นสาย? แต่ก็น่าจะมีเด็กรับใช้นะ ฉันยืนชะเง้อคอยาว รออีกอึดใจใหญ่ๆ ก็กดออดอีกครั้งหนึ่ง…

เกรงใจนะเนี่ย แต่ชักกระวนกระวายขึ้นมาแล้วสิ!

แต่มีอยู่เรื่องหนึ่งซึ่งเจ๋งสุดๆ ทุกคนที่ได้ฟังจะต้องทึ่ง อึ้ง เสียวไปกับฉันแน่ๆ

แม้ว่าจะผ่านมาหลายปีแล้ว แต่ฉันยังจำได้…วันนั้นเป็นวันเสาร์ต้นเดือนธันวาคม แม่วานให้ฉันเอาน้ำพริกกุ้งสดที่แม่ทำเองไปให้เพื่อนที่อยู่ในซอยศูนย์วิจัย ที่สำคัญฉันต้องให้น้ำพริกนี้ถึงมือผู้รับ และอธิบายวิธีกินกับวิธีเก็บอีกด้วย

น้ำพริกกุ้งสดที่ว่านี้ทำจากกุ้งแม่ น้ำตัวโตๆ เอามาเผาพอสุก คลุกกับน้ำพริกที่ทำมาจากหอมเผา กระเทียมเผาและพริกชี้ฟ้าเผา หอมมันกุ้งและเคี้ยวเนื้อกุ้งสดเผาได้เต็มคำ

ส่วนวิธีเก็บคือให้เก็บในตู้เย็น พอจะกินก็เอามาวางในอุณหภูมิห้อง โดยไม่ต้องเอาไปตั้งเตาอุ่นกับไฟ ไม่งั้นมันกุ้งจะจับตัวเป็นก้อน เสียรสเลยค่ะ!

 

ทันใดมีเสียงผู้ชายสูงอายุดังมาจากหน้าต่างชั้นบน…รอเดี๋ยวนะหนู!!

ฉันมองเห็นผ้าม่านไหวๆ จากหน้าต่างนั้น และไม่ถึงนาที เสียงประตูกระจกบานเลื่อนที่หน้าตัวบ้านก็เปิดออก ฉันมองเห็นชายชราท่าทางภูมิฐาน นุ่งกางเกงแพรสีเขียว เสื้อผ้าป่านคอกลมสีขาวยืนอยู่ด้านในประตูนั่น ท่านบอกด้วยเสียงดังฟังชัดว่า “เปิดเข้ามาเลยลูก ประตูไม่ได้ล็อก”

ฉันทำตามที่ท่านบอก คือเปิดเข้าไปง่ายๆ แล้วปิดประตูตามหลังให้เรียบร้อย ก่อนจะยกมือไหว้นอบน้อม ท่านรับไหว้และสั่งให้ฉันนั่งรอที่โต๊ะหินหน้าบ้านด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ก่อนจะเดินลับหายเข้าไปในบ้าน

ลมเย็นเยือกผสมกับกลิ่นหอมอ่อนๆ โชยวูบมาจากด้านใน อืม…กลิ่นน้ำอบไทยนี่นา ฉันหันไปมองประตูกระจกปิดสนิท ข้างในเปิดแอร์ รึเปล่า? คงไม่หรอก นี่มันฤดูหนาวนะ

ฉันนั่งคอยอยู่ราวห้านาที บ้านนี้เงียบดีจัง เอ…คุณลุงหายไปเลย ท่านคงเป็นสามีป้ารุ้งนะ ฉันมาปลุกท่านรึเปล่าเนี่ย?

เสียงไขกุญแจดังขึ้นที่ประตูรั้ว!

ฉันเอะใจวูบ ตะกี้ฉันก็ปิดธรรม ดานะ ไม่ได้ล็อกสักหน่อย…ยังไม่ทันนึกอะไรมากกว่านั้น ผู้ใหญ่สองคนก็หอบของพะรุงพะรังเข้ามา…หนึ่งในนั้นคือป้ารุ้ง ฉันจำได้ อีกคนคงเป็นสาวใช้แน่ๆ ทั้งคู่มองเห็นนั่งอยู่ก็ชะงัก และมีทีท่าตกใจเห็นได้ชัด

“สวัสดีค่ะ หนูลูกแม่จุ๋มค่ะ” ฉันรีบประกาศตัว

“อ๋อ! จ้ะ…จำได้ๆ แต่หนูเข้ามาในนี้ได้ยังไงล่ะนี่?” เสียงป้ารุ้งค่อนข้างร้อนรน “ตอนออกไปป้าล็อกกุญแจกับมือแท้ๆ แล้วหนูเข้ามาได้ยังไงกัน?”

“คุณลุงบอกให้หนูเปิดเข้ามาเลยค่ะ…”

แทบจะไม่สิ้นเสียง ป้ารุ้งก็สะดุ้งเฮือก ถุงกับข้าวหลายถุงพลันหลุดร่วงจากมือ คนรับใช้ทำท่าเนื้อตัวสั่นเทา หน้าซีดเผือด ปากสั่นริก ทำท่าว่าจะปล่อยโฮออกมาเดี๋ยวนั้น!

มันเป็นไปไม่ได้เลย! ป้ารุ้งยืนยัน บ้านหลังนี้มีท่านอยู่กับคนรับใช้คนนี้ และหลานอีกสองคนซึ่งขณะนี้ไปเที่ยวทะเลโน่น เมื่อกี้ออกไปจ่ายตลาดจึงไม่มีใครอยู่บ้านเลย!

คุณลุงที่ฉันเห็นน่ะ ฟังจากลักษณะและท่าทางแล้วคงจะเป็นคุณลุงตั้ว สามีป้ารุ้งนั่นแหละ แต่มันผิดปกติตรงที่คุณลุงตายแล้วค่ะ…

ขอย้ำ! ท่านตายไปสองปีกว่าๆ แล้ว เหลือแต่เศษกระดูกเล็กๆ ในโกศที่เก็บไว้ตามประเพณีเท่านั้น แล้วท่านจะมาเรียกให้ดิฉันเข้าบ้านได้อย่างไร?

เรื่องราวของฉัน คุณผู้อ่านคิดว่ามันน่าตื่นเต้นยิ่งกว่าน้ำท่วม ไฟไหม้บ้านไหมล่ะค่ะ…แม้ว่าขณะนี้ฉันแสนสงสารและเห็นอกเห็นใจผู้ที่ถูกน้ำ ท่วมทุกคนอย่างที่สุดก็เถอะค่ะ!

เสียงจากขุมนรก

ผมได้ห้องพักติดกับพี่ชาญในเรือนไม้เตี้ยๆ ค่อนข้างเก่า มีพืชผักสวนครัวอยู่ด้านหลัง มองไปรอบๆ เห็นแต่ต้นยางสูงทะมึนรายรอบ ถัดไปเห็นยอดเขาสีเทาด้านหลังอยู่ลิบๆ ห่างไกลจากแสงสีแบบเมืองหลวงโดยสิ้นเชิง หงอยเหงาเปล่าเปลี่ยวทั้งกายใจน่าดู

หลังจากเจ้าอู๋ขับรถจากไป ผมก็อาบน้ำอาบท่ามาช่วยพี่ชาญหุงข้าวต้มแกงกินกัน มีต้มยำปลากระป๋องรสแซบกับผัดบวบใส่ไข่แค่สองอย่าง แต่ยามเหน็ดเหนื่อยหิวโหยก็เหมือนได้กินอาหารทิพย์

พี่ชาญเป็นคนพูด น้อย แต่ยังอุตส่าห์อธิบายให้ความรู้ว่าต้นยางพวกนี้จะเริ่มให้น้ำยางเมื่ออายุ 7-8 ปี แต่คนใจร้อนเพราะร้อนเงินมักจะกรีดยางเมื่ออายุ 7 ปี ถ้าปล่อยไปจนถึง 8-9 ปีจะได้ผลดีกว่า จนกระทั่งอายุราว 30 ปีก็โค่นทิ้ง ขายเหมาไปได้เงินเป็นกอบเป็นกำสำหรับเริ่มลงมือปลูกกล้ายางกันใหม่

ตอนนั้นยางราคาดีครับ ยางแผ่นกิโลกรัมละ 40-50 บาท ยังไม่ทะลุดทะลาดลงมาเหลือแค่ 20-30 บาทจนเจ๊งกันเป็นทิว จนต้องตัดต้นยางทิ้งแล้วหันไปปลูกผลไม้อย่างเงาะ ลองกอง แล้ว กลับมาแพงลิ่วในระยะหลังๆ จนพุ่งไปถึง 100 กว่าบาทอย่างที่รู้ๆ กันอยู่

ใครมีต้นยาง 1,000 ต้น แค่รองน้ำยางได้ต้นละ 4-5 บาทก็เท่ากับรับทรัพย์เหนาะๆ วันละ 4-5 พันบาทแล้ว ไม่นับตอนกรีดยางได้เป็นกอบเป็นกำอีกต่างหาก

เจ้าอู๋ขับรถปิกอัพเข้าสวนยางไปไกลโขจนถึงบ้านพักหัวหน้าคนงานวัยสี่สิบเศษ ชื่อ พี่ชาญ หน้าเข้ม ร่างสูงใหญ่กำยำสมหน้าที่ แต่อัธยาศัยใจคอน่ารัก โดยฝากฝังให้ผมอยู่กินที่นั่นเลย ถึงเวลาก็จะมีรถเสบียงมาส่งอาหารให้เรียบร้อย

ถึงแม้จะไม่เคยทำงานในป่าดงหรือไร่สวนมาก่อน แต่เมื่อถึงคราวจำเป็นก็ต้องลองสู้กับมันสักตั้ง จะไหวหรือไม่ไหวเดี๋ยวก็รู้เองละน่า!

 

ผมเจอะเจอเรื่องขนหัวลุกตั้งแต่คืนแรกเลยครับ!

คืนนั้นหัวถึงหมอนก็หลับทันที…คิดว่าคงหลับไปนานโขแบบหลับสนิท หลับลึกจนไม่น่าจะตื่นง่ายๆ แต่ก็ลืมตาตื่นขึ้นมานอนนิ่งๆ ด้วยความสงสัยตัวเอง…จนกระทั่งได้ยินเสียงแปลกประหลาดดังอยู่ข้างๆ เรือนพักนั่นเอง

คุณพระช่วย! เสียงสะอื้นเบาๆ ดังขึ้นมาแทนที่ ก่อนจะดังขึ้นทุกที จนรู้แน่ว่าเป็นเสียงผู้หญิง…ส่วน จะดังมาจากไหนไม่สามารถจับได้ นอก จากจะรู้แต่ว่าดังมาจากใกล้ๆ บ้านพักเท่า นั้นเอง

จากเสียงหัวเราะกลายเป็นเสียงผู้หญิงสะอึกสะอื้น ฟังแล้วขนลุกซ่าไปทั้งตัว ปากคอแห้งผากเหมือนกลืนทรายเข้าไปหนึ่งกำมือ!

ผม กระเดือกน้ำลายอย่างช่วยไม่ได้ หายง่วงเป็นปลิดทิ้ง เหลียวซ้ายแลขวาอยู่ในความมืดสลัว นึกจะออกไปเคาะประตูเรียกพี่ชาญก็เกรงใจ…แกอาจจะกำลังหลับสนิทอยู่ก็เป็น ได้

หรือจะเป็นโจรผู้ร้าย?

เสียงเด็กกลุ่มหนึ่งหัวเราะคิกคัก ได้ยินถนัดชัดเจนจนแน่ใจว่าไม่ได้หูแว่วไปเองแน่ๆ นอกจากสงสัยว่าเด็กที่ไหนมาเล่น มาหัวเราะในสวนยางเปล่าเปลี่ยวยามดึกดื่นแบบนี้?

“อะไรกันวะ?” ผมหลุดปากพึมพำกับตัวเอง แทบไม่น่าเชื่อว่าขาดคำเสียงคิกคักพวกนั้นก็เงียบกริบไปทันใด…มีแต่เสียง ยอดไม้สะบัดใบซู่ซ่ากับสายลม ผมถอนใจยาว พลิกตัวจะหลับต่อ แต่แล้วก็ต้องชะงักงันเหมือนหนังค้างยังไงยังงั้น

 

แต่ที่นี่แค่เรือนพักเก่าๆ ไม่มีสมบัติพัสถานอะไรมีค่านี่นา โจรบ้าที่ไหนจะบุกบั่นเข้ามาปล้นสะดมให้เสียเวลา…

นรกเป็นพยาน! เสียงสะอึกสะอื้นยังดังระงมอยู่รอบๆ ด้าน จนผมใจเต้นแรง สองมือชุ่มไปด้วยเหงื่อทั้งที่อากาศเย็นยะเยือก…ทันใดเสียงหัวเราะครืน ใหญ่ก็ดังมาจากเบื้องบนเล่นเอาผมเผ่นพรวดขึ้นโดยไม่รู้ตัว สุดจะทนทานหรือทู่ซี้กับเสียงสยองเพียงลำพังได้อีกแล้ว

ตะกายออกไปทุบประตูห้องพี่ชาญ ไฟสว่างขึ้นเมื่อประตูห้องเปิดกว้าง ผมถลาเข้าไปบอกกล่าวละล่ำละลัก…ผีหลอกครับพี่ ทั้งเสียงเด็กหัวเราะ ผู้หญิงร้องไห้ ผู้ชายหัวเราะ…พี่ชาญปิดประตูใส่กลอน พยักหน้ารับฟังก่อนจะบอกเสียงเรียบๆ ว่า

“เจ้าที่เจ้าทางน่ะ ไม่มีอะไรหรอก ไม่ต้องกลัว คืนนี้จะนอนห้องพี่ก่อนก็ได้”

สาเหตุเพราะพี่ชาญลืมบอกให้ผมจุดธูปบอกกล่าวเจ้าที่ก่อนจะหลับนอนน่ะครับ เล่นเอาขนหัวลุกแทบตายแน่ะ…บรื๋อส์!!

ผีแม่ค้าสยอง

วันนี้ผมจะเล่าเรื่องขนหัวลุกใจกลางกรุงให้ฟังกันครับ!

ตอนนั้นสงกรานต์เพิ่งผ่านพ้นไปใหม่ๆ ยังดีที่ไม่มีฝนฟ้ามาทำลายบรรยากาศนอกจากตกที่นั่นที่นี่นิดๆ หน่อยๆ ส่วนใหญ่แดดจ้า น่าสาดน้ำประแป้งกันให้ชุ่มฉ่ำ ยิ่งพวกหนุ่มๆ สาวๆ เขาชอบกันนักแล

เย็นนั้น ผมออกจากบ้านที่สะพานเหลืองมาพบกับไอ้ฮุยเพื่อนซี้ ส่วนมากเรามักจะไปหาที่แปลกๆ ดวดดื่มกันตามประสาหนุ่มใหญ่วัยใกล้เลขสี่อยู่รอมร่อ บางวันไปถึงราชวงศ์ บางวันก็แค่ตรอกโรงหมูใกล้ๆ ที่เปลี่ยนชื่อซะหรูหราว่า “ถนนมิตรภาพไทย-จีน”

วันนี้ข้ามฟากไปวัดดวงแข ตรอกสลักหิน เตร็ดเตร่ไปถึงรองเมือง ก่อนจะเลี้ยวเข้าดูบรรยากาศสถานี รถไฟเสียหน่อย

แหม! หัวลำโพงกำลังคึกคักเชียวครับ เพราะผู้คนที่เพิ่งทยอยกันกลับกรุงเทพฯ หลังเล่นสงกรานต์กับเยี่ยมเยียนพ่อแม่ญาติมิตรแล้ว เราเดินทะลุออกด้านข้างแล้วเลี้ยวซ้ายไปด้านหน้า…คนจรจัดนอนข้างทางเรียง รายกันเป็นแถวใช้กระดาษหนังสือพิมพ์ปูนอน

มีอยู่รายหนึ่งโก้กว่าเพื่อน เพราะพี่แกมีเตียงเตี้ยๆ ราวศอกเดียวไว้นอนหลับอุตุ ฝันหวานสบายแฮไป

ทะลุออกด้านหน้าอีกครั้ง…มีอะไรผิดหูผิดตาไปแฮะ!

ก่อนถึงถนนพระรามสี่ที่มีรถราขวักไขว่ตามปกติ ถนนสายแรกก็รถจากถนนเลียบคลองผดุงฯ เลี้ยวไปทางรองเมือง ถัดไปก็ขึ้นทางด่วน…ระหว่างนั้นมีลานโล่งๆ ทั้งซ้ายและขวา เราชวนกันเดินข้ามไปเงียบๆ คงคิดตรงกันว่าจะไปหาอะไรกินที่ไหนดี?

เอ๊าะอ๋อ! แม่ค้าส้มตำสาวๆ สวยๆ ราวสิบเจ้าที่ปูเสื่อขายสินค้าอยู่บนลานแคบๆ นั่นน่ะซีครับ เราเคยมาอุดหนุนพวกเธอ 2-3 ครั้งแล้ว

…จู่ๆ ภาพเธอก็เลือนรางจางหายไป แล้วก็กลับชัดเจนขึ้นมาใหม่ ปากที่ยิ้มละไมดูจะกว้างขึ้นคล้ายแสยะ นัยน์ตาดำขลับก็กลับขยายใหญ่ พองโตแทบทะลักออกมานอกเบ้า…เสียงหัวเราะหวานใสก็กลายเป็นเย้ยหยัน เขย่าขวัญสิ้นดี!

“อะไรวะ?” ไอ้ฮุยร้องสุดเสียง ผงะหน้า หงายหลัง ดีแต่ใช้สองมือยันพื้นไว้ทันท่วงที…ในแสงไสวของราตรีไม่มีแม่ค้าหน้าหวาน ตาคมอีกต่อไปแล้ว ตะกร้าใส่ข้าวของก็หายไป…ไม่เหลือแม้แต่เสื่อผืนนั้น นอกจากพื้นแข็งกระด้างที่เรานั่งตะลึงพรึงเพริดอยู่กับที่

“ผีหลอก โว้ย!” ไอ้ฮุยร้องอีก เราลุกพรวดพราดขึ้นมายืนพร้อมกัน เหลียวซ้ายแลขวาที่มีรถราและผู้คนคับคั่ง…เราหลุดเข้าไปในมิติอะไรก็ไม่ รู้…แต่ที่แน่ๆ คือขนหัวลุกครับ!

“เฮ้ย! วันนี้หายไปไหนหมดวะ?” ไอ้ฮุยหลุดปาก เหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้ “ทำไมไม่เหลือซักเจ้าเดียว”

“ยังไม่กลับจากเที่ยวสงกรานต์น่ะซี” ผมก็เพิ่งนึกได้เช่นกัน “อีก 3-4 วันก็มาขายลานตาเหมือนเดิมแหละว้า! เอ๊ะ…”

เสียงผมขาดหายไป เมื่อเห็นเด็กสาวหน้าตาจิ้มลิ้ม ผมยาว นั่งพับเพียบอยู่บนเสื่อใกล้หาบส้มตำ ที่มีมะละกอกับมะม่วงดิบ พร้อมด้วยอุปกรณ์ต่างๆ ครบครัน…จะขาดก็แต่ลูกค้าหนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่ที่เคยมานั่งอุดหนุนเท่านั้น แหละ

“โธ่เอ๊ย! กูก็เพิ่งเห็น” ไอ้ฮุยร้อง “เอาที่นี่แหละวะ กูย่ำต๊อกซะเมื่อยขาแล้ว”

อีกครู่ใหญ่ๆ ต่อมา เราก็ไปนั่งขัดสมาธิบนเสื่อ ซดเหล้ากับส้มตำปูรสแซบของแม่ค้าวัยรุ่นผิวขาว อล่อง ชม้อยชม้ายชายตายั่วเย้า เล่นเอาหนุ่มเหลือน้อยอย่างพวกเราชักจะเลือดลมแล่นซู่ซ่าขึ้นมา

เผลอๆ ก็ต้องลงเอยด้วยส้มตำครกพิเศษ ตามสำนวนนักเที่ยว “ครกละห้าร้อย ครกละพัน” กับแม่ค้าคนสวยจนได้…คนเสเพลอย่างพวกเรารู้กันดีครับว่าคุณเธอขายส้มตำ บังหน้าการค้าประเวณีเท่านั้นเอง

ยั่วเย้ากระเซ้าแหย่ ต่อปากต่อคำกันเพลิด เพลิน เธอเองก็ช่างพูดช่างคุย มีการแซวว่า…พี่สองคนหล่อพอๆ กันเลยค่ะ หล่อซะจนหนูไม่รู้จะเลือกใคร เดี๋ยวก็เหมาซะทั้งคู่!

ไอ้ฮุยหัวเราะเอิ๊กอ๊ากชอบใจ ผมเองก็รู้สึกเหมือนเสียงรถราและผู้คนที่เคลื่อนไหวอยู่รอบๆ ตัวเราหายไป โลกนี้ราวกับไม่มีใครอื่นอีกเลยนอกจากเราสามคนเท่านั้น ภาพและเสียงต่างๆ พร่าเลือนไปหมด แม้แต่ใบหน้าขาวแฉล้มของแม่ค้าตาคมก็เช่นกัน

 

black crystal

Shadows lurked at the edge of the circus camp spread around the black mountain of the Big Top pitched beside Shady Creek in a field outside of Sarasota, Florida. The evening cooking and warming fires of the circus people mingled bacon smells with wood smoke and waves of warm air. The railroad tracks marched across a distant meadow with the circus train stretching out on them like a pencil line. One of the shadows materialized into a gypsy wagon with rickety wheels, chipped red and blue paint, faded orange letters, and a scattering of white stars circling a black crystal ball decorating its weather worn sides. Madam Cecelia sat in the oval doorway of the wagon holding the original black crystal ball in her hands. She turned the evening cool, smooth crystal ball over and over and she held it up to the light from the small fire burning in front of her wagon and admired the patterns of the flames as they danced across the crystal ball’s surface.

Then the texture and temperature of the ball changed. It began to warm up gradually like a frozen hand thawing out in a mitten. Soon the crystal ball became too warm for Madam Cecelia to hold and she dropped it on the seat beside her.

“Ouch, that was hot!” Madam Cecelia exclaimed. She leaned over so far that her yellow turban slipped over her eyes and the sleeve of her green and purple striped robe completely covered the crystal ball. She pushed her turban back on her head, pulled her sleeve off the crystal ball and stared into it. Then she asked the cool March air, “Why are you here, Bettina?”

Madam Cecelia stared into the crystal ball and she saw Bettina doing a back flip at the dinner table back at her home.

“I’m going to find Uncle Andy and join the circus!” Bettina proclaimed to those at the table.

Bettina knew exactly where to find Uncle Andy. She read in the Sarasota Spectator that circus owner Robert Ringling had done something different this war year of March 1944. Instead of following the usual custom of dress rehearsing his show in New York, Robert Ringling decided to try out his company right here in Sarasota, Florida. He called his production staff, performers, and musicians to the circus winter quarters and rehearsed and practiced them for weeks. Bettina had read about it in the Sarasota Spectator every day for the past three months. Today, March 26, 1944, the Sarasota Spectator reported that the Ringling Brothers Barnum and Bailey Circus had performed without a hitch and all of the proceeds were going to charity. This would be the last night in town for the circus. It was heading north to New York and then on to Hartford, Connecticut in July. Bettina had recently learned that her Uncle Andy had been an acrobat with the circus for six years.

Bettina couldn’t believe when she came up out of her flip and saw Uncle Andy sitting in the seat of honor next to Papa. Uncle Andy smiled at her. “So I finally get to meet my niece, Bettina. Wonderful flip, just wonderful. You can show me the rest of your act after dinner.”

Bettina’s eyes lit up like she had swallowed a firecracker. She choked on the tea that she had begun to sedately sip to please Papa.

“Papa, can Uncle Andy and I practice acrobatics after dinner?”

Papa set his tea cup into its saucer so hard that tea sloshed over the edges unto Mama’s white lace tablecloth.

Papa seemed to stare straight through Uncle Andy, which Bettina found odd. After all, Uncle Andy was at least twice Papa’s size with red hair that clashed with Papa’s brown hair, and bushy red eyebrows resembling a burning bush. Papa’s glare rested on Mama. “Helen, I forbid you to encourage that child in her absurd fantasies! Circus acrobat, indeed!”

“Dreams aren’t absurd, dear. It takes faith and imagination to dream,” Mama said.

Glaring at Bettina, Papa said, “I forbid you to wear anything but white dresses and pink hair ribbons, and I order you to keep both of your feet on the ground at all times!”

Mama hurried to the kitchen to get a tea towel as Bettina stared at her Papa, shocked at his sudden anger. She dabbed her lace tablecloth with it. “I’m sorry, Helen,” Papa said, grabbing the other end of the towel and dabbing at the tea stain that invaded the tablecloth like a fire licking the edges of a piece of paper. He dabbed at the stain with his end of the towel. “I’ll get you another lace tablecloth, Helen.” He continued to ignore Uncle Andy.

Mama patted his hand and gently worked the dish towel out of it. “Kenneth, why don’t you go into the study and relax while Bettina and I do the dishes?”

Bettina watched Papa walk to the study, Uncle Andy trailing behind, still unnoticed. Papa looked and acted like he was walking into freezing water.

In the kitchen, Mama handed Bettina the dish towel with one hand and a pair of patched brown knickers with the other. They once belonged to her older brother Frank, who had left for Army service months ago.

“You patched Frank’s knickers, Mama. Oh, thank you!”

“Now, if I can just calm your father down enough for you to practice,” Mama muttered as she and Bettina did the dinner dishes. By the time they were finished, Mama had an idea to calm Papa. She told Papa she had a “rose problem” and since Papa liked roses so much, he went to the rose garden with her right away.

Wondering why Mama and Papa were ignoring Uncle Andy, Bettina put on Frank’s patched knickers and one of Papa’s shirts and rushed back into Papa’s study. Uncle Andy showed Bettina the fine points of somersaulting, back flips, and hand stands. It seemed to Bettina that all Uncle Andy had to do was show her the acrobat moves and she was doing them. She flew through the air, she turned and twisted. Bettina was flying!

Bettina was so happy with her acrobatics and Uncle Andy was so happy with his teaching her that neither of them noticed Papa until he stomped through the door and grabbed Bettina in mid somersault. He sat Bettina down on the floor so hard that her teeth chattered. “Go upstairs and take off those knickers at once!” Papa shouted.

“But me and Uncle Andy…” Bettina protested.

“Don’t you mention his name in this house again!” Papa roared.

Uncle Andy turned and rushed out out the front door, slamming it behind him. Bettina then went into the hall closet and got out one of Frank’s old baseball caps that Mama had put there. Bettina put on the baseball cap, marched upstairs then carefully climbed down the rose trellis that Mama had put up outside her window. Using her newly practiced crab crawl, she climbed down two stories, careful to use the toeholds in the trellis. Then she hurried toward the circus grounds on Sherwood Avenue, looking for Uncle Andy.

 

Madam Cecelia stared into the crystal ball and she saw Bettina running toward the Big Top.

“Bettina, why are you here?” As Bettina ran closer, the crystal ball again changed temperature from warm to so hot that Madam Cecelia dropped it and waved her hands in the air to cool them off.

“How did you know my name?” Bettina asked the strange looking woman in the green and purple striped robe and yellow turban who looked more like a clown than a spooky gypsy fortune teller. “How did you recognize me when I’m wearing my knickers and my baseball cap?”

“I know all. I see around knickers. I see under baseball caps. I see into the future,” Madam Cecelia intoned.

“Your turban is on crooked,” Bettina told Madam Cecelia.

“My crystal ball is straight looking and talking,” Madam Cecelia said. “And it’s telling you to go home. Girls don’t run away to join the circus.”

“Most girls don’t join the circus but I’m not most girls. I wear knickers and turn somersaults and I’m going to find my Uncle Andy and I’m going to join the circus with him,” Bettina said.

“Come inside, then,” said Madam Cecelia, beckoning to Bettina. Your Uncle Andy is busy carrying water for the elephants, but we can wait for him here and maybe fix him some supper.” She patted the wagon seat beside her.

At first Bettina hesitated, but when Madam Cecelia looked at her like she was a timid girl, Bettina climbed up beside her on the wagon seat. Madam Cecelia handed her the crystal ball. “Hold this while I go inside and get some sausage to fry for supper,” she said to Bettina.

Madam Cecelia disappeared inside the wagon for what seemed like hours to Bettina. Darkness had tucked itself more firmly around the wagon during the time Madam Cecelia was inside, and the fire in front of the wagon nearly went out. When Madam Cecelia saw the embers, she said sharply to Bettina, “Quickly, quickly, go to the woods across the field there and collect more firewood.”

Bettina stumbled across the dark field, her feet tripping over roots and the uneven ground. Once she stumbled into a rabbit hole and had to struggle to get out. Her ankle ached, but she kept running. Finally, she reached the edge of the woods. The wall of trees, as solid as the black bulk of the Big Top, seemed to rush to meet her, their branches reaching out to grab her and pull her into their thick scratchy arms.

Although she was wearing her knickers, Bettina shivered like she had seen her girlfriends Sally and Janet shiver when they were afraid. She also had seen her cousin Frank whistle when he was afraid, so she shivered and whistled both, as she took three steps into the woods. She could see twigs and small branches on the ground and she quickly gathered up an armful and turned to run away.

Then she saw it – a bright red glowing light coming toward her and growing larger and larger as it drew nearer. Bettina stopped whistling. The glowing red light was a red dragon with fire shooting from its nose and claws, flying faster than she could run.

Grasping her firewood closely to her chest, Bettina ran for the edge of the woods, with the fire breathing dragon chasing her. Bettina thought that the dragon wouldn’t follow her out of the woods, but she could feel the dragon’s breath on her neck as she raced across the meadow. The fiery breath of the dragon singed her hair and she did several somersaults to get further ahead. Bettina was so out of breath she couldn’t even shout for help as she ran past the cooking fires of the circus people camped for the night.

Still clutching the firewood, Bettina did one giant somersault and landed in front of Madam Cecelia’s campfire. She stood up from her somersault, dropped the wood in front of the fire, and panting and wheezing, she pointed to where she had last seen the fire breathing dragon.

“There!” she gasped. “There!”

“There’s no one there,” Madam Cecelia said. “Thank you for getting the wood. And Andy is here!” She pointed to her crystal ball.

Bettina stared into the crystal ball, but she didn’t see anything but her own reflection.

“I want to see Uncle Andy! Uncle Andy’s an acrobat! He flies through the air on three trapezes and does somersaults in the air between them. He’s the best acrobat in the world, and I want to be just like him.”

For a minute Bettina had forgotten about the fire eating dragon, but the blazing of Madam Cecelia’s fire as she threw on the firewood reminded her and she looked over both of her shoulders. She didn’t see the dragon, but before she could say anything about it, a man with shoulders like barrels came up to the fire. Staring at Bettina, he said, “The elephants need feeding, watering, and bedding down NOW!”

The man with the shoulders like barrels pulled Bettina along by the arm and then into a nearby barn where two elephants stood flinging hay into the air. He handed her two buckets. “Fill these with water from the creek near the Big Top while I feed them some carrots and toss some hay for their beds,” he said.

Bettina carried the water buckets past the campfires of the circus people and soon she saw Shady Creek, so small that she was tempted to somersault across it, running past the Big Top. Instead, she knelt on its banks, and filled the water buckets. As she stood up and picked up the water buckets, Bettina’s eyes rested on peak of the Big Top. She then saw a thin line of fire spread across the canvas like water soaking into a sponge.

Bettina hauled her buckets of water to the doorway of the Big Top and stood on tiptoe, trying to throw water on the fire.

“What do you think you’re doing?” The man with shoulders like barrels stood beside her and grabbed a bucket from her hand.

“I’m trying to put out the fire. Don’t you see it?” Bettina waved frantically at the top of the Big Top, but there was no fire, just a smooth expanse of canvas.

“You need to get that water back to the elephants and stop playing tricks,” the man said. “Now git along with you!”

Bettina refilled the water buckets and hurried back to the barn. She heard the elephants trumpeting as she got nearer to the barn, and she put the buckets of water in front of the elephants and watched them take long slow drinks. Suddenly, one of the elephants took a long drink of water in its trunk and squirted it at the other elephant. Bettina laughed as the other elephant retaliated and both of them squirted water at each other. She kept laughing as she traveled back and forth to the creek for five more buckets of water so the elephants would have enough water to drink and squirt.

After she had finished watering the elephants, Bettina went back to Madam Cecelia’s gypsy wagon. She had to find Uncle Andy and if the crystal ball could tell her where to find him, she would pester it until it told her.

The wagon door was closed, but Bettina talked to it anyway. “Madam Cecelia, I’ve seen the strangest things around here tonight. First, a fire eating dragon chased me across the meadow, but I hung on to the firewood. Then I saw a flame run across the top of the Big Top, and when I told the man with barrel shoulders, he said he didn’t see it and he told me to keep hauling water for the elephants. What’s going on?”

Madam Cecelia didn’t open the door. Bettina stared into the shadows. Suddenly, she felt afraid. What if the fire eating dragon came charging at her from the other side of the fire?

Bettina folded her hands and cracked her knuckles. She could somersault away from the dragon again if she had to do it! She tried not to be afraid. After all, Papa had told her many times, his voice dripping with scorn, that girls and women were timid creatures.

Bettina jumped up and did a back flip. She knocked on the closed door of Madam Cecelia’s gypsy wagon. She shouted, “Madam Cecelia, are you coming out?”

Madam Cecelia stepped out of the wagon and sat on the front seat. She stared sternly at Bettina.

“The circus train is pulling out early in the morning,” Madam Cecelia said. “You will not be on it.”

Bettina stared back just as sternly. “I will be on the train with Uncle Andy.”

Madam Cecelia beckoned to her. “Come and sit and look into the crystal ball. Listen to the crystal ball.”

“I’ll sit and wait for Uncle Andy,” Bettina said, climbing up on the seat. She sat and waited and waited, but Uncle Andy didn’t appear. Finally, Bettina said, “I’m going to look for him.” By this time the campfire had died down into glowing embers and darkness had settled its heavy black folds around them. “Do you have a lantern?” Bettina asked Madam Cecelia.

“The crystal ball glows in the dark,” Madam Cecilia, said, handing the ball to Bettina. Bettina took the crystal ball in her hands and light shone through it and colored her skin like the moon shining behind the clouds. The crystal ball lit the faces of all of the circus people she walked by, but not Uncle Andy’s.

By the time she returned from her searching for him, the sun had begun to send fingers of light across the sky. All of the circus people had doused their campfires, packed up their gear, and boarded the circus train. The trainers had loaded all of the animals, including the two elephants. Bettina felt more afraid than she ever had when the fire breathing dragon had chased her. She felt so sad that she didn’t even want to turn somersaults nor do back flips. She just wanted to find Uncle Andy.

Suddenly, the crystal ball stopped glowing. It went completely black and felt as cold as Bettina’s hopes. Slowly, she walked back to Madam Cecelia’s wagon, but Madam Cecelia, too, had gone along with her horse and wagon. The only sign that remained that she had been there was trampled grass and the black circle where the camp fire had burned.

Bettina heard the train whistle in the distance. “What do you want me to do with your crystal ball?” she shouted. The mournful whistle of the train answered her question.

Bettina took the crystal ball home with her and hid it in her closet underneath a pile of pink dresses. She felt its magic smoothness as she listened to Papa’s scolding. After he had calmed down, they sat by the fire in the evenings, and Papa shared stories about when he and Uncle Andy were boys. Andy was always an acrobat and Papa, the serious and responsible person.

“You’re a lot like him and you’re a girl. That’s why I’m so hard on you,” Papa said. He started to say something else, but his voice choked up and he jumped up and hurried to his study. Bettina knew that he was standing by the window blowing his nose. She could hear him.

The next morning was Saturday, so Bettina didn’t have to hurry off to school. She went into Papa’s study. She knew he would be sitting in his arm chair reading the Sarasota Sentinel. Papa was indeed sitting in his arm chair, the Sarasota Sentinel folded across his knees. He held his blue and white polka dotted handkerchief to his nose and blew loudly, his eyes moist.

Bettina ran over and threw her arms around Papa’s knees, and the paper fell to the floor.

“Papa, why are you crying?” she said, picking up the newspaper and handing it to him.

Papa handed her the newspaper and pointed to a paragraph on the front page that he had circled with a black crayon.

Bettina read the paragraph, and her eyes widened in shock. For the paper said that the Ringling Brothers Barnum and Bailey Circus was honoring Andrew Yonkers, formerly an acrobat with the circus, who had died when his tent caught on fire two years before. He had bravely saved several audience members before meeting his certain death in the flames.

Bettina stared at Papa. “But Papa…”

“I didn’t like it because I thought he got more attention from my Mama and Papa than I did. I didn’t like it because you wanted to be like him. I wanted you to want to be like me.”

“But Papa, I saw him.”

Papa was sobbing so hard that he couldn’t answer her. Bettina sat in Papa’s lap and hugged him until he stopped crying. From that day on, Papa had Bettina practice her acrobatics in his study.

For days at a time, Bettina forgot about the crystal ball hidden in her closet. Then, on the night of Thursday July 6, 1944, after she had spent the day practicing somersaults like Uncle Andy did and after she had bathed and changed into her night gown, Bettina saw a glow through her closed closet door. She got out the crystal ball and rubbed it. The ball began to vibrate with a faint tinge of light, like the sunrise over the ocean and then it glowed a deep, fiery red like the fire breathing dragon. Bettina saw the Big Top and this time instead of a narrow ribbon, the Big Top blazed with banners of flame that waved in the wind and spread across the canvas. Bettina saw an acrobat turning flips and cutting doorways in the Big Top canvas so that frightened children and their parents could escape from the burning tent.

The next day, Bettina went to the meadow at the edge of the woods where the circus had spent the winter. Madam Cecelia’s wagon stood parked in its old place and Madam Cecelia, wearing a green and red polka dot turban, sat on the seat, smiling at Bettina.

“I brought back your crystal ball,” Bettina said. “It helped me find Uncle Andy.”

Madam Cecelia hugged her. “It will be here when you need it again,” she said.

Bettina turned somersaults all of the way home.

Ghost ship

The old age of fifty pieces of white hair, dark eyes, muscular figure looks like … I’m drinking toddy with fish that is a favorite of the grill. Receptions growth to Bangkok together with her left eye, the two minerals. Well livelihood of mangrove trees to sell charcoal from young to old.

Both spouses have an antique wooden boat excavated Showcase. For full body hair cut mangrove trees. To the hundreds of people, most reliable piece of … Wooden Showcase that has haunted me. But we are using the excavators Showcase of wood for many generations ago anyway.

One look at the Ore Mountains, it is the sugar house. Grandma came to draw water, or the water is not known. Mineral eye on the fish for the grill, please do not respond. When I got out I saw his face I Grok water.

There was talk that the move is a breeze to do. I get to bring out some … Some people believe that the paranormal is the Showcase!

Funeral passed. The receptions will it take to burn her to Bangkok to look up all the ore out to the living as the old mangrove trees. Villagers saw two trucks mangrove grandparents home. Applied across the board to the coast. Then help transport a timber carrying a large stack front row … now mine eye. The need to do it all alone. Although sympathetic to the idea that it will help.

M ore Vista looks dull to me. Manner similar despair in his weary evening was to sit quietly sip sugar. DoD canal alone flash red until the dusk to see the kids running because I thought that haunted me.

When children misbehave, whether women or men as well. I swim to the island as cargo tug. To climb with a rope tied between various vessel. I also carry a catapult into the garden. I shot a squirrel by coconut plantations. This is to do this as you like. Do not worry about it.

Why is it like gnawing squirrels eat coconut mild damage to one who shot the squirrels will get me my Palm was awarded to 10 children.

Recalled the atmosphere of cultivated trees. Covered with shade trees in quiet times, it is not totally lost. Think crystal clear rivers. Shrimp, fish. He caught me by the docks, large shrimp. Hand very easily.

I think the canal is made up of minerals eye out!

I’ve been burning coal, it will not sell. He was taken to the burn. Sugar … I had to send it off to be sold as mangrove cutting on the Humber appearance like the other day only.

I’ve seen many people sitting quietly sip sugar is suddenly beckon to dredge wooden Showcase. Calling loudly to hear that.

“I came to DC. Dear grandmother left! I love to sit in my knee Eheahuk “.

Looking at the board, it’s a little wobbly. By waves. I have not seen someone with the same hurried away football shorts. Thrill to the same cardiac disturbances.

Some time later he was found dead lie stretched eye on ores mined in the glass vessel. Wrinkled lips with a little smile. Open your eyes widely. Promising a bright one that I have seen have been waiting for so long.

Little House on the old tin roof foxy Became abandoned. Eventually decay down to the ground …

Wooden Showcase dredge vessels are not apathetic. Leak into the cracks … and sank under the water. But the story haunted me to this day only!

Aitport ghost

In the first section  I will work for the last 7 hours. During a run. The eye could see that there was a long straight hair. Sitting behind a desk. I realized that many people. I turned to say. But found nothing.

The other two are on order before 2 pm the same day, the first stop. There are regular bus company (behind the seat. The second row) to get out of the area. I walk up to a woman is seen sitting in front of it. I wear company. I sat in the back. I went to the car. I see that the seat beckoned. Friends said he immediately went as soon as I got into the car and the backseat before I was told. I just know. That sit in front of it. I also told him to leave the car. I and another friend told me to get back is another altogether. Now, at the end of 4 people. Shouted the driver of that car.

Last Saturday past. I work with people from Cleary. In the afternoon I was talking about it. Till 4 pm. Told the court he turned to see a woman with long hair. I sat in a chair near the poles. I turned to my friend. I was told there was not. My friend told me I’ve long. Well ….. I had a friend that was leaning against a pillar. But that’s only half the 2 pm 4 pm today so I’m off.

I was the last one off it went to the park, it’s old and it’s doubtful that anyone would face. I think there may be others too. Be the first to tell your friends. I do not see it. We realized that ผiam play. I just need someone to see me. Except that when I was the last person to say it’s not. We the people did not believe it until I see it is true. Asked the driver if no one really. He’s the only one I can not answer why we went to the bus to go home. The manager also told me that he was just some merit to that, he told me that I had not seen it

black ghost

Ghost

A day passed in these terrible conditions. The two cowboys drank the last of their water and ate the last of their food, while the wind and sand whipped about in an impenetrable curtain and the heat dried out their bodies. One after the other their horses dropped dead and were gradually buried under the sand. Through his increasing misery, one of the men noticed that the sound of the storm was muted, though there was no decrease in the pounding of the wind and the sand. Through the sandstorm rode a man dressed all in white. He was followed by eleven riders, who were also dressed in white. Their spurs, bits, and stirrups gleamed like silver; their belt buckles were gold. They were leading a white horse behind them. He tried to call out to them, but his lips were swollen shut.

Something in their grim air made him turn to look at his friend, who lay dead at his side. His heart beat rapidly as he realized suddenly how narrow his own escape had been. And suddenly he understood something else. The riders he had seen had been the white riders of death. By leaving him behind, they had spared his life when they came through the storm to take his friend home.

The procession stopped in front of the half-buried cowboys and two men dismounted. They walked over to the man beside him. Tenderly, they helped the other cowboy over to the riderless horse and set him in the saddle. Then they mounted their horses and the men in white started riding away. The remaining cowboy pried his lips apart with shaking fingers and gave a hoarse cry of protest. But the white riders disappeared back into the storm, leaving him alone in the whipping sand. Just before the last rider vanished, he turned back towards the cowboy and said: “”It is not your time yet. We will come back for you presently.” Then he passed out of sight.

Stricken, the cowboy buried his face against his arm and gradually lost consciousness. He was awakened by someone shaking his shoulder. He looked up into the eyes of some of his fellow cowpokes who had come to find him and his friend as soon as the storm let up. They forced some water through his dry lips and helped him sit up and told him he was lucky to survive.