death

8 entries have been tagged with death.

งานเลี้ยงผี

เมื่อถึงหน้าทุเรียน ชาวสวนจะเลือกทุเรียนลูกดีที่สุด 1 ลูก ระดับหมอนทอง 5 พูลั่ง…อะไรประมาณนั้นแหละครับไปถวายที่ศาลพระภูมิ แล้วบนบานศาลกล่าว ขอให้ปีหน้าได้ผลดกมากกว่าปีนี้เถิด…เจ้าประคู้น!

นอก จากผีก็คือพระ!! ในช่วงทุเรียนตกดอก ชาวสวนจะนิยมไปกราบไหว้พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่วัดพิกุลเงินขอให้ปีนี้ขาย ได้เงินเป็นหมื่นๆ ถ้าเกินห้าหมื่นจะนำทุเรียนมาแก้บนแน่นอน

เมื่อคุยกันถูกคอบ่อยครั้ง ลุงพัดก็เล่าเรื่องน่าขนหัวลุกให้ผมฟัง ทั้งน่าแปลกประหลาดและน่าสยดสยองจนผมจำได้ไม่มีวันลืมเลือน

สมัยที่ยังหนุ่มฉกรรจ์ พ่อแม่เพิ่งล้มตายไปไล่ๆ กัน ไม่ช้าก็ถึงหน้าทุเรียนระบุพอดี!

ลุง พัดเลือกหมอนทองลูกโตไปถวายศาลพระภูมิในสวนตามธรรมเนียม บอกกล่าวว่าเป็นสิ่งตอบแทน บุญคุณที่ช่วยให้ทุเรียนผลิดอกออกผลน่าชื่นใจ ขายได้เงินทองเป็นกอบเป็นกำ…ปีหน้าฟ้าใหม่ก็ขอให้เจ้าพ่อ จงดลบันดาลให้ทุเรียนติดลูกดกมากกว่านี้เถิด…สาธุ!

สมัยก่อนเรียกกันว่า “ทุเรียนสวน” หมายถึง “ทุเรียนในสวนเมืองนนท์” ส่วนทุเรียนจังหวัดอื่นๆ ไม่ว่าทางภาคตะวันออกหรือภาคใต้เรียก “ทุเรียนนอก” หรือนอกสวนเมืองนนท์นั่นเอง

บางทีเรียก “สวนใน” ก็มีครับ นั่นคือ หมายถึงทุเรียนและพืชผลอื่นๆ ที่ปลูกในแหล่งที่เป็นสวนสองฝั่งเจ้าพระยา คือกรุงเทพฯ ธนบุรี และนนทบุรี ส่วนพื้นที่สวนอื่นๆ แม้จะอยู่ไม่ไกลนัก เช่นสมุทรสาครหรือสมุทรสงคราม ก็จะเรียกว่า “สวนนอก” ทั้งสิ้น

ผู้คนทั้งในและนอกเมืองนนท์จะเรียกผลไม้และพืชผลอื่นๆ คล้ายกัน เช่น ทุเรียนสวน, มะม่วงสวน, มะนาวสวน…ขนาดพริกขี้หนูยังเรียกพริกขี้หนูสวนเลยครับ

เชื่อถือกันว่า “ของสวน” หรือ “สวนใน” จะมีคุณภาพดีกว่าอย่างแน่นอน!

ตอนที่ผมไปอยู่เมืองนนท์ใหม่ๆ ยังพอมีสวนทุเรียนอยู่เป็นพันไร่ วันไหนว่างก็ไปคุยกับลุงพัดวัย 70 เศษ แต่ยังแข็งแรงเพราะออกกำลังทำสวนสม่ำเสมอมาตั้งแต่หนุ่มๆ ได้เห็นทุเรียนพันธุ์ก้านยาวอายุ 100 ปีเศษ

ที่น่าสังเกตก็คือสวนทุเรียนที่ยกร่องเรียงรายนั้นไม่มีการล้อมรั้วเลย กับมีต้นทองหลางปลูกแซมทุเรียนแทบทุกต้นก็ว่าได้

ลุงพัดให้ความรู้ว่าขโมยขโจรยังไม่ชุกชุมนัก การลักขโมยทุเรียนหนามแหลมๆ ถือว่าเป็นเรื่องยากอยู่ พอถึงหน้าทุเรียนระบุ เจ้าของสวนลงมากอดปืนนอนเฝ้ากันขโมยก็พอ…การปลูกต้นทองหลางแซมกับต้น ทุเรียนก็เพื่อช่วยบังลม รากจะทำให้ต้นและดินเย็น ป้องกันหน้าดินพังได้ด้วย

ทำไมทุเรียนสวนจังหวัดนนทบุรีจึงได้โด่งดังนักหนา?

รสชาติอร่อยถูกปากคนทั่วไปน่ะซีครับ คือส่วนมากไม่หวานจัดแต่หวานมัน แถมเมล็ดลีบเล็ก (เม็ดตาย) อีกต่างหาก พันธุ์ที่ขึ้นชื่อลือชามากๆ คือ กำปั่น, หมอนทอง, กบ และก้านยาว เป็นต้น

มีมากมายที่ตำบลบางเลน, บางม่วง และเสาธงหิน

ความเชื่อเรื่องภูตผีหรือพระภูมิเจ้าที่ก็คล้ายๆ กันไม่ว่าจังหวัดไหน แต่ชาวสวนทุเรียนเมืองนนท์จะตั้งศาลพระภูมิไว้ในสวน บูชาด้วยเครื่องเซ่นและดอกไม้ธูปเทียนเหมือนที่อื่นๆ

 

แทบจะไม่ขาดเสียง สรรพสิ่งก็ตกอยู่ในความเงียบสงัด ลมไม่พัด ใบไม้ไม่กระดิก เมฆหนาทึบเคลื่อนมาบดบังแสงแดดในยามสายจนหมดสิ้น หมาเจ้ากรรมจากสวนขนัดติดๆ กันก็โก่งคอหอนเสียงโหยหวนเยือกเย็น

ลุงพัดรู้สึกร้อนๆ หนาวๆ อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ปากคอแห้งผาก เหลียวซ้ายแลขวาก็ไม่เห็นสิ่งใดผิดปกติ ยกเว้นแต่ความเงียบเชียบน่าใจหาย

ขณะที่จะล่าถอยออกมาด้วยความหวาดระแวง ใจเต้นระทึก ก็ได้ยินเสียงตุ้บ…แม้จะไม่ดังนักก็ทำให้สะดุ้งโหยงสุดตัว!

ทุเรียนหมอนทองที่เพิ่งเซ่นศาลพระภูมิหยกๆ นั่นเองที่ตกลงมาเองเหมือนมีมือใครจับโยน! แต่นั่นยังไม่น่าขนลุกขนพองเท่ากับทุเรียนแตกกระจาย…เหลือแต่เปลือกกับ เม็ดลีบๆ เท่านั้นเอง…ร่างของหญิงสาวผมยาว นุ่งโจงกระเบนสีเขียว ห่มสไบสีตองอ่อนยืนเด่น เป็นรูปเงาเลือนรางอยู่ข้างศาลไม้เก่าแก่ ลุงพัดรู้สึกแก้วหูลั่นเปรี๊ยะ ม่านตาลายพร่า…จ้องมองอีกครั้งภาพนั้นก็จางหายไปแล้ว

ต่อมา ลุงพัดเอาเครื่องเซ่นไปถวายที่ศาลพระภูมิกลางสวนเมื่อไหร่ก็จะบอกกล่าวชัด แจ้งว่า “ขอให้เจ้าแม่จงรับเครื่องเซ่นด้วยเถิด” เจ้าแม่คงพอใจจนไม่ปรากฏร่างให้แกขนหัวลุกอีกเลย!

ผีตายไม่ไปไหน

เพื่อนแม่ชื่อป้ารุ้ง ฉันเคยพบครั้งเดียวเอง ตอนที่พาแม่ไปส่งในงานเลี้ยงรุ่นของแม่ แต่บ้านป้ารุ้งหาไม่ยากหรอกค่ะเพราะซอยนี้ฉันถนัดมาก เพื่อนสนิทของฉันก็อยู่ในนี้นี่คะ… เดี๋ยวเอาน้ำพริกกุ้งให้ป้ารุ้งเสร็จก็จะไปหาเพื่อนเป็นรายการต่อไป

นั่นไง! บ้านป้ารุ้งเป็นกำแพงอิฐทาสีปูนแห้ง คือสีส้มอมชมพู ประตูเป็นไม้ระแนงสีน้ำตาลไหม้ สีสนามหญ้าเล็กๆ เขียวขจีอยู่หน้าบ้าน

ฉัน จอดรถริมกำแพงอย่างดิบดีแล้วลงไปกดออด เมฆครึ้มเต็มฟ้าบดบังแสงแดดดีนัก…เอ! บ้านเงียบจัง มีใครอยู่หรือเปล่าหนอ? นี่ก็สิบโมงเช้าพอดี หรือว่าคุณป้าจะนอนตื่นสาย? แต่ก็น่าจะมีเด็กรับใช้นะ ฉันยืนชะเง้อคอยาว รออีกอึดใจใหญ่ๆ ก็กดออดอีกครั้งหนึ่ง…

เกรงใจนะเนี่ย แต่ชักกระวนกระวายขึ้นมาแล้วสิ!

แต่มีอยู่เรื่องหนึ่งซึ่งเจ๋งสุดๆ ทุกคนที่ได้ฟังจะต้องทึ่ง อึ้ง เสียวไปกับฉันแน่ๆ

แม้ว่าจะผ่านมาหลายปีแล้ว แต่ฉันยังจำได้…วันนั้นเป็นวันเสาร์ต้นเดือนธันวาคม แม่วานให้ฉันเอาน้ำพริกกุ้งสดที่แม่ทำเองไปให้เพื่อนที่อยู่ในซอยศูนย์วิจัย ที่สำคัญฉันต้องให้น้ำพริกนี้ถึงมือผู้รับ และอธิบายวิธีกินกับวิธีเก็บอีกด้วย

น้ำพริกกุ้งสดที่ว่านี้ทำจากกุ้งแม่ น้ำตัวโตๆ เอามาเผาพอสุก คลุกกับน้ำพริกที่ทำมาจากหอมเผา กระเทียมเผาและพริกชี้ฟ้าเผา หอมมันกุ้งและเคี้ยวเนื้อกุ้งสดเผาได้เต็มคำ

ส่วนวิธีเก็บคือให้เก็บในตู้เย็น พอจะกินก็เอามาวางในอุณหภูมิห้อง โดยไม่ต้องเอาไปตั้งเตาอุ่นกับไฟ ไม่งั้นมันกุ้งจะจับตัวเป็นก้อน เสียรสเลยค่ะ!

 

ทันใดมีเสียงผู้ชายสูงอายุดังมาจากหน้าต่างชั้นบน…รอเดี๋ยวนะหนู!!

ฉันมองเห็นผ้าม่านไหวๆ จากหน้าต่างนั้น และไม่ถึงนาที เสียงประตูกระจกบานเลื่อนที่หน้าตัวบ้านก็เปิดออก ฉันมองเห็นชายชราท่าทางภูมิฐาน นุ่งกางเกงแพรสีเขียว เสื้อผ้าป่านคอกลมสีขาวยืนอยู่ด้านในประตูนั่น ท่านบอกด้วยเสียงดังฟังชัดว่า “เปิดเข้ามาเลยลูก ประตูไม่ได้ล็อก”

ฉันทำตามที่ท่านบอก คือเปิดเข้าไปง่ายๆ แล้วปิดประตูตามหลังให้เรียบร้อย ก่อนจะยกมือไหว้นอบน้อม ท่านรับไหว้และสั่งให้ฉันนั่งรอที่โต๊ะหินหน้าบ้านด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ก่อนจะเดินลับหายเข้าไปในบ้าน

ลมเย็นเยือกผสมกับกลิ่นหอมอ่อนๆ โชยวูบมาจากด้านใน อืม…กลิ่นน้ำอบไทยนี่นา ฉันหันไปมองประตูกระจกปิดสนิท ข้างในเปิดแอร์ รึเปล่า? คงไม่หรอก นี่มันฤดูหนาวนะ

ฉันนั่งคอยอยู่ราวห้านาที บ้านนี้เงียบดีจัง เอ…คุณลุงหายไปเลย ท่านคงเป็นสามีป้ารุ้งนะ ฉันมาปลุกท่านรึเปล่าเนี่ย?

เสียงไขกุญแจดังขึ้นที่ประตูรั้ว!

ฉันเอะใจวูบ ตะกี้ฉันก็ปิดธรรม ดานะ ไม่ได้ล็อกสักหน่อย…ยังไม่ทันนึกอะไรมากกว่านั้น ผู้ใหญ่สองคนก็หอบของพะรุงพะรังเข้ามา…หนึ่งในนั้นคือป้ารุ้ง ฉันจำได้ อีกคนคงเป็นสาวใช้แน่ๆ ทั้งคู่มองเห็นนั่งอยู่ก็ชะงัก และมีทีท่าตกใจเห็นได้ชัด

“สวัสดีค่ะ หนูลูกแม่จุ๋มค่ะ” ฉันรีบประกาศตัว

“อ๋อ! จ้ะ…จำได้ๆ แต่หนูเข้ามาในนี้ได้ยังไงล่ะนี่?” เสียงป้ารุ้งค่อนข้างร้อนรน “ตอนออกไปป้าล็อกกุญแจกับมือแท้ๆ แล้วหนูเข้ามาได้ยังไงกัน?”

“คุณลุงบอกให้หนูเปิดเข้ามาเลยค่ะ…”

แทบจะไม่สิ้นเสียง ป้ารุ้งก็สะดุ้งเฮือก ถุงกับข้าวหลายถุงพลันหลุดร่วงจากมือ คนรับใช้ทำท่าเนื้อตัวสั่นเทา หน้าซีดเผือด ปากสั่นริก ทำท่าว่าจะปล่อยโฮออกมาเดี๋ยวนั้น!

มันเป็นไปไม่ได้เลย! ป้ารุ้งยืนยัน บ้านหลังนี้มีท่านอยู่กับคนรับใช้คนนี้ และหลานอีกสองคนซึ่งขณะนี้ไปเที่ยวทะเลโน่น เมื่อกี้ออกไปจ่ายตลาดจึงไม่มีใครอยู่บ้านเลย!

คุณลุงที่ฉันเห็นน่ะ ฟังจากลักษณะและท่าทางแล้วคงจะเป็นคุณลุงตั้ว สามีป้ารุ้งนั่นแหละ แต่มันผิดปกติตรงที่คุณลุงตายแล้วค่ะ…

ขอย้ำ! ท่านตายไปสองปีกว่าๆ แล้ว เหลือแต่เศษกระดูกเล็กๆ ในโกศที่เก็บไว้ตามประเพณีเท่านั้น แล้วท่านจะมาเรียกให้ดิฉันเข้าบ้านได้อย่างไร?

เรื่องราวของฉัน คุณผู้อ่านคิดว่ามันน่าตื่นเต้นยิ่งกว่าน้ำท่วม ไฟไหม้บ้านไหมล่ะค่ะ…แม้ว่าขณะนี้ฉันแสนสงสารและเห็นอกเห็นใจผู้ที่ถูกน้ำ ท่วมทุกคนอย่างที่สุดก็เถอะค่ะ!

ตายเป็นหมู่

คุณป้าเคยโทรศัพท์มาปรึกษาคุณแม่ดิฉัน เราพยายามช่วยหาทางแก้ไขต่างๆ เท่าที่จะนึกได้ คุณป้าทำบุญบ้าน ทำบุญให้ผู้ตาย จัดพิธีพราหมณ์ บวงสรวงเจ้าที่เจ้าทางและศาลพระภูมิ กระนั้นเหล่าลูกหลานและบริวารในบ้านก็ยังหวาดกลัว ต่างขวัญผวากันมาตลอด

คนรับใช้ลาออกไปหลายคน ลูกเล็กเด็กแดงร้องไห้งอแงโดยไม่มีสาเหตุ..บางคนบอกว่าทารกนั้นเห็นวิญญาณ!

คุณ แม่ดิฉันพอจะมีความรู้เรื่องพลังจิตอยู่บ้าง แม่บอกว่าอาจจะเป็นกระแสคลื่นของความตายรุนแรงยังแผ่ซ่านอยู่ในบรรยากาศ วิญญาณของเขาทั้งสามน่ะคงไม่อยู่แล้วล่ะ แต่การที่ชาวบ้านใกล้เคียงกับคนในบ้านได้ยินเสียงร้องและเห็นภาพหลอนนั้น อาจเป็นเหมือนคลื่นที่ถูกบันทึกเหตุการณ์ไว้

บรรยากาศในบ้านปุ้มดูร่มรื่น น่าอบอุ่นเหลือเกิน ตัวบ้านหรือคฤหาสน์สร้างไม่ต่ำกว่า 40 ปี ครอบครัวเธอเป็นตระกูลเก่าแก่และทรงเกียรติเป็นที่รู้จักกันดี บ้านนี้มีอาณาบริเวณพอที่จะให้ลูกหลานได้อยู่ร่วมกันหลายครอบครัว

ดิฉันกับปุ้มสนิทกันมาตั้งแต่สมัยเรียน จนอายุสามสิบกว่าแล้วค่ะ ดิฉันมีลูกสามคนแล้ว แต่ปุ้มยังครองโสดอยู่ได้อย่างสบายใจ ถือคติ “ถึงจะนั่งคานก็ไม่หนักกบาลหัวใคร”

ฟังแล้วมีความสุขจริงๆ นะคะ ถือว่าปุ้มเป็นคนมีบุญและชื่นชมครอบครัวเธอมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ดิฉันมีความรู้สึกที่ดีเหลือเกิน ทุกๆ ครั้งที่เดินเข้าไปในเขตรั้วของบ้านปุ้ม..อย่าว่าแต่มนุษย์เลย แม้นก กระรอก ผีเสื้อและแมลงต่างๆ ก็ดูจะรักบ้านนี้ค่ะ

แต่แล้วเมื่อเกือบสิบปีก่อนทุกอย่างก็กลับตาล ปัตร เพราะความตายที่แสนจะน่าสยดสยองที่สุด เท่าที่เคยได้ยินได้ฟังมา!

เช้าวันเกิดเหตุ ป้าสงวนแม่ครัวจัดข้าวของคาว หวาน ใส่ถาดเงินใบใหญ่ เดินลงมาแต่แสงอรุณเบิกฟ้า..นี่คือกิจวัตรประจำวันที่คุณป้าอร่ามศรี แม่ของปุ้มต้องลงมานิมนต์พระเพื่อใส่บาตรด้วยตัวท่านเอง..แล้วคุณป้ากับแม่ ครัวก็เตรียมตัวเก็บโต๊ะเก็บถาด กำลังจะขึ้นบ้าน

ขณะนั้นมีชายหนุ่มอายุราว 25 เดินเลียบแนวรั้ว แต่งตัวเรียบร้อย ท่าทางคงจะไปทำงาน จังหวะที่คุณป้าอร่ามศรีสบตากับหนุ่มหน้าคมผมหยักศกนั้น ท่านก็รู้สึกเหมือนโลกถล่ม ทุกอย่างขาวจ้า สะเทือนเลื่อนลั่น เสียงกึกก้องกัมปนาทบัดดล!

ร่างของคุณป้าคล้ายถูกมือยักษ์จับเหวี่ยงลอยขึ้นไปในอากาศ แล้วหล่นตุ้บลงมากองอยู่บนสนามหญ้า พอตั้งสติได้ คุณป้าก็มองเห็นความเสียหายชนิดวินาศสันตะโร

รถบรรทุกหกล้อคันมหึมาพุ่งเข้าชนรั้วพังเป็นแถบ มันแล่นทะลุเข้ามาในสนาม

ท่ามกลางฝุ่นปูนที่ลอยฟุ้งราวกับหมอกควัน รถคันนั้นมันคร่าชีวิตมนุษย์ที่น่าสงสารไปถึง 3 คนในเวลาเพียงเสี้ยววินาที!

ศพแรกคือชายหนุ่มหน้าตาคมคาย บัดนี้กะโหลกส่วนหนึ่งแตกหลุดจากศีรษะ ทำให้ใบหน้าแยกออกไปสองส่วน หน้าอกยุบจนแทบแบน เห็นซี่โครงขาวพุ่งชี้แหลมออกมา

ศพที่สองคือป้าสงวน ร่างแกถูกล้อยักษ์ทับกลางหลังพอดี ตาค้าง ปากอ้า เลือดพุ่งทะลักเหมือนท่อประปาแตกไม่มีผิด

ศพที่สามคือคนขับรถบรรทุก ถูกแรงกระแทกอัดติดอยู่กับพวงมาลัย..ลิ้นแลบออกมายาวเกือบถึงหน้าอก เลือดไหลเป็นธารน้ำตกเลยค่ะ!

แต่ที่น่ามหัศจรรย์ก็คือ นอกจากขวัญเสียแล้ว คุณป้าอร่ามศรีเกือบไม่มีรอยช้ำหรือรอยถลอกแม้แต่น้อย เชื่อกันว่ามีผีบ้านผีเรือน หรือเจ้าที่เจ้าทางมาช่วยปกป้อง

นับจากนั้น ทุกคนในบ้านล้วนหวาดผวา กลัวผีขนาดหนักไปตามๆ กัน ความอบอุ่นกลายเป็นความเย็นยะเยือก นกหนู หมาแมว และแมลงที่ส่งเสียงเสนาะหูอย่างร่าเริงมาหลายสิบปี กลับเงียบสงบราวกับพวกมันอพยพย้ายหนีไปหมดแล้ว

คุณป้าอร่ามศรีไม่สบายใจเลย ท่านทุกข์มากค่ะ..

แล้วเราจะสลายมันอย่างไรล่ะ? เพราะยิ่งมีคนกลัวมาก ผีก็ยิ่งดุมาก!

คำแนะนำก็คือ เมื่อคุณป้าได้ทำบุญ สวดมนต์ และประกอบพิธีมงคลทุกอย่างเท่าที่ทำได้แล้ว เราก็จัดเตรียมงานเลี้ยงสนุกสนาน มีงานให้มากที่สุดเช่นวันเกิดลูกหลาน งานปีใหม่ ติดไฟสว่างไสว มีเพลงให้เด็กๆ เต้นรำกันเต็มที่

พวกไม้ยืนต้นใหญ่ๆ ย้ายไปให้หมด แล้วขุดสระตื้นๆ เป็นสระบัว มีน้ำพุให้นกมากินน้ำ บัวชูช่อสลอน โปร่งและสดใส กลางคืนมีไฟรั้วให้สว่างขับไล่ความเปล่าเปลี่ยว

ปรากฏว่าได้ผลเกินคาดค่ะ! แม้ความสยองจะยังค้างคาอยู่ในความทรงจำ แต่ความอึมครึมน่ากลัวแบบผีสิงก็ถูกขจัดไป แทนที่ด้วยความร่าเริง นกมากินน้ำพุ ปลาที่ว่ายในสระบัวก็ดูมีชีวิตชีวายิ่งนัก..ดิฉันไปหาปุ้มโดยไม่ต้องขนหัว ลุกเหมือนตอนเกิดเหตุใหม่ๆ แล้วค่ะ

ผีแพแตก

ลุงกับป้ามีอาชีพทอดแหหาปลาตอนกลางคืน แกบอกว่าปลาชุกชุมกว่าตอนกลางวัน บางคืนยังได้งูเหลือมมาขายอีกต่างหาก…ก่อนจะขึ้นบ้านก็แวะเก็บผักบุ้ง ผักกระเฉดไปส่งแม่ค้าที่ตลาดเจริญผล

คืนหนึ่งก็เจอะเจอเรื่องขนหัวลุกเข้าเต็มเปา!

สาเหตุ มาจากตอนเย็นที่มีศพลอยน้ำคว่ำหน้ามาติดที่แพผักบุ้ง ชาวบ้านมุงดูกันเต็มฝั่ง เห็นสวมเสื้อแดงลอยปริ่มๆ น้ำ บางคนบอกว่าผีคงติดใจที่นี่ถึงไม่ลอยไปที่อื่น บางคนบอกว่าเป็นศพผู้ชายน่ะเพราะนอนคว่ำ ถ้าศพผู้หญิงต้องนอนหงายแน่นอน

ยืนยันว่าไม่ใช่เรื่องสัปดน แต่เชื่อถือกันมาตั้งแต่สมัยปู่ย่าตายายแล้วครับ

ลุง หมัดชวนพวกหนุ่มๆ มาช่วยใช้ไม้ยาวๆ ค้ำศพให้ลอยไปที่อื่น แม้ว่าจะมีคนท้วงให้ไปแจ้งตำรวจ ลุงหมัดก็ไม่ยอม ย้อนถามว่า…พวกมึงจะให้เขาขนศพผ่านหมู่บ้านเราหรือ?

ผมเห็นภาพนั้นแล้วขนลุก ติดหูติดตามาถึงป่านนี้!

พอ ไม้กระทบศพเนื้อหนังก็หลุดออกเป็นแผ่นๆ บางทีก็ทั้งกระบิ…ในที่สุดร่างนั้นก็หลุดจากแพ ผักบุ้งลอยตามน้ำไป ผู้หญิงหลายคนว่าคงกินผักบุ้งไม่ลงไปอีกนานแน่นอน

ครั้งก่อนเรียกว่า “หมู่บ้านอาสาจาม” เพราะแขกจามอาสาศึกตั้งแต่สงครามเก้าทัพ ต่อมาก็ยกครอบครัวมาลงหลักปักฐานกันมากมาย สมัยก่อนเรียกว่า “ยกครัว” นับวันยิ่งมีการอพยพครอบครัวมาอยู่กันมากขึ้นทุกที เลยเรียกว่า “บ้านครัว”

แขกจามที่นับถือศาสนาอิสลามก็เรียกว่า “แขก ครัว”

ชาวเขมรก็มีหลายกลุ่ม เช่น กลุ่มมะเปรียง, พุมมะปรางค์, พุมมะเปรย เป็นต้น…อาชีพที่ขึ้นหน้าขึ้นตาคือทอผ้าไหม จิม ทอมป์สัน “ราชาผ้าไหมไทย” ก็มาลงหลักปักฐานอยู่ที่นี่ รุ่งเรืองสุดๆ โด่งดังไปทั้งโลก จนหายสาบสูญไปในมาเลเซียเมื่อราว 30-40 ปีมาแล้ว

อาชีพรองลงมาคือทำประมงน้ำจืด เก่งทางดำน้ำ ว่ายน้ำ จับปลา เพราะเคยทำมาก่อนเมื่อตอนอยู่ริมทะเลสาบในกัมพูชา

ทั้งปลาสด ปลากรอบ ปลารมควัน (ด้วยกาบมะพร้าว) สมัยก่อนทั้งกินทั้งขาย แถมนำไปแลกเปลี่ยนกับของกินของใช้ต่างๆ แม้แต่เส้นไหมดิบที่สั่งมาจากเขมรและญวน รวมทั้งภาคอีสานของเราเพื่อนำมาทอเป็นผืนผ้าต่อไป

พวกผู้ใหญ่เล่าว่า การย้อมผ้าทอผ้านั้นเขาถือเคล็ดลางกันมาก เช่น เวลาย้อมจะต้องออกไปไกลผู้คน ไม่ให้พระสงฆ์ หรือผู้หญิงมีครรภ์มีประจำเดือนเข้าใกล้ เชื่อกันว่าจะทำให้สีผ้าซีดจางจนใช้ไม่ได้

ช่วงที่ผมแตกเนื้อหนุ่ม ผ้าไหมบ้านครัวขายดีมากจนทอไม่ทัน จิม ทอมป์สัน เห็นว่าการทอผ้าแบบโบราณใช้กี่พุ่งทอด้วยมือเสียเวลาโดยใช่เหตุ จึงนำกี่กระตุกซึ่งใช้ทั้งมือและเท้า ทำให้ทอผ้าได้รวดเร็วขึ้นมาใช้งานแทน

แทบทุกบ้านจะมีเส้นไหมสีสวยๆ ตากไว้ตามระเบียงจนกว่าจะแห้ง แล้วกรอเข้าหลอด นำเส้นไหมมาหวีเข้ากี่เพื่อทอเป็นผืนผ้าต่อไปตามต้องการ ทั้งผ้าขาวม้า ผ้าโสร่งมีหมด

บ้านผมยกพื้นใต้ถุนสูงอยู่ใกล้ๆ คลอง ตอนนั้นน้ำยังใสสะอาด มีแพผักบุ้ง ผักกระเฉดงาม สะพรั่ง พอถึงหน้าน้ำเคยมีศพลอยมาแค่ 2-3 ศพ ก็ขนหัวลุกไปตามๆ กัน…พวกผู้ใหญ่ลือว่าผีดุนัก บางทีผีที่ลอยน้ำมาก็ทะลึ่งตึงตังขึ้นดื้อๆ บางทีก็จมหัวดิ่งแต่ชูขาทั้งสองข้างขึ้นมากวัดแกว่งให้เห็นตำตา!

ตกค่ำยังเคยมีคนเห็นร่างดำๆ ลุยน้ำขึ้นมาจากคลองแสนแสบ ส่งเสียงร้องกรี๊ดๆ โหยหวนเยือกเย็นน่ากลัว จนคนที่ได้ยินวิ่งอ้าวกลับบ้าน นอนคลุมโปงตัวสั่นเทาไปทั้งคืน

ไหนจะผีที่กุโบร์อีกล่ะ!!

เขาว่าตอนดึกๆ จะเห็นผู้คนเดินขวักไขว่ บ้างก็นั่งกอดเข่าอยู่ตามหลุมนั้นหลุมนี้ บางทีก็ยืดตัวสูงลิ่วขึ้นไปเหนือหลังคา…พวกเด็กๆ ที่เคยซุกซน วิ่งเล่นเกรียวกราวกันตั้งแต่เย็นจนถึงมืดค่ำ…พอตะวันตกดินก็รีบแยกย้าย กันกลับบ้านแล้วละครับ อารามกลัวโดนผีหลอกน่ะซี

ลุงหมัดกับป้าก๊ะบ้านอยู่ใกล้ๆ ผม เคยบอกกับใครๆ ว่าแกไม่เชื่อเรื่องผีๆ สางๆ หรอก ขืนมัวแต่กลัวผีก็ไม่ต้องทำมาหากินกันพอดี!

 

คืนนั้นลุงหมัดกับป้าก๊ะก็ออกไปหาปลาตามเคย ครั้นตกดึกได้ยินเสียงร้องเอะอะจนชาวบ้านแตกตื่น ถือไฟฉายไปดูก็เห็นลุงกับป้าวิ่งอ้าวจากท่าน้ำตะโกนลั่นๆ ว่าผีหลอก! ไม่เชื่อก็ไปดูได้เลย

ตอนแรกไม่มีใครเชื่อ หาว่าลุงหมัดกับป้าก๊ะตาฝาดไปเอง แต่พอไปดูก็เห็นศพสวมเสื้อแดงนอนคว่ำปริ่มๆ น้ำ กระเพื่อมไปมาอยู่ที่แพผักบุ้งนั่นเอง…ขนหัวลุกไปตามๆ กัน!

ผีสิงต้นไม้

ตะเคียนต้นนี้อยู่ในเขตวัดตะเคียนงาม ตำบลกระแสบน อำเภอแกลง จังหวัดระยอง ตั้งชื่อตามต้นตะเคียน ซึ่งมีอยู่สองต้น ความสูงใหญ่และอายุไล่เลี่ย กัน น่าแปลกต้นซ้ายได้ชื่อว่าเจ้าพ่อตะเคียน ผิดกับตะเคียนทั่วไปซึ่งเชื่อถือกันว่าเป็นเพศหญิง ส่วนต้นขวาคือเจ้าแม่ตะเคียนทอง ที่มีอิทธิฤทธิ์ให้ชาวบ้านร้านช่องเลื่อมใสและเคารพนับถือกันมาช้านานแล้ว

ตะเคียน คู่นั้นมีผ้าแพรหลากสีสันพันรอบลำต้น โดยผู้คนที่มาบนบานศาลกล่าวเรื่องต่างๆ ได้รับความสำเร็จสมปรารถนา อีกทั้งมีการสร้างศาลไม้เล็กๆ ไว้ให้เป็นที่อยู่อาศัยและเซ่นไหว้มาช้านานหลายสิบปี จนศาลนั้นโดนทั้งแดดและฝนกระทั่งเก่าแก่ใกล้ผุพังไปตามกาลเวลา

เมื่อราวสองปีก่อนก็เกิดเรื่องน่าอกสั่นขวัญแขวนอุบัติขึ้นมา!

กลาง ดึกคืนนั้น มีทั้งพายุและฝนโหมกระหน่ำหนักหน่วง ชาวบ้านใกล้เคียงได้ยินเสียงยอดไม้โดนพายุรุนแรง ตามด้วยเสียงกิ่งก้านเสียดสีกันไม่ขาดสาย ฟังคล้ายเสียงผู้หญิงกำลังร่ำร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัส สะท้านสะเทือนเข้าไปถึงหัวอกหัวใจจนขนลุกขนพองไปตามๆ กัน

ไม้ใหญ่ทั้งสองชนิดเชื่อกันว่ามีผีสิงโดยธรรมชาติ ไม่จำเป็นต้องมีใครผูกคอตายหรือตกลงมาตายเหมือนต้นไม้ชนิดอื่นๆ ด้วยซ้ำไป

จังหวัดระยองก็มีเจ้าแม่ตะเคียนทอง เชื่อกันว่าเป็นตะเคียนใหญ่ที่สุด อายุมากที่สุดในประเทศไทย

ความใหญ่ขนาดแปด คนโอบ อายุไม่ต่ำกว่าห้าร้อยปี!

 

บัดดลนั้น เสียงเปรี๊ยะปร๊ะก็ดังกระหึ่ม ราวเสียงใครกรีดร้องกึกก้อง ตามด้วยเสียงครึกโครม สนั่นหวั่นไหวปานเสียงฟ้าผ่า แผ่นดินสะท้านสะเทือนจนบ้านช่องพลอยสั่นไหว แทบจะพังทลายไปด้วยกันในพริบตา!

รุ่งเช้า ชาวบ้านก็ออกมาเห็นภาพที่ทำให้ตะลึงพรึงเพริด แทบจะไม่เชื่อสายตาตัวเองว่าภาพที่เห็นจะเป็นความจริง

นั่นคือ ตะเคียนเจ้าแม่กิ่งใหญ่หักสะบั้นลงมากองอยู่บนพื้นดิน ความใหญ่โตและยาวเหยียดเหมือนจะเป็นตะเคียนอีกต้นหนึ่งที่หักโค่นลงมา จนต้องช่วยกันตั้งแคร่และเลื่อยออกเป็นสองท่อนยกขึ้นวางไว้ใกล้ๆ กับรั้ววัดนั่นเอง

เมื่อพูดถึงเสียงเสียดสีเอี๊ยดอ๊าด คล้ายเสียงร้องร่ำคร่ำครวญด้วยความเจ็บปวดก่อนจะหักโค่นลงมา ก็ทำให้ผู้คนถึงกับขนลุกขนชันด้วยความประหวั่นพรั่นพรึง ราวกับเสียงนั้นยังติดหูอยู่ในความทรงจำไม่รู้หาย

เรื่องราวน่าขนหัวลุกก็อุบัติขึ้นแต่นั้นมา!

ในยามค่ำคืน มีคนเห็นผู้หญิงผมยาวแต่งชุดไทยโบราณเดินผ่านไปมา บางครั้งก็เห็นชัดเจน แต่บางคราวก็เห็นเพียง วอบๆ แวบๆ แล้วก็หายไป มีเสียงร่ำไห้โหย หวนดังขึ้นมาแทนที่

 

แม้แต่นักท่องเที่ยวจากจังหวัดใกล้เคียง รวมทั้งกรุงเทพฯ ก็มีไกด์พามาเที่ยวชมกันคึกคักหนาตา

มีผู้นำเสื้อผ้าของสตรี ชุดไทยสวยๆ งามๆ มาแก้บนมากมาย โดยแขวนไว้ในตู้พลาสติกด้านซ้าย มีถาดใส่ไฟแช็กที่เชื่อว่าเจ้าแม่โปรดปรานหลายสิบอัน ไหนจะตุ๊กตาม้าและเด็ก โดยเฉพาะกระบอก เซียมซีที่เล่าขานกันว่ามีผู้โชคดีถูกหวยรวยลอตเตอรี่กันมาหลายรายแล้วเพราะ เจ้าแม่ให้โชค

เจ้าแม่ตะเคียนทองในวัดตะเคียนงาม นอก จากจะเก่าแก่ใหญ่โต อำนวยอวยพรให้ผู้มา กราบไหว้แล้ว ยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่น่าศึกษาสนใจของจังหวัดระยองอีกด้วยครับ

มีคนฝันเห็นผู้หญิงที่เชื่อว่าเป็นเจ้าแม่ตะเคียน ทองมาร้องห่มร้องไห้ คร่ำครวญว่าไร้ที่อยู่อาศัย ไม่มีชายคาคุ้มแดดคุ้มฝน ต้องทุกข์ทนอยู่กลางแจ้งมาตลอดเวลา ได้รับความทุกข เวทนามาช้านานแล้ว

หนัก เข้าชาวบ้านก็ร่วมมือร่วมใจกันสร้างศาลใหม่เป็นการเป็นงาน มีหลังคาและฝาสามด้าน ทำรูปปั้นเจ้าแม่ตะเคียนทองแต่งองค์ทรงเครื่องสวยงาม มีบริวารขนาดเล็กเป็นสาวสวยขนาบซ้ายขวา ผู้คนศรัทธาเลื่อมใสเข้าไปกราบไหว้ ทั้งขอพรและทั้งบนบานศาลกล่าวเรื่องราวต่างๆ ปรากฏว่าสมปรารถนากันมากมาย จนขึ้นชื่อลือชาไปทั้งเมืองระยอง

Telephone Ghost

At work, we often go for a drink before returning home to eat. Invite a friend to pass me. Driven to their destinations. We not only have to be in the same company. I have friends who are also very convenient. Both women and men. It’s time to pay the same share. No problem.

If there is a problem with my phone while driving, I like to spread it!

To admit that she did not call. Went to one before. I had to call on a regular basis. The meeting point for all my friends call it. Was discussing some. Most often it is ridiculous and long talk time. I sat with her makes me a little sick.

To look optimistic as cars jam in Bangkok, in particular the region. I do not have to drive Pro๊dpr๊ad. But I warn you not to have a phone in the car. If necessary, they could not talk long … dangerous!

“Oh! Nat I just … “I spread my teeth look bright indeed” talk to my little one. ”

She called me on the lips. She turned with I’m lost … If the accident was not a spur of the phone. But I have to say from my own mouth, she protests.

It is very scary. Occurred three years ago. I repeated it.

“My Winnipeg,” a colleague at the same time she was around 24-25 years Asoke shapely and beautiful singles. Cheerful cute. But it’s so fun to talk about. Diverting Parents in a wealthy country. Buy a car for his daughter from her job. Wrong with it. Mainly to finance your car. Rely on taxis or buses such as my own.

Back about 3-4 o’clock she drove a friend named Stan Urupong. Send me the department. I drove back to the apartment across the track … Krung Thon Bridge is approximately 2-3 times a week when he does not have phones to attack it.

I have recently had the car straight comeback. Do not phone when driving is very dangerous! I turned to my doubters will be sweet as ever … Oh! Nat … I was talking to a friend of both men’s and women’s Nat … Now I do not gossip ran into the room, then talk to! But sometimes she would laugh and ignore the girls. I have vehement as an ultimatum to stop now. I will continue to own a taxi!

Moreover, I know that my RA with friends.

At one time I was told to park, but I do not spread. I was light enough to cast CS off the Greenbelt to spread it … I quickly ran to the car park to get my hands I’m weak. Back to the car.

Not a moment there was a loud phones. I picked up the phone. I did not hear anyone say anything to me … and the eerie silence at the other. Extreme horror. Local retinal blur. Ears that hear to hear the whine of the mix up … I nat my leg bye!

I swallowed before buzzing sound Tremble … before me, La Prairie …

One night, I pass the accident died on the spot. Since phoning while driving. While the birthday of the high school friends. Bang a restaurant close to the bed and … calling the signals. Is not evidence.

Moreover, it is sad. The call. Talked to me enough Pratt is Stan!

I can not stand the night in prayer and burial. She lamented that it was authentic. To my friends. The call. Decided to pass it back to her room … cause your death! But I do not blame Stan. Also, instead of talking to a good friend, it’s terrifying sound … bang! Ringing in the ears, prolonged.

The fire spread my younger days. The horror stories when I return home. I felt frightened and lonely and I do not … No I to pass up! I had the phone rang.

Press to hear that Stan excitedly. I call spread. Come. Suggested that we talk with me! Stan said it was tears. Repeated but nervous to eat it. I do not think that is a consolation. Best way to get off the phone to my problem.

Ghost Story Death

Ghost

Within an hour of my arrival at Fort Union, my new post, my best friend Johnny came to the barracks with a broad grin and a friendly clout on the shoulder. He’d hurried over as soon as he heard I had come, and we talked ’til sunset and beyond.

As soon as Johnny mentioned Celia’s name, I knew he had it bad for her. To hear him talk, Celia was the most amazing woman who had ever graced God’s green earth. She was the sister-in-law of the captain, and all the young men on the base were infatuated with her. Celia was the prettiest of the eligible ladies that graced Fort Union society. She liked the spice of adventure to be found so near the wilds.

Johnny alternated between elation when Celia talked with him and despair when she flirted with another man. I watched their courtship from afar and was troubled. There was something about Celia that I didn’t like. I never mentioned it to Johnny, but I thought she was too much of a flirt. I wished Johnny had fallen for a nicer woman.

About a month after I arrived at Fort Union, a birthday dance was given for one of the officers. To Johnny’s elation, Celia agreed to be his partner at the dance. Johnny was dancing on cloud nine all night, until a messenger came gasping into the room to report an Apache raid. With a small scream of terror, Celia clung shamelessly to Johnny and begged him not to go even though he was the lieutenant put in charge of the mission. Well sir, Johnny proposed to her right then and there and Celia accepted. Furthermore, Celia told Johnny that she would wait for him, and that if he didn’t come back she would never marry. I doubted Celia’s sincerity, but Johnny just ate it up.

I was assigned to Johnny’s troop, so I had to leave too. We started out the next morning, and had a rough week tracking down and fighting the Apaches. Johnny split up the troop; taking command of the first group and giving me command of the second. My men reached the rendezvous point with no casualties, but only half of the other group arrived, and Johnny was not among them. They’d been ambushed by the Apaches. I had to take command of the troop. We searched for survivors, but never found Johnny’s body. As soon as I could, I ordered the men to turn for home.

Celia made a terrible, heart-rending scene when she found out Johnny was missing. She flung herself into my arms when I gave her the news and sobbed becomingly. The display turned my stomach, it was so obviously insincere. I excused myself hastily and left her to the ministrations of the other soldiers. From that time on, I was careful to stay away from Celia, who mourned less than a week for my friend before resuming her flirtatious ways.

About a month later, a rich handsome lieutenant arrived at Fort Union. He was from the East, and Celia took a real shine to him. Johnny was completely forgotten and so was her promise to him. It wasn’t long before Celia and the lieutenant were engaged and started planning a big wedding. Nothing but the very best would suit Celia, and her bridegroom had the money to indulge her.

Everyone in Fort Union was invited to the ceremony, and the weather was perfect on the day of the wedding. Everyone turned out in their best clothes and the wedding was a social success. After the ceremony, all the guests were invited to a celebratory ball.

We were waltzing around the ballroom when the door flew open with a loud bang. A gust of cold air blew in, dimming the candles. A heart-wrenching wail echoed through the room. The music stopped abruptly and everyone turned to look at the door. Standing there was the swollen, dead body of a soldier. It was dressed in an officer’s uniform. The eyes were burning with a terrible fire. The temple had a huge gash from a hatchet-blow. There was no scalp. It was Johnny.

The whole crowd stood silent, as if in a trance. No one moved, no one murmured. I wanted to cry out when I recognized Johnny, but I was struck dumb like the rest of the wedding guests.

Johnny walked across the room and took Celia out of her bridegroom’s arms. She was frozen in horror and could not resist. Johnny looked at the musicians. Still in a trance, they began to play a horrible, demonic sounding waltz. Johnny and Celia began to dance. They swept around and around the room, doing an intricate waltz. Johnny held the white-clad bride tight against his dead body while a deathly pallor crept over her face. Her steps slowed but still Johnny held her tight and moved them around in a grisly parody of a waltz. Celia’s eyes bulged. She turned as white as her gown and her mouth sagged open. She gave one small gasp, and died in his arms.

Johnny dropped Celia’s body on the floor and stood over her, wringing his blood-stained hands. He threw back his head and gave another unearthly wail that echoed around the room. Then he vanished through the door.

Released from the trance, the crowd gasped and exclaimed. The bridegroom ran to Celia and knelt beside her, wringing his hands in the same manner as Johnny. His cries were all too human.

Unable to bear the sight of the stricken bridegroom, I took my captain aside and asked permission to take a small detail back to the place where our troop had been attacked by the Apaches to search once more for my dead friend. He sent a dozen men with me. We combed the area, and finally found Johnny’s body hidden in a crevice. It looked exactly the same as it had appeared on the night of Celia’s wedding.

We brought Johnny back to the fort with us and the captain buried him beside Celia. Celia’s bridegroom went back East shortly after we buried Johnny, and I resigned my commission a few days later and went home, never wanting to see that cursed place again.

I heard later that Celia’s ghost was often seen at dusk, weeping over Johnny’s grave, but I never went back to Fort Union to see it for myself.

Shadow in the wall

Ghost

My friend Liverpool Tim was a small man, wiry and tough, but soft-spoken. Tim had one glass eye that was an ugly shade of blue which clashed something terrible with his real eye, which was brown. Then one day Jarge met up with a glassblower, a real artist, who make him a special red eye with a star. After that he started collecting glass eyes. They were the fanciest things you ever did see, with stars and pretty stripes and more colors than any real eyes could ever have.

I went with Tim when he placed his next order. By that time, he had so many glass eyes that he was hard to please. So I kidded Tim that he should get an evil eye. Right away the glassblower said he could make a glass eye that was hollow so it could be filled with deadly poison. Tim was as pleased as punch, sayin’ that a man never knew when he might get to the place where he’d want to commit suicide, and what could be easier than to pop the eye into his mouth and bite down?
Well, me and Tim signed onto the same ship, and Tims new eye was delivered the day before we set sail. What a creepy eye it was, too—the perfect evil eye. It was made up of rings of color that narrowed into a single red spot. If you looked at it just right, the colors ran together and the red spot popped out and would scare the life outta you. It was hollow, too, like the man promised, and filled with a white liquid.
Tim tried that evil eye on everyone on board ship—includin’ me. Scared the bejesus outta me, and I’d already seen the blasted thing.  ’Course, all of us told him to lay off or we’d brain him. All of us ’cept a little Cockney feller name of Bell.
Everyone called Bell “Ding Dong” on account of his name. Bell nearly shriveled up with fright each time Jarge appeared with the glass eye. Tim was tickled to death by Ding Dong Bell’s reaction and took to plaguing the life outta him, putting the “evil eye” on him whenever he passed until Ding Dong truly thought he was bewitched.

So the other men told Ding Dong Bell that he had to steal the evil eye. ’Course, Jarge overheard them and he kept the eye hidden from Ding Dong.  Turned out that the harder the eye was to steal, the more Ding Dong believed that stealing it was the only way to lift his “curse”. Finally, Tim started wearing the evil eye all the time—to protect it, he claimed, though in truth it was to torment Ding Dong.

One day while we was docked in Port Said, JTim went aloft on a footrope to scrape a spar. Well, something musta fetched loose, ’cause suddenly I heard a yell, and when I turned around, Tim was plummeting forty feet headfirst onto the deck. Cracked his skull open like an eggshell and his evil eye came rolling out.

This was Ding Dong Bell’s chance.  He darted out from a corner and grabbed up the eye. When he saw the mate running toward us, he popped the eye into his mouth to hide it from the mate. In less than a minute, ol’ Ding Dong Bell started shivering and fell dead on the deck, right beside poor Jarge.  He’d accidentally bit into the eye and swallowed the poison hidden inside.

What with Jarge and Ding Dong both being dead, I figured maybe there was something in that evil eye business after all, and I was real glad it was gone.