horrible

16 entries have been tagged with horrible.

เจอฉันเมื่อเป็นผี

เวลาผ่านไปเกือบเดือน มีอุบัติเหตุเล็กๆ น้อยๆ เกิดขึ้นหลายราย ชาวบ้านแทบจะลืมเหตุการณ์สยองขวัญนั้นไปเกือบหมด แต่ดิฉันยังจำได้ว่าคนขับมอเตอร์ไซค์คันนั้นชื่อนายชิต บ้านอยู่แถวตลาดใกล้ๆ กันกับตาอั้น-เด็กน้อยที่ต้องมาตายก่อนวัยอันสมควร

ดิฉัน ยังออกไปนั่งเล่นกับหลานชายที่ระเบียงบ้านเสมอ ไม่ทราบมีอะไรมาดลใจให้นึกถึงนายชิตกับตาอั้นผู้ล่วงลับไปแล้ว วันเกิดเหตุ กำลังนั่งคุยกันเพลินๆ เสียงมอเตอร์ไซค์พลันดังกระหึ่มมาจากก้นซอย…

ดิฉัน หันไปมองก็เห็นเสื้อกั๊กสีเขียวของรถรับจ้าง แต่เมื่อหันไปทางขวาก็ต้องอ้าปากค้าง เมื่อเห็นเด็กชายคนหนึ่งกำลังก้มหน้าก้มตาวิ่งออกมาจากซอยเล็กเร็วจี๋…

คุณพระช่วย! ภาพสโลว์โมชั่นแสนสยองอุบัติขึ้นมาอีกแล้วค่ะ!

มอเตอร์ไซค์คันนั้น…นรกเป็นพยาน! คนขับคือนายชิต…ส่วนเด็กชายก็คือตาอั้น! ทั้งสองคล้ายจะนัดพบกันตรงจุดเดิม

มอเตอร์ไซค์ทั้งส่วนตัวและรับจ้างแล่นกระหึ่ม ส่วนมากมักจะระมัดระวังอันตรายกันพอสมควร…เสียแต่ไม่ค่อยชอบสวมหมวกนิรภัยกันเสียเลย!

ขนาดออกถนนใหญ่ยังไม่สวมเลยค่ะ เห็นแล้ว เสียวไส้แทน ตำรวจก็ไม่สนใจจับกุม หรือว่ากล่าว ตักเตือนหรอก รู้ทั้งรู้ว่าอันตรายเหลือเกิน ถ้าสวม หมวกกันน็อกจะช่วยได้มากเชียว

เพราะเหตุนี้เอง เรื่องสยองขวัญจึงอุบัติขึ้นต่อหน้าต่อตาดิฉันเอง!

วันเกิดเหตุเป็นบ่ายวันอาทิตย์ ดิฉันไปนั่งที่ม้ายาวริมระเบียงกับหลานชาย มองดูรถรา และผู้คนที่เดินเข้าออกไม่ขาดระยะ ร้านเสริมสวยมีลูกค้าหนาตาเป็นพิเศษ เพราะมาสระผม ไดร์ผมสำหรับไปทำงานในวันรุ่งขึ้น

เสียงมอเตอร์ไซค์ดังกระหึ่มจนไม่น่าใส่ใจ แต่แล้วคล้ายมีลางสังหรณ์บางอย่าง ทำให้ดิฉันหันไปมองทางก้นซอยโดยไม่ได้ตั้งใจ

รถเครื่องสีแดงเลือดนกกำลังแล่นลิ่วออกมา คนขับไม่ได้สวมหมวกนิรภัยตามเคย! เสื้อวินสีเขียวทำให้รู้ว่าเป็นมอเตอร์ไซค์รับจ้าง…มีการเคลื่อนไหวทางขวา มือ ดิฉันหันขวับไปมองก็ต้องชาวาบไปทั้งตัวบัดดล

เด็กชายวัยสิบขวบกำลังวิ่งออกมาจากซอยเล็กพอดี!

ตาอั้น…แม่ของแกกำลังรอคิวทำผมอยู่ในร้าน…มอเตอร์ไซค์กับเด็กชายกำลังจะ พบกันตรงหัวมุมตึกแถว แต่ต่างฝ่ายต่างก็มองไม่เห็นกันหรอกค่ะ…เหมือนภาพ สโลว์โมชั่นน่าสยดสยองสิ้นดี

รถสีแดงพุ่งเข้าชนเด็กชายเสียงโครม!

ฝั่งข้ามเป็นตึกแถวเรียงราย มีซอยคั่นทุกหลังขนาดรถแล่นเข้าได้ก็มี เป็นทางเดินแคบๆ ก็มี ตึกแถวมีทั้งเรียงรายราว 5-6 ห้อง กับมีแค่ 2 ห้องที่ทะลุถึงกัน แต่ทุกวันนี้เป็นตึกร้างไปแล้ว

มองจากระเบียงบ้าน ดิฉันไป คือตึกแถว 5 ห้องที่เปิดเป็นร้านอาหาร ร้านขายของชำ อีก 2 ห้องริมซอยเล็กๆ เป็นที่อยู่อาศัย มีรถราขวักไขว่ตอนกลางวัน ผู้คนก็เดินเข้าออกหนาตา บางคนเงยขึ้นมาร้องทักทาย บางคนดิฉันก็ทักลงไป ล้วนแต่คุ้นๆ หน้ากันทั้งนั้นค่ะ

ทั้งรถทั้งคนกระเด็นลงไปกลิ้งบนถนน ตามด้วยเสียงกรีดร้องโหยหวนเข้าไปถึงหัวใจ ผู้คนวิ่งถลาออกมามุงดู ดิฉันเองก็ลุกพรวดพราดขึ้นไปเกาะลูกกรงระเบียงมอง ลงไป เห็นแต่หัวดำๆ กับเสียงพูดเซ็งแซ่…เลือดแดงฉานไหลนองอยู่บนพื้นถนนจนดิฉันรู้สึกปวดมวนใน ช่องท้อง ภาพต่างๆ พร่าเลือนไปชั่วขณะ

ตั้งแต่เกิดมา ดิฉันไม่เคยเห็นภาพสุดสยองแบบนี้มาก่อนเลยแม้แต่ครั้งเดียว!

ทรุดร่างลงนั่งแปะตามเดิม เสียงหลานชายซักถามอะไรดังแว่วๆ รู้สึกหัวใจเต้นแรง แทบกระทบโพรงอก มือเท้าเย็นชืดไปหมด…ได้ข่าวว่าเด็กชายสลบคาที่ คนขับมอเตอร์ไซค์ศีรษะแตก ดูเหมือนแหลกยับเยิน เพราะไม่ได้สวมหมวกนิรภัย

ไปตายที่โรงพยาบาลทั้งคู่เลยค่ะ!

ดิฉันได้ยินเสียงโครมสนั่น ร่างตาอั้นกระเด็นไปพร้อมๆ กับรถนายชิตล้มคว่ำ ดิฉันลุกพรวดพราดขึ้นไปคุกเข่าเกาะลูกกรงระเบียง จ้องมองด้วยหัวใจเต้นระทึกแทบจะแตกสลายไป

ไม่มีเสียงหวีดร้อง…ไม่มีใครมามุงดูเหมือนคราวนั้น! รถราและผู้คนยังขวักไขว่ไปมาตามปกติ ดิฉันขยี้ตาแล้วจ้องมองอีกครั้งก็ไม่เห็นภาพสยองอะไรเลย ชั่วขณะหนึ่ง ดิฉันคิดว่าตัวเองคงหมกมุ่นจนตาฝาดไปเองแน่ๆ

หรือไม่ก็พลัดหลงเข้าไปในแดนสนธยาไม่รู้เนื้อรู้ตัว แต่ก็เล่นเอาขนหัวลุกไปเลยค่ะ!

วิธีสู้ผีพนันออนไลน์

เวลาออกไปสอนหนังสือก็มีแต่กุญแจเฝ้าบ้าน โชคดีที่ฝากฝังเพื่อนบ้านช่วยดูแลให้ แม้ว่าเราจะไม่มีสมบัติพัสถานอะไรเป็นชิ้นเป็นอันก็ตามแต่จู่ๆ ก็เกิดเรื่องสยดสยองขึ้นในตอนกลางดึกนั่นเอง!

คืน แรกดิฉันไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรด้วยเลย รู้สึกกึ่งฝัน กึ่งจริงว่าได้ยินเสียงใครปล้ำกันอึกอัก หอบหายใจแรง ห้องนอนสะท้านสะเทือนนิดๆ แต่แล้วสรรพสิ่งก็ค่อยจางหายไป…อาจเป็นเพราะความง่วงงุนที่ทำให้ฝืนความ รู้สึกไม่ไหวก็เป็นได้…แต่พอรุ่งเช้าถึงได้พบกับสาเหตุแท้จริง!นั่น คือพิสมัยนอนคว่ำหน้าสะอึกสะอื้นอยู่บนเตียง เล่นเอาดิฉันตกใจ วิ่งไปเขย่าตัวแรงๆ จนเธอพลิกหน้ามา…คุณพระช่วย! หน้าตาแดงช้ำราวกับถูกทุบตีทารุณ เสื้อแสงก็ขาดกระเจิงจนเห็นก้อนเนื้อขาวๆ บางส่วน พิสมัยร้องร่ำอีกครั้งก่อนจะคว้าผ้าห่มมาคลุมร่าง ร้องไห้โฮ…

ดิฉันสับสนไปหมด ใจเต้นแรง ถามซ้ำๆ ซากๆ ว่า…เธอเป็นอะไร? เกิดอะไรขึ้น?ในที่สุด เพื่อนสาวก็เช็ดน้ำตาจนแห้งแล้วหลุดปากว่า…ไอ้ผีนรกมันมาข่มขืนฉันน่ะซี!ส่วนดิฉันเป็นคนปทุมธานีนี่เอง รูปร่างหน้าตาพื้นๆ แต่เราก็รักใคร่กันมากที่สุด ตอนเช้าก็ขึ้นรถศิริมิตรไปสอนหนังสือที่โรงเรียนเดียวกันแถวบางซ่อน ตอนเย็นก็กลับมาหาอาหารกินก่อนเข้าห้องพัก ส่วนมากจะหนีไม่พ้นจากหน้าโรงหนังบางกระบือเธียเตอร์

พวกวัยรุ่นชอบเรียกกันอย่างคะนองปากว่า”คาสิโนออนไลน์เฉลิมบือ”เรานอนในห้องชั้นล่างซึ่งค่อนข้างกว้างและติดกับห้องน้ำ ฉันนอนเตียงเล็กๆ ข้างฝาถัดไปด้านในเป็นเตียงพิสมัย สมัยนั้นราวสองทุ่มเศษก็ดูเงียบเชียบไปเกือบ หมดแล้ว มีแสงไฟฟ้าข้างทางส่องผ่านหน้าต่างเข้ามาเพียงสลัวๆ เท่านั้น

ตอนมาอยู่ใหม่ๆ ฉันใจคอไม่ค่อยดีเหมือนกันเพราะกลัวทั้งผีทั้งคน!เรื่องผีพอจะอุ่นใจที่แม่ให้ยันต์หลวงพ่อศรีเทพจากวัดเทพนารีบางพลัดมาคุ้ม ครองgclub แต่เรื่องคนต้องคอยระวังตัวเอาเอง เพราะซอยองครักษ์ตอนนั้นยังมีบ้านเรือนไม่กี่สิบหลัง สุดซอยเป็นสวนลึกที่ได้ข่าวว่ามีพวกติดยามาซ่องสุมสูบเฮโรอีน หรือเรียกว่า”ไอระเหย” ตั้งฉายาว่า”สิงห์แค็ป”

ฉันอ้าปากค้าง พิสมัยก็พยุงกายขึ้นมาเสยผม นัยน์ตาแดงช้ำ เล่าว่า…ขณะที่เธอหลับสนิทก็ต้องตกใจตื่นเมื่อมีร่างดำทะมึน เหม็นสาบเหม็นสางกำลังโถมเข้ากอดรัดปลุกปล้ำ ทั้งจูบไปทั่วหน้าและทรวงอก คลึงคลำขยำขยี้ไม่ปรานี ปราศรัยจนเธอหวีดร้องด้วยความเจ็บปวดแทบขาดใจ

เดนนรกตนนั้นยิ่งหอบหายใจหนักหน่วง คำรามฮึ่มฮั่ม อย่างสะใจ มือหยาบหนาอุดปากไว้ อีกข้างหนึ่งฉีกกระชากผ้าผ่อนจนเธอแทบจะเหลือแต่ตัวล้อนจ้อน ลมหายใจเหม็นๆ พลุ่งเข้าใส่ ร่างอุบาทว์เบียดเสียด ยัดเยียดความเป็นผัวให้จนเธอสิ้นสติไป

ฉันประคองเธอไปอาบน้ำชำระกาย พิสมัยนิ่วหน้า บ่นพร่ำแต่ว่าอยากจะฆ่าตัวตายให้พ้นทุกข์ ฉันก็ปลอบโยนไปตามเรื่อง แต่พิสมัยน้ำตาร่วงพรูเมื่อหลุดปากว่า…มันบอกคืนนี้จะมาหาอีก!

“ถ้างั้นก็ต้องเจอดี ไอ้ผีนรก!” ฉันคำรามอย่างลืมตัว

นรกเป็นพยาน! ห้องเราไหวเอี๊ยด กลิ่นเหม็นสาบสางแผ่ซ่าน พิสมัยใช้ฟันกัดขอบผ้าห่มแน่น เบิกตาโพลง…ฉันเพิ่งเห็นร่างกำยำดำทะมึน สูงตระหง่านผิดมนุษย์กำลังย่างสามขุมเข้าไปหาเธอ ยอมรับว่าใจระทึก ปากคอแห้งผาก ควานมือสั่นๆ ไปใต้หมอนจนพบกับgclubผ้ายันต์หลวงพ่อศรีเทพ

เกือบพร้อมๆ กับที่มันโถมเข้าใส่พิสมัย เสียงเธอร้องกรี๊ด ฉันก็โดดผึง กางผ้ายันต์ลงอักขระตะปบเข้าที่แผ่นหลังมันทันที ร่างนั้นผวาเยือก กระตุกเร่าๆ เหมือนโดนจี้ด้วยไฟฟ้าแรงสูง

ยันต์วิเศษของหลวงพ่อศรีเทพไงคะ! แม่บอกว่าท่านขลังทางเมตตามหานิยม ทำมาหากินเจริญดี มีแต่คน รักใคร่…กับมีอิทธิฤทธิ์เหนือภูตผีปีศาจบาคาร่าทั้งหลายอีกด้วย!

วันนั้น เราโทรศัพท์ไปลางานทั้งคู่ ดิฉันไปหาซื้ออาหารมาแบ่งปันกันกิน ชวนเพื่อนพูดคุยเรื่องสนุกๆ ให้เพลิดเพลิน จะได้ไม่หมกมุ่นกับราตรีสยองขวัญที่กำลังจะใกล้เข้ามาทุกที

“คิดแล้ว ก็แปลกนะ” ฉันพูดขำๆ”ไอ้เราอุตส่าห์นอนใกล้ประตูแท้ๆ หน็อย! ไอ้ผีตาเซ่อดันมองไม่เห็นคนสวยซะงั้นแหละ ดีล่ะ! คืนนี้ต้องสั่งสอนมันซะหน่อย”

เลยค่ำไปนานแล้ว…เราดับไฟเข้านอนตาม ปกติ ฉันตระเตรียมยันต์วิเศษไว้ใต้หมอน…ถ้าไอ้เดนนรกบ้ากามบุกบั่นมาด้วยความ ย่ามใจ หมายจะตักตวงรสสวาทดูดดื่มให้หนำใจจากเพื่อนฉันอีก สาบานได้ว่าฉันจะตะเพิดมันกลับลงขุมนรกตามเดิมแน่นอน!

“อ๊ากซ์!! โอ๊ยยย…” มันพลิกหน้ามาเห็นนัยน์ตาแดงจ้า แต่แล้วก็ต้องสั่นเทิ้มไปทั้งตัว…พิสมัยร้องกรี๊ดๆ ไม่ขาดเสียง จนร่างปีศาจนรกเลือนรางจางหาย…เราโผเข้ากอดกันร้องไห้โฮเลยค่ะ!

ผีหลอกหลอนเมื่อเล่นบาคาร่า

คืนนั้นดึกแล้ว พี่เดือนอ่อนแรงลงทุกทีบาคาร่า นอนหลับๆ ตื่นๆ และมักร้องครางด้วยความเจ็บปวด ดิฉันรู้ดีว่าเธอทำใจได้แล้ว ยินดีต้อนรับความตายอย่างหน้าชื่น…แต่ร่างกายของเธอล่ะ มันจะยินยอมพร้อมใจด้วยหรือเปล่าหนอ?

แว่วเสียงคราง ดิฉันรีบลุกไปยืนข้างเตียงคนไข้ทันที เปิดไฟสว่างขึ้น ร้องเรียกชื่อเธอตกใจจนทำอะไรไม่ถูกเมื่อเห็นพี่เดือนกระสับกระส่าย ดิ้นรน…แม้จิตใจจะยินยอม แต่ร่างกายยังต่อสู้กับความตายตามสัญชาตญาณของสิ่งมีชีวิต หวงแหนลมหายใจของตนจนถึงวาระสุดท้ายดิฉันกดกริ่งเรียกพยาบาล ร้องร่ำเรียกชื่อพี่เดือนซ้ำๆ กัน เห็นหน้าเธอขาวซีดเหมือนสีผึ้ง หอบหายใจลึกๆ สั้นๆ ก่อนจะหยุดนิ่ง เช่นเดียวกับอาการกระตุกที่ไหล่ทั้งสอง…ขณะที่พยาบาลสองคนผลุนผลันเข้ามา

มนุษย์ทุกคนย่อมจะไม่มีใครหนีพ้นการเกิด แก่ เจ็บ ตายไปได้เด็ดขาด แต่ที่น่าสยดสยองก็คือความตาย-เวลาอันสุดโหดของมนุษย์เราทุกคน “โชคดีที่ตายก่อน” คือสัจจธรรมค่ะ

เมื่อถึงวาระสุดท้ายของชีวิต ต้องตายแน่ๆ แล้ว ใครบาคาร่าตายเร็วก็ทรมานน้อย แต่ถ้าใครต้องรอแล้วรออีก กระสับกระส่าย ดิ้นรน ครวญคราง…หรือแม้ว่าจะพูดได้ แต่อาการสั่นกระตุก เกร็ง นัยน์ตาเหลือกลาน ก่อนจะวางวาย มีประกายชีวิตเหลืออยู่น้อยนิดเต็มทีแล้ว

ขอยืนยันว่าคนเราก่อนตายนั้น น่าสยดสยองยิ่งกว่าตายแล้วด้วยซ้ำไป!

บ้านเดิมดิฉันอยู่ชนบท เป็นเมืองที่ได้ชื่อว่าคนดุ ดงนักเลง มีการตีรันฟันแทงกันเป็นประจำ มือปืนขวักไขว่ ฆ่าแกงกันไป-มา ล้างแค้นกันจนถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน

คนที่โดนยิงโดนแทงตายคาที่ หรือไปตายโรงพยาบาลมีหลายราย แต่คนที่เพิ่งโดนอาวุธเจ็บสาหัสใกล้ตาย แต่กระเสือกระสนดิ้นรนอยู่ท่ามกลางชาวบ้านและญาติมิตรที่ตระหนกตกใจจนทำอะไร ไม่ถูก…ดิฉันคิดว่าโดนผีหลอกคงไม่น่ากลัวขนาดนี้หรอกค่ะ

ในชีวิตเคยเห็นคนดิ้นรนก่อนตายไปต่อหน้าถึงสามรายแล้ว!

น้าช้วนโดนคู่อริแทงลิ้นปี่ที่ร้านชำข้างบ้านบาคาร่า มือมีดขึ้นรถหนีไปแล้ว พวกเราได้ยินเสียงเอะอะโวยวายก็วิ่งมาดู ตกตะลึงพรึงเพริดไปตามๆ กันจนทำอะไรไม่ถูกแม้แต่คนเดียว

คนเจ็บนอนดิ้นรนอยู่บนพื้นซีเมนต์หน้าร้าน เลือดเปรอะเต็มอก นัยน์ตาลอยคว้างคล้ายจะไม่รู้ตัว กล้ามเนื้อกระตุกทำให้เกิดอาการดิ้นรนก่อนตาย…ประกายตาดับวูบ แววตาหมองลงทันใด

เมื่อญาติๆ น้าช้วนมาถึงบาคาร่าออนไลน์ จะช่วยกันอุ้มส่งโรงพยาบาล ท่ามกลางเสียงร้องไห้คร่ำครวญ ดวงตาของแกก็เลื่อน ลอยขุ่นมัวราวมีเมฆหมอกสีเทามาปกคลุม น้าชวนหยุดดิ้น…วิญญาณล่องลอยไป

มีเสียงร่ำลือว่าผีน้าช้วนดุนัก แต่ดิฉันไม่เคยเห็นเลย สักครั้ง!

ต่อมาลุงโหมดโดนยิงมาจากดงตาล แกกระเซอะกระเซิงมาจนถึงบ้าน เห็นหน้าขาวซีด หอบฮั่กๆ พี่กิ่งแก้วเป็นพยาบาลสถานีอนามัยออกเวรมาพอดี บอกว่าเสียเลือดมากจนความดันตก หัวใจเต้นเร็วขึ้นเพื่อชดเชยเลือดที่ลดตัวในการบีบของหัวใจแต่ละครั้ง

ในที่สุดร่างกายก็ปรับตัวไม่ได้ ลุงโหมดหายใจหอบๆ แผ่วลงทุกที แต่แล้วกลับดิ้นรนเหมือนชักกระตุก พี่กิ่งแก้วบอกว่าหัวใจไม่มีเลือดไปหล่อเลี้ยงแล้ว…สิ้นเสียง ลุงโหมดก็สิ้นลมหายใจ

รายสุดท้ายคือพี่เดือน-ลูกผู้พี่ของดิฉันเอง!

พี่เดือนรับราชการอยู่ในกรุงเทพฯ เป็นที่พึ่งของน้องๆ ที่มาเรียนหนังสือ เธอครองโสดจน 47 ปีก็เป็นมะเร็งตับระยะที่ 4 รักษาตัวได้ไม่กี่เดือนก็รู้ว่าใกล้จะถึงวาระสุดท้ายแล้ว

ดิฉันแอบร้องไห้นับครั้งไม่ถ้วน พี่เดือนมีบาคาร่าบุญคุณเหมือนแม่คนที่สอง ถ้าไม่ใช่เพราะความเมตตาของเธอทั้งให้ที่อยู่ ทั้งช่วยเหลือเรื่องเงินเมื่อทางบ้านส่งมาไม่ทัน รวมทั้งการแนะนำสั่งสอนต่างๆ ดิฉันคงไม่ได้มาเรียนหนังสือในกรุงเทพฯ จนจบมหาวิทยาลัยแน่นอน

ประมาณสองอาทิตย์สุดท้าย ดิฉันลางานไปเฝ้าพี่เดือนทั้งวันทั้งคืนเพื่อทดแทนบุญคุณของเธอ…แม้ว่าเรา จะไม่ได้ปริปากเรื่องนี้ต่อกันเลย แววตาพี่เดือนที่มองมาก็บอกว่าเธอรู้ดี และขอบอกขอบใจอย่างลึกซึ้ง

“อย่าคิดมากไปเลยลิน…ความตายคือการเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง คือเริ่มไปเกิดใหม่ แต่เกิดเป็นอะไรยังไม่รู้นะ”

พี่เดือนเคยบอกยิ้มๆ ดิฉันแสบร้อนนัยน์ตา นึกภาวนาให้เธอจากไปอย่างสงบด้วยเถิด แต่จากประสบการณ์ที่ผ่านมาทำให้อดสยองล่วงหน้าไม่ได้หรอกค่ะ…จนกระทั่ง วาระสุดท้ายมาถึง!

 

 

ผีกับวิญญาณ

คืนนั้นรถในกรุงเทพฯ ติดสาหัสสากรรจ์ กว่าจะหลุดออกมาได้ก็สองยามเศษแล้ว โอ๊ตแนะนำว่าให้ไปเช้าวันเสาร์ดีกว่ามั้ย? แต่ผมบอกว่าไปคืนนี้แหละน่า เรายังหนุ่มไฟแรงจะกลัวเหนื่อยกลัวเพลียไปทำไม!

อีกอย่างหนึ่งผมก็คน นอนดึก ถ้าโอ๊ตง่วงก็นอนไปในรถแล้วกัน เราคงไปถึงปากช่องราวตีสองไม่เกินตีสาม สบายมาก! ถึงที่นั่นแล้วจะนอนให้สบาย ตื่นสายๆ สักเก้าโมงสิบโมงก็ยังได้

ขับรถตอนกลางคืนน่ะผมชอบมากเลย ไม่ร้อนและรู้สึกสงบลึกลับบอกไม่ถูกครับ

ตอน เข้าเขตปากช่องเครื่องยนต์เกิดสะดุดจนดับไปพักหนึ่ง ขณะนั้นราวตีสอง…บริเวณนั้นมืดสลัว…น่าแปลกที่แทบไม่มีรถร่วมทางเลย! มันน่าจะมีรถบรรทุก รถทัวร์บ้าง แต่นี่ว่างจริงๆ ถนนโล่งมองเห็นแล้วนึกถึงบรรยากาศในแดนสนธยา…ลมหนาวพัดวูบเล่นเอาผมขนลุก เกรียว

จู่ๆ เครื่องก็ติด เฮ้อ…โล่งอกไปที!

ผมออกรถแล่นไปได้ เดี๋ยวเดียว แสงไฟหน้ารถก็ส่องกระทบกับชายหนุ่มคนหนึ่ง ใส่เสื้อยืดสีขาวๆ กางเกงสามส่วนสีดำๆ เขาเป็นคนตัวเล็ก เตี้ยล่ำ ผมคงไม่ลืมใบหน้านั้นไปอีกนาน…หน้าที่แป้นกว้าง ผมกระเซิง จมูกแบน ตาโตและดำมากด้วย

ที่ผมมีเวลาพิศดูเขาขนาดนั้น เพราะทันทีที่แสงไฟส่องเขา หนุ่มนั่นก็โบกมือขอติดรถไปด้วย ผมชะลอรถทำท่าจะให้เขาขึ้นมา แต่โอ๊ตตบไหล่ผมอย่างแรง

“อย่าหยุด! ไปเลยๆ ไปเดี๋ยวนี้!”

ผม ได้สติก็บึ่งรถฉิว ความรู้สึกตอนนั้นบอกไม่ถูกเลยครับ คือจำได้ว่าเมื่อเห็นเขาโบกรถน่ะผมมึนๆ งงๆ เหมือนเคลิ้มฝัน จนได้ยินเสียงโอ๊ตสติก็กลับมา ครั้นแล้วก็อดรู้สึกผิดไม่ได้…ผมน่าจะรับเขาขึ้นมาด้วย เหมือนคนใจร้ายจริงๆ

“ไม่เห็นเหรอ…” โอ๊ตเสียงสั่น “ตอนแกจอดรถน่ะ แสงไฟกระทบตามันแดงจ้าออกมาเลย น่ากลัวเป็นบ้า..ท่าจะไม่ใช่คน!”

ฟัง แล้วสยอง…ผมไม่ได้เห็นแสงจากนัยน์ตาคู่นั้นหรอกครับ เพียงแต่สะกิดใจว่ามันดำเหลือเกิน…เป็นลูกตาที่ดำใหญ่เกือบเต็มรูปตา ยอมรับเลยครับว่ามือไม้อ่อน เสียวที่มือและฝ่าเท้าแต่ก็ตั้งสติให้มากขึ้น ไม่ขับตะบึงแบบคนเสียสติ ตาก็มองกระจกหลังตลอด

ผมกับโอ๊ตเสียวสันหลังจนกระทั่งรถเลี้ยวเข้ารีสอร์ตของเรา แต่ความกลัวก็ยังอยู่ในใจ

 

หลังจากนั้นก็จัดการปรับปรุงพื้นที่ ปลูกต้นไม้ ดอกไม้และทำสระว่ายน้ำกับบังกะโลสิบกว่าหลัง ทางด้านตะวันตกยังมีภูเขาซึ่งระเบิดทำหิน จนกลายเป็นเนินเขาเตี้ยๆ ดูสวยไปอีกแบบ

ผมมีอาชีพทางนี้อยู่แล้วก็เลยไปช่วยดูแลการเริ่มต้นของกิจการด้วยความเต็มใจ

ทีแรกกะว่าจะเปิดรีสอร์ตนี้ในเดือนตุลาคม ซึ่งเป็นช่วงเปิดเทอมภาคกลาง และต้อนรับการท่องเที่ยวป่าเขาในฤดูหนาว แต่ด้วยปัญหาการก่อสร้างทำให้ทุกอย่างล่าช้าก็เลยต้องเลื่อนไปเปิดตัวเอา เดือนธันวาคม ช่วงเทศกาลปีใหม่

ระหว่างนั้น ผมกับโอ๊ตก็ขึ้นๆ ล่องๆ กรุงเทพฯ กับปากช่องแทบทุกสัปดาห์ โดยผมพยายามเคลียร์งานให้เสร็จภายในวันศุกร์ โอ๊ตจะมาหาที่ทำงานและใช้รถผมขับไปปากช่องด้วยกัน…

ศุกร์สุดท้ายของเดือนนั้นก็ตรงกับคืนฮัลโลวีนพอดี!

ผมไม่ได้คิดอะไรมาก แต่กว่าจะเสร็จงานก็ปาเข้าไปเกือบห้าทุ่มแล้วครับ

 

ถ้าผมหยุดรับเขาขึ้นมาล่ะ จะเกิดอะไรขึ้น?

เราเอาของออกจากรถ แล้วเดินเข้าบังกะโลหลังหนึ่งที่แม่บ้านเตรียมเปิดห้องไว้ให้แอร์เย็นฉ่ำ เชียว…ขณะเดินออกมาเพื่อจะหยิบแล็ปท็อปในรถ ผมเห็นใครคนหนึ่งด้อมๆ มองๆ อยู่ข้างนอกรั้ว…เห็นหน้าแล้วเข่าแทบทรุดฮวบเลยครับ!

ผู้ชายคนนั้นเอง! ตาผมไม่ได้ฝาดแน่ รีบเรียกให้เพื่อนดู โอ๊ตก็เห็น…รีบบอกยามที่อยู่ตรงนั้น ยามหันไปมองแต่ไม่มีใครที่รั้วเลยสักคนเดียว

นับแต่วินาทีนั้น ผมไม่ได้เห็นเขาอีกเลย!

เขาเป็นใครก็ไม่รู้ แต่ทบทวนดูแล้วไม่น่าจะใช่คนแน่ จะว่าเป็นเจ้าป่าเจ้าเขาก็ไม่น่าจะใช่ หรือเป็นคนที่ประสบอุบัติเหตุตรงนั้นแล้วไม่รู้จะไปไหน… เอ๊ะ! หรือว่าเขาต้องการตัวตายตัวแทน

แต่ที่แน่ๆ คือผมจะพยายามไม่ขับรถผ่านเส้นทางนั้นตอนกลางคืนเด็ดขาด ถ้าเกิดเจอเขาเข้าอีกครั้งในยามค่ำคืน เผลอๆ ก็อาจจะช็อกตายคาที่ก็ได้ครับ! บรื๋อออ…

คืนหลอนนรกแตก

ผมปิดไฟในห้องทั้งหมด เหลือไว้แต่ไฟในห้องน้ำที่แง้มประตูให้แสงลอดเข้ามารางๆ

หลัง จากนอนหนุนหมอน ห่มผ้าอย่างสบายผมก็เคลิ้มใกล้หลับ…ทันใดนั้นก็มีเสียงทุบประตูดังมาก มันดังเหมือนมีใครกำลังจะพังประตูเข้ามายังงั้นแหละครับ

ผมผุดลุกขึ้นนั่งงงๆ เกิดอะไรขึ้นเหรอ? ใครเป็นอะไร…หรือว่าไฟไหม้?!

ยัง ไม่ทันจะขยับตัว ผมก็เห็นกับตาว่ามีชายร่างใหญ่ สูงทะมึนราวยักษ์ปักหลั่นใส่ชุดคนไข้โรงพยาบาล เดินทะลุประตูที่ล็อกไว้แน่นหนาเข้ามาดื้อๆ

เขาเข้ามาถึงเตียงก็ทิ้ง ตัวลงนอนข้างๆ ผม ส่วนผมเองยังนั่งตาแป๋วแต่ขยับตัวไม่ได้เลยครับ…เคยได้ยินคนโดนผีอำเล่า ว่าพวกเขาจะนอนตัวแข็ง แต่ผมโดนผีอำในท่านั่งเรอะเนี่ย?

ผมว่าผีอำเพราะเลือดลมในตัวไหลไม่สะดวก ไม่ใช่มีผีมาอำแต่ประการใด!

แต่นี่แปลกมากๆ เลย…

ผม กำลังฝันไปรึไง? ชายร่างใหญ่นอนแข็งทื่อ หอบหายใจยาวๆ แรงๆ สัก 2-3 ทีก็มีเสียงคร่อก…นัยน์ตาเหลือกค้าง จากนั้นก็มีบุรุษพยาบาลโผล่มาจากไหนไม่รู้ มาฉีดยากันเน่าเข้าที่เส้นเลือดที่เขาผ่าบริเวณขา พวกเขาปั๊มยาเสียงฟืดๆ แล้วก็ช่วยกันแต่งตัวศพ…

สรรพสิ่งเงียบเชียบเยือกเย็น จนผมพยายามบอกตัวเองว่าเรากำลังฝันไปเอง!

ภาพที่ผมเห็นมันสว่างเหมือนเราดูหนัง แต่พวกเขาห่อศพเสร็จ แสงสว่างนั้นก็ค่อยๆ จางลง…ห้องผมกลับมืดสลัวตามเดิม

ยอมรับว่าผมงงมาก แต่ก็นึกว่านี่เราคงฝันร้าย เพราะจิตรับรู้ว่าโรงแรมนี้เคยเป็นโรงพยาบาลร้างมาก่อน

ผม ลุกขึ้นมาดื่มน้ำ แล้วกลับมานอนคิดไปคิดมาอยู่นาน หัวใจที่เต้นแรงตอนที่รู้สึกตัวใหม่ๆ เริ่มจะเป็นปกติ…ในที่สุดก็ผล็อยหลับไปเมื่อไหร่ไม่รู้เนื้อรู้ตัว

 

แต่เบื้องหลังที่นี่คือโรงพยาบาลร้างที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ซะให้โก้หร่านสว่างไสว

บอกตรงๆ ว่าผมเองน่ะไม่เคยเชื่อถือเรื่องผีๆ สางๆ เลยครับ!

มิไยที่มีคนกระซิบว่าที่นี่ผีดุจนลือลั่น ผมก็ไม่หวั่นไหว ผีเผออะไรกันคิดไปเองทั้งนั้น! ผมว่าเรื่องแบบนี้มันอยู่ที่ใจ คนกลัวผีก็มักจะเจอผี จริงมั้ยครับ?

คืนนั้นผมนอนคนเดียวในห้องเตียงเดี่ยว ห้องสวยๆ บรรยากาศดีๆ ทำให้สบายใจมากๆ รู้สึกว่าได้พักผ่อนอย่างเต็มที่แสนสุโข…ดีล่ะ! พรุ่งนี้ผมจะได้ประชุมอย่างปลอดโปร่งและมีประสิทธิภาพ

ผมกินมื้อค่ำกับเพื่อนร่วมงานทั้งฝ่ายกรุงเทพฯ และอุบลฯ อิ่มหนำสำราญตั้งแต่สองทุ่มเศษๆ ไม่มีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ใดๆ ทั้งสิ้น จากนั้นต่างคนต่างก็แยกย้ายกันไปพักผ่อนตามอัธยาศัย บางคนขอเข้าห้องพัก แต่บางคนก็หัวเราะต่อกระซิก ชักชวนกันออกไปชมชีวิตราตรีตามประสาผู้ชาย

ส่วนผมขอตัวกลับขึ้นห้อง ตั้งใจจะดูทีวีซักหน่อยแล้วก็อาบน้ำเข้านอนแต่หัวค่ำ

ตอนที่ผมเปิดประตูห้องพักเข้าไปน่ะรู้สึกขนลุกซู่ไปทั้งตัวโดยไม่มีเหตุผล ไฟในห้องก็กะพริบวูบๆ ทำท่าเหมือนจะดับแหล่ไม่ดับแหล่ แต่ก็กลับสว่างเป็นปกติ

ผมไม่ได้ใส่ใจกับทั้งสองเหตุการณ์นี้เลย ที่ผมขนลุกอาจจะเป็นเพราะปะทะกับไอเย็น ส่วนไฟที่กะพริบก็อาจเป็นเพราะกระแสไฟตกอันเป็นสาเหตุธรรมดา

ผมเดินเข้าไปอาบน้ำสระผมอย่างไม่รีบร้อน แล้วก็แต่งชุดนอนมานั่งพิงพนักหัวเตียงดูทีวี แต่แล้วก็เบื่อ เป็นอันว่าปิดไฟนอนดีกว่า

 

เมื่อผมเล่าเรื่องนี้ให้ใครฟังเขาก็ขนลุก แล้วบอกว่าผมโดนผีหลอกอย่างน่าสยดสยองที่สุด แต่ผมก็ยังไม่เชื่ออยู่ดี และคิดว่าตัวเองฝันร้ายอยู่นั่นแหละ…คุณผู้อ่านล่ะครับ คิดว่าสิ่งที่ผมได้ประสบคืนนั้นมันคืออะไรแน่?!

การฆ่าตัวตาย

 

เหตุผลของเธอฟังเข้าท่า ดิฉันเลยไม่ติดใจสงสัยอะไร มีอยู่นิดเดียว…คือคุณยายเจ้าของบ้านเดิมจะเป็นห่วงบ้านของท่านหรือเปล่า เอ่ย? คงไม่หรอกน่า…คิดมากไปได้! ป่านนี้ท่านคงไปเกิดใหม่แล้วละมั้ง?

บ้านนี้น่ารัก ขนาดกำลังเหมาะกับดิฉันและสามี ที่มีลูกชายเล็กๆ เพียงคนเดียว…ดิฉันลาออกจากงานตั้งแต่คลอดลูกแล้วละค่ะ สามีทำงานคนเดียว ส่วนดิฉันเป็นแม่บ้านเต็มตัว ไม่ต้องมีคนรับใช้หรือพี่เลี้ยงเด็ก ดิฉันวาดฝันว่าจะอยู่บ้านเลี้ยงลูกอย่างมีความสุขในบ้านหลังนี้

นกน้อยทำรังแต่พอตัวไงคะ?

ดิฉันอมยิ้มเสมอเมื่อขับรถพาลูกชายวัยสามขวบไปส่งโรงเรียนอนุบาลใกล้บ้าน แล้วแวะซื้อกับข้าวกับปลากลับมาอยู่บ้านตามลำพัง

ขนหัวลุกจากบ้านผีสิง

มัน เป็นบ้านหลังเล็กๆ น่ารักในย่านสุทธิสาร เราซื้อจากเจ้าของที่แสดงอาการว่า เสียดายมันอย่างยิ่ง…เธอเป็นหญิงสาวที่เพิ่งแต่งงาน บอกว่าลงทุนปลูกบ้านหลังนี้ โดยรื้อบ้านไม้หลังเก่าของคุณยายออกไป…คุณยายเธอเสียชีวิตไปสิบกว่าปีแล้ว ละ

“ทีแรกจะให้เป็นเรือนหอค่ะ แต่มีเหตุจำเป็นเพราะคุณแม่ทำกิจการร้านอาหารอยู่ที่เมืองนอก เราก็เลยตัดสินใจขายที่นี่เพื่อไปช่วยทางโน้น”

เมื่ออยู่คนเดียวดิฉันก็เริ่มทำงานบ้าน กวาดถู เก็บเสื้อผ้าไปซักและตาก แหม…อยู่กันแค่สามคนพ่อแม่ลูก งานบ้านไม่ได้หนักหนาอะไรเลย สบายมาก! ราวสิบโมงเช้าก็เสร็จเรียบร้อย ดิฉันจะเปิดทีวีดู หรือไม่ก็คว้าหนังสือเล่มโปรดมานั่งอ่านบนโซฟา…

หลายสัปดาห์ผ่านไป ดิฉันชักจะรู้สึกแปลกๆ แล้วซิคะ!

นั่นคือ เวลาอยู่คนเดียวจะรู้สึกอึดอัด ไม่เป็นส่วนตัวเลย แปลกไหมล่ะคะ? ฟังดูขัดกันพิลึกนะ อยู่คนเดียวแท้ๆ แต่ดูเหมือนมีใครจ้องมองอยู่ตลอด…เวลาไปเข้าห้องน้ำจะได้ยินคล้ายๆ มีคนเดินอยู่ในบ้าน ทีแรกนึกเสียววูบว่าเป็นขโมย แต่พอออกมาก็ไม่เห็นใครเลยค่ะ

ดิฉันกลัวอยู่ไม่น้อย เพราะถ้าเกิดอะไรขึ้นใครจะมาช่วยล่ะคะ?

เรื่องเสียงฝีเท้าประหลาด ที่เดินไปเดินมาทั่วบ้านนั้น ดิฉันเคยบ่นให้สามีฟัง เขาบอกว่าดิฉันคงหูแว่วไปเอง ทีหลังให้เปิดวิทยุหรือทีวีเป็นเพื่อน เพราะคนเราเวลาอยู่ในที่เงียบมากๆ หูอาจจะแว่วเสียงอะไรขึ้นมาเป็นตุเป็นตะก็ได้

ดิฉันก็อยากจะเชื่อเช่นนั้น แต่คืนหนึ่งก็มีเรื่องที่ทำให้ต้องขนหัวลุก!

คืนนั้นดิฉันนอนบนเตียง มีลูกตูนอยู่ในอ้อมกอด สามีก็หลับอยู่ข้างๆ บนเตียงเดียวกันนี่เอง จู่ๆ ดิฉันก็รู้สึกตัวตื่น พบว่าลูกตูนลืมตาแป๋วอยู่ก่อนแล้ว แกไม่ได้มองหน้าดิฉันหรือร้องกวนโยเยอะไร แต่แกจ้องไปที่ประตูนิ่งๆ

ตอนนั้นดิฉันหันหลังให้ประตูห้อง ลูกตูนผงกศีรษะขึ้นมามองข้ามไหล่ดิฉัน…ห้องเรามีแสงไฟดวงเล็กๆ แบบที่เสียบปลั๊กไว้น่ะค่ะ เป็นสีแดงเรื่อๆ ทำให้ทั้งห้องดูสลัวๆ ไม่มืดสนิท

“ใครมาโหนประตูเราอยู่น่ะแม่?” ลูกตูนถามเบาๆ เล่นเอาดิฉันผวา

“ฝันไปหรือเปล่าลูก…นอนเสียเถอะ ไม่มีอะไรหรอก” ดิฉันกดศีรษะเล็กๆ ให้แนบอก…อีกพักใหญ่แกก็หลับไป…

วันรุ่งขึ้น ลูกตูนวาดรูปเล่นง่วนอยู่คนเดียว พอเสร็จแล้วก็เอามาให้ดู…

ดิฉันใจหายวาบ นั่นเป็นรูปประตูที่มีผู้ชายตัวดำเอามือโหนขอบบน เท้าลอยสูงจากพื้น ลูกตูนใช้ดินสอแรเงาผู้ชายทั้งตัวเลยค่ะ…แกวาดแบบเด็กๆ น่ะ แต่ดิฉันเห็นแล้วกลัวมาก

ภาพนั้นถูกเก็บไว้ในหนังสือที่ดิฉันอ่าน จนในที่สุดก็อดรนทนไม่ไหว ต้องเอาไปคุยกับเจ้าของร้านทำผมหน้าซอย เราสนิทสนมกันพอสมควร

คุณติ๋ว-เจ้าของร้าน พอเห็นภาพที่น้องตูนวาดก็ตะลึงไปเลยค่ะ!

“ถ้าเล่าแล้วคุณอย่ากลัวนะคะ” เธอเริ่มเรื่อง และเล่าว่าบ้านที่ดิฉันซื้อนี้ ตอนที่กำลังก่อสร้างเกิดเรื่องสยอง มีช่างทาสีผูกคอตายเพราะเสียใจที่เมียหนีไปกับชู้

ดิฉันจะทำยังไงดีล่ะคะ? ทำอะไรไม่ถูกเลยเพราะเป็นคนกลัวผีมากๆ เย็นนั้นก็เลยร้องไห้เล่าให้สามีฟัง เขาบอกว่าถ้าอยู่ไม่ได้ก็คงต้องขายละ…ไปอยู่คอนโดมิเนียมแทน

เออแน่ะ! ทำไมทีอย่างนี้ พูดง่ายจัง?

คำตอบน่ะหรือคะ? สามีดิฉันตัดสินใจย้ายบ้านทันทีที่ดิฉันเล่า เพราะเขาสารภาพว่าเขาก็เห็นเหมือนกัน เห็นเงาของผู้ชายคนหนึ่งแขวนคอตัวเองห้อยอยู่ที่ประตู เท้าลอยจากพื้นนิดเดียว

เราขายบ้านนี้แล้ว และรู้สึกเสียใจที่ต้องปิดบังไม่ให้ผู้ที่มาซื้อได้รู้เรื่องนี้ ได้แต่หวังว่าเขาคงไม่ถูกวิญญาณผีผูกคอตายมารบกวนอย่างที่เราเคยโดนมาแล้ว ค่ะ!

เก้าอี้ผีดุ

ทีแรกดิฉันคิดว่าเป็นคนเดียว แต่พอมาคุยกันถึงได้ รู้ว่า สามี ลูกสาวและลูกชายก็เห็นภาพแบบเดียวกับที่ดิฉันเห็น บางทียังไม่หลับด้วยซ้ำ แค่เคลิ้มๆ จิตก็ดิ่งราวถูกแม่เหล็กดูดไปเลย…แล้วก็จะกลับไปอยู่ในมิติของเรือนน้ำอีก แล้ว!

ถ้าถามว่ากลัวไหม? ตอบได้ว่าทุกคนไม่กลัว อาจจะกังวลใจนิดๆ ว่าเรากำลังถูกอะไรบางอย่างครอบงำ…พูดง่ายๆ ก็ประเภทผีสิงหรือผีเข้า ทำนองนั้น

เราแน่ใจว่าเก้าอี้โยกตัวนี้ต้องเป็นของเก่าแก่จริงๆ เจ้าของเดิมก็คงรักและหวงน่าดู…เธอสิงอยู่ที่เก้าอี้ หรือคะ?

เปล่า เลย! เวลาลุกมาเดินเปิดตู้เย็นดื่มน้ำตอนดึกๆ ต้องเดินผ่านเก้าอี้ตัวนี้ ไฟก็ไม่ได้เปิดเพราะมีแสงสลัวจากภายนอก เราไม่เคยเห็นผี เห็นวิญญาณ แถมไม่เคยหวาดหวั่น ขนลุกขนชันหนาวเยือกอีกด้วย…ทุกอย่างเป็นปกติดี!

ดิฉันเองยังอยู่ในวัย 40 กว่าๆ ยังจำได้ถึงเก้าอี้ไม้รูปทรงสง่างาม ขาทั้งสี่ติดอยู่บนแผ่นไม้ที่ดัดขัดเกลาให้โค้ง คุณปู่และคุณพ่อดิฉันชอบนั่งอ่านหนังสือพิมพ์ จิบกาแฟ ดูทีวี หรือดูหลานๆ วิ่งกันจากเก้าอี้โยกนี้แหละค่ะ

เมื่อเวลาผ่านไปก็ไม่เห็นใครนิยมนั่งเก้าอี้โยกเหมือนเดิม

พวกเรามักจะชอบโซฟานุ่มๆ ขดตัวสบายๆ เผลอๆ ก็เหยียดตัวนอนหลับ หรือไม่ก็เป็นเบาะอันใหญ่ สูง ภายในยัดเม็ดโฟมกลมๆ เวลานั่งจะจมอยู่ในนั้น…เป็นความสุขไปอีกแบบหนึ่ง

ปกติดิฉันไม่ชอบเก้าอี้โยกหรอกค่ะ เพราะนั่งแล้วเวียนหัว อายุปูนนี้เกือบจะ 50 อยู่รอมร่อ ที่เขาเรียกว่า…เลือดจะไปลมจะมานั่นไงคะ!

กระทั่งเมื่อผ่านร้านขายของเก่าย่านสุขุมวิท ดิฉันเห็นเก้าอี้โยกตัวหนึ่ง มันดูดึงดูดใจบอกไม่ถูก อาจจะเพราะรูปทรง เนื้อไม้และสีธรรมชาติงดงามนั้น ทำให้หวนกลับไปคิดถึงความสุขความอบอุ่นในวัยเยาว์

ดิฉันซื้อเก้าอี้ตัวนั้นอย่างไม่ลังเล รู้สึกเหมือนพบส่วนหนึ่งของตนที่ทำหายไปนานแล้ว!

เมื่อนำเก้าอี้โยกมาตั้งไว้ในห้องดูทีวี ลูกสาวลูกชายวัยรุ่นกับสามีดูจะชอบอกชอบใจไม่เบา ถึงกับแย่งกันนั่งแน่ะค่ะ บอกว่าสนุกแปลกๆ ดี

ส่วนดิฉันเองนั่งแล้วเวียนหัว ที่ซื้อมาก็เพราะความสุขในใจ และก็คิดไม่ผิด เพราะลูกๆ ดูจะรักเก้าอี้โยกตัวนี้เป็นพิเศษ ลูกสาวถึงกับหาเบาะมารองนั่งและที่พิงพนัก…น่านั่งขึ้นอีกเยอะเลย

เผลอๆ ดิฉันยังหย่อนตัวลงไป มันเหมือนเก้าอี้โอบอุ้มเนื้อตัวเอาไว้ ที่วางแขนทั้งสองข้างก็คล้ายท่อนแขนที่กำลังจะโอบกอด พอหลับตาเอาปลายเท้าแตะพื้น เก้าอี้ก็โยกเบาๆ ช่างนุ่มนวลดีจริง…ไปๆ มาๆ เผลอหลับไปบนเก้าอี้ตัวนี้บ่อยมาก

แต่แล้วก็มีเรื่องแปลกๆ เกิดขึ้นค่ะ!

ดิฉันมักจะฝันว่านั่งอยู่ในเรือนริมแม่น้ำ บนเก้าอี้ตัวนี้เลย…ขณะที่โยกเก้าอี้เบาๆ พลางมองดูสายน้ำไหลผ่านหน้า มีเรือพาย มีกอผักตบชวา…ทุกอย่างดูสะอาด ปราศ จากมลพิษ คิดๆ แล้วคงเป็นช่วงเวลาเมื่อ 50-60 ปีก่อนแน่เลย

บางทีก็เป็นยามเช้า มีพระพายเรือบิณฑบาต แม่น้ำเป็นประกายสีชมพูกุหลาบและแสงเงินแสงทอง บางครั้งก็ยามบ่ายแสนเงียบสงบ

ในฝันนั้นคล้ายกับดิฉันเป็นผู้หญิงอีกคนที่ไม่ใช่ตัวเอง บางทีเวลาตื่นยังงงๆ พิกล มันปรับเวลาไม่ถูกค่ะ…ลืมตาตื่นขึ้นมาก็กลายเป็นปัจจุบัน…

 

ดิฉันเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย สอนประวัติศาสตร์ เชื่อทั้งเรื่องวิญญาณและบาปบุญคุณโทษ เคยพูดคุยกับผู้รู้…ท่านบอกว่าบางทีก็ไม่ใช่ผีสางนางไม้ แต่เป็นพลังบางอย่างที่ประทับรอยอยู่ที่นั่น อาจจะเป็นเก้าอี้ เตียง รถยนต์ หรือแม้แต่รถเข็น

กระแสพลังนั้นอาจจะเป็นความสุขที่ล้ำลึก เมื่อเจ้าของเก้าอี้โยกนั่งตรงนี้ รู้สึกแบบนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่านับเป็นปีๆ หรือสิบๆ ปี มันสุขปนเศร้าบอกไม่ถูก…

เธออาจกำลังคิดถึงใคร หรือดื่มด่ำ รักสถานที่ ผูกพันกับชีวิตเงียบสงบเช่นนั้นก็เป็นได้

โชคดีที่พลังบนเก้าอี้โยกตัวนี้เป็นพลังบวก พลังที่ดีงาม ถ้าเป็นพลังลบละก็แย่เลย…สมมติว่าเจ้าของเดิมหดหู่ซึมเศร้า เหงาหงอย อยากตาย! พวกเราก็จะได้รับความรู้สึกนั้นด้วยแน่นอน!

หรือถ้าเป็นเรื่องผี เจ้าของเขาหวง ไม่อยากให้เราครอบครองสมบัติของเขาแล้วปรากฏตัวหลอกหลอนทวงคืนละก็หัวโกร๋น กันทั้งบ้านแน่ๆ น่าขนลุกเอาการ

ดิฉันแน่ใจว่าวิญญาณเจ้าของไม่ได้อยู่ที่เก้าอี้โยกนี้หรอกค่ะ มันเป็นเพียงพลังหรือกระแสจิตที่สวยงาม…เป็นเรื่องที่แปลกดีนะคะ!

ผีในท่อน้ำ

ท่านผู้ใหญ่ที่เล่าเรื่องนี้ให้ข้อสังเกตว่า ถ้าบ้านเรือนใดมีศาลพระภูมิเจ้าที่ชั้นดี ผู้คนในบ้านนั้นก็จะมีแต่ความสุขความเจริญ แต่ถ้าบ้านเรือนใดเกิดความเดือดร้อนวุ่นวาย เกิดปัญหาน่าปวดหัว จนถึงกับคนในบ้านบาดเจ็บล้มตาย ขอให้ตั้งข้อสงสัยที่ศาลพระภูมิก่อนอื่น

แม้ ว่าโชคเคราะห์ย่อมเกิดกับมนุษย์กะทันหัน ไม่มีใครบอกได้ว่าเมื่อใดจะดีหรือร้าย แต่ถ้าเกิดเรื่องร้ายแรงติดๆ กันแล้ว ก็ให้สันนิษฐานว่าอาจเนื่องมาจากศาลพระภูมิก็ได้…คือ วิญญาณร้ายที่สิงสู่อยู่เนรคุณ หรือไม่ก็เกเรเกตุงตามสันดานเดิมน่ะซีคะ

เมื่อ แรกดิฉันยอมรับว่าเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง จนกระทั่งไปประสบกับเรื่องขนหัวลุกด้วยตัวเองที่ชุมชนแห่งหนึ่งแถวสะพานควาย เมื่อราวสิบปีมาแล้ว!

บ้านเรือนละแวกนั้นค่อนข้างแออัดยัดเยียด ผู้คนส่วนใหญ่มีอาชีพค้าขายในตลาดบ้าง หาบเร่แผง ลอยบ้าง รวมทั้งเป็นช่วงไม้ช่างปูน จนถึงรับจ้างสาร พัด…ส่วนหนึ่งเป็นพวกพนักงานบริษัทห้างร้านและรัฐ วิสาหกิจ

วัน หนึ่งมีครอบ ครัวใหม่มาเช่าบ้านอยู่ใกล้ๆ ชื่อพี่สันต์กับพี่เพ็ญ มีลูกชายหญิงสองคนกำลัง เข้าวัยรุ่นทั้งคู่…เรื่องแปลกๆ เกิดขึ้นตั้งแต่ตอนที่เขาตั้งศาลพระภูมิแล้วค่ะ!

ไม่ใช่ว่าศาลเก่าไม่ มีนะคะ แต่เป็นศาลไม้เก่าแก่และผุพังจนล้มไปนานแล้ว คนเช่ารายก่อนๆ ก็ไม่ได้สนใจ แต่รายนี้ไปซื้อศาลสวยๆ คล้ายโบสถ์จำลองจากสวนจตุจักร มาพร้อมกับคนทำพิธีตั้งศาล เขามีหัวหมู ไก่ต้ม เหล้า มะพร้าวอ่อน ขนมนมเนยกับดอกไม้สวยๆ จุดธูปเทียนเซ่นไหว้ มีเด็กๆ มามุงดูหลายคน

 

บ้างก็เชื่อว่าผีมาขอส่วนบุญต่างหาก แต่คนที่เห็นผีไม่มีใครคิดถึงเรื่องนี้เลยค่ะ มีแต่จะขนหัวลุกกันทั้งนั้น บ้างก็เชื่อว่าผีมาเยี่ยมเยียนญาติมิตรเพราะจิตรักใคร่ผูกพันมากกว่า

ที่น่ากลัวยิ่งกว่านั้นก็คือผีที่ถูกฆ่า ติดตามมาล้างแค้นผู้ทำลายชีวิตตน เพราะเกิดความอาฆาตรุนแรง จนกว่าจะแก้แค้นได้สำเร็จ

เมื่อปีก่อนก็มีข่าว ว่าฆาตกรหนุ่มมาสารภาพกับตำรวจถึงโรงพัก ว่าตนเป็นผู้ฆ่าภิกษุชรารูปหนึ่งเพื่อชิงทรัพย์ แม้ว่าจะหลบหนีไปได้โดยไร้ร่องรอยก็จริง แต่แล้วก็ทนไม่ไหวจนต้องมาสารภาพผิด

ตอนแรกเจ้าหน้า ที่คิดว่าสติไม่สมประ กอบ แต่เมื่อสอบ สวนไม่นานก็มีหลักฐานชี้ชัดว่าชายนั้นเป็นฆาตกรจริงๆ สาเหตุสำคัญก็คือ ภิกษุชราผู้โดนทำร้ายจนถึงแก่มรณภาพไปแล้วนั้น ได้มาปรากฏกายให้เห็น ติดตามทวงหนี้ชีวิตไม่ลดละจนฆาตกรแทบสติแตกตายนั่นเอง

สำหรับผีหลอกอีกแบบหนึ่งคือ เป็นวิญญาณชั่วช้ากาลีที่สุด!

ภูตผีปีศาจทั้งหลายก็เหมือนผู้คนทั่วๆ ไป คือมีทั้งดีและชั่วคละเคล้ากันไป

สัมภเวสี – ผีเร่ร่อน หรือวิญญาณแสวงแดนเกิดทั้งปวงนั้น นอกจากจะหิวโหยร้องขอส่วนบุญจากญาติมิตรบ้าง จากผู้อื่นบ้าง บางครั้งยังถือโอกาสสวมรอยแทนผู้อื่นอย่างหน้าตาเฉย…ยกตัวอย่างง่ายๆ คือสิ่งที่เราเรียกว่าพระภูมิเจ้าที่นั่นแหละค่ะ

เมื่อมีการตั้งศาลพระภูมิก็จะต้องมีผู้รู้มาทำพิธีตั้งศาล เซ่นสรวงด้วยเครื่องบัตรพลีเพื่อให้วิญญาณชั้นสูง เช่น เจ้าที่เจ้าทาง เทพาอารักษ์มาสิงสู่ แต่บังเอิญมีวิญญาณร้ายผ่านมาพอดี ถือโอกาสสวมรอยเข้าไปกินเครื่องเซ่นจนอิ่มสำราญ แล้วยึดเอาศาลนั้นเป็นที่อยู่เสียเลย

วิญญาณชั้นดีหมดโอกาส เพราะมาถึงตามคำเชิญต่อเมื่อสายเกินไปเสียแล้ว!

เมื่อภูตพเนจรเข้าสิงสู่ศาลในระยะแรกก็ไม่มีอะไร เนื่องจากมีที่อยู่กินแสนผาสุก มีคนนำเครื่องเซ่นมาสังเวยทุกวัน ไม่ต้องร่อนเร่หากินตามแบบผีไม่มีศาลเหมือนก่อนอีกแล้ว

แต่ขึ้นชื่อว่าคนชั่วหรือวิญญาณร้ายก็มีอุปนิสัยคล้ายๆ กัน คือชอบกลั่นแกล้งรังแกให้ผู้อื่น เดือดร้อน แม้ว่าผู้นั้นจะมีบุญคุณ ให้ที่อยู่ที่กินก็ไม่ละเว้น

 

จู่ๆ ฟ้าก็มืดครึ้ม ลมพัดอู้ๆ เหมือนเสียงใครกำลังหัวเราะอย่างเบิกบานใจ จนหลายๆ คนบอกว่าขนลุกขนพองไปตามๆ กัน!

หลังจากนั้นไม่นาน ครอบครัวนี้ก็มีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกันตลอด ลูกชายติดยา (แถวนั้นมีมากด้วย) ลูกสาวกลายเป็นเด็กใจแตก ลงเอยด้วยการโดนข่มขืนฆ่าในตึกร้างแถวนั้น

พ่อหันเข้าหาเหล้าจนถูกไล่ออกจากงาน แม่ก็กลายเป็นคนโมโหร้าย ทั้งบ่นบ้าและหาเรื่องด่าทอแทบไม่หยุดปาก นัยน์ตาขุ่นขวางเหมือนคนวิกลจริต

วันสุดท้ายเกิดไฟไหม้บ้านตอนดึก เพลิงนรกลุกลามจนบ้านช่องแถวนั้นวอดวายไปสิบกว่าหลัง บ้านต้นเพลิงตายหมดค่ะ…ตอนที่พวกเราตื่นตกใจ ขนของหนีไฟกันอลหม่านก็ได้ยินเสียงหัวเราะเย้ยหยันมาเข้าหู…

เสียงนรกจกเปรตนั่นดังมาจากศาลพระภูมิที่มีไฟลุกท่วม…ขนหัวลุกจริงๆ ค่ะ!

ที่มีของ

เรื่องราวของ “ผีตาฮก” เป็นคำตอบที่ชัดเจนอย่างยิ่งเลยละครับ ท่านที่เคารพ

ตาฮกเป็นคนหาปลาในย่านนั้น วันเกิดเหตุแกก็ไปทอดแหหาปลากับลูกชายตามปกติ โดยแกเหวี่ยงแหลากลงไปในแถวถิ่นปลาชุม ลูกชายเป็นคนถือท้าย

วันเกิดเหตุ สองพ่อลูกก็ไปหาปลาตามเคย!

พอ ตาฮกเหวี่ยงแหโครม ก่อนจะลากขึ้นเรือ…ปรากฏว่าพญากุมภีล์ตัวยาวหลายวาก็ทะลึ่งพรวดขึ้นมาอ้า ปากกว้าง งับผางเข้ากลางลำตัวคนชะตาขาดผู้ยังตะลึงงัน แล้วโดดผึงตึงตังลงน้ำเสียงโครมคราม สะท้านสะเทือนจนลูกชายตาฮกตกใจแทบจะตกน้ำตายไปอีกคน

ผีตาฮกดุร้ายสาหัสเพราะแกตายโหงน่าสยดสยองเหลือหลาย!

แม่ ผมเล่าว่าตอนดึกๆ ชาวบ้านใกล้เคียงแกไม่เป็นอันหลับอันนอน เพราะเสียงตึงตังโครมครามเหมือนแผ่นกระดานตีกันดังสนั่น คนที่ได้ยินก็พากันขนลุกขนพองด้วยความสยดสยองไปตามๆ กัน

วันนี้จะเล่าเรื่อง “ศาลเจ้าพระยา” ที่หน้าวัดท่าข้ามสู่กันฟังครับ

ที่นั่นอยู่ใน อ.พุนพิน จ.สุราษฎร์ฯ บ้านเกิดเมืองนอนของผมเอง มีเรื่องราวน่าขนหัวลุกหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นแม่น้ำตาปี ที่ขึ้นชื่อลือชาว่าจระเข้ชุกชุมนักหนาในอดีต แถมเรื่องของโจรผู้ร้ายฉกาจฉกรรจ์ รวมทั้งเรื่องฆ่าฟันกันชนิดไม่ปรานีปราศรัยของคนที่แตกต่างกันในลัทธิอีก ต่างหาก

นั่นคือตอนหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม อันน่าขนพองสยองเกล้า แถบถิ่นนั้นกลายเป็นพื้นที่สีแดงที่เจ้าหน้าที่ของบ้านเมืองก็ทำอะไรมากไม่ ได้หรอกครับ

โดยเฉพาะเรื่องราวแถวย่านวัดท่าข้าม ที่พวกเรานิยมเรียกกันว่า “วัดหัวแหลม”

สาเหตุก็คือ วัดนั้นตั้งอยู่ตรงหัวมุมที่แม่น้ำตาปีมาบรรจบกับแม่น้ำพันดุง หรือเรียกตามภาษาทางการว่า “แม่น้ำคีรีรัฐ” ก่อนจะไหลลงสู่ทะเลระยะทางราว 20 กิโลเมตร

สมัยนั้นเป็นทั้งถิ่นนักเลงโตที่ทางการทำอะไรไม่ได้ ตอนหลังต้องใช้วิธีเกลือจิ้มเกลือ โดยแต่งตั้งหัวหน้าใหญ่ให้เป็นกำนันซะเลย เพราะไหน จะเป็นพื้นที่สีแดงอย่างที่ว่า จนมีการฆ่าแกงกัน ดุเดือดเลือดพล่าน…

ประจักษ์พยานคือมีศพลอยน้ำมาตามแม่น้ำทั้งสองสาย ผ่านวัดหัวแหลมแทบไม่เว้นตะละวัน!

ทุกศพล้วนแต่มีร่องรอยโดนยิงโดนฟัน หรือโดนแทงมาทั้งนั้นแหละ ไม่ใช่ว่าตกน้ำตายธรรมดาๆ เสียที่ไหนเล่า

“ศาลเจ้าพระยาท่าข้าม” ที่ว่านั้น เชื่อถือกันมาตั้งแต่ครั้งปู่ย่าตายายว่าเป็นที่สิงสถิตของพญาชาละวัน หรือจระเข้ยักษ์ผู้เป็นใหญ่แห่งลุ่มน้ำตาปี มีถ้ำอยู่ใต้น้ำ อิทธิฤทธิ์สูงส่งน่าเกรงขามครั่นคร้ามเป็นยิ่งนัก เรียกขานกันอีกแบบหนึ่งว่า “ศาลเจ้าพญาท่าข้าม” ซึ่งหมายถึงพญาจระเข้นั่นเอง

จระเข้ชุกชุมขนาดขึ้นมานอนเกยตลิ่งอาบ แดด เป็นประจักษ์พยานอันดีว่าที่นั่นมีชาละวันชุกชุมปานใด!

เปรียบเทียบให้เห็นภาพว่า เรือที่ขึ้นล่องในยุคนั้นต้องทำลูกกรงล้อมประทุนไว้แม้แต่คนแจวเรือก็ต้อง เอาไม้ไผ่มาล้อมคอกไว้ เพื่อป้องกันจระเข้ไม่ให้พุ่งพรวดจากใต้น้ำ โดดโผงผางขึ้นมาขย้ำกลางตัว ลากลงไปเป็นเหยื่อได้ง่ายๆ

หลายๆ คนในภาคอื่นเคยกังขาว่าจระเข้ลุ่มตาปีดุร้ายฉกาจฉกรรจ์ถึงปานนั้นเชียวละหรือ?

เท่านั้นยังไม่พอ!!

ตอนกลางวันแสกๆ เสียงอุบาทว์นั่นก็ดังขึ้นอีกหลายครั้ง แม่เล่าว่าชาวบ้านพากันแห่ไปดูก็เห็นกระดานท้องเรือของตาฮกกระดกขึ้นมาทุก แผ่น แล้วฟาดปังๆ ลงไปเหมือนมีใครจับกระแทกกระทั้นให้เห็นคาตา…

รายการนี้เล่นเอาคนขวัญอ่อนเป็นลมเป็นแล้งไปหลายราย!

เมื่อราวๆ สามสิบกว่าปีมาแล้ว ชาวบ้าน สร้างศาลเจ้าพระยาท่าข้ามไว้ที่หน้าวัดหัวแหลม…เมื่อความเจริญแผ่กระจาย เข้ามาเรื่อยๆ ก็เหลือแต่เรื่องราวน่าขนหัวลุกไว้เล่าสู่กันฟังเท่านั้นครับ

ผีที่สวนสวรรค์

ดิฉันอ้าปากค้าง เย็นวาบตั้งแต่ต้นคอไปถึงไขสันหลัง รู้สึกเหมือนถูกนาบด้วยก้อนน้ำแข็ง หันไปมองเพื่อนอีก 2-3 คนก็หน้าขาวซีดไปตามๆ กัน บางคนถึงกับครางเบาๆ อยู่ในลำคอ เมื่อเห็นตาอั้นกำลังพูดคุยกับความว่างเปล่า บางทีก็พยักหน้ามาทางพวกเรา ท่าทางคล้ายกับกำลังพูดคุยกับใครที่เรามองไม่เห็น

เสียงของแกยิ่งทำให้ดิฉันใจเต้นกระหน่ำด้วยความหวาดกลัวสุดขีด!

“พวก พี่ๆ ของฉันเอง…อ้าว? เธอไปไหนไม่ได้จริงๆ เหรอ? ต้องอยู่ในน้ำแบบนี้ไปตลอดเลย…โถ! น่าสงสารจังเลย…งั้นไปก่อนนะ เอาไว้วันหลังค่อยเจอกัน”

ตาอั้นโบกมือหย็อยๆ ก่อนจะหันกลับมาพบพวกเรานั่งแหมะบนพื้นหญ้าอย่างสิ้นเรี่ยวแรงไปตามๆ กัน ขนลุกซู่ซ่าไปหมด… เคยได้ยินพวกผู้ใหญ่บอกว่าเด็กเล็กๆ จะเห็นผีได้จริงๆ ก่อนนั้นเคยสงสัย แต่เดี๋ยวนี้เชื่อสนิทแล้วค่ะ!

 

พวกเราไปเที่ยวในวันหยุดกันราวสิบกว่าคน ทั้งญาติๆ และเพื่อนบ้าน โดยเหมารถสองแถวทั้งไปและกลับ

เมื่อถึงจุดหมาย พวกเราก็กรูเกรียวกันเข้าไปเลยค่ะ รู้สึกมีความสุขอย่างบอกไม่ถูก ต้นไม้ใหญ่น้อยขึ้นสะพรั่ง ดูร่มครึ้มน่าเย็นตาเย็นใจ ดอกไม้สวยๆ บานสะพรั่ง มีลำธารไหลริน ลมพัดเย็นสบาย เสียงนกน้อยร้องเพลงน่าเพลิดเพลิน ผีเสื้อสีสวยๆ จับกลุ่มบินว่อนผ่านไปมาไม่ขาดสาย

ใบไม้แก่สีน้ำตาลก็ล่องลอยตามลมเชื่องช้าจนกระทั่งลงมาถึงพื้นดิน

เสียงน้ำไหลริน เคล้ากับเสียงยอดไม้กระซิบกระซาบกับสายลม…สมแล้วค่ะที่เขาเรียกว่า “สวนสวรรค์”

มีม้ายาวริมลำธารกับใต้ร่มไม้สูงใหญ่ สนามหญ้ากว้างขวางเขียวขจี เห็นแล้วน่านอนเกลือกกลิ้งดูกลุ่มเมฆล่องลอย เพ้อฝันว่าเป็นรูปนั้นรูปนี้ตามประสาเด็กๆ นกบินผ่านช้าๆ ยอดไม้ไหวเอนตามสายลมเฉื่อยฉิว ราวกับจะขับขานบทเพลงของป่าที่น่ารื่นรมย์ให้พวกเราฟัง

ส่วนที่พวกเราเด็กๆ ชอบมากที่สุด คืนต้นไม้ทุกต้นมีชื่อเขียนบอกไว้ด้วย ทำให้เรารู้จัก ยูง, ยาง, ประดู่, อินทนิล, มะค่า, เสลา, ชิงชัน, พะยูง, กฤษณา…โอ๊ย! มากมายจนนับไม่ถ้วนเลยละค่ะ

“เร้ว! พวกเรา…มาดูอะไรนี่เร้ว…แปลกที่สุดเลย!”

เสียงตะโกนของตาอั้น-น้องชายวัย 7 ขวบของดิฉันทำให้พวกเราหันไปมองเห็นแกกำลังกระโดดโลดเต้นอยู่ใกล้ๆ พุ่มไม้ ท่าทางตื่นเต้นและชอบอกชอบใจเต็มที่

“ใครเคยเห็นต้นไม้แบบนี้มั้ย? ทายซิว่าต้นอะไร? อย่ามองป้ายชื่อก่อนนะ”

แต่ไม่ได้ผลหรอกค่ะ พวกเราไปถึงก็เห็นชื่อ เลยร้องขึ้นพร้อมๆ กันว่า

“พญาไร้ใบ!!”

ทั้งมุงดูและวิพากษ์วิจารณ์กันสนุกปาก ทำนองว่าต้นไม้อะไรไม่มีใบหรอก มีแต่กิ่งก้านหงิกงอหยิกไปมา แต่ก็เป็นพุ่มสวยแปลกตา เกิดมาพวกเราก็เพิ่งเคยพบเห็นนี่เอง บางคนพูดเล่นๆ ว่าอยากเด็ดกิ่งไปปลูกที่บ้านจังเลย

ขณะนั้น พวกผู้ใหญ่ข้ามลำธารไปปูเสื่อนั่งคุยกันอยู่ใต้ร่มไม้แล้ว บางคนก็นอนหงายสบายใจ เราชักชวนกันไปสมทบ เพราะเริ่มมีการเปิดเสบียงอาหารมาแบ่งปันกันกินแล้ว

ทันใดนั้น ตาอั้นก็ร้องเสียงดังขึ้นมาอีก!

“เราลงไปเล่นน้ำกันมั่งดีกว่า นั่นไง! เด็กๆ เขาเล่นน้ำกันน่าสนุกตั้งหลายคนแน่ะ…เห็นมั้ย?”

ดิฉันกับเพื่อนๆ หันไปมอง แต่ไม่เห็นมีใครในลำธารแม้แต่คนเดียว!

“อย่าพูดมาก รีบข้ามไปหาพ่อแม่เร็วๆ ฝั่งโน้นมีสนามให้วิ่งเล่นกว้างกว่าฝั่งนี้อีก” ดิฉันบอกน้องแล้วเดินนำหน้า มองดูคนอื่นๆ ที่มาเที่ยวสวนสวรรค์กันบางตา หรือว่าจะหลบไปนั่งๆ นอนๆ ตามหลังต้นไม้ด้านในค่อนข้างหนาทึบก็เป็นได้

สังหรณ์บางอย่างทำให้หันไปมองน้องชาย …ตาอั้นกำลังโบกไม้โบกมือไปทางลำธารพอดี

“โบกมือให้ใครน่ะ อั้น? ไม่เห็นมีใครซักคน”

“เด็กผู้หญิงผมยาว ใส่เสื้อแดงไงล่ะ…นั่นไง! เขาเดินขึ้นจากน้ำมาแล้ว! ตัวเปียกโชกเชียว …ไม่หนาวเหรอ?”