scary

13 entries have been tagged with scary.

เจอฉันเมื่อเป็นผี

เวลาผ่านไปเกือบเดือน มีอุบัติเหตุเล็กๆ น้อยๆ เกิดขึ้นหลายราย ชาวบ้านแทบจะลืมเหตุการณ์สยองขวัญนั้นไปเกือบหมด แต่ดิฉันยังจำได้ว่าคนขับมอเตอร์ไซค์คันนั้นชื่อนายชิต บ้านอยู่แถวตลาดใกล้ๆ กันกับตาอั้น-เด็กน้อยที่ต้องมาตายก่อนวัยอันสมควร

ดิฉัน ยังออกไปนั่งเล่นกับหลานชายที่ระเบียงบ้านเสมอ ไม่ทราบมีอะไรมาดลใจให้นึกถึงนายชิตกับตาอั้นผู้ล่วงลับไปแล้ว วันเกิดเหตุ กำลังนั่งคุยกันเพลินๆ เสียงมอเตอร์ไซค์พลันดังกระหึ่มมาจากก้นซอย…

ดิฉัน หันไปมองก็เห็นเสื้อกั๊กสีเขียวของรถรับจ้าง แต่เมื่อหันไปทางขวาก็ต้องอ้าปากค้าง เมื่อเห็นเด็กชายคนหนึ่งกำลังก้มหน้าก้มตาวิ่งออกมาจากซอยเล็กเร็วจี๋…

คุณพระช่วย! ภาพสโลว์โมชั่นแสนสยองอุบัติขึ้นมาอีกแล้วค่ะ!

มอเตอร์ไซค์คันนั้น…นรกเป็นพยาน! คนขับคือนายชิต…ส่วนเด็กชายก็คือตาอั้น! ทั้งสองคล้ายจะนัดพบกันตรงจุดเดิม

มอเตอร์ไซค์ทั้งส่วนตัวและรับจ้างแล่นกระหึ่ม ส่วนมากมักจะระมัดระวังอันตรายกันพอสมควร…เสียแต่ไม่ค่อยชอบสวมหมวกนิรภัยกันเสียเลย!

ขนาดออกถนนใหญ่ยังไม่สวมเลยค่ะ เห็นแล้ว เสียวไส้แทน ตำรวจก็ไม่สนใจจับกุม หรือว่ากล่าว ตักเตือนหรอก รู้ทั้งรู้ว่าอันตรายเหลือเกิน ถ้าสวม หมวกกันน็อกจะช่วยได้มากเชียว

เพราะเหตุนี้เอง เรื่องสยองขวัญจึงอุบัติขึ้นต่อหน้าต่อตาดิฉันเอง!

วันเกิดเหตุเป็นบ่ายวันอาทิตย์ ดิฉันไปนั่งที่ม้ายาวริมระเบียงกับหลานชาย มองดูรถรา และผู้คนที่เดินเข้าออกไม่ขาดระยะ ร้านเสริมสวยมีลูกค้าหนาตาเป็นพิเศษ เพราะมาสระผม ไดร์ผมสำหรับไปทำงานในวันรุ่งขึ้น

เสียงมอเตอร์ไซค์ดังกระหึ่มจนไม่น่าใส่ใจ แต่แล้วคล้ายมีลางสังหรณ์บางอย่าง ทำให้ดิฉันหันไปมองทางก้นซอยโดยไม่ได้ตั้งใจ

รถเครื่องสีแดงเลือดนกกำลังแล่นลิ่วออกมา คนขับไม่ได้สวมหมวกนิรภัยตามเคย! เสื้อวินสีเขียวทำให้รู้ว่าเป็นมอเตอร์ไซค์รับจ้าง…มีการเคลื่อนไหวทางขวา มือ ดิฉันหันขวับไปมองก็ต้องชาวาบไปทั้งตัวบัดดล

เด็กชายวัยสิบขวบกำลังวิ่งออกมาจากซอยเล็กพอดี!

ตาอั้น…แม่ของแกกำลังรอคิวทำผมอยู่ในร้าน…มอเตอร์ไซค์กับเด็กชายกำลังจะ พบกันตรงหัวมุมตึกแถว แต่ต่างฝ่ายต่างก็มองไม่เห็นกันหรอกค่ะ…เหมือนภาพ สโลว์โมชั่นน่าสยดสยองสิ้นดี

รถสีแดงพุ่งเข้าชนเด็กชายเสียงโครม!

ฝั่งข้ามเป็นตึกแถวเรียงราย มีซอยคั่นทุกหลังขนาดรถแล่นเข้าได้ก็มี เป็นทางเดินแคบๆ ก็มี ตึกแถวมีทั้งเรียงรายราว 5-6 ห้อง กับมีแค่ 2 ห้องที่ทะลุถึงกัน แต่ทุกวันนี้เป็นตึกร้างไปแล้ว

มองจากระเบียงบ้าน ดิฉันไป คือตึกแถว 5 ห้องที่เปิดเป็นร้านอาหาร ร้านขายของชำ อีก 2 ห้องริมซอยเล็กๆ เป็นที่อยู่อาศัย มีรถราขวักไขว่ตอนกลางวัน ผู้คนก็เดินเข้าออกหนาตา บางคนเงยขึ้นมาร้องทักทาย บางคนดิฉันก็ทักลงไป ล้วนแต่คุ้นๆ หน้ากันทั้งนั้นค่ะ

ทั้งรถทั้งคนกระเด็นลงไปกลิ้งบนถนน ตามด้วยเสียงกรีดร้องโหยหวนเข้าไปถึงหัวใจ ผู้คนวิ่งถลาออกมามุงดู ดิฉันเองก็ลุกพรวดพราดขึ้นไปเกาะลูกกรงระเบียงมอง ลงไป เห็นแต่หัวดำๆ กับเสียงพูดเซ็งแซ่…เลือดแดงฉานไหลนองอยู่บนพื้นถนนจนดิฉันรู้สึกปวดมวนใน ช่องท้อง ภาพต่างๆ พร่าเลือนไปชั่วขณะ

ตั้งแต่เกิดมา ดิฉันไม่เคยเห็นภาพสุดสยองแบบนี้มาก่อนเลยแม้แต่ครั้งเดียว!

ทรุดร่างลงนั่งแปะตามเดิม เสียงหลานชายซักถามอะไรดังแว่วๆ รู้สึกหัวใจเต้นแรง แทบกระทบโพรงอก มือเท้าเย็นชืดไปหมด…ได้ข่าวว่าเด็กชายสลบคาที่ คนขับมอเตอร์ไซค์ศีรษะแตก ดูเหมือนแหลกยับเยิน เพราะไม่ได้สวมหมวกนิรภัย

ไปตายที่โรงพยาบาลทั้งคู่เลยค่ะ!

ดิฉันได้ยินเสียงโครมสนั่น ร่างตาอั้นกระเด็นไปพร้อมๆ กับรถนายชิตล้มคว่ำ ดิฉันลุกพรวดพราดขึ้นไปคุกเข่าเกาะลูกกรงระเบียง จ้องมองด้วยหัวใจเต้นระทึกแทบจะแตกสลายไป

ไม่มีเสียงหวีดร้อง…ไม่มีใครมามุงดูเหมือนคราวนั้น! รถราและผู้คนยังขวักไขว่ไปมาตามปกติ ดิฉันขยี้ตาแล้วจ้องมองอีกครั้งก็ไม่เห็นภาพสยองอะไรเลย ชั่วขณะหนึ่ง ดิฉันคิดว่าตัวเองคงหมกมุ่นจนตาฝาดไปเองแน่ๆ

หรือไม่ก็พลัดหลงเข้าไปในแดนสนธยาไม่รู้เนื้อรู้ตัว แต่ก็เล่นเอาขนหัวลุกไปเลยค่ะ!

รวมพลคนกลัวผี

ตอนแรกเป็นผีในทุ่งนา คนเดินผ่านได้ยินเสียงท่องน้ำจ๋อมๆ พอหันไปดูก็เงียบ แต่เดินต่อเมื่อไหร่เป็นได้ยินเสียงจ๋อมๆ เมื่อนั้น ในที่สุดก็ต้องวิ่งหนีล้มลุกคลุกคลานแทบเสียสติไปเลย

บางคนเล่าว่าขับ รถกลับบ้านตอนกลางคืน เห็นคนกลุ่มหนึ่งยกโขยงมาจากสวนส้ม เดินตัวแข็งทื่อเหมือนหุ่นยนต์ บางคนบอกว่าเด็กเล็กๆ เดินแก้ผ้าล่อนจ้อนข้างทาง พอนึกได้ว่าเด็กเล็กๆ ที่ไหนจะมาเดินคนเดียวตอนดึกๆ ดื่นๆ แบบนี้?

คุณพระช่วย! เด็กเจ้ากรรมนั่นก็หายไปแล้ว!

ต่อให้ใจแข็งเป็นเหล็กเป็นไหลแค่ไหน แต่เรื่องกลัวผีนี่ไม่เข้าใครออกใครนะครับ นึกขึ้นได้ก็เผ่นอ้าวจนออกหูหึ่งๆ เรียบร้อยแล้ว

ยิ่ง มีรถเกิดอุบัติเหตุคนตายบ่อยๆ ภูตผีปีศาจก็ยิ่งเฮี้ยนจัดขึ้นทุกที ก็มีคนเห็นร่างดำๆ เดินไปมาอยู่ข้างถนน บ้างก็นั่งร้องไห้อยู่ริมคลอง…ชะลอรถดูก็เห็นตัวเปียกโชกเชียว!

คน ที่ขับรถกลับบ้านดึกๆ เห็นใครวิ่งตัดหน้าหายวูบลงไปในคลอง บางทีเห็นผู้หญิงยืนโบกรถ แต่พอจอดดูก็เห็นร่างเหวอะหวะ หน้าตาเนื้อตัวเปรอะด้วยเลือดสดๆ เล่นเอาแทบสติแตกไปเลยก็มี

ผมเคยเจอ เข้ากับตัวเองจังๆ เมื่อขับรถมากับพี่น้องอีกสองคน กลับจากงานศพที่วัดพระศรีมหาธาตุ กำลังจะเลี้ยวเข้าซอยบ้านอยู่แล้ว พอดีเห็นไฟพุ่งสวนมา แถมใช้ไฟสูงอีกต่างหาก เกือบจะร้องด่าอยู่แล้วเชียว แต่ก็ต้องอ้าปากค้างเมื่อเห็นรถเจ้ากรรมนั่นก็หักพรวดลงคลองไปดื้อๆ เสียงตูมสนั่น!

ขณะนั้นรถราบางตาแล้ว แต่ไม่มีใครแยแสหรือจอดถามไถ่เหตุการณ์เลย พวกเราผู้ชายล้วนๆ รีบลงจากรถไปดูเพื่อช่วยเหลือ ท่ามกลางอากาศเย็นยะเยือกในฤดูฝน…แต่มองเท่าไหร่ก็ไม่เห็นรถคันนั้น…

ไม่เห็นแม้แต่วงน้ำกระเพื่อมที่น่าจะปรากฏให้เห็นในแสงไฟ นอกจากสายลมพัดวูบจนหนาวสะท้านไปทั้งตัว!

เผ่น กันขึ้นรถแทบไม่ทัน ต่างคนต่างนั่งตัวแข็ง ไม่มีใครกล้าปริปากอะไรตลอดทางจนถึงบ้าน รีบเอาน้ำมนต์มาแจกกันล้างหน้าที่ยังซีดเซียวเป็นไก่ต้มอยู่ไม่หาย…ขอให้ ไปที่ชอบๆ เถอะ เจ้าประคุณเอ๋ย…

แค่นี้ก็ขนหัวลุกซู่ซ่าไปตามๆ กันแล้วครับ! บรื๋อออ…

น่าสงสารแต่บรรดา “คุณหูทิพย์” หรือโขลงช้างป่าที่ถือว่าเป็นเจ้าถิ่นตัวจริงเสียงจริงเคยอยู่กินสุขสบายมา นับร้อยปีก็จำเป็นต้องถอยร่น หลบเข้าป่าลึกไปทุกทีจนถึงเขาเขียว นครนายก ปราจีนบุรีโน่น

ทุ่งรังสิตเคยรกร้างในอดีตก็โปรดเกล้าฯ ให้เป็นเมืองธัญบุรี ในปี 2444 อีก 30 ปีต่อมาก็กลายเป็นอำเภอธัญบุรี ขึ้นต่อจังหวัดปทุมธานีในปี 2474 มาจนถึงทุกวันนี้

หนองเสือ ธัญบุรีบ้านผมนี่ แหม…เขาลือกันว่า ผีดุบรรลัยเลยล่ะครับ!

ช่วงนั้นบ้านเรือนชักจะหนาตา บ้านจัดสรรก็ผุดขึ้นหลายแห่ง ผู้คนและรถราคึกคักขึ้นทุกที แม้ว่าด้านหลังจะมีสวนส้มเขียวหวานอยู่นับร้อยไร่ เห็นว่าหนีน้ำเค็มจากบางมดมาปักหลักที่นี่ ต่อมาก็ต้องอพยพไปอยู่สิงห์บุรีบ้าง พิจิตรบ้าง เมื่อดินจืดกับความเจริญจากเมืองหลวงแผ่ขยายมาถึงรวดเร็วแทบตั้งตัวไม่ติด

ถนนเลียบคลองจากรังสิต กลายเป็นทางลัดไปนครนายก เสาร์อาทิตย์มีรถนักท่องเที่ยวผ่านไปมาขวักไขว่ อุบัติเหตุทางถนนก็เกิดขึ้นเป็นเงาตามตัว

ชนโครมเข้าถ้าไม่ตายก็คางเหลืองไปตามๆ กัน!

ที่น่าขนพองสยองเกล้ากว่านั้นคือ พวกที่ขับรถพุ่งชนต้นไม้เสียงเหมือนฟ้าผ่า หรือไม่ก็พุ่งลงคลอง ส่วนมากกลายเป็นศพทั้งนั้น ผมเคยเห็นพวกมูลนิธิเขางมศพขึ้นมา มีทั้งผู้หญิงผู้ชายแม้แต่เด็กๆ ก็ต้องพลอยจบชีวิตอย่างน่าเศร้าใจ

 

คืนหลอนนรกแตก

ผมปิดไฟในห้องทั้งหมด เหลือไว้แต่ไฟในห้องน้ำที่แง้มประตูให้แสงลอดเข้ามารางๆ

หลัง จากนอนหนุนหมอน ห่มผ้าอย่างสบายผมก็เคลิ้มใกล้หลับ…ทันใดนั้นก็มีเสียงทุบประตูดังมาก มันดังเหมือนมีใครกำลังจะพังประตูเข้ามายังงั้นแหละครับ

ผมผุดลุกขึ้นนั่งงงๆ เกิดอะไรขึ้นเหรอ? ใครเป็นอะไร…หรือว่าไฟไหม้?!

ยัง ไม่ทันจะขยับตัว ผมก็เห็นกับตาว่ามีชายร่างใหญ่ สูงทะมึนราวยักษ์ปักหลั่นใส่ชุดคนไข้โรงพยาบาล เดินทะลุประตูที่ล็อกไว้แน่นหนาเข้ามาดื้อๆ

เขาเข้ามาถึงเตียงก็ทิ้ง ตัวลงนอนข้างๆ ผม ส่วนผมเองยังนั่งตาแป๋วแต่ขยับตัวไม่ได้เลยครับ…เคยได้ยินคนโดนผีอำเล่า ว่าพวกเขาจะนอนตัวแข็ง แต่ผมโดนผีอำในท่านั่งเรอะเนี่ย?

ผมว่าผีอำเพราะเลือดลมในตัวไหลไม่สะดวก ไม่ใช่มีผีมาอำแต่ประการใด!

แต่นี่แปลกมากๆ เลย…

ผม กำลังฝันไปรึไง? ชายร่างใหญ่นอนแข็งทื่อ หอบหายใจยาวๆ แรงๆ สัก 2-3 ทีก็มีเสียงคร่อก…นัยน์ตาเหลือกค้าง จากนั้นก็มีบุรุษพยาบาลโผล่มาจากไหนไม่รู้ มาฉีดยากันเน่าเข้าที่เส้นเลือดที่เขาผ่าบริเวณขา พวกเขาปั๊มยาเสียงฟืดๆ แล้วก็ช่วยกันแต่งตัวศพ…

สรรพสิ่งเงียบเชียบเยือกเย็น จนผมพยายามบอกตัวเองว่าเรากำลังฝันไปเอง!

ภาพที่ผมเห็นมันสว่างเหมือนเราดูหนัง แต่พวกเขาห่อศพเสร็จ แสงสว่างนั้นก็ค่อยๆ จางลง…ห้องผมกลับมืดสลัวตามเดิม

ยอมรับว่าผมงงมาก แต่ก็นึกว่านี่เราคงฝันร้าย เพราะจิตรับรู้ว่าโรงแรมนี้เคยเป็นโรงพยาบาลร้างมาก่อน

ผม ลุกขึ้นมาดื่มน้ำ แล้วกลับมานอนคิดไปคิดมาอยู่นาน หัวใจที่เต้นแรงตอนที่รู้สึกตัวใหม่ๆ เริ่มจะเป็นปกติ…ในที่สุดก็ผล็อยหลับไปเมื่อไหร่ไม่รู้เนื้อรู้ตัว

 

แต่เบื้องหลังที่นี่คือโรงพยาบาลร้างที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ซะให้โก้หร่านสว่างไสว

บอกตรงๆ ว่าผมเองน่ะไม่เคยเชื่อถือเรื่องผีๆ สางๆ เลยครับ!

มิไยที่มีคนกระซิบว่าที่นี่ผีดุจนลือลั่น ผมก็ไม่หวั่นไหว ผีเผออะไรกันคิดไปเองทั้งนั้น! ผมว่าเรื่องแบบนี้มันอยู่ที่ใจ คนกลัวผีก็มักจะเจอผี จริงมั้ยครับ?

คืนนั้นผมนอนคนเดียวในห้องเตียงเดี่ยว ห้องสวยๆ บรรยากาศดีๆ ทำให้สบายใจมากๆ รู้สึกว่าได้พักผ่อนอย่างเต็มที่แสนสุโข…ดีล่ะ! พรุ่งนี้ผมจะได้ประชุมอย่างปลอดโปร่งและมีประสิทธิภาพ

ผมกินมื้อค่ำกับเพื่อนร่วมงานทั้งฝ่ายกรุงเทพฯ และอุบลฯ อิ่มหนำสำราญตั้งแต่สองทุ่มเศษๆ ไม่มีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ใดๆ ทั้งสิ้น จากนั้นต่างคนต่างก็แยกย้ายกันไปพักผ่อนตามอัธยาศัย บางคนขอเข้าห้องพัก แต่บางคนก็หัวเราะต่อกระซิก ชักชวนกันออกไปชมชีวิตราตรีตามประสาผู้ชาย

ส่วนผมขอตัวกลับขึ้นห้อง ตั้งใจจะดูทีวีซักหน่อยแล้วก็อาบน้ำเข้านอนแต่หัวค่ำ

ตอนที่ผมเปิดประตูห้องพักเข้าไปน่ะรู้สึกขนลุกซู่ไปทั้งตัวโดยไม่มีเหตุผล ไฟในห้องก็กะพริบวูบๆ ทำท่าเหมือนจะดับแหล่ไม่ดับแหล่ แต่ก็กลับสว่างเป็นปกติ

ผมไม่ได้ใส่ใจกับทั้งสองเหตุการณ์นี้เลย ที่ผมขนลุกอาจจะเป็นเพราะปะทะกับไอเย็น ส่วนไฟที่กะพริบก็อาจเป็นเพราะกระแสไฟตกอันเป็นสาเหตุธรรมดา

ผมเดินเข้าไปอาบน้ำสระผมอย่างไม่รีบร้อน แล้วก็แต่งชุดนอนมานั่งพิงพนักหัวเตียงดูทีวี แต่แล้วก็เบื่อ เป็นอันว่าปิดไฟนอนดีกว่า

 

เมื่อผมเล่าเรื่องนี้ให้ใครฟังเขาก็ขนลุก แล้วบอกว่าผมโดนผีหลอกอย่างน่าสยดสยองที่สุด แต่ผมก็ยังไม่เชื่ออยู่ดี และคิดว่าตัวเองฝันร้ายอยู่นั่นแหละ…คุณผู้อ่านล่ะครับ คิดว่าสิ่งที่ผมได้ประสบคืนนั้นมันคืออะไรแน่?!

การฆ่าตัวตาย

 

เหตุผลของเธอฟังเข้าท่า ดิฉันเลยไม่ติดใจสงสัยอะไร มีอยู่นิดเดียว…คือคุณยายเจ้าของบ้านเดิมจะเป็นห่วงบ้านของท่านหรือเปล่า เอ่ย? คงไม่หรอกน่า…คิดมากไปได้! ป่านนี้ท่านคงไปเกิดใหม่แล้วละมั้ง?

บ้านนี้น่ารัก ขนาดกำลังเหมาะกับดิฉันและสามี ที่มีลูกชายเล็กๆ เพียงคนเดียว…ดิฉันลาออกจากงานตั้งแต่คลอดลูกแล้วละค่ะ สามีทำงานคนเดียว ส่วนดิฉันเป็นแม่บ้านเต็มตัว ไม่ต้องมีคนรับใช้หรือพี่เลี้ยงเด็ก ดิฉันวาดฝันว่าจะอยู่บ้านเลี้ยงลูกอย่างมีความสุขในบ้านหลังนี้

นกน้อยทำรังแต่พอตัวไงคะ?

ดิฉันอมยิ้มเสมอเมื่อขับรถพาลูกชายวัยสามขวบไปส่งโรงเรียนอนุบาลใกล้บ้าน แล้วแวะซื้อกับข้าวกับปลากลับมาอยู่บ้านตามลำพัง

ขนหัวลุกจากบ้านผีสิง

มัน เป็นบ้านหลังเล็กๆ น่ารักในย่านสุทธิสาร เราซื้อจากเจ้าของที่แสดงอาการว่า เสียดายมันอย่างยิ่ง…เธอเป็นหญิงสาวที่เพิ่งแต่งงาน บอกว่าลงทุนปลูกบ้านหลังนี้ โดยรื้อบ้านไม้หลังเก่าของคุณยายออกไป…คุณยายเธอเสียชีวิตไปสิบกว่าปีแล้ว ละ

“ทีแรกจะให้เป็นเรือนหอค่ะ แต่มีเหตุจำเป็นเพราะคุณแม่ทำกิจการร้านอาหารอยู่ที่เมืองนอก เราก็เลยตัดสินใจขายที่นี่เพื่อไปช่วยทางโน้น”

เมื่ออยู่คนเดียวดิฉันก็เริ่มทำงานบ้าน กวาดถู เก็บเสื้อผ้าไปซักและตาก แหม…อยู่กันแค่สามคนพ่อแม่ลูก งานบ้านไม่ได้หนักหนาอะไรเลย สบายมาก! ราวสิบโมงเช้าก็เสร็จเรียบร้อย ดิฉันจะเปิดทีวีดู หรือไม่ก็คว้าหนังสือเล่มโปรดมานั่งอ่านบนโซฟา…

หลายสัปดาห์ผ่านไป ดิฉันชักจะรู้สึกแปลกๆ แล้วซิคะ!

นั่นคือ เวลาอยู่คนเดียวจะรู้สึกอึดอัด ไม่เป็นส่วนตัวเลย แปลกไหมล่ะคะ? ฟังดูขัดกันพิลึกนะ อยู่คนเดียวแท้ๆ แต่ดูเหมือนมีใครจ้องมองอยู่ตลอด…เวลาไปเข้าห้องน้ำจะได้ยินคล้ายๆ มีคนเดินอยู่ในบ้าน ทีแรกนึกเสียววูบว่าเป็นขโมย แต่พอออกมาก็ไม่เห็นใครเลยค่ะ

ดิฉันกลัวอยู่ไม่น้อย เพราะถ้าเกิดอะไรขึ้นใครจะมาช่วยล่ะคะ?

เรื่องเสียงฝีเท้าประหลาด ที่เดินไปเดินมาทั่วบ้านนั้น ดิฉันเคยบ่นให้สามีฟัง เขาบอกว่าดิฉันคงหูแว่วไปเอง ทีหลังให้เปิดวิทยุหรือทีวีเป็นเพื่อน เพราะคนเราเวลาอยู่ในที่เงียบมากๆ หูอาจจะแว่วเสียงอะไรขึ้นมาเป็นตุเป็นตะก็ได้

ดิฉันก็อยากจะเชื่อเช่นนั้น แต่คืนหนึ่งก็มีเรื่องที่ทำให้ต้องขนหัวลุก!

คืนนั้นดิฉันนอนบนเตียง มีลูกตูนอยู่ในอ้อมกอด สามีก็หลับอยู่ข้างๆ บนเตียงเดียวกันนี่เอง จู่ๆ ดิฉันก็รู้สึกตัวตื่น พบว่าลูกตูนลืมตาแป๋วอยู่ก่อนแล้ว แกไม่ได้มองหน้าดิฉันหรือร้องกวนโยเยอะไร แต่แกจ้องไปที่ประตูนิ่งๆ

ตอนนั้นดิฉันหันหลังให้ประตูห้อง ลูกตูนผงกศีรษะขึ้นมามองข้ามไหล่ดิฉัน…ห้องเรามีแสงไฟดวงเล็กๆ แบบที่เสียบปลั๊กไว้น่ะค่ะ เป็นสีแดงเรื่อๆ ทำให้ทั้งห้องดูสลัวๆ ไม่มืดสนิท

“ใครมาโหนประตูเราอยู่น่ะแม่?” ลูกตูนถามเบาๆ เล่นเอาดิฉันผวา

“ฝันไปหรือเปล่าลูก…นอนเสียเถอะ ไม่มีอะไรหรอก” ดิฉันกดศีรษะเล็กๆ ให้แนบอก…อีกพักใหญ่แกก็หลับไป…

วันรุ่งขึ้น ลูกตูนวาดรูปเล่นง่วนอยู่คนเดียว พอเสร็จแล้วก็เอามาให้ดู…

ดิฉันใจหายวาบ นั่นเป็นรูปประตูที่มีผู้ชายตัวดำเอามือโหนขอบบน เท้าลอยสูงจากพื้น ลูกตูนใช้ดินสอแรเงาผู้ชายทั้งตัวเลยค่ะ…แกวาดแบบเด็กๆ น่ะ แต่ดิฉันเห็นแล้วกลัวมาก

ภาพนั้นถูกเก็บไว้ในหนังสือที่ดิฉันอ่าน จนในที่สุดก็อดรนทนไม่ไหว ต้องเอาไปคุยกับเจ้าของร้านทำผมหน้าซอย เราสนิทสนมกันพอสมควร

คุณติ๋ว-เจ้าของร้าน พอเห็นภาพที่น้องตูนวาดก็ตะลึงไปเลยค่ะ!

“ถ้าเล่าแล้วคุณอย่ากลัวนะคะ” เธอเริ่มเรื่อง และเล่าว่าบ้านที่ดิฉันซื้อนี้ ตอนที่กำลังก่อสร้างเกิดเรื่องสยอง มีช่างทาสีผูกคอตายเพราะเสียใจที่เมียหนีไปกับชู้

ดิฉันจะทำยังไงดีล่ะคะ? ทำอะไรไม่ถูกเลยเพราะเป็นคนกลัวผีมากๆ เย็นนั้นก็เลยร้องไห้เล่าให้สามีฟัง เขาบอกว่าถ้าอยู่ไม่ได้ก็คงต้องขายละ…ไปอยู่คอนโดมิเนียมแทน

เออแน่ะ! ทำไมทีอย่างนี้ พูดง่ายจัง?

คำตอบน่ะหรือคะ? สามีดิฉันตัดสินใจย้ายบ้านทันทีที่ดิฉันเล่า เพราะเขาสารภาพว่าเขาก็เห็นเหมือนกัน เห็นเงาของผู้ชายคนหนึ่งแขวนคอตัวเองห้อยอยู่ที่ประตู เท้าลอยจากพื้นนิดเดียว

เราขายบ้านนี้แล้ว และรู้สึกเสียใจที่ต้องปิดบังไม่ให้ผู้ที่มาซื้อได้รู้เรื่องนี้ ได้แต่หวังว่าเขาคงไม่ถูกวิญญาณผีผูกคอตายมารบกวนอย่างที่เราเคยโดนมาแล้ว ค่ะ!

ถ้ำใต้ดิน

เหวนรกนั้นชื่อก็บอกตรงตัวอยู่แล้ว ที่แน่ๆ ก็คือมี สัตว์ตกลงไปตายมากมายเพราะพลาดพลั้ง หรือลื่นพรวดพราด ลอยละลิ่วลงไปแหลกเหลวกับก้อนหินก้นเหวนั่นปะไร!

ถ้าไม่มีคนตาย หรือตายแค่ 2-3 คน ก็คงไม่มีใครยกย่องว่าเป็นเหวนรกหรอกน่า…จริงมั้ยครับ?

ถ้ำมรณะก็เหมือนกัน!

อาจ จะมีสัตว์ร้ายสิงสู่อยู่ในถ้ำ ตั้งแต่เสือ หมี จนถึงงูเห่า งูจงอาง พิษสงขนาดฉกปั๊บเข้าให้ก็ไม่ต้องไปหาหมอให้เสียเวลา…ขุดหลุมฝังได้เลย! เพราะพิษร้ายจากเขี้ยวอสรพิษชนิดนี้แม้ว่าจะไม่รุนแรงเท่างูเห่า แต่มีจำนวนมากมายกว่างูเห่าราวสองเท่าตัว

หมองูที่เสาวภาท่านยืนยันว่า พิษงูจงอางสามารถฆ่าช้างได้ 1 ตัว ฆ่าคนได้ 20 คน!

สาเหตุก็เพราะในป่าเขาลำเนาไพรแสนเปล่าเปลี่ยวนั่นน่ะ เป็นที่สิงสู่ของบรรดาอสุรกายสารพัดชนิด ไม่ว่าผีมีระดับอย่างเจ้าป่าเจ้าเขา รวมทั้งเจ้าพ่อเจ้าแม่ที่สิงสถิตอยู่ตามต้นไม้และภูเขา ส่วนมากน่ะจ้องจะเอาชีวิตคนท่าเดียว จนใครที่ผ่านไปมาต้องเซ่นวักตั๊กแตนกัน ถึงจะรอดชีวิตไปได้

อ้อ! ที่อยู่ใกล้ถนนรนแคมหน่อย ก็มีคนสร้างศาลให้อยู่เป็นที่เป็นทาง ต้องจุดธูปเทียนบูชา มีผ้าเหลืองผ้าแดงพันไว้อร่ามไปแทบทั้งต้น

ท่านที่ต้องเดินทางไปต่างจังหวัดไกลๆ คงจะเคยผ่านศาลเจ้าพ่อเจ้าแม่เหล่านี้มาแล้ว คนเดินทางจะต้องแสดงความเคารพนบไหว้กันแปลกๆ ตามที่ได้ยินว่า “ท่านโปรด”

เช่นจุดประทัดสนั่นหวั่นไหวเมื่อถึงศาล จนคนที่ขับรถตามมาข้างหลังไม่รู้อีโหน่อีเหน่ พานนึกว่าเกิดปล้นสะดมขึ้นแล้วก็มี!

ต้องกดแตรแป๊นๆๆ แสบแก้วหูคันละ 3 ครั้งติดๆ กันก็มี คิดดูเถอะว่าตอนที่มีรถราผ่านไปมาหลายๆ คัน บรรดาโชเฟอร์กดแตรบูชาเจ้าพ่อหลักหลวง เจ้าแม่เขาชะโงก ดังสนั่นหวั่นไหวติดๆ กันแบบนั้น คนที่ไม่เคยระแคะระคายมาก่อนจะอกสั่นขวัญแขวนขนาดไหน

ที่ไม่เคยกดแตรก็ต้องกด! ที่ไม่ได้ตั้งใจก็สะดุ้งโหยง พลอยบ้าจี้กดแตรลั่นรถ จนคนที่มาด้วยวี้ดว้ายกันระงมก็เคยปรากฏมาแล้ว!

ตกใจจนกดติดๆ กันเกือบสิบทีกว่าจะหยุดได้ ก็ไม่เป็นไร…เผื่อเหลือเผื่อขาดครับของพรรค์นี้ กด แล้วสบายใจ เข้าทำนอง “เข้าเมืองตาหลิ่วก็ต้องหลิ่วตาตาม”

เหวนรก! ถ้ำมรณะ! ต้นไม้ผีสิง…ของพวกนี้ก็ต้องอยู่ในป่าดงเป็นของธรรมดา

 

นอกจากสัตว์ร้ายต่างๆ แล้วก็อาจจะมีถ้ำนรกหลบซ่อนอยู่ตามหลืบถ้ำมืดสลัว ไม่มีปล่องให้แสงแดดส่องลงมาถึง มัวแต่เดินเก้ๆ กังๆ เหลียวซ้ายแลขวาก็อาจจะหล่นวูบ…รู้สึกคล้ายโดนธรณีสูบเมื่อไหร่ไม่รู้ตัว

ลืมตาอีกทีก็เห็นยมบาลแยกเขี้ยวรอคอยอยู่แล้ว อย่าทำล้อเล่นกับถ้ำนรกไปเชียว!

ยกตัวอย่างให้เห็นชัดๆ ก็คือเรื่องอื้อฉาว “ขุมทองเมืองกาญจน์” ในถ้ำลิเจีย ที่ใครๆ ไปขุดหากันมาหลายสิบปีแล้ว แม้แต่ทุกวันนี้ก็ยังแยกย้ายกันขุดหาทองคำที่เชื่อว่าทหารญี่ปุ่นฝังไว้ก่อน แพ้สงคราม เรียกว่า “ขุมทองโกโบริ” จนกลายเป็น “ขุมทองโกโบเลอะ” ไปแล้ว

ดูในข่าวทีวีจะเห็นมีการตั้งศาลเพียงตา บูชาบัตรพลีด้วยหัวหมูบายศรี แถมเหล้าตามธรรมเนียมไทยๆ เป็นการบอกกล่าวกับขอขมาลาโทษเจ้าที่เจ้าทาง เจ้าป่าเจ้าเขาเสียก่อน จะได้ไม่เกิดเรื่องอัปมงคล…พูดตรงๆ ว่าไหว้ผีกันละครับ

ไหว้ไปทำไมกัน?

ก็เพราะเชื่อว่ามีวิญญาณเก่าใหม่สิงสู่ซับซ้อนอยู่ในนั้นมากมาย คือในถ้ำนั่นย่อมเคยมีคนยุคก่อนประวัติ ศาสตร์อาศัยอยู่ จนถึงยุคหลังๆ ที่คนเข้าไปหลบแดดหลบฝน หรือแม้แต่หลบสัตว์ร้าย แล้วก็ต้องล้มตายในถ้ำเพราะเจ็บป่วยบ้าง ถูกฆ่าตายจากคนหรือสัตว์บ้าง

ที่น่าสยดสยองกว่านั้นก็คือ…ถูกผีหักคอตาย!!

โดยเฉพาะพวกที่ไปขุดหาสมบัติ ขุดทอง แต่ต้องมาจบชีวิตเพราะตกเหวตาย เป็นไข้ป่าตาย หลงทางหลงถ้ำจนหมดแรงขาดใจตายไปเอง ขนาดระบุชื่อว่าคนนั้นคนนี้ตายเมื่อใด

ในถ้ำนรกที่ว่าก็ต้องตั้งศาลพร้อมเครื่องบัตรพลีอย่างที่ว่า เพื่อให้วิญญาณหลากหลายเหล่านั้นได้มากินเครื่องเซ่นจนอิ่มหนำสำราญ จะได้ไม่โกรธเกรี้ยว มารบกวนการทำงานให้ยุ่งยากเปล่าๆ

แหม! เป็นผีแล้วยังชอบเครื่องเซ่น คนเป็นๆ จะไม่ให้ชอบ “ส่วย” ได้ยังไงกัน?

คืนอาถรรณ์

นักจิตวิทยาพบว่า ในบางคนจะมีโอกาสที่จะเกิดอุบัติเหตุหรือล้มป่วยในวันศุกร์ที่ 13 ซึ่งมีการให้เหตุผลเอาไว้ว่าเป็นเพราะบางคนรู้สึกวิตกจริตเป็นอย่างมากในวัน ศุกร์ที่ 13 โดยทางศูนย์จัดการความเครียดและสถาบันอาบำบัดการกลัวในเมืองแอชวิลล์ มลรัฐนอร์ทแคโรไลนา ประเมินว่าในแต่ละครั้งที่มีวันศุกร์ที่ 13 สหรัฐอเมริกาต้องสูญเสียทางเศรษฐกิจเป็นเงิน 800 – 900 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ทีเดียว เพราะว่าประชาชนบางคนไม่กล้าเดินทางไปไหนและไม่กล้าแม้แต่จะไปทำงาน

ว่า กันว่าความเชื่อที่ว่าถ้าวันศุกร์เกิดไปตรงกับวันที่ 13 ของเดือนใดก็ตามแล้ว จะกลายเป็นวันแห่งความโชคร้ายนั้นเป็นความเชื่อของชาวตะวันตก โดยต้นตอแห่งความเชื่อนี้มาจาก อาหารมื้อสุดท้ายของพระเยซู (The Last Supper) โดยเชื่อกันว่าในอาหารมื้อนั้นมีผู้ร่วมรับประทานอาหารกับพระองค์ 13 คนก่อนที่พระองค์จะถูกนำตัวไปตรึงบนไม้กางเขนใน วันศุกร์ประเสริฐ (Good Friday)

ในขณะที่มีอีกความเชื่อหนึ่งกล่าวว่าวันศุกร์ที่ 13 ตุลาคม 1307 เป็นวันที่พระเจ้าฟิลิปที่ 4 แห่งฝรั่งเศส ทำการจับกุมตัวบรรดาอัศวินเทมพลาร์ชาวฝรั่งเศสจำนวนหลายร้อยคนไป ก่อนจะนำตัวไปทรมานและสังหาร เพื่อนำทรัพย์สินของพวกเขามาเป็นของฝรั่งเศส

จน ทำให้เกิดโรคกลัววันศุกร์ที่ 13 มีชื่อเรียกว่า Paraskavedekatriaphobia หรือ paraskevidekatriaphobia หรือfriggatriskaidekaphobia ซึ่งเป็นอาการหนึ่งของโรค triskaidekaphobia คือ โรคกลัวหมายเลข 13

และ ที่มาที่ทำให้วันศุกร์ 13 กลายเป็นวันโชคร้ายไปทั่วนั้นน่าจะมาจากภาพยนตร์สยองขวัญอย่าง ศุกร์ 13 ฝันหวาน หรือ “Friday the 13th” ซึ่งเรื่องเกี่ยวกับฆากรต่อเนื่องในสหรัฐอเมริกา ซึ่งตัวเอกของเรื่องมีเอกลักษณ์เด่นคือการสวมหน้ากากฮ็อกกี้ เพื่อปกปิดใบหน้า ก่อนทำการฆาตกรรมเหยื่อ

สำหรับความเชื่อเรื่อง ศุกร์ 13 เป็นวันไม่ดีนั้นส่วนใหญ่จะเชื่อกันในหมู่ชาวตะวันตกเสียเป็นส่วนมาก ซึ่งเรื่องแบบนี้นั้นถือเป็น

ผีแพแตก

ลุงกับป้ามีอาชีพทอดแหหาปลาตอนกลางคืน แกบอกว่าปลาชุกชุมกว่าตอนกลางวัน บางคืนยังได้งูเหลือมมาขายอีกต่างหาก…ก่อนจะขึ้นบ้านก็แวะเก็บผักบุ้ง ผักกระเฉดไปส่งแม่ค้าที่ตลาดเจริญผล

คืนหนึ่งก็เจอะเจอเรื่องขนหัวลุกเข้าเต็มเปา!

สาเหตุ มาจากตอนเย็นที่มีศพลอยน้ำคว่ำหน้ามาติดที่แพผักบุ้ง ชาวบ้านมุงดูกันเต็มฝั่ง เห็นสวมเสื้อแดงลอยปริ่มๆ น้ำ บางคนบอกว่าผีคงติดใจที่นี่ถึงไม่ลอยไปที่อื่น บางคนบอกว่าเป็นศพผู้ชายน่ะเพราะนอนคว่ำ ถ้าศพผู้หญิงต้องนอนหงายแน่นอน

ยืนยันว่าไม่ใช่เรื่องสัปดน แต่เชื่อถือกันมาตั้งแต่สมัยปู่ย่าตายายแล้วครับ

ลุง หมัดชวนพวกหนุ่มๆ มาช่วยใช้ไม้ยาวๆ ค้ำศพให้ลอยไปที่อื่น แม้ว่าจะมีคนท้วงให้ไปแจ้งตำรวจ ลุงหมัดก็ไม่ยอม ย้อนถามว่า…พวกมึงจะให้เขาขนศพผ่านหมู่บ้านเราหรือ?

ผมเห็นภาพนั้นแล้วขนลุก ติดหูติดตามาถึงป่านนี้!

พอ ไม้กระทบศพเนื้อหนังก็หลุดออกเป็นแผ่นๆ บางทีก็ทั้งกระบิ…ในที่สุดร่างนั้นก็หลุดจากแพ ผักบุ้งลอยตามน้ำไป ผู้หญิงหลายคนว่าคงกินผักบุ้งไม่ลงไปอีกนานแน่นอน

ครั้งก่อนเรียกว่า “หมู่บ้านอาสาจาม” เพราะแขกจามอาสาศึกตั้งแต่สงครามเก้าทัพ ต่อมาก็ยกครอบครัวมาลงหลักปักฐานกันมากมาย สมัยก่อนเรียกว่า “ยกครัว” นับวันยิ่งมีการอพยพครอบครัวมาอยู่กันมากขึ้นทุกที เลยเรียกว่า “บ้านครัว”

แขกจามที่นับถือศาสนาอิสลามก็เรียกว่า “แขก ครัว”

ชาวเขมรก็มีหลายกลุ่ม เช่น กลุ่มมะเปรียง, พุมมะปรางค์, พุมมะเปรย เป็นต้น…อาชีพที่ขึ้นหน้าขึ้นตาคือทอผ้าไหม จิม ทอมป์สัน “ราชาผ้าไหมไทย” ก็มาลงหลักปักฐานอยู่ที่นี่ รุ่งเรืองสุดๆ โด่งดังไปทั้งโลก จนหายสาบสูญไปในมาเลเซียเมื่อราว 30-40 ปีมาแล้ว

อาชีพรองลงมาคือทำประมงน้ำจืด เก่งทางดำน้ำ ว่ายน้ำ จับปลา เพราะเคยทำมาก่อนเมื่อตอนอยู่ริมทะเลสาบในกัมพูชา

ทั้งปลาสด ปลากรอบ ปลารมควัน (ด้วยกาบมะพร้าว) สมัยก่อนทั้งกินทั้งขาย แถมนำไปแลกเปลี่ยนกับของกินของใช้ต่างๆ แม้แต่เส้นไหมดิบที่สั่งมาจากเขมรและญวน รวมทั้งภาคอีสานของเราเพื่อนำมาทอเป็นผืนผ้าต่อไป

พวกผู้ใหญ่เล่าว่า การย้อมผ้าทอผ้านั้นเขาถือเคล็ดลางกันมาก เช่น เวลาย้อมจะต้องออกไปไกลผู้คน ไม่ให้พระสงฆ์ หรือผู้หญิงมีครรภ์มีประจำเดือนเข้าใกล้ เชื่อกันว่าจะทำให้สีผ้าซีดจางจนใช้ไม่ได้

ช่วงที่ผมแตกเนื้อหนุ่ม ผ้าไหมบ้านครัวขายดีมากจนทอไม่ทัน จิม ทอมป์สัน เห็นว่าการทอผ้าแบบโบราณใช้กี่พุ่งทอด้วยมือเสียเวลาโดยใช่เหตุ จึงนำกี่กระตุกซึ่งใช้ทั้งมือและเท้า ทำให้ทอผ้าได้รวดเร็วขึ้นมาใช้งานแทน

แทบทุกบ้านจะมีเส้นไหมสีสวยๆ ตากไว้ตามระเบียงจนกว่าจะแห้ง แล้วกรอเข้าหลอด นำเส้นไหมมาหวีเข้ากี่เพื่อทอเป็นผืนผ้าต่อไปตามต้องการ ทั้งผ้าขาวม้า ผ้าโสร่งมีหมด

บ้านผมยกพื้นใต้ถุนสูงอยู่ใกล้ๆ คลอง ตอนนั้นน้ำยังใสสะอาด มีแพผักบุ้ง ผักกระเฉดงาม สะพรั่ง พอถึงหน้าน้ำเคยมีศพลอยมาแค่ 2-3 ศพ ก็ขนหัวลุกไปตามๆ กัน…พวกผู้ใหญ่ลือว่าผีดุนัก บางทีผีที่ลอยน้ำมาก็ทะลึ่งตึงตังขึ้นดื้อๆ บางทีก็จมหัวดิ่งแต่ชูขาทั้งสองข้างขึ้นมากวัดแกว่งให้เห็นตำตา!

ตกค่ำยังเคยมีคนเห็นร่างดำๆ ลุยน้ำขึ้นมาจากคลองแสนแสบ ส่งเสียงร้องกรี๊ดๆ โหยหวนเยือกเย็นน่ากลัว จนคนที่ได้ยินวิ่งอ้าวกลับบ้าน นอนคลุมโปงตัวสั่นเทาไปทั้งคืน

ไหนจะผีที่กุโบร์อีกล่ะ!!

เขาว่าตอนดึกๆ จะเห็นผู้คนเดินขวักไขว่ บ้างก็นั่งกอดเข่าอยู่ตามหลุมนั้นหลุมนี้ บางทีก็ยืดตัวสูงลิ่วขึ้นไปเหนือหลังคา…พวกเด็กๆ ที่เคยซุกซน วิ่งเล่นเกรียวกราวกันตั้งแต่เย็นจนถึงมืดค่ำ…พอตะวันตกดินก็รีบแยกย้าย กันกลับบ้านแล้วละครับ อารามกลัวโดนผีหลอกน่ะซี

ลุงหมัดกับป้าก๊ะบ้านอยู่ใกล้ๆ ผม เคยบอกกับใครๆ ว่าแกไม่เชื่อเรื่องผีๆ สางๆ หรอก ขืนมัวแต่กลัวผีก็ไม่ต้องทำมาหากินกันพอดี!

 

คืนนั้นลุงหมัดกับป้าก๊ะก็ออกไปหาปลาตามเคย ครั้นตกดึกได้ยินเสียงร้องเอะอะจนชาวบ้านแตกตื่น ถือไฟฉายไปดูก็เห็นลุงกับป้าวิ่งอ้าวจากท่าน้ำตะโกนลั่นๆ ว่าผีหลอก! ไม่เชื่อก็ไปดูได้เลย

ตอนแรกไม่มีใครเชื่อ หาว่าลุงหมัดกับป้าก๊ะตาฝาดไปเอง แต่พอไปดูก็เห็นศพสวมเสื้อแดงนอนคว่ำปริ่มๆ น้ำ กระเพื่อมไปมาอยู่ที่แพผักบุ้งนั่นเอง…ขนหัวลุกไปตามๆ กัน!

ผีสิงต้นไม้

ตะเคียนต้นนี้อยู่ในเขตวัดตะเคียนงาม ตำบลกระแสบน อำเภอแกลง จังหวัดระยอง ตั้งชื่อตามต้นตะเคียน ซึ่งมีอยู่สองต้น ความสูงใหญ่และอายุไล่เลี่ย กัน น่าแปลกต้นซ้ายได้ชื่อว่าเจ้าพ่อตะเคียน ผิดกับตะเคียนทั่วไปซึ่งเชื่อถือกันว่าเป็นเพศหญิง ส่วนต้นขวาคือเจ้าแม่ตะเคียนทอง ที่มีอิทธิฤทธิ์ให้ชาวบ้านร้านช่องเลื่อมใสและเคารพนับถือกันมาช้านานแล้ว

ตะเคียน คู่นั้นมีผ้าแพรหลากสีสันพันรอบลำต้น โดยผู้คนที่มาบนบานศาลกล่าวเรื่องต่างๆ ได้รับความสำเร็จสมปรารถนา อีกทั้งมีการสร้างศาลไม้เล็กๆ ไว้ให้เป็นที่อยู่อาศัยและเซ่นไหว้มาช้านานหลายสิบปี จนศาลนั้นโดนทั้งแดดและฝนกระทั่งเก่าแก่ใกล้ผุพังไปตามกาลเวลา

เมื่อราวสองปีก่อนก็เกิดเรื่องน่าอกสั่นขวัญแขวนอุบัติขึ้นมา!

กลาง ดึกคืนนั้น มีทั้งพายุและฝนโหมกระหน่ำหนักหน่วง ชาวบ้านใกล้เคียงได้ยินเสียงยอดไม้โดนพายุรุนแรง ตามด้วยเสียงกิ่งก้านเสียดสีกันไม่ขาดสาย ฟังคล้ายเสียงผู้หญิงกำลังร่ำร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัส สะท้านสะเทือนเข้าไปถึงหัวอกหัวใจจนขนลุกขนพองไปตามๆ กัน

ไม้ใหญ่ทั้งสองชนิดเชื่อกันว่ามีผีสิงโดยธรรมชาติ ไม่จำเป็นต้องมีใครผูกคอตายหรือตกลงมาตายเหมือนต้นไม้ชนิดอื่นๆ ด้วยซ้ำไป

จังหวัดระยองก็มีเจ้าแม่ตะเคียนทอง เชื่อกันว่าเป็นตะเคียนใหญ่ที่สุด อายุมากที่สุดในประเทศไทย

ความใหญ่ขนาดแปด คนโอบ อายุไม่ต่ำกว่าห้าร้อยปี!

 

บัดดลนั้น เสียงเปรี๊ยะปร๊ะก็ดังกระหึ่ม ราวเสียงใครกรีดร้องกึกก้อง ตามด้วยเสียงครึกโครม สนั่นหวั่นไหวปานเสียงฟ้าผ่า แผ่นดินสะท้านสะเทือนจนบ้านช่องพลอยสั่นไหว แทบจะพังทลายไปด้วยกันในพริบตา!

รุ่งเช้า ชาวบ้านก็ออกมาเห็นภาพที่ทำให้ตะลึงพรึงเพริด แทบจะไม่เชื่อสายตาตัวเองว่าภาพที่เห็นจะเป็นความจริง

นั่นคือ ตะเคียนเจ้าแม่กิ่งใหญ่หักสะบั้นลงมากองอยู่บนพื้นดิน ความใหญ่โตและยาวเหยียดเหมือนจะเป็นตะเคียนอีกต้นหนึ่งที่หักโค่นลงมา จนต้องช่วยกันตั้งแคร่และเลื่อยออกเป็นสองท่อนยกขึ้นวางไว้ใกล้ๆ กับรั้ววัดนั่นเอง

เมื่อพูดถึงเสียงเสียดสีเอี๊ยดอ๊าด คล้ายเสียงร้องร่ำคร่ำครวญด้วยความเจ็บปวดก่อนจะหักโค่นลงมา ก็ทำให้ผู้คนถึงกับขนลุกขนชันด้วยความประหวั่นพรั่นพรึง ราวกับเสียงนั้นยังติดหูอยู่ในความทรงจำไม่รู้หาย

เรื่องราวน่าขนหัวลุกก็อุบัติขึ้นแต่นั้นมา!

ในยามค่ำคืน มีคนเห็นผู้หญิงผมยาวแต่งชุดไทยโบราณเดินผ่านไปมา บางครั้งก็เห็นชัดเจน แต่บางคราวก็เห็นเพียง วอบๆ แวบๆ แล้วก็หายไป มีเสียงร่ำไห้โหย หวนดังขึ้นมาแทนที่

 

แม้แต่นักท่องเที่ยวจากจังหวัดใกล้เคียง รวมทั้งกรุงเทพฯ ก็มีไกด์พามาเที่ยวชมกันคึกคักหนาตา

มีผู้นำเสื้อผ้าของสตรี ชุดไทยสวยๆ งามๆ มาแก้บนมากมาย โดยแขวนไว้ในตู้พลาสติกด้านซ้าย มีถาดใส่ไฟแช็กที่เชื่อว่าเจ้าแม่โปรดปรานหลายสิบอัน ไหนจะตุ๊กตาม้าและเด็ก โดยเฉพาะกระบอก เซียมซีที่เล่าขานกันว่ามีผู้โชคดีถูกหวยรวยลอตเตอรี่กันมาหลายรายแล้วเพราะ เจ้าแม่ให้โชค

เจ้าแม่ตะเคียนทองในวัดตะเคียนงาม นอก จากจะเก่าแก่ใหญ่โต อำนวยอวยพรให้ผู้มา กราบไหว้แล้ว ยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่น่าศึกษาสนใจของจังหวัดระยองอีกด้วยครับ

มีคนฝันเห็นผู้หญิงที่เชื่อว่าเป็นเจ้าแม่ตะเคียน ทองมาร้องห่มร้องไห้ คร่ำครวญว่าไร้ที่อยู่อาศัย ไม่มีชายคาคุ้มแดดคุ้มฝน ต้องทุกข์ทนอยู่กลางแจ้งมาตลอดเวลา ได้รับความทุกข เวทนามาช้านานแล้ว

หนัก เข้าชาวบ้านก็ร่วมมือร่วมใจกันสร้างศาลใหม่เป็นการเป็นงาน มีหลังคาและฝาสามด้าน ทำรูปปั้นเจ้าแม่ตะเคียนทองแต่งองค์ทรงเครื่องสวยงาม มีบริวารขนาดเล็กเป็นสาวสวยขนาบซ้ายขวา ผู้คนศรัทธาเลื่อมใสเข้าไปกราบไหว้ ทั้งขอพรและทั้งบนบานศาลกล่าวเรื่องราวต่างๆ ปรากฏว่าสมปรารถนากันมากมาย จนขึ้นชื่อลือชาไปทั้งเมืองระยอง

Scary night

I was the one who believes that the ghost is actually a ghost wandering around. Or Sampewsi everywhere. Such as electrocardiogram. With both radio and TV. There is some risk. All images and some audio. But we have not seen and not heard. If we do not have a receiver.

To be afraid of ghosts and spiritualism. I’m sure there is something like the Holy Ghost the same fear!

Buddha and prestige of something we respect you anyway. To protect us … I just love it and the conscious. We believe that the bad things will be different. I was certainly not.

I’ve been faced with the most daunting about 6-7 years before this.

As of mid-December of that year. 1 Phaholyothin Soi Ari Samphan (Brahma Lane), Bangkok at about 17.00 pm I am concerned about the bottom lane for taxis. It is almost finished, you’ll have eight.

Dark winter fast. I would walk out to the car, it was thought that far. The shortcut is forgiven once the RAM or the olive to the street in front of the hospital is close to the crown fits. Up to 14 bus back to Bangkok.

Except that it was still cold … they are inspiring to know that it is wrong to call it.

A narrow passage. But both sides are overgrown bushy tree grove, but a small stand loomed high overhead. The wind was blowing at a flick of breathtaking synthesizer sounds. I feel cold and lonely … I do not need to be turned left and right almost all the time.

I do not see anyone walking past. Exis apart. But Libby was light. View bleak horror as I passed the final night. Whether women or men.

I thought it was more dangerous kinds of traps that may await us!

Where the junkie’s stealthy the hell do drugs again. The corner out of sight of people in this city that are normally abundant. Where will the homeless. I mingle with teenagers sniffing glue another Dodge.

These people are caned but I do not mind hearing it. To run away with stealing. Attacked and severely injured victims. Or gag raped and murdered at any time! I think it is awesome. The visualization itself tremble searchlights to me … I would say … Makin parish olive

Look up at the train and head to the buzzing sound I heard chants!

The glowing lights along the right side of the mouth, throat, dry wood facade over. แkegใh walk again. I do not fear anything. I see a group of young men and women sit together in a circle. The candle on the tin. And a plastic bag … I’ll See the whimsical I think that these children sniff glue until symptoms “dumbstruck” up.

White eyes turned to stare at me the same look. แkegใh while smiling at the sound of that … this is to measure the olive right?

No answer. The girl nodded silently. I mumbled thanks and quickly with long steps. Passed quickly … around. But the dim facility tracks a terrible desolation. I do not put pressure on the heart.

See it on the black canal runs forward. See it briefly stunned. Femur, tibia, it was almost quaking fell limply to the ground immediately.

There is … the hospital after the crown itself!

Everyone knows that the mortuary. Or the morgue behind the hospital too.

I drew a long breath. The eyes are looking ahead. I know it’s near the end of the olive … despite knowing that there is not a boy’s body was decomposed. But I was not afraid. I have to ask what it is.

Suddenly, a black canal bursts at the hospital after I was not dreaming!

This time, not only deflating thigh. But still trembling in the balance … almost like heart stop beating for a moment. Dazzle up the curtain down. I turned away to look around but the spell.

Dark figure loomed bolder look that stands staring pointedly at me compose your parents think of the Buddha as refuge. I spread the charity he set up to make him …

This is apparent gradually. Blur fade away … I went to my parish. Returned home safely … but vowed not to walk through there at night anymore! Miserable on …

black crystal

Shadows lurked at the edge of the circus camp spread around the black mountain of the Big Top pitched beside Shady Creek in a field outside of Sarasota, Florida. The evening cooking and warming fires of the circus people mingled bacon smells with wood smoke and waves of warm air. The railroad tracks marched across a distant meadow with the circus train stretching out on them like a pencil line. One of the shadows materialized into a gypsy wagon with rickety wheels, chipped red and blue paint, faded orange letters, and a scattering of white stars circling a black crystal ball decorating its weather worn sides. Madam Cecelia sat in the oval doorway of the wagon holding the original black crystal ball in her hands. She turned the evening cool, smooth crystal ball over and over and she held it up to the light from the small fire burning in front of her wagon and admired the patterns of the flames as they danced across the crystal ball’s surface.

Then the texture and temperature of the ball changed. It began to warm up gradually like a frozen hand thawing out in a mitten. Soon the crystal ball became too warm for Madam Cecelia to hold and she dropped it on the seat beside her.

“Ouch, that was hot!” Madam Cecelia exclaimed. She leaned over so far that her yellow turban slipped over her eyes and the sleeve of her green and purple striped robe completely covered the crystal ball. She pushed her turban back on her head, pulled her sleeve off the crystal ball and stared into it. Then she asked the cool March air, “Why are you here, Bettina?”

Madam Cecelia stared into the crystal ball and she saw Bettina doing a back flip at the dinner table back at her home.

“I’m going to find Uncle Andy and join the circus!” Bettina proclaimed to those at the table.

Bettina knew exactly where to find Uncle Andy. She read in the Sarasota Spectator that circus owner Robert Ringling had done something different this war year of March 1944. Instead of following the usual custom of dress rehearsing his show in New York, Robert Ringling decided to try out his company right here in Sarasota, Florida. He called his production staff, performers, and musicians to the circus winter quarters and rehearsed and practiced them for weeks. Bettina had read about it in the Sarasota Spectator every day for the past three months. Today, March 26, 1944, the Sarasota Spectator reported that the Ringling Brothers Barnum and Bailey Circus had performed without a hitch and all of the proceeds were going to charity. This would be the last night in town for the circus. It was heading north to New York and then on to Hartford, Connecticut in July. Bettina had recently learned that her Uncle Andy had been an acrobat with the circus for six years.

Bettina couldn’t believe when she came up out of her flip and saw Uncle Andy sitting in the seat of honor next to Papa. Uncle Andy smiled at her. “So I finally get to meet my niece, Bettina. Wonderful flip, just wonderful. You can show me the rest of your act after dinner.”

Bettina’s eyes lit up like she had swallowed a firecracker. She choked on the tea that she had begun to sedately sip to please Papa.

“Papa, can Uncle Andy and I practice acrobatics after dinner?”

Papa set his tea cup into its saucer so hard that tea sloshed over the edges unto Mama’s white lace tablecloth.

Papa seemed to stare straight through Uncle Andy, which Bettina found odd. After all, Uncle Andy was at least twice Papa’s size with red hair that clashed with Papa’s brown hair, and bushy red eyebrows resembling a burning bush. Papa’s glare rested on Mama. “Helen, I forbid you to encourage that child in her absurd fantasies! Circus acrobat, indeed!”

“Dreams aren’t absurd, dear. It takes faith and imagination to dream,” Mama said.

Glaring at Bettina, Papa said, “I forbid you to wear anything but white dresses and pink hair ribbons, and I order you to keep both of your feet on the ground at all times!”

Mama hurried to the kitchen to get a tea towel as Bettina stared at her Papa, shocked at his sudden anger. She dabbed her lace tablecloth with it. “I’m sorry, Helen,” Papa said, grabbing the other end of the towel and dabbing at the tea stain that invaded the tablecloth like a fire licking the edges of a piece of paper. He dabbed at the stain with his end of the towel. “I’ll get you another lace tablecloth, Helen.” He continued to ignore Uncle Andy.

Mama patted his hand and gently worked the dish towel out of it. “Kenneth, why don’t you go into the study and relax while Bettina and I do the dishes?”

Bettina watched Papa walk to the study, Uncle Andy trailing behind, still unnoticed. Papa looked and acted like he was walking into freezing water.

In the kitchen, Mama handed Bettina the dish towel with one hand and a pair of patched brown knickers with the other. They once belonged to her older brother Frank, who had left for Army service months ago.

“You patched Frank’s knickers, Mama. Oh, thank you!”

“Now, if I can just calm your father down enough for you to practice,” Mama muttered as she and Bettina did the dinner dishes. By the time they were finished, Mama had an idea to calm Papa. She told Papa she had a “rose problem” and since Papa liked roses so much, he went to the rose garden with her right away.

Wondering why Mama and Papa were ignoring Uncle Andy, Bettina put on Frank’s patched knickers and one of Papa’s shirts and rushed back into Papa’s study. Uncle Andy showed Bettina the fine points of somersaulting, back flips, and hand stands. It seemed to Bettina that all Uncle Andy had to do was show her the acrobat moves and she was doing them. She flew through the air, she turned and twisted. Bettina was flying!

Bettina was so happy with her acrobatics and Uncle Andy was so happy with his teaching her that neither of them noticed Papa until he stomped through the door and grabbed Bettina in mid somersault. He sat Bettina down on the floor so hard that her teeth chattered. “Go upstairs and take off those knickers at once!” Papa shouted.

“But me and Uncle Andy…” Bettina protested.

“Don’t you mention his name in this house again!” Papa roared.

Uncle Andy turned and rushed out out the front door, slamming it behind him. Bettina then went into the hall closet and got out one of Frank’s old baseball caps that Mama had put there. Bettina put on the baseball cap, marched upstairs then carefully climbed down the rose trellis that Mama had put up outside her window. Using her newly practiced crab crawl, she climbed down two stories, careful to use the toeholds in the trellis. Then she hurried toward the circus grounds on Sherwood Avenue, looking for Uncle Andy.

 

Madam Cecelia stared into the crystal ball and she saw Bettina running toward the Big Top.

“Bettina, why are you here?” As Bettina ran closer, the crystal ball again changed temperature from warm to so hot that Madam Cecelia dropped it and waved her hands in the air to cool them off.

“How did you know my name?” Bettina asked the strange looking woman in the green and purple striped robe and yellow turban who looked more like a clown than a spooky gypsy fortune teller. “How did you recognize me when I’m wearing my knickers and my baseball cap?”

“I know all. I see around knickers. I see under baseball caps. I see into the future,” Madam Cecelia intoned.

“Your turban is on crooked,” Bettina told Madam Cecelia.

“My crystal ball is straight looking and talking,” Madam Cecelia said. “And it’s telling you to go home. Girls don’t run away to join the circus.”

“Most girls don’t join the circus but I’m not most girls. I wear knickers and turn somersaults and I’m going to find my Uncle Andy and I’m going to join the circus with him,” Bettina said.

“Come inside, then,” said Madam Cecelia, beckoning to Bettina. Your Uncle Andy is busy carrying water for the elephants, but we can wait for him here and maybe fix him some supper.” She patted the wagon seat beside her.

At first Bettina hesitated, but when Madam Cecelia looked at her like she was a timid girl, Bettina climbed up beside her on the wagon seat. Madam Cecelia handed her the crystal ball. “Hold this while I go inside and get some sausage to fry for supper,” she said to Bettina.

Madam Cecelia disappeared inside the wagon for what seemed like hours to Bettina. Darkness had tucked itself more firmly around the wagon during the time Madam Cecelia was inside, and the fire in front of the wagon nearly went out. When Madam Cecelia saw the embers, she said sharply to Bettina, “Quickly, quickly, go to the woods across the field there and collect more firewood.”

Bettina stumbled across the dark field, her feet tripping over roots and the uneven ground. Once she stumbled into a rabbit hole and had to struggle to get out. Her ankle ached, but she kept running. Finally, she reached the edge of the woods. The wall of trees, as solid as the black bulk of the Big Top, seemed to rush to meet her, their branches reaching out to grab her and pull her into their thick scratchy arms.

Although she was wearing her knickers, Bettina shivered like she had seen her girlfriends Sally and Janet shiver when they were afraid. She also had seen her cousin Frank whistle when he was afraid, so she shivered and whistled both, as she took three steps into the woods. She could see twigs and small branches on the ground and she quickly gathered up an armful and turned to run away.

Then she saw it – a bright red glowing light coming toward her and growing larger and larger as it drew nearer. Bettina stopped whistling. The glowing red light was a red dragon with fire shooting from its nose and claws, flying faster than she could run.

Grasping her firewood closely to her chest, Bettina ran for the edge of the woods, with the fire breathing dragon chasing her. Bettina thought that the dragon wouldn’t follow her out of the woods, but she could feel the dragon’s breath on her neck as she raced across the meadow. The fiery breath of the dragon singed her hair and she did several somersaults to get further ahead. Bettina was so out of breath she couldn’t even shout for help as she ran past the cooking fires of the circus people camped for the night.

Still clutching the firewood, Bettina did one giant somersault and landed in front of Madam Cecelia’s campfire. She stood up from her somersault, dropped the wood in front of the fire, and panting and wheezing, she pointed to where she had last seen the fire breathing dragon.

“There!” she gasped. “There!”

“There’s no one there,” Madam Cecelia said. “Thank you for getting the wood. And Andy is here!” She pointed to her crystal ball.

Bettina stared into the crystal ball, but she didn’t see anything but her own reflection.

“I want to see Uncle Andy! Uncle Andy’s an acrobat! He flies through the air on three trapezes and does somersaults in the air between them. He’s the best acrobat in the world, and I want to be just like him.”

For a minute Bettina had forgotten about the fire eating dragon, but the blazing of Madam Cecelia’s fire as she threw on the firewood reminded her and she looked over both of her shoulders. She didn’t see the dragon, but before she could say anything about it, a man with shoulders like barrels came up to the fire. Staring at Bettina, he said, “The elephants need feeding, watering, and bedding down NOW!”

The man with the shoulders like barrels pulled Bettina along by the arm and then into a nearby barn where two elephants stood flinging hay into the air. He handed her two buckets. “Fill these with water from the creek near the Big Top while I feed them some carrots and toss some hay for their beds,” he said.

Bettina carried the water buckets past the campfires of the circus people and soon she saw Shady Creek, so small that she was tempted to somersault across it, running past the Big Top. Instead, she knelt on its banks, and filled the water buckets. As she stood up and picked up the water buckets, Bettina’s eyes rested on peak of the Big Top. She then saw a thin line of fire spread across the canvas like water soaking into a sponge.

Bettina hauled her buckets of water to the doorway of the Big Top and stood on tiptoe, trying to throw water on the fire.

“What do you think you’re doing?” The man with shoulders like barrels stood beside her and grabbed a bucket from her hand.

“I’m trying to put out the fire. Don’t you see it?” Bettina waved frantically at the top of the Big Top, but there was no fire, just a smooth expanse of canvas.

“You need to get that water back to the elephants and stop playing tricks,” the man said. “Now git along with you!”

Bettina refilled the water buckets and hurried back to the barn. She heard the elephants trumpeting as she got nearer to the barn, and she put the buckets of water in front of the elephants and watched them take long slow drinks. Suddenly, one of the elephants took a long drink of water in its trunk and squirted it at the other elephant. Bettina laughed as the other elephant retaliated and both of them squirted water at each other. She kept laughing as she traveled back and forth to the creek for five more buckets of water so the elephants would have enough water to drink and squirt.

After she had finished watering the elephants, Bettina went back to Madam Cecelia’s gypsy wagon. She had to find Uncle Andy and if the crystal ball could tell her where to find him, she would pester it until it told her.

The wagon door was closed, but Bettina talked to it anyway. “Madam Cecelia, I’ve seen the strangest things around here tonight. First, a fire eating dragon chased me across the meadow, but I hung on to the firewood. Then I saw a flame run across the top of the Big Top, and when I told the man with barrel shoulders, he said he didn’t see it and he told me to keep hauling water for the elephants. What’s going on?”

Madam Cecelia didn’t open the door. Bettina stared into the shadows. Suddenly, she felt afraid. What if the fire eating dragon came charging at her from the other side of the fire?

Bettina folded her hands and cracked her knuckles. She could somersault away from the dragon again if she had to do it! She tried not to be afraid. After all, Papa had told her many times, his voice dripping with scorn, that girls and women were timid creatures.

Bettina jumped up and did a back flip. She knocked on the closed door of Madam Cecelia’s gypsy wagon. She shouted, “Madam Cecelia, are you coming out?”

Madam Cecelia stepped out of the wagon and sat on the front seat. She stared sternly at Bettina.

“The circus train is pulling out early in the morning,” Madam Cecelia said. “You will not be on it.”

Bettina stared back just as sternly. “I will be on the train with Uncle Andy.”

Madam Cecelia beckoned to her. “Come and sit and look into the crystal ball. Listen to the crystal ball.”

“I’ll sit and wait for Uncle Andy,” Bettina said, climbing up on the seat. She sat and waited and waited, but Uncle Andy didn’t appear. Finally, Bettina said, “I’m going to look for him.” By this time the campfire had died down into glowing embers and darkness had settled its heavy black folds around them. “Do you have a lantern?” Bettina asked Madam Cecelia.

“The crystal ball glows in the dark,” Madam Cecilia, said, handing the ball to Bettina. Bettina took the crystal ball in her hands and light shone through it and colored her skin like the moon shining behind the clouds. The crystal ball lit the faces of all of the circus people she walked by, but not Uncle Andy’s.

By the time she returned from her searching for him, the sun had begun to send fingers of light across the sky. All of the circus people had doused their campfires, packed up their gear, and boarded the circus train. The trainers had loaded all of the animals, including the two elephants. Bettina felt more afraid than she ever had when the fire breathing dragon had chased her. She felt so sad that she didn’t even want to turn somersaults nor do back flips. She just wanted to find Uncle Andy.

Suddenly, the crystal ball stopped glowing. It went completely black and felt as cold as Bettina’s hopes. Slowly, she walked back to Madam Cecelia’s wagon, but Madam Cecelia, too, had gone along with her horse and wagon. The only sign that remained that she had been there was trampled grass and the black circle where the camp fire had burned.

Bettina heard the train whistle in the distance. “What do you want me to do with your crystal ball?” she shouted. The mournful whistle of the train answered her question.

Bettina took the crystal ball home with her and hid it in her closet underneath a pile of pink dresses. She felt its magic smoothness as she listened to Papa’s scolding. After he had calmed down, they sat by the fire in the evenings, and Papa shared stories about when he and Uncle Andy were boys. Andy was always an acrobat and Papa, the serious and responsible person.

“You’re a lot like him and you’re a girl. That’s why I’m so hard on you,” Papa said. He started to say something else, but his voice choked up and he jumped up and hurried to his study. Bettina knew that he was standing by the window blowing his nose. She could hear him.

The next morning was Saturday, so Bettina didn’t have to hurry off to school. She went into Papa’s study. She knew he would be sitting in his arm chair reading the Sarasota Sentinel. Papa was indeed sitting in his arm chair, the Sarasota Sentinel folded across his knees. He held his blue and white polka dotted handkerchief to his nose and blew loudly, his eyes moist.

Bettina ran over and threw her arms around Papa’s knees, and the paper fell to the floor.

“Papa, why are you crying?” she said, picking up the newspaper and handing it to him.

Papa handed her the newspaper and pointed to a paragraph on the front page that he had circled with a black crayon.

Bettina read the paragraph, and her eyes widened in shock. For the paper said that the Ringling Brothers Barnum and Bailey Circus was honoring Andrew Yonkers, formerly an acrobat with the circus, who had died when his tent caught on fire two years before. He had bravely saved several audience members before meeting his certain death in the flames.

Bettina stared at Papa. “But Papa…”

“I didn’t like it because I thought he got more attention from my Mama and Papa than I did. I didn’t like it because you wanted to be like him. I wanted you to want to be like me.”

“But Papa, I saw him.”

Papa was sobbing so hard that he couldn’t answer her. Bettina sat in Papa’s lap and hugged him until he stopped crying. From that day on, Papa had Bettina practice her acrobatics in his study.

For days at a time, Bettina forgot about the crystal ball hidden in her closet. Then, on the night of Thursday July 6, 1944, after she had spent the day practicing somersaults like Uncle Andy did and after she had bathed and changed into her night gown, Bettina saw a glow through her closed closet door. She got out the crystal ball and rubbed it. The ball began to vibrate with a faint tinge of light, like the sunrise over the ocean and then it glowed a deep, fiery red like the fire breathing dragon. Bettina saw the Big Top and this time instead of a narrow ribbon, the Big Top blazed with banners of flame that waved in the wind and spread across the canvas. Bettina saw an acrobat turning flips and cutting doorways in the Big Top canvas so that frightened children and their parents could escape from the burning tent.

The next day, Bettina went to the meadow at the edge of the woods where the circus had spent the winter. Madam Cecelia’s wagon stood parked in its old place and Madam Cecelia, wearing a green and red polka dot turban, sat on the seat, smiling at Bettina.

“I brought back your crystal ball,” Bettina said. “It helped me find Uncle Andy.”

Madam Cecelia hugged her. “It will be here when you need it again,” she said.

Bettina turned somersaults all of the way home.